Like Box

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ย้อนรอยวันวาน[6] : V.M.C. กระบะคนไทยที่ถูกคนไทยลืม!!!

  หากพูดถึงตลาดรถยนต์เมืองไทย ถือว่าเป็นตลาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง และเป็นตลาดที่เป็นโจทย์สุดหินของค่ายรถหน้าใหม่ที่จะมาทำตลาดในไทย หากไม่ได้มาสร้างแลนด์มาร์คนานๆแบบเจ้าตลาด มวยรอง อะไรทั้งหลาย บอกเลยว่าโอกาสเกิดค่อนข้างยาก ถ้าไม่มีอะไรเด่นๆสะดุดตาเลยก็คงเกิดยากกันเข้าไปใหญ่ ไหนจะความเชื่อมั่น ศูนย์บริการ อะไรต่ออะไรอีก โอ๊ย...เยอะแยะ

   หากเราจะมาพูดถึงค่ายรถค่ายหนึ่งที่ใครอาจจะไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเลย ซึ่งอยากจะบอกด้วยว่า แม้แต่ผู้เขียนก็ไม่เคยได้รู้จัก ไม่เคยได้ยินและไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน จนกระทั่งมีคนรอบข้างมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง และผู้เขียนจึงค้นหาเรื่องราวของรถคันนี้ตามเว็บไซด์ต่างๆแล้วเอามาตัดแปะ มาบอกเล่าให้ฟังกันนั่นเอง แล้วค่ายรถที่เราจะมาพูดถึง นั่นก็คือ V.M.C.

    หลายคนคงอ่านแล้ว โดยเฉพาะคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี (รวมถึงผู้เขียนซึ่งยังไม่เกิดเลยเสียด้วยซ้ำตอนนั้น) อาจจะไม่รู้จักและคงจะงงกันว่ามันคือยี่ห้ออะไรกัน และถ้าใครที่รู้จัก คงจะบอกได้ทันทีว่ามันคือรถยนต์ของคนไทยที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย แต่ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง ทำให้มันตายจากในเมืองไทยไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่องค์ประกอบตัวรถนั้นแทบจะดีกว่าและเด่นกว่ารถกระบะค่ายญี่ปุ่นตอนนั้นหลายเท่ากันเลยทีเดียว ฉะนั้นแล้วเราจะพามาย้อนรอยกันครับ

  หากย้อนไปเมื่อเกือบ 30 กว่าปีที่แล้ว เมื่อราวปี 1975-1977 ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งพยายามออกแบบ สร้างและผลิตรถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันครับว่ายี่ห้ออะไร แต่ในความตั้งใจของคนไทยกลุ่มดังกล่าว ก็ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายที่ผันไว้และผลิตขายไม่ได้อันเนื่องมาจากประสบกับปัญหาเงินทุนและคู่แข่งจากต่างประเทศมีมาก อีกทั้งคนไทยยังเห่อของนอกด้วย ทำให้ แต่หลังจากนั้นพอมาถึงช่วงปี 1992-1994 ได้มีนักธุรกิจจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์มารวมตัวกันเพื่อผลิตรถกระบะ ขนาดหนึ่งตันภายชื่อ บริษัท สยาม วิ.เอ็ม.ซี.ยานยนต์ จำกัด ภายใต้โลโก้ V.M.C ใช้สัญลักษณ์เป็นวงกลมและมีตัว M อยู่ตรงกลาง



   และในปี 1995 รถกระบะของไทยนาม V.M.C ก็ได้เปิดตัวสู่สายตาชาวไทย ด้วยหน้าตาของรถที่เป็นการหยิบยกชิ้นส่วนจากรถ 2 ค่ายมาปะติดเข้าด้วยกัน หน้าตาและกระบะท้านของรถนี่มองแล้วรู้เลยว่าเอามาจาก Isuzu TFR กระบะสุดเทพของค่ายตรีเพชรสมัย แต่ในส่วนหัวเก๋งหรือตัวถังของรถกลับเอาของ Nissan Big-M มาใส่เสียดื้อๆ กลายเป็นการผสมผสานที่แหวกแนวกันเลยทีเดียว ตัวรถมีสัดส่วน
ยาว 4,870 มม. กว้าง 1,690 มม. สูง 1,608 มม. ความยาวฐานล้อ 2,950 มม. ความกว้างล้อหน้า 1,395 มม. และหลัง 1,385 มม. ระยะต่ำสุด 200 มม. น้ำหนักรถ 1,400 กก น้ำหนักบรรทุกรวม 2,700 กก.

    เครื่องยนต์ของรถคันนี้มากับเครื่องยนต์ดีเซล VM425SLTRS  4 สูบ Turbocharger ขนาด 2.5 ลิตร ที่อุตส่าห์จ้างบริษัทชั้นนำในอิตาลีออกแบบและประกอบซึ่งดัดแปรงมาจากเครื่องยนต์ที่ วางในรถเก๋งซีดานยี่ห้อหรูของอิตาลีเลยทีเดียว แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้าที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 กก-ม.ที่ 2,200 รอบ มากับความกว้างกระบอกสูบ 92 ม.ม.ระยะชัก 94 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 22:1 ความเร็วสูงสุด 173 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบส่งกำลัง คลัทช์แบบแห้งแผ่นเดียวทำงานด้วยไฮโดรลิค ระบบเกียร์ GT5AM-:GRAZIANO

 อัตราทดเกียร์ 
1=3.54
2=1.96
3=1.3
4=1.00
5=0.79
R=3.21
ระบบกันสะเทือน หน้าแบบดับเบิลวิชโบน ทอร์ชั่นบาร์ ช็อคอัพ  หลังแบบเพลาแข็ง แหนบ ช็อคอัพระบบเบรค หน้าเป็นดิสค์เบรค หลังดรัมเบรคปรับระยะผ้าเบรคอัตโนมัติ ยางขนาด 195 R 14 C-8 PR
  

   ดูองค์ประกอบแล้วเหมือนจะไปด้วยสวยครับ แต่......
    เนื่องจากความรีบร้อนในการเปิดตัวจึงทำให้มีจุดพกพร่องค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็รเรื่องของตัวถังที่ประกอบไม่ค่อยเรียบร้อยและหน้าตาดูแปลกตาจึงไม่เป็นที่นิยมของคนไทย ซึ่งไอ้รูปทรงแบบนี้ยุคหลังๆคนไทยกลับมานิยมกันซะงั้น อีกอย่างก็คือเครื่องยนต์ของ วีเอ็มซี ที่จ้างบริษัทชั้นนำในอิตาลีมาช่วยทำ เทียบกับรถกระบะยี่ห้ออื่นๆในยุคนั้น วีเอ็มซี เหนือกว่าทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นด้านความแรง อัตราการบริโภคน้ำมัน ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องควันดำที่ไม่ว่าจะเร่งเครื่องขนาดไหนก็ไม่มี ควันให้เห็นเพราะใช้ปั๊มแรงดันสูงควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นระบบ ที่ใช้หลักการเดียวกันกับที่เรารู้จักในนามคอมมอนเรลในปัจจุบันซ้ำตัว เรือนของเครื่องยนต์ยังเป็นเนื้อเดียวกับเสื้อสูบจึงสามารถรับแรงบิดได้ มากกว่าและทนทานกว่าทุกยี่ห้อในยุคนั้น อีกอย่างก็คือเครื่องเดินเรียบและเงียบกว่ายี่ห้ออื่นๆ อีกทั้งมีช่วงล่างที่บึกบึนแกร่งเหนือกว่าใครทั้งหมดแต่แฝงไว้ด้วยการยึดเกาะที่หนึบหนับแถมนุ่มนวล ห้องโดยสารก็ถูกออกแบบให้มีขนาดกว้างนั่งสบายในแบบเก๋งไม่ว่าจะเป็นรุ่น มาตรฐาน รุ่นมีแค็ปหรือแม้แต่รุ่น 4 ประตูที่ยี่ห้ออื่นๆต้องทำตามหลังจากนั้นอีก 2 ปีเลยทีเดียว และที่ประทับใจอีกอย่างก็คือวัสดุทุกชิ้นที่ใช้ประกอบล้วนเป็นวัสดุชั้นดี ทั้งสิ้นที่แม้แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีรถกระบะยี่ห้อไหนที่ขายในเมืองไทยจะใช้ วัสดุเกรดดีขนาดนั้น
 



   แต่ก็น่าเสียดายครับที่รถกระบะที่คิดค้นและลงทุนโดยคนไทย ออกแบบเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ถ้าเทียบกับยี่ห้อของต่างชาติในยุคนั้นแล้ว วี.เอ็ม.ซี มีคุณภาพก็เหนือกว่า ทนทานกว่า แบกน้ำหนักได้มากว่า ซึ่งถ้านำมาเทียบกับปัจจุบันแล้วยังเหนือกว่ายางยี่ห้อด้วยซ้ำไป แถมเคาะราคาไว้ก็ถูกกว่ายี่ห้ออื่นเกือบแสนเลยทีเดียว ในราคา 315,000 บาท

    แต่ด้วยความรีบร้อนหรืออาจจะเรียกได้ว่าการวางแผนที่ผิดพลาดเพราะเร่งเปิดตัวในสภาพที่ไม่เรียบร้อยดี ความพร้อมของศูนย์บริการก็ยังไม่มี การประชาสัมพันธ์ก็อ่อน จึงทำให้เกิดภาพลบในสายตาคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น และสุดท้ายโลโก้นี้ก็เลือนหายไปภายในระยะเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นเอง

   จนถึงในปัจจุบัน มันก็เห็นมีวิ่งบ้างตามถนน แต่ก็ไม่มีใครรู้เลยว่ามันเป็นรถของคนไทย ยังคิดว่าเป็นรถนำเข้า ซึ่งถ้าใครเห็นทุกวันนี้ล้วนถามไถ่ว่าเป็นกระบะยี่ห้อหรูจากชาติไหน? เพราะมันถูกมองว่าแปลกตายากต่อการยอมรับในยุค 1995 แต่ในลักษณะเดียวกันนี้เอง มันกลับถูกยอมรับในภาพลักษณ์นี้หลังปี 2000 นั่นแปลว่า วี.เอ็ม.ซี ล้ำหน้ากว่าชาวบ้านเขาทุกยี่ห้อเกือบ 10 ปีกันเลยทีเดียว

   หลังจากอ่านจบแล้ว คิดว่าหลายท่านอาจจะเสียดายที่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีรถสัญชาติไทยราคาถูกๆไว้ใช้บ้าง เพราะส่วนใหญ่เราก็ใช้รถเมืองนอกทั้งนั้น ไม่ว่าจะจากญี่ปุ่น อเมริกาหรือเยอรมัน สวีเดน อะไรก็ตามเถอะ แต่อย่างไรก็ตามตำนานกระบะ V.M.C. ก็คงมีการพูดถึงแค่กลุ่มเล็กๆ ซึ่งก็คือคนที่มาเจอบทความเรื่องนี้ หรืออ่านเจอจากที่อื่น ไปๆมาๆก็ลืม และตำนาน V.M.C. ก็คงเป็นตำนานที่ถูกเก็บไว้ในหีบไปตลอดกาล

ขอบคุณแหล่งข้อมูล http://www.isuzuclub.com/webboard/viewtopic.php?f=38&t=30214&start=0 
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อัพเดตความคืบหน้า Honda HR-V : มาชมสเปกเวอร์ชั่นไทยกันแบบเต็มๆ

  หนึ่งในรถ B-SUV ที่คนไทยเฝ้ารอคอยกันมากพอสมควร นั่นก็คือ Honda HR-V หรือ Vezel ที่หลายคนหมายมั่นว่ามันจะมาสู้กับ Nissan Juke และ Ford Ecosport กันอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งตามข่าวที่มีอยู่ตอนนี้ Honda HR-V อาจจะเปิดตัวในวันที 10 พฤศจิกายนตามข่าวลือก็เป็นได้ แต่ล่าสุดตอนนี้ ก็มีสมาชิกทางกลุ่ม HR-V Club ได้รับทราบข้อมูลสเปกของ Honda HR-V ในเวอร์ชั่นไทยแล้วครับ ซึ่งเราก็ขออนุญาตยกมาให้ศึกษาข้อมูลกันดูนะครับ

*ขอบคุณข้อมูลจาก www.hondahrvclub.com/index.php/topic,375.0.html
HR-V  มีทั้งหมด 3 รุ่น S , E , EL 
มีสีทั้งหมด 5 สี ขาวออร์คิดมุก , เงิน ,  ดำคริสตัล , (สีดำใหม่ และสีน้ำเงินใหม่ มีเฉพาะรุ่น E , EL)
เครื่องยนต์ 1.8 L. SOHC I-Vtec 141 แรงม้า
เกียร์CVT
Paddle shift 7 speeds + Cruise Control (*E , EL)
ล้อแม็กซ์ขนาด 17 นิ้ว ทุกรุ่น (ลายสปอร์ตในรุ่น EL)

ความประหยัด
- เครื่องยนต์รองรับน้ำมัน E10 E20 E85 และค่าออกเทน 91 ขึ้นไป
- มี Eco Assist ( Econ Mode + Eco Coaching)

ภายนอก
- ไฟหน้า LED + Daytime Running light ( * E , EL ) (ในรุ่น S เป็น Multireflegtor)
- ไฟท้าย LED ทุกรุ่น (เส้นคู่ เฉพาะ EL)
- ไฟตัดหมอกคู่หน้า ( * E , EL )
- สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกทุกรุ่น
- เสาอากาศแบบครีบฉลามทุกรุ่น
- Panoramic Sunroof พร้อมสวิตซ์ควบคุมแยก (เฉพาะ EL)
- ไฟในเก๋งแบบ LED (เฉพาะ EL)
- มือจับประตูสไตล์รถ Coupe

ภายใน
- เบาะผ้าผสมหนังสังเคราะห์ในรุ่น S และ เบาะหนังในรุ่น E ,  EL
- ช่องแอร์ผู้โดยสาร 3 ตำแหน่ง เปิด-ปิด อิสระได้ตามต้องการ เป็นระบบสัมผัสในทุกรุ่น
- มาตรวัดเรืองแสง ปรับเปลี่ยนสีได้ 7 สี จอแสดงผลการขับขี่แบบ MID ปรับที่พวงมาลัย (เฉพาะ EL)
   รุ่น S , E เป็นมาตรวัดเรืองแสงสีฟ้าพร้อมจอ I-mid
- กล่องคอนโซลกลางขนาดใหญ่ พร้อมที่เท้าแขน
- พื้นผิวคอนโซลกลางสไตล์สปอร์ตเปียโนแบล็ค (เฉพาะ EL)
- เครื่องเสียง Advance Touch หน้าจอ 7 นิ้ว ในรุ่น E , EL ( HDMI  USB AUX CD)
- เครื่องเสียง หน้าจอสัมผัส 5 นิ้ว ในรุ่น S ( USB AUX CD )
- เชื่อมต่อ Bluetooth ได้สูงสุด 6 เครื่อง ในทุกรุ่น
- เบาะหลังปรับพับได้ 3 โหมด ในทุกรุ่น
- ความจุห้องสัมภาระท้าย ขนาด 565 ลิตร


ระบบความปลอดภัยล้ำสมัย
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ในรุ่น S , E และถุงลมนิรภัย 6 ใบในรุ่น EL
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) มีในทุกรุ่น
- ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Automatic Brake Hold) ระบบใช้งานได้ 10 นาที มีในทุกรุ่น
- กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับได้ 3 มุมมอง ในรุ่น E , EL
- สัญญาณกะระยะหลัง 4 ตำแหน่ง พร้อมภาพเตือนตามระยะที่จอ
- ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ
- ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ
- มีระบบVSA  HSA  ESS  ABS EBD  ในทุกรุ่น


  และทั้งหมดนี้ก็คือสเปกของ Honda HR-V เวอร์ชั่นไทยครับ ซึ่งคิดว่าไม่น่าต่างไปจากตรงนี้ครับ สุดท้ายมารอลุ้นว่า 10 พ.ย. จะเปิดตัวหรือไม่ แล้วราคาเท่าไหร่ อันนี้น่าติดตามครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Mercedes-Benz C-Class W205 เตรียมประกอบในเมืองไทยไตรมาสที่ 2 ปีหน้า

  หลังจากที่ค่าย Mercedes-Benz Thailand ประสบความสำเร็จกับยอดขายของ C-Class ตัวใหม่รหัส W205 ที่มียอดสั่งจองเข้ามากว่า 1,000 คัน ล่าสุด Mercedes-Benz เตรียมตอกย้ำความสำเร็จด้วยการวางแผนขึ้นไลน์ประกอบรถ W205 ภายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2015
    
   มาร์ติน ชูลช์ รองประธานบริหารฝ่ายขาย และการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า ตอนนี้ทางบริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแผนงานเพื่อขึ้นไลน์ประกอบรถยนต์ Mercedes-Benz C-Class W205 ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้อย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2558
 
   โดย W205 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย ด้วยยอดจองหลังการเปิดตัวกว่า 1,000 คัน แม้จะเป็นรถนำเข้าทั้งคันก็ตาม และมียอดส่งมอบไปแล้วมากกว่า 800 คัน โดยตอนนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นและออปชั่นที่จะผลิตในประเทศไทยไม่ได้ รวมถึงเรื่องของราคาว่าจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในรุ่นนำเข้าก็ได้ทำการจัดออปชั่นมาเต็มที่และทางบริษัทแม่ก็ช่วยเรื่องราคามากแล้ว

   โดยยอดขาย Mercedes-Benz ในช่วง 9 เดือนแรกของปีถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขาย 7,549 คัน เติบโตขึ้นมาจากปีที่แล้ว 12% ซึ่งเป็นการเติบโตที่เหนือกว่าการเติบโตของตลาดที่ 2-3% และบริษัทยังเชื่อว่ายอดจำหน่ายรวมของบริษัทจะเติบโตสูงกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน โดยปีที่แล้วทำยอดได้ 10,144 คัน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งขนาดเล็กของบริษัท โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายมากถึง 30% ในปัจจุบัน ขณะที่รถยนต์กลุ่มซี-อี-เอสนั้น มีสัดส่วนการจำหน่าย 55% 

ที่มา Autospinn



 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทีเซอร์แรก All-New Mazda CX-3 จ่อเปิดตัวลอสแองเจลิส ปลายเดือนพฤศจิกายน

 ค่าย Mazda ถือเป็นค่ายรถที่เนื้อหอมกันมากสำหรับเมืองไทย จะขายจะเปิดตัวรุ่นไหนคนไทยก็ดี๊ด๊ากริ๊ดกร๊าดเปรียบดังการพบศิลปิน K-Pop อะไรทำนองนั้น จะว่าจะติอะไรไม่ได้ต้องออกมาปกป้องกันตลอด ซึ่งล่าสุดหลายคนก็น่าจะรู้ดีถึงข่าวลือเรื่องการพัฒนารถ B-SUV ที่หลายคนคาดการณ์กันว่า มันจะต้องชื่อ CX-3 แน่ๆ คลั่งซะจนตัั้งคลับออกมาล่วงหน้าทั้งๆที่ไม่เคยเห็นรถกันเลย แต่แล้วแฟนคลับก็แทงหวยถูกครับ เพราะ B-SUV ใหม่ค่าย Mazda มันจะมากับชื่อ CX-3 ครับ

   ล่าสุด Mazda ยั่วในแฟนคลับทั่วโลกด้วยการปล่อยภาพทีเซอร์แรก เป็นภาพสเก็ตซ์รถ All-New Mazda CX-3 และมีกำหนดการเปิดตัวกันแบบรวดเร็วทันใจที่งาน Los Angeles Auto Show 2014 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายนของปีนี้ครับ 

   ดูจากภาพแล้วก็ไม่น่าจะเดาอะไรยาก ซึ่งแน่นอนที่สุดครับว่ารถคันนี้มันจะต้องใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมร่วมกับ Mazda 2 โฉมใหม่แน่นอน และอาจจะมีการปรับหน้าตาและอุปกรณ์รอบคันรถให้ดูบึกบึนขึ้นอีกนิดเพื่อให้สมกับการเป็นรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ขนาดเล็ก แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ Kodo Design เหมือนเดิม

    ด้านเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังยังไม่มีข่าวออกมา แต่คาดว่าจะยกชุดจาก Mazda 2 ไปใส่ก็เป็นได้ครับ และแน่นอนรถคันนี้จะต้องมากับเทคโนโลยี SkyActiv รอบคัน และจะเป็นรถรุ่นที่ 5 ของ Mazda ที่มากับเทคโนโลยี SkyActiv เต็มคันรถ

   การเปิดตัวของ Mazda CX-3 ใหม่จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเผยโฉม Mazda 6 Minor Change และ Mazda CX-5 Minor Change ครับ ฉะนั้นใครแฟนคลับ Mazda โปรดอดใจรอหน่อย...
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ด่วน! Toyota เตรียมเปิดตัว Vios พร้อมพลังงานทางเลือก CNG เดือนพฤศจิกายนนี้ที่ Motor Expo

 ถ้าพูดถึงตลาด B-Segment ตอนนี้ ถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง อย่าง Honda City และ Jazz ที่รุกตลาดกันอย่างเต็มที่ ทั้ง Honda City ก็เปิดตัว CNG ออกมาขายแล้ว ไหนจะ Honda City Hybrid และ Jazz Hybrid ที่จะตามมาอีก ลำพังตอนนี้สถานการณ์ของ Toyota ต้องอาศัยบุญเก่าและโปรโมชั่นเท่านั้นที่ช่วยรักษาอันดับ 1 ด้านยอดขายรถกลุ่มนี้ได้ ซึ่งมีบางเดือนที่ยอดขายเป็นรอง City ดังนั้น Toyota ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว


   ล่าสุด เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับแจ้งข่าวจากสมาชิกเพจคนหนึ่งที่ไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งแอบไปทราบข้อมูลจากการอบรมเซลล์มาแจ้งให้ทราบ จะว่าเป็นวงในก็ได้ ซึ่งตัวผู้เขียนก็แอบเห็นข้อมูลในหน้าเอกสารบางหน้า แต่ขอไม่โพสต์ให้ชมครับ เราจะบอกกล่าวในข้อมูลที่ได้คุยและได้รับจากสมาชิกคนนี้ก็แล้วกัน

  Toyota Vios CNG จะไม่มีหน้าตาที่เปลี่ยนจากรุ่นปกติอยู่แล้ว แต่คิดว่าภายนอกต้องมีโลโก้แสดงความเป็น CNG บ้างหละครับ มันจะมากับถังก๊าซขนาด 70 ลิตร (ใหญ่กว่า City CNG 5 ลิตร) ซึ่งเป็นถังแบบ Type II น้ำหนักถังเบากว่าเหล็กทั่วไปราวๆ 10% ซึ่งพื้นที่ด้านหลังเคลมว่ายังสามารถวางของใหญ่ๆได้อีก เช่น กระเป๋าเดินทางหรือถุงกอล์ฟ เป็นต้น 

  เครื่องยนต์เป็นบล็อกเดิม 1NZ-FE รุ่นที่มีให้เลือก ผมได้รับข้อมูลจากพรายกระซิบรายนี้มาว่า Toyota จะทำการติดตั้ง CNG ให้ในทุกรุ่นทุกเกรดของ Toyota Vios โดยติดให้เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้นครับ ส่วนราคาค่า CNG ก็บวกเพิ่มไปอีก 65,000 บาทครับ

   การเปิดตัว Toyota Vios CNG จะเกิดขึ้นที่งาน Motor Expo 2014 ครับ ฉะนั้นใครกำลังจะซื้อรถ B-Segment ซักคันนึง รอดู Vios ก่อนก็ไม่น่าเสียหาย
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

ชมภาพ Spyshot All-New Mitsubishi Triton วิ่งทดสอบในเมืองไทย เตรียมเปิดตัวกลางเดือนพฤศจิกายน

   ตลาดรถกระบะในเมืองไทยเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ที่เป็นหัวใจในการสร้างยอดขายให้แต่ละค่ายรถทั้งหลาย ดังนั้นถ้าเราได้ยินข่าวหรือติดตามข่าวกระบะที่กำลังเปิดตัวใหม่ๆ มันจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าจับตามองมากเลยทีเดียว ซึ่งก็เหมือนกับ All-New Mitsubishi Triton ที่คนไทยกำลังรอคอยการเปิดตัวของมัน

   เชื่อว่าคนไทยหลายคนอาจจะแอบผิดหวังไม่น้อยที่หน้าตาของ Mitsubishi Triton โฉมใหม่ที่หลุดๆกันมา มันไม่ได้มีความสวยงามโดนใจสาวกมิตซูเลย แต่ที่แน่ๆก็มีข่าวว่ากันว่า ถึงหน้าตาจะไม่ดี แต่มันซ่อนเทคโนโลยีและฟีเจอร์ล้ำๆเด็ดๆภายใน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องรอดูในอีกไม่นานครับ

   และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีมือดีแอบถ่ายภาพ Mitsubishi Triton โฉมใหม่ ขณะกำลังวิ่งทดสอบบนท้องถนนเมืองไทยได้ โดยตัวรถได้ทำการปิดโลโก้ปิดสัญลักษณ์ไว้อย่างดีเลย จากภาพก็น่าจะรู้ได้ว่า Mitsubishi Triton ใหม่ที่จะมาไทยนั้น เป็นคันเดียวกันกับภาพที่หลุดออกมาเป๊ะ โดยไม่ต้องเดาเป็นอย่างอื่นกันไปแล้วละ ซึ่งไอ้ภาพที่หลุดเนี่ยดูผิวเผินรูปทรงมันก็ยังคงคล้ายของเดิม นั่นแปลว่า Mitsubishi ยังคงรักษาเอกลักษณ์ใหม่ แต่อีกสิ่งที่หลายคนบ่นกันเยอะก็คือโป่งล้อ ซึ่งถ้าดูจากเทรนด์กระบะรุ่นใหม่เขาจะทำโป่งเชื่อมติดกับตัวถังไปเลย แต่สำหรับเจ้าสามตันมันยังคงทำเป็นคิ้วยื่นออกมา ซึ่งมันอาจจะดูโบราณไปหน่อย แต่อย่าเพิ่งประมาทไป...เพราะออปชั่นภายในและเทคโนโลยีภายในรถอาจมีมากกว่าที่ท่านผู้อ่านคิดก็ได้...

   เครื่องยนต์กลไกนั้น มีข่าวเล็ดรอดออกมาว่า อาจจะวางเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง ตามเทรนด์ Downsizing ซึ่งเป็นขุมพลังแบบ MIVEC ลำพังแค่ฟังชื่อแล้วมันก็ดูมีความน่าสนใจขึ้นมาแล้วหละครับท่านผู้อ่าน ส่วนระบบส่งกำลังและระบบความปลอดภัย กลไกอื่นๆยังคงเป็นข้อมูลมืดมนที่ยังเข้าถึงไม่ได้ครับ

   สำหรับการเปิดตัว All-New Mitsubishi Triton ใหม่ จะเกิดขึ้นแน่นอนในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนครับ ใครกำลังจะซื้อกระบะ รอดูตัวนี้ก่อนก็ไม่เสียหาย
ขอบคุณภาพจากคุณ Ni-Turbo Ranger ด้วยครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เปืดตัว Honda CR-V Minor Change ในไทย : ปฏิบัตการสายฟ้าแลบสกัดดาวรุ่ง Nissan X-Trail

  Honda CR-V ถือเป็นหนึ่งในรถของ Honda ที่ทำเงินให้กับค่ายพอสมควร ถือว่าเป็นตัวเลือกอันดับ 1 เลยถ้าใครกำลังมองหารถอเนกประสงค์แนวนี้ซักคัน ซึ่งมันก็ยังคงเป็นเจ้าตลาดมาโดยตลอด แต่แล้วเมื่อคู่แข่งรายใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น Subaru XV หรือจะเป็น Mazda CX-5 ยังไม่นับรวม Nissan X-Trail โฉมใหม่ที่เตรียมสู้ศึกแบบเต็มกำลังในวันที่ 18 พ.ย. ด้วย นั่นทำให้ Honda จึงใช้แผนเด็ดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ชิงเปิดตัว CR-V โฉมใหม่ก่อนคู่แข่งกันเลยทีเดียว


  จะว่าไปแล้วอันที่จริง Honda CR-V มันก็ถึงเวลาปล่อยของในไทยแล้วหละ เพราะช่วงเวลาตอนมันเปิดตัวใหม่ๆเมื่อช่วงกันยายน 2555 ซึ่งเปิดตัวช้ากว่ากำหนดไปกว่าครึ่งปีอันเนื่องมาจากปัญหามหาอุทกภัยในไทย แต่ ณ ปัจจุบันนี้ เราก็ยังถือว่า Honda CR-V Minor Change มาไทยเร็วมาก เพราะ ตามหลังตลาดอเมริกาและยุโรปไม่ถึงเดือนเลยด้วยซ้ำไป ถือเป็นความโคตรไวของค่ายนี้เลย


  ดูจากรูปกาย Honda CR-V Minor Change อ้างอิงรูปลักษณ์จากเวอร์ชั่นยุโรปตามคาดซึ่งมันจะดูมีความคมกว่าโฉมอเมริกานิดหน่อยครับ หน้าตาของมันก็ได้รับ Design Language ในแบบ Exciting H Design!!! ตามพี่น้องร่วมค่าย โดยเฉพาะกระจังหน้าที่อาจทำให้นึกถึงรุ่นน้อง Honda Jazz เล็กน้อย ไฟหน้าของรถทุกรุ่นจะได้ Daytine Running Lights แต่ในรุ่น 2.0 ลิตร จะเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ธรรมดา ส่วนรุ่น 2.4 จะได้โคมไฟ HID Projector กันชนหน้าเปลี่ยนใหม่พร้อมชายล่างกันชนหน้าเสริมความบึกบึนขึ้นกว่าเดิม มือจับประตูโครเมียมตั้งแต่รุ่น 2.0 E 4WD ขึ้นไป และจุดที่บางคนอาจจะขัดใจก็คือ ล้ออัลลอยลายใหม่ลายใบพัดขนาด 17-18 นิ้วที่ทำให้ดูเหมือนว่า Honda จะใส่ล้อลายใบพัดในรถรุ่นหลังๆของ Honda มากขึ้น ซึ่งลายล้อของ CR-V อาจจะไม่ถูกใจบางคนแต่สำหรับผู้เขียนก็เฉยๆอะครับ แต่ก็แอบขัดใจนิดๆ ส่วนท้ายนั้นมีการเปลี่ยนหลอดไฟท้ายใหม่ กันชนท้ายใหม่ และทับทิมด้านหลัง
   ภายในถือเป็นอีกจุดที่มีการเปลี่ยนแปลง ดูผิวเผินเหมือนไม่เปลี่ยนอะไรมาก แต่งานนี้ Honda ได้ลงทุนปรับคอนโซลให้มีมิติมากกว่าเดิมอีกนิด และขึ้นลายตะเข็บหลอกๆไว้บนคอนโซล เพิ่มวัสดุสิเงินครอบกรอบช่องแอร์ เปลี่ยนฐานเกียร์ให้เป็นสีดำ งานนี้ Honda ได้เพิ่มเติมอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ทและระบบควบคุมประตูอัจฉริยะในทุกรุ่นย่อย เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมปุ่มปรับดันหลังก็มาทุกรุ่นย่อยเช่นกัน แต่ที่เราลุ้นไว้ก่อนหน้านี้คือปุ่มปิดฝาท้ายด้วยระบบไฟฟ้า กลับไม่ได้ติดมาให้



ด้านระบบอินโฟเทนเมนต์นั้น Honda ตั้งแต่รุ่น 2.0 E 4WD Honda ได้ทำการเปลี่ยนหน้าจอใหม่แบบระบบ Advance Touch ขนาด 7 นิ้วตั้งแต่รุ่น 2.0 E 4WD ขึ้นไป รองรับการสั่งด้วยเสียง Siri และเชื่อมต่อ Smart Phone เชื่อมต่อกับ Bluetooth และยังมีช่องเชื่อมต่อ USB/HDMI ด้วย ลำโพง 6 ตัว ถือว่าครบครันในการใช้งาน




   ด้านเครื่องยนต์นั้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Honda ในรุ่น 2.0 ลิตร เรายังคงได้ขุมพลังเดิม ที่มากับพละกำลัง 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกีบร์อัตโนมัติ 5 สปีด แตในเครื่องเบนซิน 2.4 ลิตร มาพร้อม EarthDream Technology มากับพละกำลัง 175 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 225 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที 


   ด้านระบบความปลอดภัย Honda ได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดและเพิ่มอะไรใหม่ๆเข้าไปเยอะขึ้น เริ่มต้นด้วยระบบเตือนมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Honda LaneWatch มาแล้วสมการรอคอบสาวกฮอนด้า แต่....มีเฉพาะรุ่น 2.4 EL 4WD นะครับท่าน ทุกรุ่นย่อยท่านผู้อ่านจะได้ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม ระบบเบรก ABS EBD ระบบควบคุมการทรงตัว VSA ระบบออกตัวบนทางลาดชัด HSA ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเตือนขณะเบรกกะทันหัน ESS ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ กล้องมองหลังปรับได้ 3 ระดับตั้งแต่รุ่น 2.0 E 4WD

   ในด้านราคานั้นมีการเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมพอสมควร เริ่มต้นที่รุ่น 2.0 S ราคา 1,200,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 32,000 บาท) รุ่น 2.0 E 4WD ราคา 1,325,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 47,000 บาท) รุ่น 2.4 EL ราคา 1,495,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 47,000 บาท) และรุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,580,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 33,000 บาท) งานนี้อาจจะไม่สะทกสะท้าน Nissan กับ Mazda นักถ้ามาสไตล์นี้ แต่งยังไงก็ตามก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าตลาดกลุ่มนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป รับรองสนุกแน่ครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ลือ! Honda HR-V เปิดตัวในไทย 10 พฤศจิกายน ในค่าตัวไม่ถึง 1 ล้าน

  ช่วงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงเดือนที่จะมีรถใหม่จากค่ายต่างๆเปิดตัวกันมากมาย อันเนื่องมาจากจะมีงานแสดงรถยนต์อย่าง Motor Expo 2014 ที่จะเป็นงานปลายปีที่จะมีสถานที่ดึงดูดผู้คนมามากมาย ฉะนั้นช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีสุดๆเลยครับ

   หลายคนคงติดตามข่าวสารของรถ B-SUV สุดหล่ออย่าง Honda HR-V หรือ Honda Vezel ที่ทุกคนรู้จักกันอย่างเหนียวแน่น จนถึงกับมีการตั้งคลับกันเลยทีเดียว ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวลือจากทางคลับของ Honda HR-V มาว่า Honda HR-V จะทำการเปิดตัวในไทยในวันที่ 10 พฤศจิกายน ตามหลัง Honda CR-V ที่มีกำหนดการเปิดตัวในวันที่ 24 ต.ค. นี้ แน่นอนหละครับ ใครจะเอาไปเปิดตัวใกล้กันล่ะ เดี๋ยวก็แย่งยอดกันตายหรอก จริงมั้ย

   ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีรูปหลุด Honda HR-V กำลังไปถ่ายรูปที่คาดว่าจะเป็นการถ่ายภาพ Official Pictures สำหรับเวอร์ชั่นเมืองไทย ซึ่งยกกองกันไปถ่ายทำที่ Acts Studio ครับ ได้ยินชื่อสถานที่ ผมนึกว่าไปเล่นละครให้เอ็กแซ็กซ์ซะอีก ถ้าเปิดตัวเมื่อไหร่ เอาไปให้คุณบอย ถกลเกียรติทดลองขับด้วยนะครับ อิอิ

   นอกจากนี้ยังมีการร่ำลือกันอีกว่า Honda HR-V จะมี 3 รุ่นย่อยให้เลือก ในรุ่นท็อปสุด จะได้หลังคา Panaromic Roof และที่สำคัญว่ากันว่า ราคาในรุ่นท็อปจะราคาไม่ถึง 1 ล้านบาท (จะใช่ 999,000 บาทหรือเปล่าน้า) สีแดง จะไม่เข้ามาไทย ส่วนสีเปิดตัวคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นสีเทาดำหรือไม่ก็สีม่วงเหมือนอย่างที่หลุดออกมาครับ

   เครื่องยนต์ที่จะวางลงใน Honda HR-V เวอร์ชั่นไทย ค่อนข้างชัวร์ว่า จะวางเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร (คิดว่าที่ไม่วางเครื่อง 1.5 ลิตรเพราะตัวถังมันใหญ่) ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT และต้องรองรับ E85 แน่นอน ที่สำคัญรถคันนี้ผลิตในไทยนะครับผม สุดท้ายและท้ายสุด มารอดูกันว่า วันที่ 10 พ.ย. จะเปิดตัวอย่างที่ข่าวหลุดออกมาหรือไม่ ต้องรอชมครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

ครั้งแรกบนถนนเมืองไทยกับ Toyota Camry Minor Change เจอกันได้ช่วงปีหน้า

ค่าย Toyota คงรู้ดีว่าตนได้แพ้พ่ายกับ Honda ในตลาดรถ D-Segment แม้จะจัดโปรโมชั่น ยัดเยียดโฆษณาทางโทรทัศน์ออกไปมากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ช่วยให้ยอดขายของ Toyota กลับมานำในตลาดกลุ่มนี้ได้เลย ก็ไม่แปลกเพราะ Honda มันทำอะไรได้หลากหลายกว่านั่นเองครับ

   นั่นทำให้ Toyota Camry Minor Change ควรจะต้องเพิ่มอะไรใหม่ๆนอกจากการแค่เปลี่ยนหน้าตาอย่างเดียว ขืนเปลี่ยนแต่หน้าออปชั่นเหมือนเดิม ในระยะยาวคงจะไม่ดีแน่นอนครับ เตือนไว้ก่อนเลย 

ภาพจากบอร์ด Headlightmag


ภาพจากบอร์ด New Vigo Club Thailand

   ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสมาชิกในบอร์ดของ Headlightmag รวมทั้งสมาชิกในบอร์ด New Vigo Club Thailand ได้ถ่ายภาพของ Toyota Camry Minor Change วิ่งทดสอบบนถนนและขณะจอดอยู่ได้ ถึงแม้จะพรางแค่ไหนก็ตาม หลายคนคงจะรู้แล้วครับว่า หน้าตาของ Toyota Camry Minor Change เมืองไทย จะอ้างอิงจากเวอร์ชั่นญีปุ่่นหรือรัสเซียทั้งหมด จะไม่ใช่เวอร์ชั่นอเมริกาที่หล่อๆสปอร์ตๆแน่นอนครับ ดูจากในรูป มันจะต้องมีล้ออัลลอยลายใหม่ และสีตัวถังใหม่แน่ๆครับ

   เครื่องยนต์นั้น ได้ยินว่าจะมีการเปลี่ยนใหม่ โดยจะมีเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร ฉีดตรง D4-S ระบบส่งกำลังยังไม่มีข้อมูล นอกนั้นเครื่อง 2.5 ลิตรธรรมดาและไฮบริด ก็น่าจะเป็นชุดเดิมทั้งหมด แต่อาจปรับระบบนิดหน่อยให้ดีขึ้น

   กำหนดการเปิดตัว Toyota Camry Minor Change คาดการณ์ว่าจะเปิดตัวในเมืองไทยช่วงต้นปี 2015 ครับ ฉะนั้นใครกำลังจะซื้อ D-Segment ชะลอการซื้อแล้วรอดู Camry ก่อนก็ดีครับ

Cr. Headlightmag และ New Vigo Club Thailand
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ส่องหน้าประตู ดูรถใหม่ที่ Paris Motor Show 2014



  ท่านผู้อ่านครับ ในช่วงปลายเดือนกันยายน ไม่ก็ช่วงต้นเดือนตุลาคมของทุกปี แน่นอนที่สุด จะมีงานแสดงรถงานใหญ่เกิดขึ้นที่แดนน้ำหอมในทุกๆปี ที่เรากำลังพูดถึงก็คืองาน Paris Motor Show 2014 ที่เพิ่งเปิดฉากไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยงานจะปิดฉากในวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งแน่นอนครับ ภายในงานจะต้องมีรถรุ่นใหม่เปิดตัว ซึ่งต่างทยอยปล่อยของออกมาตั้งแต่งานยังไม่เริ่มกันเลยทีเดียว ซึ่งในงานก็มีรถรุ่นสำคัญๆเปิดตัวกันหลายรุ่นเลยทีเดียว ทั้งรถขายจริงและคอนเซปต์ ซึ่งเราจะมาดูกันว่าภายในงานมีไฮไลต์อะไรเด็ดๆบ้างครับ ไปชมกันเลย

Audi


   ค่ายสี่ห่วงมีไฮไลต์เด็ดๆหลายรุ่นหลายคันที่เพิ่งมาอวดโฉมภายในงานแห่งนี้ ประเดิมด้วยไฮไลต์เด็ด Audi TT Sportback Concept รถต้นแบบคันสีแดงสุดสวยที่มาอวดโฉมภายในงาน จะว่าไปแล้วมันก็คือ Audi TT เพิ่มประตูคู่หลัง และปรับหน้าปรับท้ายให้ดูสวยงามลงตัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นการออกแบบที่เริ่ดมากสำหรับค่าย Audi จะทำออกมาขายจริงหรือไม่ คงต้องรอความคืบหน้าจากค่ายนี้เสียแล้วละครับ


   ต่อจากคันนี้ก็ตามด้วยรถสปอร์ตสุดหล่อเปิดประทุน Audi TT Roadster ที่เปิดตัวตามรุ่นคูเป้  รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้มีความแตกต่างจากเวอร์ชั่นคูเป้เท่าไหร่ ต่างกันก็แค่เรื่องหลังคารถก็เท่านั้น ซึ่งแน่นอนในรุ่นใหม่ยังมากับหลังคผ้าใบที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าภายใน 10 วินาที  โดยโครงหลังคาทำจากวัสดุแมกนีเซียม อะลูมิเนียม รวมถึงโลหะและพลาสติก ซึ่งมากับน้ำหนักแค่ 39 กก. เบากว่ารุ่นก่อน 3 กก. เครื่องยนต์นั้นก็ไม่ได้ต่างจากเวอร์ชั่นคูเป้เลย มีขุมพลังให้เลือก อันได้แก่ ขุมพลังเบนซิน TFSI ขนาด 2.0 ลิตรเดิม ปรับแต่งใหม่จนมีพละกำลัง 230 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร เครื่องยนต์ดีเซล TDI ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมกำลังสูงสุด 184 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร 


   และปิดด้วย Audi A6 Minor Change ซีดานสุดหรูที่ได้รับการปรับโฉมที่มองเผินๆก็ไม่ต่างจากรุ่นเดิมมาก แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีการเปลี่ยนกันชนชุดใหม่รอบคัน พร้อมไฟหน้า Matrix LED สุดเท่  งวดนี้มีการปรับขุมพลังใหม่ให้รองรับกับมาตรฐาน Euro 6 ที่ใช้ในยุโรปในปัจจุบัน โดยมากับชุมพลัง 4 สูบ เทอร์โบ TFSI ขนาด 1.8 ลิตรใหม่ ยังไม่มีการเผยตัวเลขแรงม้า แต่ทาง Audi บอกมาว่าเครื่องตัวนี้ปล่อยก๊าซไอเสียได้ออกมาต่ำแค่ 133 กรัม/กม. และจิบน้ำมัน 17.5 กม./ลิตร และเครื่องยนต์ V6  2.0 ลิตร TDIที่เพิ่มพละกำลัง 2 ระดับ ได้แก่ 218 และ 272 แรงม้า และยังมีเวอร์ชันเทอร์โบคู่ ให้กำลัง 320
และ 326 แรงม้า


Bentley
   ค่ายอัครมหายานยนต์ในเครือ VW Group รายนี้ ได้ทำการเพิ่มรุ่นท็อปออฟเดอะไลน์ให้กับรุ่นใหญ่อย่าง Bentley Mulsanne Speed ได้อ่านชื่อแล้วคงจะรู้ว่ามันต้องเทพแน่ๆ เพราะมันคือรถซีดานคันเขื่องที่มีพละกำลังแรงที่สุดในสามโลก ด้วยเครื่องยนต์ตัวเดิม  V8 DOHC 6.75 ลิตร Twin Turbo ทั้ง ระบบแปรผันวาล์ว และระบบควบคุมการทำงานของเทอร์โบ มากับพละกำลังแรงขึ้นกว่าเดิม 530 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอันมหาศาลถึง 1,100 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 รอบ/นาที แรงขึ้นจากเดิม 505 แรงม้า แม้ว่าจะแรงขึ้นแต่ทาง Bentley บอกว่าจะประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 13% ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ลดการทำงานของลูกสูบจาก 8 สูบลงเหลือ 4 สูบได้ด้วย การปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 342 กรัม/กม. ถึงจะเยอะ แต่ก็ยังดีกว่ารุ่นปกติที่ปล่อยออกมาถึง 393 กรัม/กม.ครับ เครื่องยนต์ตัวนี้ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีดที่
ปรับปรุงใหม่ให้มีการทำงานที่นุ่มนวลขึ้น อีกทั้งยังสามารถรองรับกับแรงบิดที่เพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์ได้ ท็อปสปีดอยู่ที่ 304 กม./ชม. 0-96 กม.ในเวลา 4.9 วินาที


BMW
   ค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW มีหนึ่งในรถที่น่าสนใจที่เพิ่งเผยโฉมก็คือ BMW 2-Series Convertible เวอร์ชั่นเปิดประทุนของสปอร์ตรุ่นเล็ก 2-Series หน้าตาก็เหมือนกับตัวคูเป้ เพียงแค่มีหลังคาผ้าใบพับเก็บได้ในเวลา 20 วินาที ที่ความเร็ว 50 กม./ชม. เครื่องยนต์ก็ไม่ต่างจากเวอร์ชั่นคูเป้ มากับเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร 184 แรงม้า และในยุโรปจะมีดีเซล 2.0 ลิตร 190 แรงม้าด้วย และเวอร์ชั่นแรงสุด M235i ที่มากับพละกำลังเพิ่มจากรุ่นคูเป้เป็น 326 แรงม้าด้วย โดยจะเริ่มขายในยุโรปกุมภาพันธ์ปีหน้าครับ

Citroen
    ค่ายรถเมืองน้ำหอม เจ้าบ้านปีนี้ก็ไม่พลาดที่จะนำของเด็ดมายั่วยวนผู้ชมด้วยต้นแบบสุดเฟี้ยวอย่าง Citroen DS Divine ซึ่งก็มีแนวการออกแบบตาม DS แต่ละโฉมที่ออกมา (ในอนาคต Citroen อาจจะแยก DS ไปเป็นอีกแบรนด์ที่หวือหวากว่า Citroen) ที่ในอนาคตอาจกลายเป็นรถคันขายจริงได้ ต้นแบบคันนี้วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมเทอร์โบ เครื่องตัวนี้ผ่านข้อกำหนดด้านมลพิษ
Euro 6 แล้วเรียบร้อย เครื่องยนต์บล็อกนี้สร้างกำลังได้ 270 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตรระหว่าง 1,900-5,500 รอบ/นาที ปล่อยก๊าซไอเสีย CO2 ออกมาแค่ 145 กรัม/กม. เท่านั้นครับ



   และตามด้วยอีกหนึ่งคัน Citroen Cactus AIRFLOW 2L Concept ที่ปรับให้มีอัตราสิ้นเปลืองที่อีโคคาร์ต้องอาย แค่ 2 ลิตร/100 กม. เท่านั้นครับ และยังปรับตัวถังใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์เพิ่มอีก 20 % ด้วย

Ferrari
    Ferrari 458 Speciale A จะว่าไปมันก็คือเวอร์ชั่นเปิดประทุนของ 458 Speciale ตัวคูเป้ธรรมดาที่ออกมาก่อนหน้านี้นั่นหละครับ แค่ตัดหลังคาออกเท่านั้นเอง โดยทาง Ferrari บอกว่า รถคันนี้มันจะ กลายเป็นรถ Spider ที่มีพละกำลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังคาของรถมากับโครงสร้างหลังคาแบบพับเก็บได้ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมที่ใช้เวลาเปิด-ปิดแค่เพียง 14 วินาทีเท่านั้น ด้วยความที่เป็นรถเปิดประทุนน้ำหนักเลยต้องมากกว่ารุ่นคูเป้ธรรมดา แต่ด้วยการใช้วัสดุน้ำหนักเบาแต่ทนทาน ทำให้รุ่นเปิดหลังคามีน้ำหนักมากกว่ารุ่นคู่เป้ 50 กก. เท่านั้นครับ  มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.5 ลิตร มากับพละกำลัง 605 แรงม้า HP ที่ 9,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตัน-เมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ปล่อยไอเสีย CO2 แค่ 275 กรัม/กม. ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในแค่ 3 วินาที

Fiat 
  ค่าย Fiat มีเจ้าเบบี้เอสยูวีคันใหม่นามว่า 500X  จะว่าไปแล้ว Fiat 500X มันก็คือการเอา Fiat 500 มายกสูงนั่นหละครับ ถือเป็นการแตกอนุกรมของ Fiat 500 ออกไปอีก ก็เหมือนรถในตระกูล MINI นั่นหละครับ ซึ่ง Fiat 500X จะมีแนวการตกแต่งภายนอกให้เลือก 2 สไตล์ อันได้แก่ Metropolitan ที่ดูสดใส ปราดเปรียว และเหมาะกับการใช้งานในเมือง ส่วนอีกเวอร์ชั่นจะเป็นรถที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นตำนานของ Fiat 500 แต่อยากได้รถที่ออกแนว off-road ดูลุยและอเนกประสงค์ได้ เครื่องยนต์ก็มีให้เลือกตั้งแต่เบนซินและดีเซลขนาด 1.3 ลิตร จนถึง 2.4 ลิตร

Ford 
  ค่าย Ford ถือฤกษ์ยามงามดีเผยโฉมรถรุ่นใหม่ แนะนำคันแรกเลยดีกว่า Ford S-Max รถอเนกประสงค์ทรงมินิแวนขนาดกลางๆแต่มากับความหรูหราเอาการเลยละครับ มากับหน้าตายุคใหม่แนว Aston Martin รถคันนี้มีจุดเด่นคือ เบาะแถว 2 และ 3 พับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้า และยังมีระบบเปิดฝาท้ายด้วยการแกว่งเท้า ติดตั้งถุงลมนิรภัยด้านข้างแบบใหม่ซึ่งปกป้องไปถึงผู้โดยสารแถวที่ 3 มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล ตั้งแต่ 1.5 ลิตรจนถึง 2.0 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ Powershift 6 สปีด
   และมินิแวนรุ่นน้องอย่าง Ford C-Max ก็ไมเนอร์เชนจ์ตามออกมาเช่นกัน ซึ่งก็ยังได้หน้าตาแบบ Aston Martin อีกตามคาด ได้รับการปรับปรุงตัวรถให้มีคุณภาพมากกว่าเดิมยิ่งขึ้นไปอีก มากับเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน

Honda
    งานนี้ Honda เปิดตัว Civic เวอร์ชั่นยุโรปได้ทำการปรับโฉมแล้ว โดยถูกปรับปรุงใหม่ให้สปอร์ตขึ้นกว่าเดิมตั้งแต่หัวจรดท้าย  Honda ได้แนะนำรุ่น Civic Sport ที่ตกแต่งภายนอกให้สปอร์ตกว่าเดิม และมาพร้อมกับล้ออัลลอย 17 นิ้ว รวมทั้งหน้าตาที่ให้อารมณ์คล้าย Civic Type-R Concept มากเลย ซึ่งมีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC พละกำลัง 120 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร พละกำลัง 142 แรงม้า อีกไฮไลต์สำคัญก็คือ Honda CR-V Minor Change ที่หน้าตาไม่ได้ต่างจากของอเมริกามากเท่าไหร่นัก เมืองนอกเขามีทั้งเบนซินและดีเซล

Jaguar
     Jaguar นำเอา XE รถซีดานรุ่นใหม่ จะออกมา ต่อกรกับคู่แข่งในตลาดที่มีดีกรีไม่ธรรมดาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น BMW 3-Series,Mercedes-Benz C-Class และ Audi A4 เป็นต้น รูปร่าง หน้าตาของรถ ยังคงไว้ซึ่ง DNA ตามแบบฉบับเสือจากัวร์ครบถ้วนสมบูรณ์ มองๆแล้วอาจจะคิดว่านำเอา Jaguar XF มาย่อส่วนหรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องแปลกครับถ้าจะเอาเส้นสายสวยๆจากรุ่นใหญ่ๆมาใส่รุ่นเล็ก มุมไฟหน้ารถมีหักงอนิดๆแอบมีกลิ่นอาย 3-Series ติดมานิดๆ พื้นตัวถังตัวรถคันนี้นั้นทำจากอลูมิเนียม เครื่องยนต์มีให้เลือกตั้งแต่เบนซินและดีเซล 2.0 ลิตร จนไปถึงเครื่องเบนซิน 3.0 วี6
 
Kia
     ค่าย Kia จัดหนัก เปิดตัวรถรุ่นปรับโฉมยกขโยงแทบจะทั้งกลุ่มเซกเมนต์กันเลยทีเดียว เพื่อเพิ่มสดใหม่และแข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้นด้วย ไล่ตั้งแต่ Kia Rio Minor Change ที่มีการปรับกระจังหน้า ล้ออัลลอยลายใหม่ และกันชนท้ายใหม่ และยังปรับปรุงภายในใหม่ด้วย ตามด้วย Kia Venga Minor Change มินิแวนคันเล็กที่เปลี่ยนภายนอกและภายในเช่นกัน และปิดท้ายด้วย Kia Optima T-Hybrid ที่แสดงถึงศักยภาพของระบบไฮบริดของค่ายรถแดนโสมรายนี้ด้วย

Lamborghini 
    ค่ายกระทิงดุ ขอแสดงความเทพโชว์ McLaren กับ Ferrari บ้าง ด้วยต้นแบบคันเฟี้ยวที่คนทั้งโลกจับตามอง รถคันนี้มีนามว่า Lamborghini Asterion LP910-4 รถซูเปอร์คาร์ที่มีระดับกว่า Aventador ชูจุดเด่นด้วยขุมพลังไฮบริดคันเทพ มากับเครื่องยนต์เบนซิน 5.2 ลิตร วี 10 พละกำลัง 600 แรงม้า พ่วงมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว เหมารวมพละกำลังกลายเป็น 910 แรงม้า และมันยังมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 3 วินาที ท็อปสปีด 320 กม./ชม. แต่ถึงจะแรงแค่ไหน รถคันนี้ปล่อยก๊าซ CO2 แค่ 50 กรัม/กม. เท่านั้น และยังจิบน้ำมันแค่ 24 กม./ลิตรเท่านั้นนะครับ

Land Rover
    ค่ายรถเอสยูวีขาลุยรายนี้ขนรถรุ่นใหม่ ตัวตายตัวแทน Freelander นั่นก็คือ Land Rover Discovery Sport ครับ รูปร่างหน้าตาภายนอกได้รับอิทธิพลการออกแบบจากต้นแบบ Discovery Vision Concept แบบเต็มๆเลย แค่ลดความหวือหวาหรือความล้ำลงจากต้นแบบเท่านั้น แต่นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต่าง นอกจากนี้แนวการออกแบบของรถยังได้รับมาจากเพื่อนร่วมค่ายอย่างตระกูล Range Rover ด้วย ดูๆแล้วมันดูสวยงามและอาจจะลงตัวกว่า Evoque ด้วยซ้ำ ตัวรถดูปราดเปรียวและมีโค้งมนมากกว่าเดิม มาพร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอกแบบ LED ด้านเครื่องยนต์นั้นมากับขุมพลัง 2 แบบด้วยกัน เริ่มที่เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ที่มากับพละกำลัง 190 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ มากับพละกำลัง 240 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 338 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออันเป็นเอกลักษณ์

Mitsubishi
    ค่ายสามเพชรเปิดตัวต้นแบบคันใหม่ ที่นำเอาพื้นฐานของ Mitsubishi Outlander มาดัดแปลงกลายเป็น Mitsubishi Outlander PHEV Concept-S ซึ่งเป็นใบบอกทางสำหรับ Mitsubishi Outlander Big Minor Change ที่จะเปิดตัวรุ่นขายจริงในปีหน้า ซึ่งจากหน้าตาก็โชว์กันชัดๆว่า มันจะมากับหน้าตาแนวใหม่อันเป็น Design Language ยุคใหม่ของค่ายนี้ ยังคงมากับขุมพลังไฮบริดอันลือลั่นตามเคย เมืองไทยไม่มีขายนะครับคันนี้ บอกไว้ก่อน 

Nissan
    ค่าย Nissan ได้เวลาอวดศักยภาพแก่คู่แข่งในพิกัดเดียวกัน ด้วยการโชว์โปรโตไทป์ Nissan Pulsar Nismo สุดหล่อ ที่มีหน้าตาต่างจากบ้านเราอย่างฟ้ากับเหว ลำพังรุ่นธรรมดาก็ดูดีกว่าของไทยแล้ว ยิ่งรุ่น Nismo ยิ่งแล้วใหญ่ ด้วยการออกแบบที่ดูเท่ ดุดันและเฟี้ยวฟ้าวตามฉบับรถแดนซูมาไร ด้านสมรรถนะยังไม่มีการพูดออกมาแต่ทาง Nissan แค่บอกใบ้ว่า ถูกปรับปรุงช่วงล่างใหม่ให้เป็นแบบสปอร์ต ด้วยการใช้สปริงและโช้กอัพชุดใหม่เพื่อให้อารมณ์การขับขี่ในสไตล์ "Nismo" อย่างแท้จริง มันจะท้าไฝ้วกับ Ford Focus RS,VW Golf R,RenaultSport Megane และอีกหลายรุ่น ต้องรอชมครับ ของดีแบบนี้ไม่มาไทยอีกตามเคยครับ

Renault
     ค่ายรถแดนน้ำหอม เจ้าบ้านของงาน ไม่น้อยหน้าใคร เผยโฉมรถรุ่นใหม่ๆมาอวดเขากันบ้าง ด้วยการเปิดตัวมินิแวนสุดหรูนามว่า Renault Espace ที่ยังคงคอนเซปต์ความใหญ่และไว้ซึ่งความหรูอีกตามเคย และยังมีต้นแบบสุดล้ำ Renault Eolab Concept ต้นแบบสุดพลิ้วและดูลู่ลมสุดๆไปเลย มีการลดน้ำหนักด้วยการใช้การใช้วัสดุคอมโพสิท เหล็กกล้า และอะลูมิเนียมสำหรับตัวถัง แผ่นหลังคาทำจากแมกนีเซียม กระจกบังลมหน้าบางพิเศษ และเปลี่ยนวัสดุภายในห้องโดยสารให้เบาด้วย

Toyota 
  ค่าย Toyota โชว์ต้นแบบสุดล่ำและล้ำโลก นามว่า Toyota C-HR Concept ต้นแบบที่มากับแนวการออกแบบสุดเท่และเร้ำใจ สลัดภาพความน่าเบื่อของการออกแบบรถยนต์ Toyota และมีสิทธิ์ต่อยอดเป็นรุ่นขายจริงในอนาคต และรถคันนี้ยังวางขุมพลังไฮบริดด้วยนะ

Volkswagen 
    ค่ายรถเพื่อประชาชนรายนี้ นำเอารถสุดล้ำโลกอย่าง VW XL1 มาจับยัดเครื่องของมอเตอร์ไซค์ Ducati กลายเป็น VW XL Sport ที่ซึ่งมากับเครื่อง 2 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร มากับพละกำลัง 197 แรงม้า พร้อมรอบสูงสุดจัดถึง 11,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่แบบ 7 สปีด พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในระยะเวลา 5.7 วินาที

และนี่ก็คือไฮไลต์เด็ดๆภายในงาน Paris Motor Show ที่เราคัดสรรมาให้ชมกันครับ..
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!