Like Box

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ผิดคาด! Toyota Hilux ใหม่ ไม่ได้ใช้เครื่อง 2.2 ลิตร และ 2.8 ลิตรตามที่เป็นข่าว???

   ข่าวคราวที่ทุกคนทราบกันอยู่ตอนนี้ก็คือ Toyota Hilux โฉมใหม่นั้น จะมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตรและ 2.8 ลิตร ที่ว่ากันว่าแรงสุดในตลาด ซึ่งตอนนี้ข้อมูลตรงนี้ก็เผยแพร่กันไปทั่วทุกสารทิศ และหลายคนก็รับทราบข่าวนั้นและบันทึกไว้ในใจของเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราจะบอกว่า ข่าวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องเท็จหรือเป็นแค่ข่าวลือนั้น ท่านจะคิดอย่างไรบ้าง


   เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้คุยกับบุคคลท่านหนึ่งที่แสดงตัวว่าเป็นคนวงในจาก Toyota ที่ทำงานภายในโรงงานและเห็นตัวรถจริงๆมาแล้ว ได้มาให้ข้อมูลกับผู้เขียนค่อนข้างมากพอสมควร แต่ผู้เขียนไม่
สามารถบอกหมดทุกอย่างได้ เนื่องจากเจ้าของข้อมูลขอไว้เพราะเป็นความลับ


   และสิ่งที่เขาชี้แจงมาให้ทราบ ซึ่งทำให้ผู้เขียนถึงกับกุมขมับกันเลยทีเดียว เพราะ แรกเริ่มเดิมที่ข้อมูลที่เชื่อกันมาตลอดในเรื่องเครื่องยนต์ที่ว่าจะมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 และ 2.8 ลิตร กลับกลายเป็นว่าข้อมูลใหม่ที่ได้มา กลายเป็นว่าจะใช้เครื่องยนต์ความจุ 2.4 และ 2.8 ลิตร! อ่าว...ซะงั้น ตอนแรกผู้เขียนก็ยังเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่พอบุคคลเท่านี้บอกข้อมูลทั้งหมดเกือบทุกซอกทุกมุมของรถนั้น ทำให้เริ่มมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเลย


   เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 และ 2.8 ลิตรใหม่นั้น ตามข่าวจะมากับรหัสตระกูล GD ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และจะมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตรรหัสเดิม 2TR-FE มาด้วย แต่เห็นว่าจะปรับใหม่เป็น Dual VVT-i ซึ่งไม่รู้จะจริงหรือเปล่า ผู้เขียนขอจบแค่นี้ครับ บอกมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะทางเจ้าของข้อมูลขอให้เก็บเป็นความลับ ย้ำอีกที "บอกไม่ได้ เป็นความลับ"

   สรุป..Toyota Hilux ใหม่ คาดการณ์กันว่าจะเปิดตัวในไทยที่แรกในโลก ช่วงงาน Motor Show 2015 ราวๆมีนาคมถึงเมษายนนี้ แต่คาดว่ากว่าจะพร้อมขายจริงแน่นอนคือช่วงพฤษภาคม ซึ่งไม่มีเลื่อนอีกแล้ว เพราะทาง Toyota เมืองไทย Fix กำหนดการเรียบร้อยแล้วครับ ยังไงก็รอกันต่อปายยย.
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

หมดสิทธิ์ไปต่อเมื่อ Honda Accord Europe เตรียมปิดฉากในยุโรป

  สถานการณ์ของ Honda Accord ในไทยนั้นถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว เพราะ หลังจากที่เปิดตัวตามหลัง Toyota Camry ก็สามารถทำยอดขายแซงได้มาแทบจะตลอด จน Camry แทบจะหาที่เกิดไม่ได้เลยทีเดียว จน Toyota เตรียมตีกลับด้วย Camry Minor Change ที่มากับออปชั่นโคตรเต็ม แต่ทว่าสถานการณ์ที่ยุโรปกลับตรงกันข้าม



   เพราะสถานการณ์ของ Honda Accord ในยุโรปนั้นถือว่าไม่สู้ดีอันเนื่องมาจากตัวรถไม่สามารถทำยอดขายแข่งขันได้กับคู่แข่งอย่าง Volkswagen Passat และ Ford Mondeo และตัวจิ๊ดอย่าง BMW 3-Series ที่เปรียบเหมือนเทพเจ้าที่ไม่มีใครสามารถสู้อะไรได้เลย

  ฉะนั้นแล้ว ผลก็คือ Honda จะไม่คิดทำตลาดรถ D-Segment ในยุโรปอีกต่อไปแล้ว และแน่นอนที่สุด พูดง่ายๆก็คือ Honda จะเลิกทำ Accord โฉมยุโรปออกมาขายแล้วครับ โดย Honda Accord เริ่มทำตลาดในยุโรปครั้งแรกปี 1977 เริ่มผลิตที่โรงงานสวินดอนในอังกฤษเมื่อปี 1992 ซึ่งก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จด้วยจุดขายความน่าเชื่อถือของ Product และเทคโนโลยีที่น่าดึงดูดใจ แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อ Honda ย้ายสายการผลิตกลับไปผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น  Honda ก็ไม่สามารถทำราคา Accord สู้คู่แข่งได้อีกเลย เพราะจากความผันผวนของค่าเงินเยนนั่นเอง ซึ่งในปีที่ผ่านมา Honda ก็สามารถทำยอดขาย Accord ทั้งปีได้แค่ 3,453 คันเท่านั้นครับ...R.I.P.
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

รอหน่อย! Nissan Teana เตรียม Big Minor Change ครั้งใหญ่

   ถ้าหากพูดถึงสถานการณ์ของ Nissan Teana L33 ในไทยถือว่าน่าสงสารและน่าเยียวยามากที่สุด แต่ใช่ว่าจะเป็นที่ไทยอย่างเดียวครับ เพราะสถานการณ์ในแถบเอเชียและออสเตรเลียก็เลวร้ายไม่แพ้กันเลยละครับ สาเหตุนั้นก็มีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวที่ตามหลัง Sylphy ทำให้คนไทยคิดว่ามันคือ "Sylphy" ขยายร่าง รวมทั้งความหรูหราภายในห้องโดยสารที่ไม่หรูเท่าตัวเก่า และรวมถึงในออสเตรเลียนั้นไม่ค่อยเปิดใจกับรถรุ่นนี้ด้วย


   แต่สถานการณ์ในอเมริกากลับไม่ใช่แบบนี้ เพราะ ที่นั่นเขาเข้าใจว่า Nissan Altima (ชื่อที่ใช้ใน USA) เป็นรถครอบครัวขนาดใหญ่คันหนึ่งไม่ได้เน้นหรูหราอะไรมากเท่าไหร่นัก บางครั้งบางเดือนก็สามารถทำยอดขายแซงเจ้าตลาดอย่าง Toyota Camry ในอเมริกาได้ อย่างเมื่อปีที่ผ่านมา Nissan สามารถทำยอดขาย Altima ใน USA ได้ถึง 335,644 ตามด้วย Honda Accord 388,374 คันและ Toyota Camry 428,606 คัน 

   อย่างไรก็ตาม Nissan ก็วางแผนที่จะทำการปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่หรือ Big Minor Change ตามรอย Toyota Camry โฉม Big Minor Change และเพื่อเป็นการรักษายอดขายของรถ ไม่ให้ถูกคู่แข่งเบียดมากกว่านี้ด้วย อีกทั้งตลาดกลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ USA เพราะยอดขายรวมแต่ละปีของรถเซกเมนต์นี้มีถึง 2 ล้านคันกันเลยทีเดียว 
  
  ยังไม่มีรายละเอียดทางด้านการปรับโฉมออกมาตอนนี้ แต่ทราบแค่ว่ามันจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ๆมาเอาใจลูกค้า การเปิดตัวนั้นคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปี 2016 ส่วนเมืองไทยก็น่าอยู่ในช่วงปลายปี 2016 ครับ รอกันได้เลย
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

เผยโฉมอย่างเป็นทางการ Nissan NP300 Navara Single Cab กระบะที่เป็นมากกว่ากระบะขนของ

  หลังจากที่มีคนไปถ่าย Nissan NP300 Navara Single Cab ที่น่าจะเริ่มมาลงโชว์รูมบางที่แล้ว แต่ล่าสุด Nissan Thailand ก็ได้เผยโฉมเจ้าตอนเดียวคันนี้อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วครับ ซึ่งกล้าพูดเลยว่ามันจะเป็นกระบะตอนเดียวที่จะสร้างมาตรฐานใหม่เหมือนที่ NP300 Navara ตัวถังตอนครึ่งและ 4 ประตูที่เปิดัวมาก่อนหน้านี้



  Nissan NP300 Navara Single Cab ถือว่าเปิดตัวตามหลังรุ่น King Cab และ Double Cab เป็นเวลา 7 เดือนเศษๆ แต่ยังดีกว่ารุ่นเก่าตัวถัง D40 ที่พ่อค้าแม่ขายต้องร้องเพลงรอกัน 1 ปี แน่นอนว่าหน้าตาของมันก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นอื่นเลยๆ แต่มันมีจุดเด่นซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับวงการกระบะตอนเดียวเมืองไทย นั่นก็คือ บันไดข้างรถที่ติดตั้งบริเวณกระบะด้านข้าง ที่ทำให้ผู้ขับขี่ขนของได้สะดวกกว่าเดิม ไม่จำเป็นต้องปีนยางรถกันอีกต่อไป ถือเป็นจุดขายใหม่ที่น่าสนใจเลยทีเดียว


   ภายในนั้นยังคงเหมือนกับรุ่นธรรมดาที่มาแนวเก๋ง คอนโซลกันแสนน่ามองของมันมีอะไรดีๆหลายอย่าง มองข้ามพวงมาลัยทรงปลากระเบน กับหัวเกียร์ทรงยาวสไตล์รถบรรทุก มีคอนโซลหน้าที่มีลูกเล่นเด็ด มีหน้าจอเล็กๆแต่ทำได้มากกว่าที่คิด เพราะมันได้ทำการติดตั้งกล้องมองหลังบริเวณใกล้ๆที่ติดป้ายทะเบียนท้าย แน่นอนว่ามันอาจจะต่ำไปนิด แต่ก็บอกได้ว่าเป็นครั้งแรกในวงการรถตอนเดียวเมืองไทยเช่นกัน และทำการติดตั้งในทุกรุ่นย่อย ยกเว้นรุ่น Chassis Cab ถือเป็นจุดขายที่ค่ายอื่นๆต้องเหลียวตามองกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ยังให้ระบบปรับอากาศแบบมือหมุนธรรมดา แต่เป็นค่ายเดียวที่มีฮีตเตอร์มาให้ในรุ่นแอร์มือบิดธรรมดา บางค่ายแอร์อัตโนมัติยังไม่ติดฮีตเตอร์เลย

   ด้านเครื่องยนต์นั้นมีขุมพลังให้เลือก 2 แบบได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 403 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ ระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ ให้กำลังสูงสูงสุด 169 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 241 นิวตันเมตร ทั้งสองส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันกวาเดิม 22 % กันเลยทีเดียวครับ

   ด้านราคานั้น Nissan NP300 Navara Single Cab มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.5 เบนซิน ราคา 456,000 บาท 2.5 ดีเซล Chassis ราคา 498,000 บาท 2.5 ดีเซล S ราคา 508,000 บาท และ 2.5 ดีเซล SL ราคา 516,000 บาท มีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว ไวท์ โซลิด สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีเทา และเปิดจองแล้วที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

   
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เปิดตัว All-New Toyota Alphard/Vellfire แวนหรูโฉมใหม่เอาใจเซเลบริตี้ เตรียมเปิดตัวรุ่นประกอบไทย เดือน ก.พ. นี้

   ทั้ง Toyota Alphard และ Toyota Vellfire ต่างเป็นรถแวนสุดไฮโซจากค่ายสามห่วงที่ได้ผลตอบรับจากลูกค้าญี่ปุ่นค่อนข้างดีพอควร และในเมืองไทยนั้น เหล่าบรรดาพวกดารา นักร้อง เซเลบริตี้ หรือนักการเมืองบางคนก็มีรถแวนสุดหรูรุ่นนี้ไว้ในครอบครองทั้งนั้น และแน่นอนว่าโฉมปัจจุบันนั้นก็ทำตลาดมาประมาณ 7 ปีได้แล้ว ซึ่งก็ได้เวลาเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่กันแล้ว

   และล่าสุดวันนี้ (27 ม.ค.) Toyota ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ทำการเปิดตัว All-New Toyota Alphard และ Toyota Vellfire โฉมใหม่หมดจดรอบคัน ที่มากับแนวการออกแบบและตกแต่งที่หรูหราขึ้นไปอีกระดับ ยังคงเป็นขวัญใจเซเลบริตี้ตามเคย หลายคนอาจจะสงสัยว่า Toyota Alphard กับ Vellfire ต่างกันยังไง? คำตอบก็คือ Alphard จะเน้นแนวหรูหรา ส่วน Vellfire จะเน้นความสปอร์ต และทั้ง 2 จะแยกตัวแทนจำหน่ายขายด้วย ทาง Alphard จะขายผ่านดีลเลอร์ Toyopet ส่วน Vellfire จะขายผ่านดีลเลอร์ Netz ทั้งหมดก็ไปตามประการฉะนี้แล



   หน้าตาของทั้งคู่นั้น เริ่มจาก Alphard จะมีแนวการออกแบบที่หรูหราฟรุ้งฟริ้งขึ้นอีกระดับ เส้นสายยังคงแนวการออกแบบสไตล์เดิมไว้ กระจังหน้าขนาดใหญ่ประดับประดาด้วยโครเมียมเต็มกระจังหน้า ลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงกันชนหน้า ดูหรูหราเหมือนกัน (บางคนแซวว่าคล้ายเมล็ดข้าวโพดไม่ก็ขนมปังแพ) เส้นด้านข้างออกแบบให้ดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม ต่อเนื่องไปถึงประตูท้าย มากับบั้นท้ายเหลี่ยมแข็งๆทื่อๆ ที่มากับไฟท้ายทรงใหม่ที่มันจะพยายามทำให้เหมือน Odyysey ของคู่แข่ง อาจจะดูขัดตาเล็กน้อย แต่มองนานๆไปก็ดูดีพอสมควร ส่วน Vellfire นั้นไม่ได้ต่างกันมาก เพียงปรับหน้าตาให้ดูซับซ้อนกว่าเดิม ไฟหน้าแบบ 2 ชั้น พร้อมกับกันชนหน้าสุดเฟี้ยว ตามด้วยไฟท้ายที่เปลี่ยนจากเลนส์สีแดงของ Alphard เป็นตัวโคมสีขาว ก็ดูดีขึ้นไปอีก

   ภายในของรถนั้นได้ยกระดับการออกแบบให้ดูหรูหราฟรุ้งฟริ้งยิ่งกว่าเดิม มากับคอนโซลหน้าสุดหรู พร้อมจอสัมผัสตรงกลางขนาดใหญ่ 9.2 นิ้ว มากับลูกเล่นใหม่ๆ ได้แก่ หน้าจอแบบ Multi-Touch
แจ้งเตือนอุบัติเหตุบนถนนพร้อมแสดงภาพจากกล้องวงจรปิดตามท้องถนน ระบบแผนที่อัพเดตอัตโนมัติ
และฟังก์ชั่นอื่นๆ รองรับจากระบบเชื่อมต่อบนโทรศัพท์มือถืออย่าง T-Connect หลักการคล้าย Smart G-Book เมืองไทย พร้อมลำโพง JBL 17 ตัว หน้าปัดแอร์เหมือนยกชุดมาจาก Camry ตัวปัจจุบัน ในรุ่น Alphard ภายในจะเป็นโทนสีเบจ ส่วนรุ่น Vellfire จะเป็นโทนสีดำ
จุดขายใหม่ที่เพิ่มเข้ามาของ Alphard และ Vellfire ก็คือ หลุมเก็บสัมภาระใต้เบาะนั่งแถวที่ 3 ความจุ 148 ลิตร และยังติดตั้งแนวหลอดไฟ LED บริเวณเพดานห้องโดยสารที่สามารถเปลี่ยนสีบรรยากาศได้ถึง 16 เฉดสีกันเลยทีเดียวครับ

   ด้านเครื่องยนต์นั้นมีขุมพลังให้เลือก 3 แบบด้วยกัน เริ่มที่รุ่น 2.5 Hybrid จะมากับเครื่องยนต์ 2AR-FXE Atkinson-cycle มากับพละกำลัง 152 แรงม้า PS ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 206 นิวตัน-เมตรที่ 4,400 – 4,800 รอบต่อนาที ผนวกกับกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ด้านหน้ามี 68 แรงม้า แรงบิด 139 นิวตัน-เมตร ด้านหลังนั้นมี 143 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Sequential Shiftmatic 6 สปีด มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน JC08 อยู่ที่ 19.4 กม./ลิตร

  เครื่องยนต์อีกตัวก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 2AR-FE มากับพละกำลัง 182 แรงม้า PS ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Sports Sequential Shiftmatic 7 สปีด ซึ่งถ้าหากเลือกออปชั่น idling stop ก็มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงราว 12.8 กม./ลิตร

   ปิดท้ายด้วยขุมพลังใหญ่ตัวแรง เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร 2GR-FE  V6 3.5 ลิตร มากับพละกำลัง 280 แรงม้า PS ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิด 344 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที  ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Sequential Shiftmatic 6 สปีด จังหวะพร้อม ECT มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ มีอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน JC08 วัดได้ 9.5 กม./ลิตร

   ด้านระบบความปลอดภัยของรถคันนี้ถือว่าจัดเต็มเอาเรื่องเลยทีเดียว เริ่มที่ Panoramic View Monitor มากับกล้องที่ถ่ายทอดภาพด้านซ้ายและขวาของตัวรถที่สามารถแสดงภาพแบบมุมมอง See Through ระบบช่วยจอดอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับกล้องและเรดาร์ เซ็นเซอร์ที่ทำงานร่วมกับโซนาร์วัดระยะอัจฉริยะที่ระบบจะเบรกทันทีเมื่อตรวจจับว่ารถจะชนกับวัตถุหรือคน นอกจากนี้ยังมี กล้องรอบคันพร้อมกล้องหลังปรับมุมได้ 3 ระดับ,เซ็นเซอร์รอบคันพร้อมระบบเตือนในบริเวณด้านข้างตอนถอยรถ ระบบช่วยการทรงตัว,ระบบช่วยขึ้นเขา,ระบบเตือนรถข้างหน้าเมื่อเบรก,ระบบเตือนรถเวลาเข้าเกียร์ผิด, ระบบไฟสูงอัตโนมัติ,ระบบไฟหน้าตรงมุมข้างรถ,กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อน,ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED,ระบบไฟเบรกฉุกเฉิน,กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ,ระบบเตือนเวลาตกใจตอนถอยชน และถุงลมนิรภัย 7 ลูก

   ด้านค่าตัวนั้น Toyota Alphard และ Vellfire จะมีค่าตัวเริ่มต้นราวๆ  3,197,782 เยน (ขอให้กดเครื่องคิดเลขคิดเองนะครับ) โดย Toyota ตั้งเป้ายอดขายสำหรับ Alphard ในญี่ปุ่น 3,000 คัน/เดือน รวมถึง Vellfire 4,000 คัน/เดือน และจะบอกเลยว่า Toyota Motor Thailand มีแผนจะเอา Alphard ใหม่มาประกอบขายในเมืองไทย ซึ่งจะเปิดตัวราวๆเดือนกุมภาพันธ์ น่าจะมีค่าตัวราวๆ 2.5 ล้านครับ ส่วน Vellfire นั้นคงต้องให้เกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาขายครับ
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

มาแบบเงียบๆ Nissan NP300 Navara Single Cab ยกระดับมาตรฐานกระบะขนของ เอาใจ(ลูกจ้าง)ผู้ประกอบการ

  ศึกตลาดกระบะเริ่มก่อไฟกันแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น เพราะล่าสุดวันนี้ก็ได้มีบุคคลท่านหนึ่งนามว่า คุณเอ๋ คุณผู้อ่านจากเว็บ AUTODEFT ได้เก็บภาพของ Nissan NP300 Navara Single Cab ตอนเดียว ที่แอบย่องเงียบมาโชว์ตัวเล่นๆแถวๆไหนก็ไม่รู้เหมือนกันครับ

   หลายคนอาจจะไม่ตื่นเต้นและคงเฉยๆกับการมาของมัน คงคิดละสิว่า "ก็งั้นๆหละ" จะบอกให้เลยครับว่า ตอนเดียวคันนี้มีมากกว่าที่คุณคิดหลายโขเลยครับ เพราะ มันจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการกระบะไทยในกลุ่มรถขนของ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่ชอบซื้อไปให้ลูกจ้างขับ คงจะต้องตะลึงตึงๆกับอะไรใหม่ๆที่ติดมาให้แน่นอน

   ภายนอกก็เหมือนกับ NP300 Navara รุ่นล่างๆทั่วไป มากับโคมไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ธรรมดา กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ ล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว ฝากระบะท้ายมีการปั๊มอักษรนูน Nissan ชวนให้นึกถึง Nissan ยุคเก่าๆด้วย และจุดขายใหม่ของเจ้าตอนเดียวคันนี้ก็คือ บันไดข้างแบบ Build-In ข้างๆกระบะท้าย ทีสามารถปีนขึ้นลงในการขนของได้



   ภายในนั้นก็ยังคงดูหรูหราตามสไตล์ Nissan ตามเคย ในรุ่นท็อปจะมากับพวงมาลัยพาวเวอร์ 3 ก้าน ระบบปรับอากาศแบบมือหมุนธรรมดาแต่ติดฮีทเตอร์มาให้ด้วย (ปกติ Nissan ติดฮีทเตอร์ให้รถทุกรุ่นทุกระบบแอร์อยู่แล้ว) กระจกไฟฟ้า พร้อมเซ็นทรัลล็อค และกุญแจรีโมท เป็นออฟชั่นในรุ่น SL ท็อปสุดเท่านั้นครับ แต่ที่เทพกว่านั้น ครั้งแรกในวงการกระบะขนของไทยอีกแล้ว ที่ติดตั้งกล้องมองหลังไว้ในรถกระบะขนของ อุแม่เจ้า..ซึ่งจะแสดงผลบนหน้าจอตรงกลาง ยกเว้นรุ่น Chassis เท่านั้นที่ไม่ติดตั้ง

   ด้านเครื่องยนต์นั้นมีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เครื่องดีเซล YD25DDTI 2.5 ลิตร มากับพละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 403 นิวตัน-เมตร และเครื่องเบนซิน QR25DE 2.5 ลิตร ให้พละกำลัง 169 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังมากับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดทุกรุ่นย่อย

   ด้านราคานั้น Nissan NP300 Single Cab มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.5 เบนซิน ราคา 456,000 บาท
2.5 ดีเซล Chassis ราคา 498,000 บาท 2.5 ดีเซล S ราคา 508,000 บาท และ 2.5 ดีเซล SL ราคา 516,000 บาท นอกจากนี้ Nissan ได้ทำการบรรจุเครื่องเบนซินลงในตัวถังรุ่น
King Cab รุ่น E ตัวเตี้ย และ Double Cab Calibre รุ่น E รวมทั้งติดตั้งกล้องมองหลังให้ในรุ่น King Cab, Double Cab 4 ประตู ตัวเตี้ยรุ่น S และ E ดีเซล
   
ขอบคุณภาพจาก คุณเอ๋ และ AUTODEFT ครับ
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

เปรียบเทียบมวยคู่เดือด ตอนที่ 33 : Mazda 2 SkyActiv-D 1.5 XD High Plus VS. Ford Fiesta 1.0 EcoBoost

  แค่เริ่มต้นปี 2015 ศึกตลาดรถเก๋ง โดยเฉพาะเก๋งเล็กก็เริ่มปะทุขึ้นมาแล้ว ด้วยอานิสงส์การเปิดตัวของ All-New Mazda 2 SkyActiv-D ที่ใครๆหลายคนตั้งตารอคอยกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แน่นอนละการมาถึงของมันต้องทำให้ค่ายอื่นๆต้องแอบมีเคืองบ้างหละครับ โดยเฉพาะ Ford Fiesta ที่ตอนนี้มีทั้งรุ่นธรรมดาและ EcoBoost วางขาย ซึ่งมันก็ไม่ได้ช่วยให้ยอดขายของ Fiesta ดีขึ้นเลย ในทางกลับกันมันอาจดูเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ 

   ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสาเหตุอะไรหรอกครับ ไปวิเคราะห์สาเหตุกันเอง บอกๆไปเดี๋ยวก็จะหาว่าผู้เขียนไม่เป็นกลางอีก แต่ยังไงก็ตาม ทุกครั้งผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวที่อิงกับความจริง ตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม และไม่ปิดบังจุดเด่นจุดด้อยของรถแต่ละคัน เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่จะมาอ่านบทความเรื่องนี้ และทุกๆเรื่อง ไม่ใช่ว่าอวยอย่างเดียว ไม่งั้นจะถือว่าเป็นการหลอกลวงกัน ถือว่าเข้าใจตรงกันนะครับ


   ฉะนั้นในบทความเรื่องนี้ เราจะเอา Mazda 2 SkyActiv-D ใหม่ มาเปรียบเทียบกับ Ford Fiesta EcoBoost เปรียบเทียบองค์ประกอบต่างๆของรถ หน้าตา ภายใน ออปชั่น ระบบความปลอดภัย ราคา ส่วนเรื่องการขับขี่นั้นให้เป็นวิจารณญาณของท่านผู้อ่านครับ

    เริ่มต้นที่หน้าตาของรถก่อนเลยครับ Mazda 2 โฉมใหม่ มากับแนวการออกแบบ Kodo Design อันเป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่รุ่นพี่ CX-5 ตามด้วย 3 ต่อเนื่องมาถึงน้อง 2 ทำให้มันได้รับอิทธิพลการออกแบบสุดโฉบเฉี่ยวถ่ายทอดออกมาจากรุ่นพี่ แน่นอนว่าแค่เห็นหน้าตาก็ทำให้ใครหลงรักได้แล้ว แต่ก็มีบางคนมองว่าคล้ายรุ่นพี่เกินไป แต่สำหรับผู้เขียน ไม่ใช่ประเด็นเลย ณ จุดๆนี้ ส่วนหน้าตาของ Ford นั้นก็มากับแนวการออกแบบยุคใหม่เช่นกัน ซึ่งจะเน้นความสปอร์ตและแฝงความหรูหราเข้าไป ในแบบ Aston Martin เพราะหน้าตานี่ ถอดมาจาก Aston กันเลยทีเดียว แต่ยังไงมันก็ดูดีกว่าเดิมไม่น้อย แน่นอนว่ามันก็มีเส้นสายที่ดูปราดเปรียวและสปอร์ตไม่แพ้ Mazda เช่นกัน ว่าด้วยเรื่องขนาดของสองคันนี้ ถ้ามาวัดสเกลกัน ในรุ่น 5 ประตู Mazda มีความยาว/กว้าง/สูงที่ 4060 มม./1695 มม./1495 มม. ส่วน Ford อยู่ที่ 3969 มม./1978 มม./1464 มม. แม้ Ford จะสั้นกว่า แต่ก็กว้างกว่าอย่างเห็นได้ชัด ส่วนในรุ่นซีดานนั้น Mazda มีพิกัดความยาวกว้างสูงอยู่ที่ 4060 มม./1695 มม./1470 มม. ส่วน Ford อยู่ที่ 4460 มม./1977 มม./1475 มม. เห็นชัดเลยว่า Ford กว้างกว่าและยาวกว่าชัดเจนในรุ่นซีดาน ส่วนฐานล้อนั้น Mazda มีความยาว 2,570 มม. แต่ Ford ยาว 2,489 มม. แม้ฐานล้อจะยาวกว่า แต่ Ford กว้างกว่าเห็นๆ


   เข้ามาดูที่ภายในห้องโดยสารกันบ้างดีกว่า ภายในของ Mazda 2 ยังคงมีความกลมมนมาให้เห็น แต่จะไม่ใช่มิกกี้เม้าส์เหมือนเดิมแล้ว เพราะมากับห้องโดยสารที่ดูหรูหราและมีคุณภาพกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในรุ่นท็อปที่เดินตะเข็บสีแดงของจริงไม่ใช่แบบหลอกๆเหมือนบางค่ายเลย และยังมากับของเล่นครบครันในรุ่นท็อป ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัส 7 นิ้วพร้อมปุ่มควบคุม หน้าจอ Active Driving Display และยังตกแต่งห้องโดยสารแบบสปอร์ดโฉบเฉี่ยว ดีทุกอย่าง ติดตรงความแคบในห้องโดยสารนี่ละครับ ที่แคบโคตรๆ และน่าจะแคบสุดในตลาดกลุ่มนี้เลยมั้ง ส่วนทางด้าน Ford Fiesta นั้นถือว่ามีห้องโดยสารที่กว้างกว่าชัดเจนครับ แม้ด้านหลังพื้นที่วางขาอาจจะไม่เยอะ แต่อย่างน้อยก็นั่งได้มากกว่า Mazda 2 ภายในไม่มีอะไรมาก มีเพียงหน้าจอแสดงผลเล็กๆตรงกลาง แต่มีความสามารถที่สั่งการด้วยเสียงได้ซึ่งเป็นจุดขายของมันตอนเปิดตัวครั้งแรก แต่พอตอนนี้ มันกลายเป็นของธรรมดา เพราะ ค่ายอื่นเขาก็ทำได้ คอนโซลมาแนวโฉบเฉี่ยว มีสไตล์ แต่ปุ่มเยอะไปนิด

   ทางด้าน เครื่องยนต์นั้น ถือเป็นครั้งแรกในวงการซับคอมแพกต์คาร์ในเมืองไทย ด้วยการวางเครื่องยนต์แบบ SkyActiv Clean Diesel 1.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ที่มากับแรงบิดเทียบเท่ารถเครื่องเบนซินขนาด 2.5 ลิตรกันเลยทีเดียว ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ไม่มีเกียร์ธรรมดาครับ พร้อมระบบประหยัดน้ำมัน i-STOP ที่จะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวขณะจอดอยู่นิ่ง ในขณะที่อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในทำงานอยู่ ด้วยพลังงานไฟฟ้า i-ELOOP ที่จะเปลี่ยนพลังงงานจากสูญเสียจากการลดความเร็ว กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าเลี้ยงระบบไฟฟ้าภายในรถ และเครื่องยนต์จะทำงานทันทีเมื่อออกรถ โดยระบบนี้ Mazda 3 ยังไม่มีนะครับ และยังมากับอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัดถึง 26.3 กม./ลิตร  ส่วนค่าย Ford นั้นก็ไม่ธรรมดา ด้วยการเป็นเจ้าแรกๆในไทยที่มากับเทคโนโลยี Downsizing ขนาดเครื่องยนต์ มากับเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.0 ลิตร เทอร์โบ EcoBoost พกพาพละกำลัง 125 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงพอๆกับเครื่อง 1.6 ลิตรกันเลยทีเดียว แรงบิดสูงสุด 170 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียรอัตโนมัติ PowerShift 6 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา สองคันนี้ใครเทพกว่ากัน ก็ลองไปขับกันดูครับ แต่มีหลายคนฟันธงก็สนุกพอกันทั้งคู่ละครับ ชอบแบบไหนก็แล้วแต่ท่านๆนะครับ

   ในด้านระบบความปลอดภัยนั้น ถือว่า Mazda ให้มามากเลยทีเดียว  มากับระบบเบรก ABS EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist) ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System) พวงมาลัยยุบตัวแปรผันตามการทำงานของถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และยังมากับโครงสร้างตัวถัง SKYACTIV-BODY น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง รวมทั้งช่วงล่าง SKYACTIV-CHASSIS เซ็ตให้การขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนาน ส่วน Ford ก็ให้มาไม่แพ้กัน มีทั้งระบบเบรก ABS EBA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวESP และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA ถุงลมคู่หน้า สัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย กุญแจ Immoblizer


   สำหรับค่าตัวของ Mazda 2 โฉมใหม่นั้น ซึ่งเราเอาตัวท็อปของสองคันนี้มาเทียบ สำหรับ Mazda 2 1.5 XD High Plus จะมีราคาที่ 790,000 บาทเท่ากันทั้ง 2 แบบตัวถัง ส่วน Ford Fiesta 1.0 EcoBoost จะมีราคาไม่เท่ากัน ในรุ่น 4 ประตูจะมีราคา 749,000 บาท และรุ่น 5 ประตูจะมีราคา 754,000 บาท ซึ่งก็แล้วแต่ความคิดแต่ละท่านนะครับว่าราคาใครสมเหตุสมผลกว่ากัน แต่ผู้เขียนว่าสมเหตุสมผลทั้งคู่ครับ

Function

Mazda 2 SkyActiv-D 1.5 XD High Plus
Ford Fiesta 1.0 EcoBoost
สัดส่วนตัวรถ (ยาว/กว้าง/สูง)
4294/1772/1605
4135/1765/1580
ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button)
มี
มี
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์
แบบอนาล็อก
แบบอนาล็อก
หน้าจอ Active Driving Display
มี
-
จอแสดงข้อมูลสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและข้อมูลการขับขี่
มี
มี
พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง (Telescopic)
ปรับได้ 4 ทิศทาง
มี
ระบบปรับอากาศ
อัตโนมัติ
อัตโนมัติ
ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
มี
มี
เบาะนั่งด้านคนขับปรับสูง-ต่ำ
มี
มี
พนักพิงเบาะด้านหลังแยกปรับพับ 60:40
มี
มี
กระจกไฟฟ้าและระบบ Jam Protection ที่ตำแหน่งคนขับ
มี
มี
ระบบเครื่องเสียง
หน้าจอสีสัมผัส ขนาด 7  นิ้ว
พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ
วิทยุพร้อมเครื่องเล่น CD MP3
Bluetooth
มี
มี
ระบบจดจำเสียง (Voice Recognition)
มี
สั่งการด้วยเสียง
USB
มี
มี
AUX
มี
มี
ช่องใส่ SD Card
มี
-
ลำโพง
6 ตัว
6 ตัว
Engine
เครื่องยนต์
ดีเซล SkyActiv-D 1499 CC.
เทอรโบแปรผัน 4 สูบ
เบนซิน 998 ซีซี. เทอร์โบไดเรกอินเจกชั่น 3 สูบ
พละกำลัง (แรงม้า/รอบต่อนาที)
105/4,000
125/6,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที)
250 /1,500-2,500
170/1,400-4,500
ระบบส่งกำลัง
SKYACTIV-DRIVE อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic
อัตโนมัติ Powershift 6 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา
Safety
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
มี
มี
ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
มี
มี
ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ
มี
มี
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
มี
มี
ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
มี
มี
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
มี
มี
เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
มี
มี
จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
มี
-
กุญแจนิรภัย (Immobilizer)
มี
มี
Price
ราคา (บาท)
790,000
749,000-754,000
 
  สรุป...Mazda 2 SkyActiv-D 1.5 กับ Ford Fiesta 1.0 EcoBoost น่าจะเป็นคู่แข่งที่ดูจะสมน้ำสมเนื้อที่สุดแล้ว เพราะเป็นสุดยอดเครื่องยนต์ที่หลายคนยกย่องชื่นชมทั้งคู่ อย่างเครื่องดีเซลของ Mazda ที่คว้ารางวัลมาแล้ว และเครื่องยนต์ของ Ford ก็คว้ารางวัลมาได้เช่นกัน แน่นอนว่ามันเป็นรถที่ดีทั้งคู่ และน่าจะขับสนุกทั้งคู่ด้วยครับ น่าจะเป็น 2 ตัวเลือกที่คนไทยหยิบยกมาเทียบกันพอสมควร แน่นอนว่าทั้งสองก็มีข้อดีและข้อเสียเช่นกัน อย่าง Mazda ก็จะแย่ตรงที่ความแคบไป ส่วน Ford รถดีเกือบทุกอย่าง มาตกม้าตายที่ศูนย์บริการ ไม่งั้นยอดขายคงจะสวยกว่านี้ และแน่นอนความสวยของ Mazda และจุดเดนที่ดีในหลายประการ ทำให้ผู้เขียนตัดสินให้ Mazda 2 เป็นผู้ชนะในครั้งนี้ครับ


Score
รูปร่างหน้าตา 5
4.5
4
ฟังก์ชัน 5
4.5
4
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 5
4.5
4.5
ระบบความปลอดภัย 5
4
4
ราคา 5
4
4
ศูนย์บริการ 5
4
3
รวม 30
25.5
23.5

    
อยากติดตามข่าวสารรถใหม่ อัพเดตเร็วทันใจ คุยสารพัดเรื่องรถ 
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!