Like Box

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ติ่ง Nissan เตรียมเฮ! Nissan NP300 Navara PPV มีแน่นอน เจอกันปี 2016

  ตลาดรถ PPV หรือตลาดรถกระบะดัดแปลงในไทยนั้นถือเป็นหนึ่งในตลาดที่คนไทยนิยมกันมากพอสมควรเลยละครับ ด้วยอะไหล่ที่ใช้ร่วมกับกระบะได้หลายชิ้น ซึ่งกระบะก็เป็นที่นิยมสุดๆในไทยอยู่แล้ว อีกทั้งยังค่าบำรุงรักษาที่พอรับได้ และด้วยหน้าตาที่มันมีความเป็นเก๋ง ทำให้คนไทยนิยมมากเลยละครับ

   เชื่อว่าหลายคนอยากให้ตลาด PPV มีตัวเลือกเพิ่มอีกซักหน่อย ซึ่งเราจะมาพูดถึงของ Nissan ครับ อันที่จริงแล้วที่ผ่านมา Nissan เคยสร้างรถอเนกประสงค์โดยใช้โครงสร้างจากกระบะ Navara นามว่า Pathfinder แต่ต่อมารถรุ่นนี้ก็กลายร่างเป็นรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์คันสวยไปแล้วครับ แล้ว PPV จากกระบะ Nissan จะมีไหม? เพราะชาวไทยหลายคนก็อยากให้มันเกิดขึ้นไม่น้อยละครับ


   ล่าสุดเว็บไซด์ของออสเตรเลีย Motoring.com.au   ได้เปิดเผยผ่านการอ้างอิงการพูดคุยกับ นายทาคาชิ ฟูคูอิ หัวหน้าทีมวิศวกรที่พัฒนารถยนต์  Nissan Navara   ซึ่งได้รับการยืนยันมาแล้ววชว่าทางทีมนั้น กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนารถยนต์อเนกประสงค์ใหม่ ซึ่งใช้พื้นฐานจากรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุด นั่นแปลว่า Nissan กำลังซุ่มพัฒนารถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะอยู่ หรือที่เรียกในบ้านเราง่ายๆว่า PPV นั่นเองครับ และน่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปี 2016

   เรื่องรายละเอียดของรถยังไม่มีออกมาให้รู้กันมากเท่าไหร่ครับ ซึ่งแน่นอนมันจะต้องมากับระบบกันสะเทือนขั้นเทพ Five Link ที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ที่แน่ๆ เครื่องยนต์ยกมาจาก Navara ทั้งกระบิแน่นอนครับ

   อย่างไรก็ตาม เว็บไซด์ตัดต่อรถชั้นนำของมาเลเซียที่ขึ้นชื่อว่า ตัดต่อภาพได้แนบเนียนสุดๆอย่างhttp://www.theophiluschin.com/ ก็ได้โชว์ฝีมือในการตัดต่อภาพ Navara PPV ที่แนบเนียนจนหลายคนเห็นรูปแล้วยังถามว่า นี่รถจริงเปล่า? แต่มันคือภาพตัดต่อครับ ซึ่งก็น่าจะพอให้เราเห็นแนวรถกระบะดัดแปลงจาก Nissan ได้มากทีเดียว ฉะนั้นอีก 1-2 ปี ตลาด PPV ได้ต้อนรับน้องใหม่แน่นอนครับ

  
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control

 
  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Cruise Control ก็ครูสคอนโทรลนี่หละครับ หลายคนคงจะรู้แค่ว่ามันมีไว้เพื่อควบคุมระดับความเร็วรถให้คงที่ก็เท่านั้น ซึ่ง ณ ตอนนี้ ระบบนี้มีสถิตตั้งแต่รถรุ่นเล็กยันรุ่นใหญ่ๆกันเลยละครับ แต่ผู้เขียนไปเจอข้อมูลอย่างละเอียดที่กล่าวถึงระบบนี้ เราจึงขอนำข้อมูลความรู้เรื่อง Cruise Control มาให้ได้อ่านกันครับ ไปอ่านและทำความรู้จักไปพร้อมๆกันได้เลย


ระบบ Cruise Control มีหน้าที่ ใช้ในการล็อคความเร็วให้รถวิ่งเองโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ซึ่งประกอบด้วย 3 ปุ่ม คือ
1. ปุ่ม Cruise Control On/Off อยู่ที่คอนโซลด้านขวาของพวงมาลัย
2. ปุ่ม Set อยู่ที่พวงมาลัย
3. ปุ่ม Resume อยู่ที่พวงมาลัย
วิธีใช้
1. กดปุ่ม Cruise Control ที่คอนโซลด้านขวาของพวงมาลัย ที่ปุ่มจะมีไฟสีเขียว แสดงว่าระบบ Cruise Control พร้อมจะใช้งานแล้ว
2. เหยียบคันเร่งให้ได้ความเร็วระดับที่ต้องการ
3. กดปุ่ม Set ที่พวงมาลัย (แช่ไว้ประมาณ 2 วินาที) ระบบจะทำการล็อคความเร็วไว้ ทำให้รถวิ่งไปด้วยความเร็วคงที่ตลอด แม้ว่าเราจะไม่ได้เหยียบคันเร่งก็ตาม สังเกตที่หน้าปัด จะมีไฟสถานะสีเขียวว่า Cruise Control สว่างขึ้นมา


วิธียกเลิกระบบ ทำได้ 2 วิธี
1. เหยียบเบรค เมื่อเราเหยียบเบรค ระบบ Cruise Control จะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ สังเกตว่าไฟสถานะที่หน้าปัดจะดับไป แต่หากเราต้องการให้ระบบ Cruise Control กลับมาทำงานตามเดิม ก็แค่กดปุ่ม Resume ที่พวงมาลัย แค่นี้รถก็จะกลับมาวิ่งด้วยความเร็วเดิมที่เราล็อคไว้โดยที่เราไม่ต้องเหยียบคัน เร่งเลย
2. กดปุ่ม Cruise Control ที่อยู่บนคอนโซล ปุ่มจะเด้งกลับขึ้นมา พร้อมกับไฟเขียวที่ปุ่มและไฟสถานนะที่หน้าปัดจะดับลง ระบบก็จะถูกยกเลิกไปด้วย ซึ่งหากเราต้องการให้ระบบCruise Control กลับมาทำงานตามเดิม ก็ต้องตั้งระบบใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนที่ 1
 

 ***ขณะที่ระบบ Cruise Control ทำงาน สามารถเร่งความเร็วได้ปกติโดยการเหยียบคันเร่งและเมื่อปล่อยคันเร่ง ความเร็วก็จะกลับมาคงที่เท่ากับที่เรา Set เอาไว้
    

      Active Cruise Control (อีกขั้นของระบบ Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วแบบปรับอัตโนมัติด้วยเรดาร์ (Radar-Based Adaptive Cruise Control System) ซึ่งทำงานขณะที่รถวิ่งเข้าใกล้รถด้านหน้าด้วยความเร็วสูงเกินไป โดยรถจะส่งสัญญาณเตือนด้วยไฟ LED เพื่อให้ผู้ขับรู้ตัวและเบรกได้ทัน และในกรณีที่ผู้ขับไม่สามารถเบรกได้ทัน ระบบจะทำการเบรกอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายและหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุทันที เหมาะ สำหรับการเดินทางไกลไปบนถนนที่โล่ง ปราศจากปัญหาเรื่องรถติด แต่ปัจจุบันปัญหารถติดได้ลุกลามไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งบนทางด่วน ซึ่งทำให้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติใช้งานได้ค่อนข้างจำกัด จึงได้มีการคิดค้น ระบบ Adaptive Cruise Control ที่ทำงานร่วมกับระบบ Adaptive Brake Assist สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งระบบนี้จะมีอยู่ในรถระดับสูงๆ เช่น BMW, Volvo, Audi เป็นต้น

     ระบบ Active Cruise Control ทำงานด้วยระบบเรดาร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางข้างหน้า 3 ชุด ชุดแรกจะทำการตรวจจับในระยะไกล โดยครอบคลุมพื้นที่ในระยะ 150 เมตร อีก 2 ชุดครอบคลุมพื้นที่ระยะใกล้ หรือประมาณ 20 เมตร และส่งสัญญาณไปยังกล่องควบคุมตลอดเวลาที่มีการใช้งานระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แม้ว่าจะมีการใช้ความเร็วในระดับ 180 กม.ชม. การทำงานของระบบก็ยังไว้ใจได้ในทันทีที่พบว่าความเร็วของรถคันหน้าถูกลดลง ระบบควบคุมจะสั่งการให้ลดความเร็วลงตามโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจจะเป็นการถอนคันเร่ง ลดเกียร์ต่ำลง หรือเพิ่มแรงเบรกเข้าไปเพื่อชะลอความเร็วลงแต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่รถคันหน้า มีการใช้เบรกฉุกเฉินและกะทันหันจนความเร็วลดลงในระดับที่วิกฤติ ก็จะมีเสียงและสัญญาณเตือนแสดงขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ใช้เบรกด้วยตนเอง



     นอกจากนี้ในระบบเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ ยังมีฟังก์ชันพร้อมการทำงานเมื่อไม่ได้ใช้ระบบ Cruise Control โดยทันทีที่ผู้ขับขี่ยกเท้าจากแป้นเบรกเมื่อมีเสียงเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า อยู่ในขั้นวิกฤติระบบเบรกเสริมจะเริ่มทำงานก่อนที่ผู้ขับขี่จะแตะเบรกด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดช่วงเวลาในการเปลี่ยนเท้าจากคันเร่งมาที่บรกให้น้อย ที่สุดเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่สุดวิสัย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนกระแทกได้ ระบบ Adaptive Brake Assist ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บให้มากที่สุด นับตั้งแต่การลดความเร็วในการชนให้ต่ำสุด มีการตระเตรียมระบบป้องกันการชนกระแทกให้พร้อมเช่นเข็มขัดนิรภัยที่รัดรั้ง ร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเอาไว้ล่วงหน้า การเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานของถุงลมนิรภัยเป็นต้น
   และทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับระบบ Cruise Control ที่เราเอามาฝากท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ  
ขอบคุณข้อมูลจาก http://e-saannetwork.blogspot.com/2011_07_01_archive.html

 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

All-New Mercedes-Benz Vito รถตู้ขนของที่ขอหล่อแบบรถเก๋ง

  เมื่อหลายเดือนก่อน ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ได้เปิดตัวรถตู้หรูรุ่นใหม่นามว่า V-Class ซึ่งมาแทน Viano ถือเป็นการกลับมาใช้ชื่อ V-Class อีกครั้งหลังจากที่ห่างหายจากคู่นี้ โดยการเปิดตัวครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะทางค่ายดาวสามแฉกต้องการยกระดับภายในรถเปรียบดั่งรถเก่งกันเลยทีเดียว ซึ่งสร้างความสนใจแก่ใครต่อใครไม่น้อยเหมือนกันครับ แล้วทางฟากฝั่งของอีกมุมหนึ่ง รถตู้ขนของอย่าง Mercedes-Benz Vito ละจะเป็นยังไง


   เมื่อไม่นานมานี้ ค่าย Mercedes-Benz ก็ได้ทำการเปิดตัว All-New Mercedes-Benz Vito ซึ่งจะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจาก V-Class แบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ เพราะเจ้า Vito คือรถตู้ขนของ ก็จะแยกชัดจาก V-Class ที่เป็นรถตู้ระดับพรีเมี่ยมหรูหรา แต่อย่างไรก็ตาม Mercedes-Benz ก็ยังใช้ชิ้นส่วนตัวถังร่วมกับ V-Class อยู่ดีด้วยเพราะการลดต้นทุนนั่นเอง 


    ค่ายดาวสามแฉกบอกมาว่า All-New Mercedes-Benz Vito นั้นเหมาะสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เป็นรถตู้ขนของที่รองรับน้ำหนักบรรทุกถึง 1,369 กก.จนไปถึงการดัดแปลงเป็นรถตู้ทัวร์โดยสาร มีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายต่ำ และที่สร้างความแปลกใจแก่ผู้เขียนก็คือรถคันนี้มีระบบขับเคลื่อนให้เลือกหมดเลย ตั้งแต่ ขับหน้า ขับหลัง ไปจนถึงขับเคลื่อน 4 ล้อ !!!

    สัดส่วนของ Mercedes-Benz Vito ใหม่ ว่ากันง่ายๆก็คือการเอา V-Class มาทำให้ Look cheap ลงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านั่นเองครับ กันชนหน้าออกแบบใหม่ให้ต่างจาก Mercedes-Benz V-Class และใช้เป็นแบบทึบสีดำ โคมไฟหน้าแบบธรรมดา และบานประตูท้ายของบางรุ่นจะเปิดแบบตู้กับข้าว

   ภายในจะเห็นถึงความต่างชัด จากภายในแบบเก๋งหรูล้ำสมัย แทนที่ด้วยคอนโซลหน้าแนวเรียบง่ายๆ ถืกๆสไตล์รถขนของ แต่ก็มีระบบอินโฟเทนเมนต์ทันสมัยให้เล่นพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม ค่ายดาวสามแฉกก็ให้วัสดุภายในห้องโดยสารคุณภาพสูง มีการออกแบบที่เน้นความง่ายต่อการใช้งานและสรีระศาสตร์ ปลอดภัยต่อการใช้งานสูงและยืดหยุ่นต่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในห้องโดยสารได้ด้วยครับ


   ด้านเครื่องยนต์นั้น ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้าจะมากับเครื่องดีเซล 1.6 ลิตร 88 แรงม้า (PS) และ 114 แรงม้า (PS) สำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.15 ลิตร ที่มีขุมพลังให้เลือกตัเงแต่ 136/163/190 แรงม้า (PS) ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 7 สปีด แต่ยกเว้นในรุ่น 190 แรงม้าที่ได้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

   เห็นว่าเป็นรถตู้ขนของธรรมดาๆ แต่มีออปชั่นต่างๆมากกว่ารถตู้เมืองไทยร้อยเท่าพันทวี ไล่กันตั้งแต่ระบบเตือนลมยาง ระบบตรวจสอบสภาพคนขับและระบบช่วยลดการปะทะของลมมีให้ทุกรุ่นย่อย ระบบช่วยจอด ระบบเตือนเปลี่ยนเลนและระบบเตือนจุดบอด

   ถือว่าแม้จะเป็นรถตู้ขนของธรรมดาแต่ก็ให้มากกว่าใครจริงๆ แล้วรถตู้เมืองไทยละจะว่าไงดีครับ???

   
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

Chevrolet เรียก Captiva กลับมาแก้ไขปัญหาเข็มขัดนิรภัย

  ลำพังแค่ตัวค่ายรถหลายคนก็เริ่มกลัวๆแล้ว แอบสงสารที่ใครๆไม่ค่อยไว้ใจค่ายนี้ สำหรับค่ายโบว์ไทน์ Chevrolet ซึ่งก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเพราะคงต้องไปจัดการบริหารการบริการและ Product แต่ละตัวให้สมบูรณ์เพอร์เฟกต์ 100% ซะก่อนครับ และล่าสุดที่นานๆทีจะเห็น เพราะ Chevrolet Thailand ได้ทำการเรียกรถกลับมาแก้ไขปัญหาเรื่องเข็มขัดนิรภัยครับ

    ล่าสุด Chevrolet ได้ทำการ Recall หรือเรียกรถ Captiva ที่ผลิตในไทยตั้งแต่ปี 2011-2014 จำนวน 23,532 คันในประเทศไทย เพื่อทำการตรวจสอบการทำงานของเข็มขัดนิรภัย และทำการแก้ไขหากมีความจำเป็น

    Mr.Marcos Purty กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ราดำเนินมาตรการเชิงรุก ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ในสหรัฐอเมริกา ความพึงพอใจของลูกค้าถือเป็นความสำคัญสูงสุดของเชฟโรเลตทั่วโลก เราจะติดต่อลูกค้าเพื่อให้นำรถเข้ามาตรวจสอบ และแก้ไขหากมีความจำเป็น ที่ศูนย์ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตที่ลูกค้าสะดวd

   โดย Chevrolet Captiva อาจไม่มีความจำเป็นต้องรับการดำเนินมาตรการนี้ทุกคัน ฝ่ายบริการลูกค้าของ เชฟโรเลต จะทำการตรวจสอบ และดำเนินการตามความจำเป็นสำหรับรถแต่ละคันเท่านั้น และจะแจ้งให้ลูกค้าทราบ โดยการตรวจสอบจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และ เชฟโรเลต จะดำเนินการแก้ไขทันทีหากมีความจำเป็นครับ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่น่าชื่นชมอยู่นะครับ และช่วยปรับปรุงศูนย์ดีๆด้วยละครับ

   
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 รถดีๆที่ไทยยังไม่เอาเข้ามาขาย

    พูดถึงเมืองไทยก็เป็นหนึ่งในตลาดยานยนต์ที่ใหญ่สุดๆตลาดหนึ่งของโลก หลายค่ายชั้นนำของโลกที่มีตัวแทนจำหน่ายตั้งอยู่ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นตลาดรถบ้านธรรมดาสำหรับคนชั้นกลาง จนไล่ระดับไปถึงตลาดแมส และตลาดนิช และตลาดเมืองไทยยังเป็นที่รวมของรถใหม่ๆหลายร้อยรุ่นกันเลยทีเดียว ทำให้ผู้ซื้อเลือกกันอย่างเมามัน
   
    แต่แน่นอนว่าต้องมีลูกค้าบางคนที่อยากได้อะไรไม่เหมือนใคร บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่คร่ำหวอดในเรื่องรถมาเยอะ จึงได้เห็นข่าวรถไทยรถนอกใหม่ผ่านตามาตลอด จึงเกิดความคิดว่า ทำม้ายยยยย...ทำไม???? รถคันนั้นคันนี้ไม่เอามาขายในเมืองไทยบ้าง ฉะนั้นแล้วผู้เขียนเลยขอยกตัวอย่างรถดีๆที่ไม่มีขายในเมืองไทยซัก 10 รุ่น ซึ่งอาจจะมีทั้งท่านที่ชอบและไม่ชอบ มาให้ชมกันซักหน่อยครับ มาดูกันว่า มีรุ่นไหนบ้าง

Toyota RAV4

    หลายคนคงจำได้ว่าเมื่อหลายสิบกว่าปีก่อน Toyota เมืองไทยเคยเอารถรุ่นนี้เข้ามาขาย แต่ก็เลิกขายไป และล่าสุดเมื่อ 2-3 ปีมานี้ ก็มีการเผยโฉมรุ่นใหม่ ซึ่งมันก็ดูสวยพอสมควร หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมไม่เอามาขายแข่งกับ CR-V บ้าง? เชื่อว่าคงยากครับ เพราะตอนนี้ Toyota ก็มี Fortuner Innova และ Avanza อยู่แล้ว ถ้าเอาเจ้า RAV4 เข้ามาอีกคงจะแย่งยอดจาก Fortuner แน่นอน เพราะมันก็เป็นส่วนสำคัญของตลาดด้วย ทุกท่านลองสังเกตค่ายรถยนต์ที่เอารถแนวนี้เข้ามาขาย ค่ายนั้นจะไม่มี PPV ก็เว้นซะแต่ Chevrolet ที่มี Trailblazer กับ Captiva ที่จะแย่งกันเองอยู่แล้ว ฉะนั้นโอกาสที่พี่โตเมืองขายจะเอามาขายไม่มีครับ

Toyota Highlander
    รถเอสยูวัคันเขื่องของ Toyota คันนี้มีหน้าตาที่ดูดีโดนใจหลายคนเหมือนกันนะครับ ช่วงที่ภาพหลุดของ All-New Toyota Fortuner หลายคนก็มโนและเข้าใจผิดว่าเจ้าคันนี้แหละ Fortuner ใหม่ เป็นการเข้าใจผิดแบบสุดๆเลยละครับ แต่หลายคนก็คาดหวังให้เจ้าฟอร์หน้าตาแนวๆเจ้าคันนี้ เพราะมันหน้าตาดี หล่อและหรูจริงครับ หลายคนยังคิดเลยว่าน่าจะเอามาขายในไทยบ้าง แต่ดูจากสภาวะเนี่ย รถคันนี้ขายตามแถบอเมริกาซะเป็นหลัก ญี่ปุ่นไม่มีขายรุ่นนี้ อีกทั้งรถคันนี้ยังวางเครื่องโตๆ เครื่อง V6 อะไรประมาณนี้ ให้ดู Mazda CX-9 เป็นกรณีศีกษาครับ Toyota ไทยเอาเข้ามา สถานะคงไม่ต่างจาก CX-9 หรอก โอกาสจึงหมดไปโดยปริยาย

Toyota Tundra
    รถกระบะขนาดฟูลไซส์ที่จำหน่ายในแถบอเมริกาซะส่วนใหญ่ เพราะพวกนี้เขาชอบกระบะใหญ่ๆโตๆกิน ตัวใหญ่ เครื่องโตเนี่ย ของชอบเมกาเขาเลย และด้วยความใหญ่ที่ทำให้เตะตาคนไทยไม่น้อยเหมือนกันครับ ซึ่งคนไทยหลายคนก็คงจะเห็นมันมาวิ่งในไทยบ่อยในฐานะรถประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่ลาวเนี่ยมีวิ่งกันตรึมเลย แน่นอนว่าหลายคนที่แชะรูปแล้วลงรูปโซเชียลแล้วก็มีคนให้ความสนใจกันมาก ด้วยความที่เครื่องใหญ่โต กินน้ำมันแน่นอน และตัวรถยังใหญ่กว่าชาวบ้านเขา ครั้นจะขับบนถนนที่มีรถติดอย่างเมืองไทยเนี่ย ซึ่งธรรมดาก็อัดกันเป็นปลากระป๋องอยู่แล้ว ลานจอดรถไม่ต้องพูดถึง จอดกินที่ชาวบ้านเขาแน่นอนครับ ฉะนั้น Toyota ไม่ผลิตขายไทยแน่ แต่อย่างไรก็ตามก็มีชาวไทยใจกล้านำมันเข้ามาขับในไทยด้วยนะ

Mazda 6
    หนึ่งในรถ D-Segment คันหนึ่งที่มีหน้าตารูปร่างที่ดูสวยงามและช่างเร้าอารมณ์เสียจริงๆครับ ด้วยการออกแบบ Kodo Design ทำให้เรากล้าพูดว่า แนวการออกแบบหลังๆของ Mazda มันช่างดูสวยงามและดูโฉบเฉี่ยวเร้าอารมณ์กว่ารถในหลายๆค่าย จนเทียบเท่ารถยุโรปกันเลยทีเดียว แม้ยุโรปอาจจะยังไม่ค่อยยอมรับรถญึ่ปุ่นเท่าไหร่นัก ด้วยรูปร่างหน้าตาบวกกับเทคโนโลยี SkyActiv เต็มคันนี่หละ ทำให้คนไทยมีความหวังว่า Mazda เมืองไทยน่าจะเอามาขาย อยากจะบอกถึงความเป็นไปได้ว่า มีน้อยหรืออาจไม่มีเลยครับ เพราะในปีนี้ผู้บริหาร Mazda เมืองไทยแล้วว่า จะมีรถเทคโนโลยี SkyActiv เปิดตัวอีก 1 คันในไทย ซึ่งก็คือ Mazda 2 บางคนก็คงจะคิดใช่ไหมครับว่าปีนี้มันอาจจะมาก็ได้ อยากจะบอกอีกว่า ถ้าให้ลองคิดดูดีๆ ถ้า Mazda เอามาขาย ยอดอาจไม่ถึงเป้า ก็ทำกำไรได้ไม่ดี ยังไงค่ายรถก็ต้องสนใจตัวทำกำไรสำคัญๆไว้ก่อน แทนที่จะสนใจตลาดกลุ่มเล็กอยู่แล้วครับ สรุปคือยาก 

Opel Adam

     ค่าย Opel ที่คนไทยคงจะรู้จักในฐานะรถยี่ห้อหนึ่งที่เคยทำตลาดในไทยเมื่อนมนามมาแล้ว อันที่จริงในค่ายนี้มีรถน่าสนใจหลายรุ่นเลยละครับ แต่เราขอยกหนึ่งในคันที่น่าสนใจของค่ายนี้นั่นก็คือรถเล็กแฟชั่นคันงามอย่าง Opel Adam ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรถเล็กที่อยู่ในพิกัดเดียวกับ MINI Cooper ที่ดูเหมือนจะมุ่งมั่นให้เป็นคู่แข่งคันหนึ่งด้วย อยากจะบอกเลยว่าถ้าอยากเห็นมันวิ่งบนถนนเมืองไทย คงต้องอาศัยการนำเข้าจากเกรย์มาร์เก็ตแทนเพราะไทยคงไม่มีทางตั้งตัวแทนขายแน่นอน ซึ่งหลังจากที่ Opel อันตรธานหายไป แล้วก็แทนที่ด้วย Chevrolet แทน ซึ่งก็มีประวัติเยอะเหมือนกัน คนไทยเริ่มหมดความมั่นใจไม่น้อยครับ

Nissan Pathfiner
     นี่คือรถ SUV คันเขื่องของ Nissan ที่จำหน่ายในแทบอเมริกาและแถบเอเชียตะวันออก ที่มีหน้าตาสะสวย ซึ่งรถคันนี้ก็เคยเป็นหนึ่งในรถที่ถูกเข้าใจผิดว่าจะกลายเป็น Nissan NP300 Navara ซึ่งก็ไม่ใช่อีกละครับ แต่ก็ถือว่ารถคันนี้เป็นรถที่มีหน้าตาที่ดูดีและหรูหราคันหนึ่งเลยทีเดียว หน้าตาที่มากับเอกลักษณ์ของ Nissan ไฟหน้าทรงเรียว บวกกับเส้นสายที่ดูลงตัว และล้ออัลลอยลายสวยๆวงโตๆ ทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดใครหลายคนไม่น้อย เชื่อว่าต้องมีหลายคนอาจให้มันมาวิ่งหรือมาขายในไทยแน่ๆ แต่อย่างไรก็ตามความหวังคงเป็น 0 ครับ เพราะมันไม่มาง่ายๆแน่นอน

Ford F-150
    สุดยอดกระบะฟูลไซส์ปิ๊กอัพยอดนิยมในแดนมะกันเลยสำหรับเจ้า Ford F-150 สุดเท่ ยิ่งรุ่น Raptor เนี่ย ยิ่งเป็นรุ่นที่เท่เข้าไปใหญ่เลยละครับ อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้กับเจ้า Tundra คนอเมริกันชอบกระบะใหญ่ๆไซส์โต เครื่องโต แต่ตัวรถก็คงซดน้ำมันไม่น้อยเหมือนกัน คนขับคงจะต้องเป็นเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันแน่ๆเลยละครับ แน่นอนว่าความใหญ่มันต้องถูกใจคนไทยเช่นกัน เคยมีคนนำรูปเจ้า Ford F-150 จอดเทียบกับ Ford Ranger ที่ว่าใหญ่แล้ว เจอ F-150 เป็นคนละเรื่องเลยละครับ คนไทยอยากได้กันนักหนา แต่ด้วยขนาดโต จอดลำบาก ฝ่าฝันบนถนนรถติดในเมืองไทยได้ยากแน่นอน คงต้องเอาไปวิ่งเล่นในต่างจังหวัดน่าจะดูสมเหตุสมผลกว่า และแน่นอนถ้านำเข้ามาขายราคาเหยียบเกินสองล้านแน่ๆ ไม่ต้องห่วง อยากให้ประกอบไทยอะเหรอ??? ไม่มีทางครับ ฝันไปแน่นอน

Honda Accord Coupe
   มีบางท่านอาจจะไม่รู้ แต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย แต่หลายคนก็น่าจะรู้อยู่ว่า ในตลาดอเมริกา Honda มีเจ้า Accord Coupe ขายอยู่ด้วย รูปร่างหน้าตาจะต่างจาก Accord Sedan ธรรมดามากพอสมควร ภายนอกมีชิ้นส่วนบางชิ้นใช้ร่วมได้กับตัวถังซีดาน รวมถึงล้ออัลลอยด้วยครับ ส่วนภายในนั้นก็ยกจาก Accord มาทั้งกระบิเลย เห็นแล้วอยากให้มันเอาเข้ามาขายในไทยมั้ยละครับ เชื่อว่าต้องมีแน่ๆ และ Honda ไทยใจไม่กล้าพอที่จะเอาเข้ามา เพราะคนซื้อคงจะน้อยมาก แต่ก็ยังมีเศรษฐีบางคนนำเข้ามาวิ่งเล่นในไทยแล้วครับ

Nissan Murano
     อยากจะให้ 3 คำกับรถคันนี้ "โคตร สวย เลย" ดูหน้าตาของรถ SUV ของ Nissan คันนี้สิครับ เป็นหนึ่งในรถของ Nissan ที่มีเส้นสายเฟี้ยวฟ้าวและโฉบเฉี่ยวสุดๆแม้จะเป็นรถขนาดใหญ่ ดูเส้นสายตัวถังที่โค้งมนและดูมีมิติและแหวกแนว และมากับไฟหน้าทรงบูมเมอแรง ประกอบกับหน้า V-Shape เติมความโฉบเฉี่ยวและดูเท่เอามากๆ หากพูดถึง Nissan Murano ก้เคยเป็นหนึ่งในรถที่จำหน่ายในญี่ปุ่นจากนั้นก็ห่างหายไป และโฉมล่าสุดนี้ก็คงไม่มีทางเข้าญี่ปุ่นแน่ๆ และแน่นอนเจ้าคันนี้ Nissan ไม่มีทางจะเอาเข้ามาขายในไทยเช่นกันครับ อยากได้ต้องสั่งนำเข้ามาเองเท่านั้น

Chevrolet Trax
     รถคันสุดท้ายที่เราขอยกมา ก็คือ Chevrolet Trax รถอเนกประสงค์ขนาดเล็กพิกัดใกล้เคียง Honda Vezel,Ford Ecosport และ Nissan Juke ถือเป็นหนึ่งในรถที่น่าสนใจคันหนึ่งหากใครที่สนใจตลาดกลุ่ม B-SUV เพราะ ตอนนี้ตลาดกลุ่มนี้ในไทยยังมีน้อยคัน แต่ปลายปีก็จะมี Honda มาเสริมอีก หากได้ Chevrolet มาเสริมก็น่าจะดีไม่น้อยเช่นกัน และควรหาอะไรต่างๆนานาที่สามารถกลบเกลื่อนชื่อเสียที่มีเยอะกว่าชื่อเสียงของค่ายนี้ด้วย จงปลุกปั้นความไว้วางใจให้มากขึ้น ฉะนั้นตอนนี้เราก็มาดูว่ามันจะมาไทยหรือไม่

   และทั้งหมดนี้ก็คือ 10 คันที่ผู้เขียนขอยกตัวอย่างมาคร่าวๆ ซึ่งผู้เขียนรู้อยู่แล้วว่า หลายๆท่านคงจะมีความคิดอยู่ในหัวอยู่แล้วว่า อยากให้รถต่างประเทศคันไหนที่ไม่มีขายในไทย เข้ามาขายในไทยบ้าง? ซึ่งบางความคิดก็สามารถเกิดขึ้นจริงได้ หรืออาจจะเป็นแค่การมโน เพ้อไปตามความชอบเท่านั้น ตลาดรถยังมีอะไรที่น่าสนใจและน่าค้นหาอีกเยอะแยะครับ สวัสดีครับ...
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

All-New Toyota Supra อาจจะใช้เครื่อง BMW 2000 CC. ผนวกระบบ Supercapacitors

   สาวกสามห่วงหลายคนคงจะตื่นเต้นที่จะได้เห็นสปอร์ตในตำนานอย่าง Toyota Supra ที่กำลังจะกลับมาสร้างตำนานบนถนนอีกครั้ง หลายคนรอคอยการเปิดตัวของมัน และยิ่งสร้างความฟินเข้าไปอีกเมื่อ BMW มีส่วนเอี่ยวเข้ามามาพัฒนาสปอร์ตร่วมกับ Toyota ด้วย ซึ่งตัวรถก็น่าจะได้เทคโนโลยีและจิตวิญญาณ BMW มาด้วย คงจะสร้างความฟินเข้าไปใหญ่เลยครับ

   และล่าสุดก็มีความเป็นไปได้ว่า All-New Toyota Supra อาจมีการติดตั้งขุมพลัง 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ จากค่าย BMW ซึ่งมาพร้อมกับชุดเกียร์ในตัว และก็ยังมีความเป็นไปได้อีกว่ารถคันนี้อาจจะติดตั้ง Supercapacitors ก็คือ ตัวเก็บประจุพลังงานไฟฟ้า เพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าจากขุมพลัง Plug-in Hybrid ที่คาดการณ์กันว่าจะมีกำลังสูงถึง 354 แรงม้า (PS) เลยละครับ

   โดยทาง Toyota จะเป็นผู้พัฒนาในเรื่องมอเตอร์ไฟฟ้าของ Supra ใหม่แต่จะให้ BMW เป็นผู้ผลิต โดยจะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวไว้สำหรับส่งกำลังล้อด้านหน้า ส่วนมอเตอร์ตัวที่ 3 จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง

   และตอนแรกนั้นสื่อมวลชนคาดการณ์กันไว้ว่า All-New Toyota Supra โฉมใหม่จะมีแต่ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลังเท่านั้น แต่ตอนนี้คงจะต้อวคาดการณ์ใหม่แล้วว่า All-New Toyota Supra อาจจะต้องเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเนื่องมาจากการแบ่งกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งอาจจะทำให้รถคันนี้มากับเกี่ยร์อัตโนมัติแบบคลัตซ์คู่

   ส่วนเรื่องน้ำหนักนั้น All-New Toyota Supra อาจจะมากับน้ำหนักประมาณ 1,400 กก. และที่สำคัญราคาต้องแพงกว่า 86 ส่วนการเปิดตัวน่าจะได้เห็นในอีก 3 ปีข้างหน้าครับ ใครสาวก Supra รอได้เลยครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เปรียบเทียบมวยคู่เดือด ตอนที่ 25 : Honda CR-V VS. Chevrolet Captiva

  หนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตสูงในเมืองไทยและทั่วโลกก็คือตลาดรถอเนกประสงค์ ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความนิยมจากผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลหลายอย่างด้วยในเรื่องความอเนกประสงค์ของตัวรถ ใช้งานไ้ดง่ายและก็คล่องตัวทั้งในเมืองและนอกเมืองอีกต่างหาก อีกทั้งยังมีความเท่ไม่เหมือนใคร ทำให้มันเป็นหนึ่งในตลาดที่ยอดนิยมของคนไทยไปแล้ว

   ตลาดกลุ่ม C-SUV นั้น มีเจ้าตลาดที่สำคัญก็คือ Honda CR-V ที่ครองตลาดในกลุ่มนี้มานานแสนนาน โดยมี Chevrolet Captiva เป็นมวยรองมาตลอด ก่อนที่ Mazda จะกลับมาคัมแบ็กเข้ามาเอี่ยวและมาขอแบ่งเค้กซะหน่อย ทำให้ Mazda กลายเป็นมวยรอง และ Chevrolet ตกอันดับไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตามความนิยมของ Chevrolet Captiva ก็ยังเป็น 1 ใน 3 C-SUV และยังคงได้รับความนิยม สังเกตจากรถบนถนนที่มีให้เห็นบ่อยพอสมควรครับ

   ดังนั้นเราเลยขอจับ Honda CR-V และ Chevrolet Captiva มาเทียบกันเลย โดยจะเน้นในแง่ของฟังก์ชันและระบบความปลอดภัยให้ชัดๆ เรื่องเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังอยากให้ทุกท่านที่กำลังมองหารถกลุ่มนี้ลองไปทดสอบด้วยตัวเองจะดีที่สุด เพื่อจะได้รับทราบถึงสมรรถนะและการขับขี่ของตัวรถมากกว่าที่จะอ่านบทความของผู้เขียน ซึ่งอาจจะยกข้อมูลโน่นนั่นนู่นนี่มาละเลงในบทความนี้ ซึ่งอาจทำให้ใครครหาได้ว่า "พูดออกมาลอยๆโดยไม่ได้ทดสอบ" เนื่องจากผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ลงภาคสนามเลย ไม่เคยได้ขับรถพวกนี้ และยังไม่ทำใบขับขี่ด้วยซ้ำ แต่เนื่องด้วยมีคนมาสอบถามเรื่อง 2 คันนี้ อยากให้เปรียบเทียบให้หน่อย เราเลยต้องจัดให้ตามคำขอ เพื่อความง่ายในการเปรียบเทียบและจะได้เป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆด้วยครับ

รูปร่างหน้าตา
   มาเริ่มกันก่อนที่หน้าตาของรถ ซึ่งดูจากรูปกายแล้ว Honda จะได้เปรียบเรื่องความสดใหม่ของรถแน่นอน ด้วยหน้าตาที่ดูใหญ่โตและดูบึกบันและสวยงามตามสไตล์ค่าย Honda เขาอยู่แล้ว ทำให้หลายคนมองเห็นมันและหลงรักมันได้อย่างง่ายดาย ตัวรถมีสัดส่วนความยาว 4,534 มม. กว้าง 1,820 มม. และสูง 1,685 มม. ฐานล้อยาว 2,620 มม. เส้นสายตัวรถที่ฉีกแนวจากตัวเดิมไปมากพอสมควร และมากับล้ออัลลอยขนาด 17-18 นิ้ว ลายสวยๆ ทำให้องค์ประกอบภายนอกของ Honda ดูสวยงามไม่น้อย 

   ส่วนทาง Chevrolet ที่อยู่ในตลาดมานานกว่า และตัวรถก็มีอายุอานามที่เริ่มมากแล้ว อีก 2-3 ปีถึงจะมีของใหม่หมดจดมาให้ยลโฉมกัน หน้าตาของรถที่เพิ่งปรับใหม่ไม่นาน ถึงจะปรับนิดๆหน่อยๆ แต่ก็ช่วยเพิ่มความใหม่ให้รถไม่น้อยเหมือนกัน หน้าตาที่ดูบึกบัน และแข็งแรงสไตล์อเมริกา รวมทั้งเส้นสายที่ดูเรียบง่ายไม่เบื่อตา ตัวรถมากับสัดส่วนความยาว 4,673 มม. ยาว 1,850 มม. และสูง 1,756 มม. ฐานล้อยาว 2,707 มม. ถือว่าใหญ่กว่า CR-V ในทุกมิติเลย ล้ออัลลอยมีให้เลือกตั้งแต่ 17-19 นิ้ว

ภายในและฟังก์ชันการใช้งาน
     การออกแบบภายในของ Honda CR-V ก็ไม่ได้มีความสวยและอะไรมากเท่าไหร่นัก มันดูอนุรักษ์นิยมยังไงไม่ทราบ แต่ดูแล้วไม่เบื่อตาและรับได้ แต่เป็นคอนโซลที่เน้นการใช้งาน ทำให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวก ภายในถือว่ากว้างขวางและสะดวกสบายพอสมควร เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้หลายแบบ ที่สำคัญมีแอร์ตอนหลังเพื่อความสะดวกสบายมากขึ้น ฟังก์ชันมีให้เล่นพอสมควร ในรุ่นท็อปและรุ่นรองมีหน้าจอ DVD ให้เล่น พร้อมระบบนำทางมาพร้อม เชื่อมต่อได้ตั้งแต่ USB/AUX และ Bluetooth ถือว่าครบครัน

   มาดูที่ภายในของ Chevrolet Captiva ที่ออกแบบภายในค่อนข้างดี เรียบง่ายและเน้นการใข้งานเช่นกัน ไม่ได้สวยอะไรมาก อาจจะดูมีอายุกว่า CR-V ความได้เปรียบของรถคันนี้คือการมีที่นั่งให้ถึง 7 ที่นั่งถือว่าเป็นคันเดียวในตลาดตอนนี้ ตราบใดที่ X-Trail ใหม่ยังไม่มาถึง แต่พื้นที่แถวที่ 3 ก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก เหมาะกับเด็กและคนตัวเล็กๆเสียมากกว่า ฟังก์ชันภายในก็มีให้เล่นมากพอๆกับ CR-V หน้าจอ CD MP3 พร้อมระบบ 3D Sound Stage 7 นิ้วแบบสัมผัส พร้อมระบบนำทาง เชื่อมต่อได้ทั้ง USB/AUX และ Bluetooth ในรุ่นบนๆมาพร้อมลำโพงมากกว่า CR-V คือมีมาให้ 8 ตัวแต่ CR-V มี 6 ตัวครับ เราขอเทียบฟังก์ชันระหว่างรุ่น CR-V 2.4 EL 4WD และ Captiva 2.4 LTZ 4WD เพื่อความสมน้ำสมเนื้อกัน ดูการเทียบได้ที่ตารางด้านล่างเกือบสุดบทความครับ

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
   ขุมพลังของ Honda มี 2 ขุมพลังให้เลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ i-VTEC มากับพละกำลัง 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบ/นาที และเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร 4 สูบ i-VTEC มากับพละกำลัง 170 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้ยังสามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ด้วย  ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ควบคุมด้วยระบบอิเล็กโทรนิกส์ มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ Real Time 4WD 

    ส่วนขุมพลังของ Chevrolet Captiva มีให้เลือก 2 ขุมพลังเช่นกัน ได้แก่ เครื่องเบนซิน 2.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 168 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 229 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบ/นาที ที่สำคัญเครื่องตัวนี้สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ด้วยเช่นกัน และเครื่องยนต์อีกตัวหนึ่ง เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร มากับพละกำลัง 163 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 6 สปีด รหัส GF6 เจนเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมฟังก์ชั่น DSC (Driver Shift Control)

ระบบความปลอดภัย
    ด้าน Honda นั้นถือว่าจัดระบบความปลอดภัยมาให้ครบตามมาตรฐานรถระดับนี้ ระบบ ABS EBD เป็นมาครฐานไปแล้ว ไม่มีไม่ได้ ถุงลมคู่หน้า SRS ถุงลมด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSA ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัด HSA ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS กล้องมองหลัง ถือว่าค่อนข้างโอเคครับ

   ส่วน Chevrolet นั้นถือว่าให้ครบและมากพอสมควรเช่นกัน และดูเหมือนจะมากกว่าเจ้าตลาดเสียด้วยซ้ำ มากับถุงลมนิรภัยคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัย ระบบ ABS EBD ระบบเสริมแรงเบรก HBA ระบบช่วงล่างด้านหลังยกสูงอัตโนมัติขณะบรรทุก ระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและป้องกันการลื่นไถล TCS ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HSC ระบบป้องกันการถอยหลังเมื่อขึ้นทางลาดชัด HSA ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ ARP 

ราคา
   Honda CR-V มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย มากับค่าตัวดังนี้ครับ รุ่น 2.0 S มากับราคา 1,168,000 บาท,รุ่น 2.0 E ราคา 1,278,000 บาท,รุ่น 2.4 E ราคา 1,448,000 บาท และรุ่นท็อปสุด 2.4 EL ราคา 1,543,000 บาท

   ส่วน Chevrolet Captiva มีรุ่นย่อยให้มากมายถึง 7 รุ่นย่อยด้วยกัน เริ่มที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 LS FWD ราคา 1,198,000 บาท,รุ่น 2.4 LSX FWD ราคา 1,282,000 บาท,รุ่น 2.4 LS 4WD ราคา 1,507,000 บาท และรุ่น 2.4 LTZ 4WD ราคา 1,595,000 บาท ต่อด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รุ่น 2.0 LSX FWD ราคา 1,410,000 บาท,รุ่น 2.0 LT 4WD ราคา 1,480,000 บาท และรุ่น 2.0 LTZ 4WD ราคา 1,635,000 บาทครับ


สรุป...

Function

Honda CR-V 2.4 EL 4WD
Chevrolet Captiva 2.4 LTZ 4WD
หน้าจอแสดงผลจ้อมูลอัจฉริยะ i-MID
มี
-
ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ
มี
มี
ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ
มี
มี
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซนซ้าย-ขวา
มี
มี
Paddle Shift
มี
-
พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง
มี
มี
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
มี
มี
ระบบควบคุมความเร็วเครื่องปรับอากาศที่พวงมาลัย
-
มี
ช่องปรับอากาศตอนหลัง
มี
มี
กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
-
มี
เบาะนั่งคันขับปรับระดับ 8 ทิศทางพร้อมระบบปรับดันหลัง
มี
มี
เบาะนั่งผู้โดยสารหน้าปรับระดับ 4ทิศทาง
มี
-
เบาะแถวหลังแถวที่ 2 พับแบบ 60 : 40
มี
มี
ระบบเครื่องเสียง
จอสัมผัส DVD/CD MP3 แบบ 1 แผ่น
จอสัมผัส 7 นิ้วแบบ 3DSS CD MP3 แบบ 1 แผ่น
ระบบนำทาง
มี
มี
Bluetooth
มี
มี
ระบบเชื่อมต่อ USB
มี
มี
ระบบเชื่อมต่อ AUX
มี
มี
ลำโพง
6 ตัว
8 ตัว
Engine
เครื่องยนต์
เบนซิน SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC
เบนซิน DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว
ความจุ (ซี.ซี.)
2,354
1,598
พละกำลัง (แรงม้า ที่ รอบ/นาที)
170/6,000
168/5,600
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่ รอบ/นาที)
220/4,300
229/4,600
ระบบส่งกำลัง
เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดควบคุมด้วยระบบ Electronics Grade Logic Comtrol
เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมระบบ Drive Shift Control
Safety
กุญแจรีโมท Immoblizer
มี
มี
ไฟหน้าโปรเจกเตอร์ปรับระดับสูงต่ำได้
มี
มี
ไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด
-
มี
ระบบหน่วงไฟอัตโนมัติ
-
มี
ถุงลมคู่หน้า SRS
มี
มี
ถุงลมด้านข้าง
มี
-
ม่านถุงลมด้านข้าง
มี
มี
ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 20 กม./ชม
-
มี
ไล่ฝ้ากระจกหลังแบบไฟฟ้า
-
มี
ระบบเบรก ABS
มี
มี
ระบบกระจายแรงเบรก EBD
มี
มี
ระบบเสริมแรงเบรกแบบไฮดรอลิก HBA
-
มี
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและป้องกันการลื่นไถล TCS
-
มี
ระบบควบคุมการทรงตัว
มี
มี
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อลงทางลาดชัน HDC
-
มี
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัด HSA
มี
มี
ระบบช่วยป้องกันการพลิกคล่ำ ARP
-
มี
Price
ราคา
1,543,000
1,595,000
 
   Honda CR-V และ Chevrolet Captiva ถือเป็นหนึ่งคู่แข่งที่น่าจับตาและเป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อพอสมควร ด้วยจุดเด่นของแต่ละคันที่แตกต่างกัน ใครชอบถึกๆแบบมะกันต้อง Chevrolet เลย ส่วนใครชอบสไตล์หรูหรา สวยงาม สง่า ต้อง Honda หลังจากที่มี Mazda CX-5 มากินส่วนแบ่งทางการตลาด ทำให้เจ้าคันนี้กระแสเงียบพอสมควร แต่ด้วยบุญบารมีและความเป็นเจ้าตลาดทำให้ Honda รักษาแชมป์ได้ ส่วน Chevrolet ก็โดน Mazda กลบกระแสจนตกอันดับไปแล้ว และประกอบกับข่าวในศูนย์บริการของค่ายนี้ ทำให้ดูเหมือนว่าจะมีชื่อเสียมากกว่าชื่อเสียง ซึ่ง Chevrolet ต้องทำการบ้านหนักเพื่อลบจุดนี้ไป ดังนั้นการประชันครั้งนี้ผมให้ Honda CR-V เป็นฝ่ายชนะ


Score
รูปร่างหน้าตา 5
4
4
ฟังก์ชัน 5
4
4
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 5
4
4
ระบบความปลอดภัย 5
4
4.5
ราคา 5
4
4
ศูนย์บริการ 5
4.5
3
รวม 30
24.5
23.5
 

 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!