Like Box

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Ford เปิดตัว Fiesta 1.0 Ecoboost และ Ecosport พร้อมประกาศราคา

  ในที่สุด ที่งาน Motor Expo 2013 ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น Ford ก็ได้ฤกษ์กับการเปิดตัวและพร้อมขาย Ford Fiesta Minor Change ใหม่ ที่ตอนนี้ยังมีให้เลือกเพียงเครื่อง 1.0 ลิตร EcoBoost อยากได้เครื่องบล็อกอื่น คงต้องซื้อรุ่นเก่าไปก่อนครับ นอกจากนี้ยังมีการเปิดขาย Ford Ecosport และประกาศราคาอย่างเป็นทางการเรียบร้อย
   Ford Fiesta 1.0 Ecoboost มากับหน้าตาใหม่ที่ออกแบบให้ดูดีกว่าเดิม ดูเหมือนจะลดภาพลักษณ์สปอร์ตให้กลายเป็นรถเล็กติดหรูยังไงยังงั้น หน้าตารถเอกลักษณ์ใหม่ที่มองยังไงก็เหมือน Aston Martin ในส่วนท้ายรถได้รับการเปลี่ยนแปลงในส่วนไฟท้าย  ส่วนภายในนั้นก็ปรุงแต่งวัสดุเล็กน้อย

   เครื่องยนต์นั้นมากับเครื่องบล็อกใหม่อันลื่อลั่น กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย เครื่องเบนซิน 1.0 ลิตร เทอร์โบ ไดเร็คอินเจ็คชั่น 3 สูบ ให้กำลังสูงสุด 125 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ PowerShift 6  สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา

    ด้านความปลอดภัยนั้น การันตีได้จากการทดสอบการชนโดยได้ 5 ดาวจาก Euro NCAP ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า รวมทั้งม่านถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านหลัง เซ็นเซอร์ถอยหลัง และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวครับ
    ในด้านเทคโนโลยีก็ติดมาให้มากมายสมกับความเป็นฟอร์ด เราสามารถโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth®* ได้แบบไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ระบบ SYNC™ที่สามารถสั่งการให้ทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น  สั่งเล่นเพลง MP3 iPod หรือ USB สามารถอ่านข้อความได้ กุญแจรีโมทอัจฉริยะ ช่วยปลดล็อกทันทีหากเราดึงที่จับประตูในขณะที่มีพวงกุญแจอยู่ในกระเป๋า และที่เด็ดสุดก็คือ ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชันป้องกันไม่ให้รถไหลลงเนิน
Ford Fiesta 1.0 EcoBoost เป็นรถเล็กที่มากับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่ รวมทั้งฟังก์ชั่นเพียบ ทำให้ราคาอยู่ที่ 779,000 บาททั้งรุ่นซีดานและแฮตซ์แบ็คครับผม

   อีกคันหนึ่งก็คือรถอเนกประสงค์ Ford EcoSport ที่เรารอคอยมานานแสนนาน จนในที่สุดก็เปิดตัวและเปิดราคาขายกันสักที ซึ่งตัวรถนั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ ยาวxกว้างxสูง (มม.) 4,245 x 1,765 x 1,708 เป็นครอสโอเวอร์ตัวเล็ก หน้าตารถก็เหมือนแนวฟอร์ดรุ่นหลังๆ ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้นที่สุดเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน จากรูปลักษณ์ภายนอกกับเส้นสายรูปหยดน้ำ ไล่ไปด้วยรายละเอียดที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันรอบคัน ดีไซน์ที่ช่วยลดแรงต้านของลม เพื่อลดการใช้น้ำมัน ออกแบบให้สูงจากระดับพื้นดิน 200 มม. และยังสามารถลุยน้ำลึกถึง 550 มม. อีกด้วย ภายในเบาะหลังสามารถพับได้แบบแยกส่วน 60:40 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้นถึง 705 ลิตร

    ด้านเครื่องยนต์นั้นที่หลายคนคาดการณ์ว่าจะใช้เครื่อง EcoBoost ก็ไม่ใช่แล้วครับ เป็นเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร พละกำลัง 110 แรงม้าที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 142 นิวตัว-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ จะเป็นเกียร์อัตโนมัติพาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีดก็ได้ตามรุ่นที่มีให้เลือก ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีเครื่องอีโคบูสต์นะครับ เพราะว่า เครื่องอีโคบูสในอีโคสปอร์ตตอนนี้มีให้เลือกแค่เกียร์ธรรมดาอย่างเดียว ยังไม่มีเกียร์อัตโนมัติ จึงยังไม่มีแผนเข้ามา
   นอกจากนี้รถคันนี้ยังอัดเทคโนโลยีและความปลอดภัยครบ ระบบสั่งด้วยเสียง SYNC® พร้อมการเชื่อม
ต่อ Bluetooth ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน กุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ
   สำหรับตัวเลือกนั้นมีให้เลือก 4 รุ่น ได้แก่ 1.5L Ambiente MT ราคา 669,000 บาท 1.5L Ambiente AT ราคา 709,000 บาท 1.5L Trend AT ราคา 759,000 บาท และ 1.5L Titanium AT ราคา 829,000 บาท เห็นราคาแล้ว Nissan Juke คงจะเงิบไปตามๆกันครับ นอกจากนี้ Ford ยังมีโปรโมชั่นพิเศษ หากใครจองหรือซื้อ EcoSport 2,500 คันแรก รับส่วนลดทันที 30,000 บาท
   ใครสนใจ 2 ยนตรกรรมใหม่นี้ เชิญชมได้ที่งาน Motor Expo 2013 ตั้งแต่ตอนนี้ ถึง 10 ธ.ค. ครับ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

BMW เปิดตัว 420d, X5 xDrive30d และ X6 M50d ครั้งแรกในเมืองไทย


   BMW เปิดตัวรถใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ คูเป้รุ่นใหม่ BMW 4 Series,เอสยูวีหรูBMW X5,รถคูเป้เอสยูวีตัวแรง BMW X6 M50d ที่งาน Motor Expo 2013
   เริ่มที่ BMW 4 Series Coupe ครับ โดยหลังจากโชว์ตัวคอนเซปต์ที่งาน BMW Xpo ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา อีก 2 เดือนให้หลัง ก็คือเดือนพฤศจิกายน ก็ทำการเปิดตัวรถจริงทันที สำหรับในเมืองไทยนั้น ทาง BMW นำเข้ามาจำหน่ายในรุ่น 420d มากับเครื่องดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบ มากับพละกำลังที่ 184 แรงม้า 0-100 กม./ชม. ใน 7.3 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 21.7 กม./ลิตร
   BMW 4 Series มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ BMW 420d Sport และ BMW 420d M Sport ราคาอยู่ที่ 3,799,000 บาท และ 3,999,000 บาท ตามลำดับ
   คันถัดมาก็คือ BMW X5 ใหม่ เอสยูวีหรูรุ่นใหม่ล่าสุด จากค่ายใบพัดฟ้าขาว ยังคงเอกลักษณ์เดิมครบถ้วน มีการเพิ่มฟังก์ชั่น Air Curtains รวมถึงตัวกรองอากาศ Air Breathers และที่ปัดน้ำฝน Aero Blades สำหรับกระจกหลัง ระบบขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู xDrive all-wheel-drive
   รุ่นที่จำหน่ายในบ้านเรามีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ X5 xDrive30d และ X5 xDrive25d เริ่มที่ X5 xDrive30dมากับเครื่องดีเซลคอมมอนเรล 6 สูบ 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo กับ VNT เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 16.1 กม./ลิตร
   เครื่องยนต์ต่อไปคือ xDrive25d ที่เป็นเครื่องยนต์บล็อกประหยัด มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยก๊าซ CO2 149 กรัมต่อกิโลเมตร เป็นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 218 แรงม้าครับ สำหรับราคาทั้ง 2 รุ่น ยังไม่ประกาศออกมาครับ
   ปิดท้ายด้วยรุ่นใหม่ที่เป็นครั้งแรกของเมืองไทยกับ M Performance ในรุ่น X6 M50d ที่มากับเครื่องดีเซล 3.0 ลิตร 6 สูบ มากับพละกำลังแรงถึง 381 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 13 กม./ลิตร  0-100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ราคาจำหน่าย 9,899,000 บาทครับ
   ใครสนใจยนตรกรรมสุดหรูจากค่าย BMW เชิญชมได้ที่งาน Motor Expo 2013 ตั้งแต่ตอนนี้ - 10 ธ.ค. ครับผม
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ย้อนรอยวันวาน ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ 2 ค่ายดัง : Isuzu Vertex กับ Honda Tourmaster

    หากพูดถึงตลาดยานยนต์ในอดีตนั้น ช่วงนั้นก็ถือเป็นช่วงที่ตลาดรถยนต์กำลังบูม มีรถใหม่เปิดตัวหลายรุ่น และราคายังถูกกว่าตอนนี้มาก ซึ่งช่วงนั้นผู้เขียนยังวัยกระเตาะอยู่เลยครับผม (เรื่องจริงครับ ไม่ได้โม้) ซึ่งช่วงที่ผู้เขียนเริ่มชอบรถและมีใจรักเกี่ยวกับรถ เริ่มศึกษาข้อมูลรถใหม่อย่างจริงจังสุดๆช่วง ม.2 และเริ่มทำ Blogger ตอน ม.4 จนตอนนี้ ม.5 แล้วครับผม ซึ่งที่ผ่านมาผมยังมีเรื่องสงสัยเรื่องหนึ่งก็คือ ISUZU Vertex ที่เป็นรถเก๋งที่มีพื้นฐานจาก Honda Civic มันมีที่มาที่ไปยังไงกัน
   ความสงสัยก็ยังคงตราตรึงตอนถึง ม.5 ตอนนี้ ซึ่งเมื่อช่วง 2 - 3 สัปดาห์ทีผ่านมา ตอนที่ผมกำลังนั่งเรียนวิชาฟิสิกส์ อาจารย์ของผมนึกยังไงไม่ทราบ พูดถึงเกี่ยวกับการร่วมมือการผลิตรถของค่ายรถ 2 ค่าย อีซูซุ กับ ฮอนด้า ซึ่งฮอนด้าอยากมีรถกระบะ อีซูซุอยากมีเก๋ง ประกอบกับเมื่อ 2 - 3 วันมานี้ แฟนเพจของผมมีการพูดถึงเรื่องนี้ นั่นเป็นที่มาทำให้ผมต้องไปค้นข้อมูลมาครับ
   จุดกำเนิดของรถสองคันนี้เริ่มจากในช่วงปี 1992 - 1997 ช่วงที่ผู้เขียนยังไม่เกิดเลย ค่ายฮอนด้าซึ่งเป็นค่ายที่มีชื่อเสียงด้านการทำรถเก๋ง แต่ไม่รู้ว่าคิดอย่างไรถึงอยากมีรถกระบะเป็นของตัวเอง นั่นเป็นต้นกำเนิดของกระบะที่ ISUZU ได้ทำการผลิตให้ Honda เพียงแค่เปลี่ยนโลโก้กระบะของตน เปลี่ยนรายละเอียดนิดหน่อย จึงเป็นต้นกำเนิดของกระบะนามว่า "Honda Tourmaster" นอกจากนี้ค่าย GM ก็ยังอยากมีกระบะเป็นของตัวเองด้วย จึงได้กระบะใหม่นามว่า Opel Campo แต่ทั้งสองก็มียอดขายที่แย่และห่วยเอามากๆ เหตุน่าจะเป็นเพราะว่า ในเมื่อมันเป็นกระบะที่มีพืนฐานมาจาก ISUZU ซื้อ ISUZU น่าจะคุ้มกว่า
Honda Tourmaster เมื่อฮอนด้าอยากทำกระบะขาย จึงเป็นที่มาของคันนี้
Isuzu Vertex รถที่มาจากความร่วมมือของ Isuzu กับ Honda
 

   แต่มหากาพย์ระหว่าง Honda กับ Isuzu ยังไม่จบแค่นั้นครับ ในช่วงปี 1996 - 2003 ผู้เขียนยังแบเบาะอยู่เลย Isuzu หลังจากที่แป้กเมื่อผลิตกระบะให้ Honda กับ Opel ก็คิดอยากจะทำรถเก๋งเป็นของตัวเองบ้าง งานนี้จึงจับมือกับ Honda อีกครั้ง ด้วยการให้กำเนิดซีดานคันใหม่นามว่า "Isuzu Vertex" งานนี้ ใช้พีเซนเตอร์เป็นดาราต่างประเทศอย่าง "ริชาร์ด เกียร์" อีกด้วย รูปลักษณ์แทบจะเหมือน Civic ทุกประการ เพียงแค่ยกหน้าใหม่ ปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งผลออกมาก็แป้กเช่นกัน เหตุผลก็เหมือนกับ Isuzu ตอนนั้นหละครับ ในเมื่อมันเป็นแค่ Honda แปะโลโก้ใหม่ ซื้อฮอนด้าน่าจะดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ยังไปได้ดีกว่ากระบะ Honda และ Opel สุดท้ายมันก็หยุดผลิตไปเมื่อปี 2002 ตั้งแต่นั้นมา  Isuzu จึงไม่คิดทำเก๋งอีกเลย ส่วน Honda ก็มีกระบะนามว่า Ridgeline จำหน่ายในอเมริกาอยู่ แต่ก็มีแผนจะเลิกผลิตในเร็วๆนี้เช่นกันครับ
   สรุปว่า Isuzu จงอย่าได้ทำรถเก๋งอีกเลย ทำรถเพื่อการพาณิชย์ต่อไป ส่วน Honda ขายเก๋งต่อไปเถอะครับ ไม่ต้องคิดทำกระบะจะดีกว่า
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เปรียบเทียบมวยคู่เดือด ตอนที่ 1 Toyota Yaris VS. Suzuki Swift

  หากพูดถึงรถ Eco Car ตอนนี้ ก็ไม่มีคันไหนที่ฮิตไปกว่า Toyota Yaris ที่กำลังเป็นที่กล่าวขานกันตอนนี้ ด้วยความเป็นอีโคคาร์คันสุดท้ายในโครงการอีโคคาร์ เฟสแรก ซึ่งได้ทำการเปิดตัวไปเมื่อ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยทางโตโยต้าได้ตั้งเป้าขายไว้สูงถึง 4,000 คันต่อเดือน ล่าสุดตอนนี้ก็มียอดค้างส่งกว่า 8,000 คันแล้ว ซึ่งโตโยต้ายังต้องสู้กับคู่แข่งอีกหลายรุ่น แต่ที่น่าสนใจก็คือ Suzuki Swift เพราะงานนี้ Toyota ต้องการสู้กับ Suzuki Swift จ่าฝูงอีโคคาร์ท้ายตัดในขณะนี้  เราลองมาเปรียบเทียบตัวรถกันดูครับว่ามันจะต่างกันอย่างไรบ้าง
Toyota Yaris

Suzuki Swift
   Toyota Yaris ก็เคยทำตลาดในระดับรถ B-Segment ที่มีคู่แข่งอย่าง Jazz Fiesta และ 2 ซึ่งไม่รู้ทำไมโตโยต้าขาย Yaris ไม่ค่อยออก จึงน่าจะเป็นที่มาของการพลิก Yaris ใหม่ให้เป็นอีโคคาร์ แต่ตัวถังยังอยู่ในระดับ B-Segment ซึ่งเป็นอีโคคาร์คันสุดท้ายในโครงการอีโคคาร์ 1 ซึ่งสัญญาณของการขายดี ก็เริ่มแล้วด้วยยอดจองสะสมเลขสวยๆที่ 8,000 คันครับ
ชื่อเสียง
   Suzuki เคยทำตลาด Swift ในฐานะรถ B-Segment ธรรมดาที่นำเข้ามาจากอินโดนเซีย ทำให้มีราคาสูงเล็กน้อย แต่ก็ได้ยอดขายแบบมีน้ำมีเนื้อไปบ้าง แต่พอรุ่นใหม่นั้นมาผลิตในไทย มาตั้งโรงงานในประเทศ และทำตลาดในฐานะอีโคคาร์ ทำให้ได้ใจลูกค้า จนยอดจองยาวข้ามปีกันเลยทีเดียวครับ และกระแสความแรงก็ยังแรงมาจนถึงทุกวันนี้ ยอดขายติด Top 3 ในตลาดกลุ่มนี้อยู่ตลอด
   หน้าตาของรถพลิกโฉมจากรุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง แทบจะใหญ่ขึ้นในทุกมิติ กลายเป็น ECO CAR ที่ใหญ่สุดในตลาด มากับรูปลักษณ์สปอร์ตรอบคัน หน้าตาแนว Keen Look ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การออกแบบของ Toyota รุ่นใหม่ๆ
รูปร่างหน้าตา
   หน้าตาของ Suzuki Swift ยังมากับสไตล์เหมือนโฉมที่แล้ว แต่ปรับเส้นสายที่แข็งทื่อในรุ่นก่อน ให้โค้งมนมากขึ้น ทำให้ Swift รุ่นล่าสุดมีหน้าตารูปร่างที่สวยงาม ปราดเปรียว กะทัดรัด ไม่แปลกใจเลยครับที่จะมีคนซื้อเยอะ
   เครื่องยนต์ของโตโยต้านั้นมากับเครื่องยนต์เบนซิน 3NR-FE 1.2 ลิตร พละกำลัง 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ Super CVT-i
เครื่องยนต์
  เครื่องยนต์ของซูซูกิใช้เครื่องเบนซิน 1.25 ลิตร มากับพละกำลัง 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ CVT
   ในฝั่งโตโยต้า เนื่องจากมาทีหลัง ทำให้ได้ทำการบ้านมาอย่างดี โดยนำส่วนดีส่วนเสียของแต่ละรุ่นมาใส่ลงไป ออปชั่นส่วนใหญ่จะอยู่ในรุ่นท็อปหมด มีทั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ชุดเครื่องเสีย CD/MP3/WMA พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/AUX ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย Push Start
ฟังก์ชั่น
   ซูซูกินั้นก็จัดสิ่งอำนวยความสะดวกมามากพอสมควร ไม่มากไม่น้อยเกินไป ออปชั่นแทบทุกอย่างจะกระจายๆกันไป ในรุ่นท็อปจะอัดมาแบบสุดๆ มีทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย Push Start ระบบเครื่องเสียงแบบ 2Din/CD/MP3/USB
   ในด้านความปลอดภัยแม้จะเป็นรถเล็ก ค่ายนี้ก็ใส่ใจกับชีวิตผู้โดยสารไม่แพ้ค่ายอื่น ทุกรุ่นจะมีถุงลมคู่หน้า SRS ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD โครงสร้างตัวถัง GOA เข็มขัดนิรภัยคู่หน้ามาพร้อมกลไกดึงรั้งกลับอัตโนมัติ และกุญแจนิรภัย Immoblizer
ความปลอดภัย
   ค่ายซูซูกิ เป็นค่ายหนึ่งที่ให้ความใส่ใจการชีวิตผู้โดยสารเช่นกันกับทุกๆค่าย ถุงลมนิรภัยด้านหน้า SRS ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก ABS & EBD เข็มขัดนิรภัยด้าหน้า ELR 3 จุด ปรับระดับสูงต่ำได้ ด้านหลังเป็นเข็มขัดแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง 2 จุด 1 ตำแหน่ง และกุญแจนิรภัย Immoblizer
  สำหรับ Toyota Yaris นั้น ราคาก็ยังคงอยู่ในขอบเขต อาจมีบางคนบ่นว่าแพงบ้าง มีให้เลือก 4 รุ่น และมีแค่เกียร์ CVT อย่างเดียว ได้แก่ รุ่น J Eco ราคา 469,000 บาท รุ่น J ราคา 519,000 บาท รุ่น E                 ราคา 549,000 บาท และ รุ่น G ราคา 599,000 บาท
ราคา
ราคาของ Suzuki นั้นถือว่าออกมาสมเหตุสมผล ไม่แพงเกินไป โดยแบ่งการจำหน่ายเป็น 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น GA M/T ราคา 429,000 บาท GA CVT ราคา 469,000 บาท GL M/T ราคา 467,000 บาท GL CVT ราคา 507,000 บาท และ รุ่น GLX CVT ราคา 559,000 บาท
   สรุป... สำหรับ Toyota Yaris นั้นถือว่าเป็นของใหม่ที่มีดีเพียบพร้อมทุกอย่าง ซึ่งหลายคนที่ได้รถกันไปแล้ว หลายคนก็ประทับใจกับตัวรถไม่น้อย ในขณะที่ของดีที่มีอยู่แล้วในตลาดอย่าง Suzuki Swift ก็ยังคงความสมบูรณ์แบบในฉบับอีโคคาร์ไว้ครบถ้วน ไม่แปลกใจที่จะมีคนซื้อกันมาก ถ้าจะให้เลือกซักคัน คงจะยากเพราะทำได้ดีทั้งคู่ แล้วแต่ใครจะรักจะชอบ แต่ผู้เขียนขอ Yaris สีส้มซักคันละกันครับ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

All-New Ford Mustang เปิดตัววันที่ 5 ธ.ค. เตรียมประกอบรุ่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกในรอบ 50 ปี

  Ford กำลังเตรียมแผนการเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ที่หลายๆคนรอคอย นั่นคือ All-New Ford Mustang โฉมใหม่ ที่จะเปิดตัวในต้นเดือนธันวาคมที่กำลังจะถึง และจะมากับเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกในรอบ 50 ปีของค่ายอีกด้วยครับ
ภาพใช้ในการประกอบบทความเท่านั้น
   โดย Ford จะทำการเปิดตัว Mustang โฉมใหม่ในวันที่ 5 ธันวาคม และจะทำการเปิดตัวในเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ได้แก่ เดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก บาร์เซโลน่า เซี่ยงไฮ้และซิดนีย์
   Jim Farley รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาดของ Ford บอกไว้ว่า ในเดือนเมษายน ปี 1964 Ford ได้เปิดตัวรถที่ออกจำหน่ายในระดับสากลเป็นครั้งแรก นั่นก็คือ Mustang ซึ่งเปิดตัวในนิวยอร์กและเมืองหลวงของยุโรป 11 ประเทศพร้อมกัน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Mustang ก็ปรากฏตัวอยู่ในหลายสื่อ ทั้งภาพยนตร์ ทีวี เพลงและวีดีโอเกมส์ โดยมีคลับแฟนพันธุ์แท้ Mustang มากกว่า 600 คลับทั่วโลก
   รูปลักษณ์เป็นที่แน่นอนว่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก Ford Evos Concept ข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าตัวรถจะวางเครื่องเบนซิน EcoBoost 4 สูบเทอร์โบชาร์จ
   การวางจำหน่ายในตลาดทั่วโลกจะเริ่มในต้นปี 2014  ส่วนตลาดพวงมาลัยขวานั้น Ford จะกลับมาทำตลาด Mustang พวงมาลัยขวาอีกครั้งหลังจากไม่ได้ผลิตถึง 50 ปี แต่คงจะรอนานหน่อย เพราะมันจะมาถึงในปี 2015
  การมีรุ่นพวงมาลัยวานั้นมีผลดีคือ สามารถทำตลาด Mustang ได้อย่างสะดวกง่ายดายขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วยครับ ส่วนคนไทยคงต้องพึ่งเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามามั้งครับ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

Mazda จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 5 รุ่น ภายใน 3 ปีข้างหน้า รวมทั้ง Mazda 2 โฉมใหม่ และครอสโอเวอร์ CX-3 ในแผนด้วย

 Mazda มักมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาสร้างความประทับใจให้พวกเราได้อย่างเสมอ ด้วยหน้าตาและคุณภาพทำให้หลายท่านๆคบหายี่ห้อนี้กัน ล่าสุด Mazda ประกาศกร้าวว่า จะเปิดตัวรถใหม่ 5 รุ่น ภายในเวลา 3 ปี
   Jeremy Thomson กรรมการผู้จัดการ Mazda สหราชอาณาจักร กล่าวไว้ว่า ในช่วง 18 เดือนหลังจากนี้จนถึง 3 ปีเป็นต้นไป ทางค่ายจะเดินหน้าสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดโดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ หลายรุ่น ทางค่ายคาดไว้ว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีเยี่ยมท่ามกลางการประเมินว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะ ชะลอตัวลงในอนาคต
   ผลิตภัณฑ์ที่เราคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นก็มี Mazda MX-5 โฉมใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ Alfa Romeo มาปี 2015 แน่นอน นอกจากนี้ก็น่าจะมี Mazda 2 โฉมใหม่ ครอสโอเวอร์ตัวเล็ก Mazda CX-3 แล้วยังมี Mazda 6 คูเป้ Mazda 3 และ Mazda 6 ตัวแรงเวอร์ชั่น MazdaSpeed
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

เบื่อตายเลย! Mitsubishi Lancer โฉมใหม่อาจจะไม่เปิดตัวในช่วง 2 - 3 ปีนี้ ถูกดองยาวถึงปี 2016

   ขอบอกว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่ผมอ่านแล้วรู้สึกเป็นสิ่งที่เลวร้ายสุดๆในวงการยานยนต์เลยก็ว่าได้ ใครที่กำลังรอข่าวของโฉมใหม่ของ Mitsubishi Lancer EX บอกได้เลยว่า ไปเล่นยี่ห้ออื่นจะดีกว่า เพราะ มีข่าวออกมาว่า Mitsubishi จะยังไม่เปิดตัวโฉมใหม่ของ Lancer ในช่วง 2 - 3 ปีนี้แน่ๆ
   สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่าทางค่ายกำลังจะเน้นทำรถเอสยูวี รถไฟฟ้า และ Plug-in Hybrid ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังมีการเติบโตสูง Ryugo Nakao กรรมการผู้จัดการ ฝายการพัฒนากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของ Mitsubishi ได้บอกไว้ว่า เพื่อให้การสร้างแบรนด์ Mitsubishi Motors เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมุ่งเน้นที่รถพลังไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเชื่อว่าเราเป็นผู้นำเมื่อเทียบกับกลุ่มรถในระดับเดียวกัน นอกจากนี้ ทางค่าย Mitsubishi จะยกระดับความร่วมมือกับพันธมิตร Renault-Nissan ในการพัฒนารถขนาดคอมแพกต์หรือ C-Segment ในอนาคต
   สาเหตุทั้งหมดนี้จึงทำให้ Mitsubishi Lancer ที่จำหน่ายในปัจจุบันอาจถูกลากขายยาวไปจนกว่าถึงปี 2016 ซึ่งจะทำให้รุ่นนี้มีอายุตลาดเกือบ 10 ปีกันเลยทีเดียวครับ รอกันจนเบื่อตายเลย
   อนาคตของ Mitsubishi Lancer ชักจะไม่แน่นอนเสียแล้ว ยิ่งคู่แข่งก็ใหม่ๆสดๆในตลาดทั้งนั้น ท่าทางงานนี้ Mitsubishi ต้องเจอศึกหนักแน่นอน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้อมูลเบื้องต้น ISUZU D-Max 2014 Super Daylight ปรับเล็กน้อย กระตุ้นตลาดกระบะ ก่อนปรับใหญ่ปี 2014

  ตามธรรมเนียมของกระบะ ISUZU หากขายไปครบ 2 ปีตามอายุตลาด จะต้องมีการปรับปรุงอุปกรณ์เล็กน้อยก่อนจะปรับโฉมครั้งใหญ่ในปีถัดไป ซึ่ง ISUZU D-Max โฉมล่าสุด ก็ขายมา 2 ปีแล้ว ก็ต้องมีการปรับเล็กกระตุ้นตลาดกันสักหน่อยครับ
   ล่าสุด ISUZU ได้ทำการเผยโฉม D-Max รุ่นปรับปรุงใหม่ แบบเงียบๆในหนังสือพิมพ์ ไม่มีแม้แต่โฆษณาทีวี ไม่มีข่าวการเปิดตัว แม้แต่ในเว็บไซด์ของ ISUZU ก็ยังไม่ลงเลยครับ

    การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ได้ไปยุ่งหรือแตะต้องหน้าตาของรถเลยซักนิดเดียว การเปลี่ยนแปลงหลักๆเริ่มต้นที่ไฟตัดหมอกนั้นถูกแทนที่ด้วยไฟที่อีซูซุเรียกขานมันว่า Super Daylight แบบเดียวกับที่ติดตั้งใน MU-X เลยครับ ไฟหน้าใหม่แบบโปรเจกเตอร์โคมดำ ดีไซน์แบบ Free-Form ไฟท้ายใหม่แบบ LED สไตล์ใหม่ด้วย นอกจากนี้ยังย้ายตำแหน่งกล้องมองหลังไปตรงตำแหน่งมือจับเปิดกระบะด้านท้ายแทน ในรุ่น Z-Prestige จะติดตั้งเสาอากาศแบบ Shark fin อีกด้วยครับ ส่วนภายในนั้นในรุ่นที่ติดตั้งหน้าจอ DVD จะเปลี่ยนวิทยุใหม่ใช้แบบเดียวกับ MU-X
   ด้านเครื่องยนต์นั้น ยังคงคบหาเครื่องยนต์เดิม ได้แก่ เครื่องดีเซล 2.5 ลิตร และ ดีเซล 3.0 ลิตร ซึ่งถูกปรับปรุงให้รองรับมาตรฐาน EURO4 ได้ครับ
 
   รายละเอียดเราก็มีให้ทราบกันเพียงเท่านี้ คงต้องรอให้ทางค่ายมาโฆษณาชี้แจงกันก่อนครับ ส่วนราคายังไม่มีการประกาศว่าจะปรับหรือไม่ แต่ผมว่าราคาขึ้นแน่ๆ สำหรับใครที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่านี้ คงต้องรอถึงช่วงไตรมาส 3 ของปี 2014 ซึ่งน่าจะมีการปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง รับการมาของ Hilux ใหม่ครับ
ที่มาของภาพ  isuzuclub
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

Nissan Juke ครอสโอเวอร์หน้าประหลาด เปิดตัวในไทยแล้ว มากับสโลแกน "ท้าทายทุกความต่าง" ในราคาที่ยั่วใจ

  หลังจากที่เคยมีขายมาร่วมปีได้แล้วมั้งครับที่ว่าจะนำมาขายในเมืองไทย และกระแสก็เริ่มปะทุขึ้นในช่วง 2 - 3 เดือนที่ผ่านมาสักพัก แล้วในที่สุดทุกอย่างก็เป็นความจริง เมื่อวันนี้ (26 พ.ย.) Nissan Motor ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัวครอสโอเวอร์ใหม่นามว่า Nissan Juke โดยมาพร้อมกับสโลแกน "Born To Excite ท้าทายทุกความต่าง" งานนี้ได้ดาราสุดฮอตจากซีรี่ย์ ฮอร์โมน อย่าง "พีช พชร" มาเป็นพรีเซนเตอร์แนะนำความต่างของรถคันนี้ครับ
   ก่อนอื่นต้องขอเท้าความกันก่อนว่า อันที่จริงแล้ว Nissan Juke ก็ทำตลาดในไทยอยู่แล้ว แต่มาในรูปของการนำเข้าโดยกลุ่มผู้นำเข้าอิสระ ซึ่งตัวรถนั้นจะเป็นสเปกญี่ปุ่น ซึ่งถ้านำเข้ามาทางนี้ ราคาก็จะสูง โดยปกติรถพวกนี้ก็จะขายอยู่ที่ 1.5 - 1.7 ล้านบาท แต่พอ Nissan เลือกที่จะนำเข้ามาจำหน่ายโดยนำเข้าทั้งคันจากอินโดนีเซีย ทำให้หมดเรื่องภาษีไป ทำให้ราคาลดลงไปกว่าครึ่งเลยทีเดียวครับ


   Nissan Juke มากับรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ต โฉบเฉี่ยว เร้าร้อนและร้อนแรง ดูแปลกตา ประหลาด ดูแตกต่างจากรุ่นอื่นในระดับเดียวกัน สมกับสโลแกนจริงๆ มากับหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ ไฟตัดหมอก มือเปิดประตูด้านหลังดีไซน์เก๋ คิ้วโครเมียมทีฝากระโปรงท้าย และสปอยเลอร์หลัง รูปลักษณ์แบบนี้บางคนอาจชอบ บางคนไม่ชอบ อันนี้ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่านครับ
   ภายในนั้นจะใช้โทนสีแดงเป็นหลัก สื่อถึงความสปอร์ตร้อนแรงได้เป็นอย่างดี ความบันเทิงมีให้ครบครัน ที่เห็นจะแปลกก็คือ หน้าจอสัมผัสแบบพกพาได้ขนาด 7 นิ้ว ที่เราสามารถถอดออกมากลายเป็นแท็บแลตได้เครื่องหนึ่งได้เลย สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi, Bluetooth รวมถึงช่องเชื่อมต่อ iPod, USB,  Micro SD Card และ Aux-in พร้อมด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง Voice Recognition นอกจากนี้ยังเล่น Internet ได้ด้วย และกล้องมองหลังติดมาด้วย ในส่วนช่องเก็บของด้านหลัง มาพร้อมเบาะหลังปรับพับได้ 60 : 40 สร้างพื้นที่จัดเก็บสัมภาระกว้างขวางเต็มที่ มาพร้อมเบาะหลังปรับพับได้ 60 : 40 สร้างพื้นที่จัดเก็บสัมภาระกว้างขวางเต็มที
   ด้านพละกำลังนั้น ในรุ่นที่นำเข้าจากเกรย์มาร์เก็ต เครื่องจะมีเทอร์โบด้วย ทำให้แรงกว่าเวอร์ชั่นที่เพิ่งเปิดตัวตอนนี้ครับ โดยเครื่องยนต์นั้นมากับเครื่องเบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังพอตัวที่ 116 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ Xtronic CVT


   ในด้านความปลอดภัยนั้น Nissan ก็จัดมาไม่น้อย มาครบเครื่อง ถุงลม SRS คู่หน้า สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง (Back Sensor) สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง (Back Sensor) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter Seatbelts) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brakeforce Distribution) และ
ระบบ Immobilizer


   สำหรับราคาจำหน่ายนั้น Nissan แบ่งการจำหน่ายออกเป็น 2 รุ่น ราคาก็แตกต่างตามที่ออปชั่นที่จัดให้แตกต่างกันในแต่ละรุ่น รุ่น 1.6 E (เบาะผ้า) ราคา 819,000 บาท และ รุ่น 1.6 V (เบาะหนัง+สัญญาณกะระยะถอยหลัง) ราคา 858,000 บาทครับ

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

City Automobile เปิดตัว Range Rover Sport แล้วในราคาเริ่มที่ 7,750,000 บาท

  หลังจากที่ผมนั่งรอคอยมานานแสนนานว่าเมื่อไหร่จะเปิดตัวซักที หลังจากที่เห็นมันขายในอังกฤษไปสักพัก และล่าสุดตอนนี้ บริษัท ซิตี้ ออโตโมบิล ตัวแทนจำหน่ายรถ Land Rover และ Jaguar ในไทยได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ Range Rover Sport เป็นที่เรียบร้อย
    Range Rover Sport ถือเป็นรุ่นที่แทรกกลางระหว่าง Range Rover Evoque กับ Range Rover โดยพอดีเป๊ะ หน้าตานั้นได้รับการถ่ายทอดมาในแนว Range Rover Evoque รูปลักษณ์ดูบึกบึน หล่อ แล้วยังแผงไปด้วยความปราดเปรียว สปอร์ต โดยในรุ่นใหม่นั้นได้ใช้วัสดุประเภทอะลูมิเนียมในการผลิต ทำให้น้ำหนักรถคันนี้เบากว่าโฉมเดิม โดยมีน้ำหนักไม่เกิน 2 ตัน ขับใช้งานในเมืองทั่วไปก็หล่อ ขับในป่าเขาลำเนาไพรก็ไม่ใช่ปัญหา

   Range Rover Sport มากับเทคโนโลยีความทันสมัยครบครัน ระบบกันสะเทือนแบบถุงลมสี่ด้านรุ่นใหม่ ระบบควบคุมการเอียงแบบฉับพลัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชันและระบบช่วยการออกตัวรถบนทางชัน ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมอัตราทดเกียร์ป้องกันการลื่นไถล ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง และที่เด็ดๆก็คือระบบ Terrain Response 2 Auto® สั่งการและควบคุมการขับขี่สั่งการอัตโนมัติ สามารถตรวจจับสภาพพื้นถนนและเลือกโปรแกรมการขับขี่ที่เหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังได้ติดตั้ง ทอร์ก เวคเตอริ่ง เพื่อช่วยในการการกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้อเพื่อลดอาการดื้อโค้งเพิ่ม ประสิทธิภาพการเกาะถนนและเข้าโค้ง
   ยังไม่หมดเท่านี้ครับ ยังมีระบบควบคุมการจอดอัตโนมัติ  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติตามระยะห่างระหว่างยานยนต์ ระบบแจ้งเตือนระยะห่างของยานยนต์คันหน้า ระบบเบรกอัจฉริยะ ระบบตรวจจับจุดบอดและยานยนต์ระยะประชิด ทำให้รถคันนี้มีความน่าสนใจมากเสียทีเดียว
   ด้านเครื่องยนต์นั้นมีมาให้เลือกครบครัน ไล่ตั้งแต่เครื่องดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 258 แรงม้า และ 292 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 600 นิวตัน-เมตร โดยในรุ่นท็อปของดีเซลสามารถวิ่งจาก 0-100 กม.ชม. ได้ในเวลา 6.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยปล่อยไอเสียเพียง 199 กรัม/กม.
   ในส่วนเครื่องเบนซิน มากับเครื่องบล็อกใหญ่ 5.0 ลิตร วี 8 มากับพละกำลัง 510 แรงม้า พร้อมแรงบิด 625 นิวตัน-เมตร อัตราเร็ว 0-100 กม./ชม.ใน 5 วินาที ท็อปสปีด 225 กม./ชม. อัตราการปล่อยไอเสีย 298 กรัม/กม.
   Range Rover Sport วางจำหน่ายในเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาอยู่ที่ 7,750,000 บาท - 10,050,000 บาทครับ และคาดว่าจะนำมาให้เราได้ชมกันแน่ๆที่งาน Motor Expo 2013 ปลายปีนี้ครับ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page

All-New Honda City 2014 ชูจุดเด่นด้วยตัวถังใหญ่กว่าคู่แข่ง เปิดขายจริง ม.ค. 2014

  และในที่สุด Honda ก็ได้ทำการเปิดตัว Honda City โฉมใหม่ปี 2014 ที่กรุงนิวเดลี อินเดียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้มีผู้คนให้ความสนใจกันมากครับ เพราะ Honda กุมความลับรถใหม่ไว้ดีมาก ไม่มีภาพหลุดออกมาแม้แต่น้อย ซึ่งเราก็เพิ่ใจะได้เห็นก็วันนี้หละครับ โดยการเปิดตัวครั้งนี้เป็นการเปิดตัวแบบ World Premiere ครั้งแรกในโลก ซึ่งเริ่มเปิดตัวเมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. ตามเวลาบ้านเรา และต้องนั่งรอเค้าสาธยายเกี่ยวกับตัวรถไปเกือบชั่วโมงถึงได้เห็นตัวจริง ทำเอาคนที่ติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางคอมพิวเตอร์นั่งลุ้นจนตัวเกร็งกันเลยทีเดียวครับ


   และแล้วตอนนี้เราก็ได้เห็นหน้าตากันไปแล้ว หน้าตาของรถนั้นเป็นไปตามคาดด้วยหน้าตามาแนว Exciting H Design ที่ฮอนด้ารุ่นใหม่ๆใช้กัน ไฟหน้านั้นแอบคล้ายเอาของ Civic FB มาใส่นะเนี่ย เส้นสายของรถนั้นได้รับอิทธิพลมาจาก Jazz โฉมใหม่ล่าสุด รูปร่างตัวถังยังคงกลิ่นอายของ City ตัวเดิมไว้ แต่ด้านข้างรถสำหรับความคิดผู้เขียนแล้ว มันรู้สึกเหมือนความทันสมัยกำลังจะถอยหลังลงยังไงไม่รู้ ประตูหลังดูแล้วแอบคล้าย Vios อยู่เหมือนกัน ส่วนด้านท้ายนั้นออกมาแนวคล้าย BMW เลยทีเดียวครับ
   All-New Honda City มีสัดส่วนตัวถังที่ใหญ่ขึ้น ด้วยความยาว 4,410 มม. (เดิม 4,415 มม.) กว้างเท่าเดิมที่ 1,695 มม. และสูงขึ้น 1,495 มม. (เดิม 1,475 มม.) ความยาวฐานล้อ 2,600 มม. (เดิม 2,550 มม.) เมื่อความยาวมากขึ้น ส่งผลต่อพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายโดยมีให้จุถึง 510 ลิตร (เดิม 506 ลิตร) ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งระดับเดียวกัน ถือว่าคันนี้ใหญ่กว่าครับ
   ภายในนั้นต้องขอบอกว่าสวนทางกับหน้าตาอย่างแรง เพราะ ภายในออกแบบได้สวยทันสมัยตามสไตล์ฮอนด้า โดยคอนโซลหน้านั้นได้ใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ Jazz ประมาณ 87% ซึ่งถือว่าออกแบบได้ดีมาก ที่คอนโซลนั้นมากับความทันสมัย ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 5 นิ้วกลางคอนโซล และสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเพลงพกพาหรือสมาร์ทโฟนผ่านช่องทางสาย USB/ AUX/ iPod Port/ Bluetooth ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบสัมผัสทั้งสิ้นครับ นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องมองหลังอีกด้วย
   สำหรับรุ่นที่ขายในแดนภารตะนั้น ออปชั่นก็จะประกอบด้วยหลังคาซันรูฟ เสาอากาศแบบ Shark Fin แอร์อัตโนมัติแบบปุ่มสัมผัส Push Start Smart Key และ Cruise Control ส่วนพี่ไทยว่าผมว่าน่าจะตัดในกลุ่มนี้ออกไปเยอะ โดยเฉพาะซันรูฟ อย่าหวังเลยว่าจะมา
   สำหรับเครื่องยนต์ในตลาดอินเดียนั้นมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เครื่องดีเซลบล็อกใหม่ 1.5 ลิตร EarthDream technology ให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตัน-เมตร และอีกเครื่องก็คือเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตรบล็อกเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น แรงม้ายังคงอยู่ที่ 120 แรงม้า แรงบิด 145 นิวตัน-เมตร
   สำหรับตลาดอินเดียนั้น All-New Honda City 2014 จะเริ่มวางขายในช่วง ม.ค. ปีหน้า ปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เมืองไทยจะเผยโฉมรุ่นนี้พอดี หลายคนอาจบอกว่าสวยบ้างไม่สวยบ้างก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่านครับ บังคับกันไม่ได้ ส่วนใครกำลังรอเจ้าคันนี้อยู่อีกไม่นานได้เจอกันแน่ ขอบอกว่างานนี้คู่แข่งอันดับ 1 อย่าง Vios เจอศึกหนักแน่ ที่เคยมีคนกล่าวไว้แต่ก่อนว่า Vios มียอดขายมากกว่า City กับ Jazz คงจะใช้ไม่ได้แล้วครับ เพราะ เดี๋ยวนี้คู่ปรับอย่างฮอนด้าเริ่มแข็งแกร่งขึ้นนะครับ
ที่มาภาพ : http://paultan.org/
http://indianautosblog.com/2013/11/new-honda-city-interiors-106331#
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่ !!
 
และอีกหนึ่งแฟนเพจครับ New Cars Around The World Fan Page