Like Box

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

All-New Audi A4 โฉมใหม่ที่ดูยังไงก็คล้ายรุ่นเดิมเลย

  หลังจากที่วิ่งทดสอบปิดสัดส่วน ปิดหน้าตาไม่ให้ใครเห็นกันซะนานเลย และตอนนี้ Audi ก็พร้อมแล้วสำหรับการเผยโฉมหน้าของ All-New Audi A4 แต่เมื่อดูหน้าตาของมัน หลายคนถึงกับต้องหันกลับมาดูรุ่นปัจจุบันอีกที แล้วเทียบกัน เอ๊ะ! ทำไมมันเหมือนรุ่นเดิมจังเลย มันแค่ Minor Change หรือเปล่า



   แน่นอนว่านี่ก็เป็นอุปนิสัยของค่ายสี่ห่วงที่ชอบออกแบบรถไม่ให้ต่างจากรุ่นเดิมมาก เพื่อรักษาเอกลักษณ์เอาไว้ แต่นี่ก็ดูเหมือนจะรักษาเกิ๊นนนนน เพราะมันเหมือนกับ Audi A4 รุ่นปัจจุบันมากจนบางคนถึงกับคิดว่า ถ้าบอกว่าเป็นแค่รุ่น Minor Change ยังจะต้องหาจุดแตกต่างเลยว่า มันเปลี่ยนตรงไหน แต่อย่างไรก็ตาม Audi ก็คงไม่สนใจ เพราะเชื่อว่ายังไงรถคันนี้มีอะไรที่มากกว่าภายนอกที่ดูธรรมดาแน่นอน


   ด้านหน้าของรถนั้นได้รับการออกแบบไฟหน้าใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม พร้อมกระจังหน้า 6 เหลี่ยมที่ดูมีเหลี่ยมสันขึ้นกว่าเดิม ออกแบบหน้าตาให้ดูเรียบง่ายและมองได้นาน ไม่เบื่อ เส้นสายของตัวรถได้อิทธิพลจากรุ่นเดิมแทบจะทั้งดุ้น แต่ปรับเส้นสายตัวรถให้แลดูมีมิติมากกว่าเดิม ด้านท้ายก็ออกแบบไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยกว่าเดิม 

   All-New Audi A4 ได้รับการหั่นน้ำหนักลงจากรุ่นเดิม 120 กก. โดยในรุ่นต่ำสุด 1.4 TFSI จะมีน้ำหนักแค่ 1,320 กก. มีสัดส่วนตัวถังยาว 4.73 เมตร กว้าง 1.84 เมตร และสูง 1.43 เมตร และมากับฐานล้อยาว 2.82 เมตร สรุปคือตัวรถใหญ่ขึ้นแทบทุกมิติ แต่ก็มากับน้ำหนักที่เบากว่าเดิม เพื่อการขับขี่ที่ดีกว่าเดิม

   ภายในห้องโดยสารน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของค่ายเลย เพราะไม่เหลือเค้ารอยของรุ่นเดิมเลย ไฮไลต์เด็ดก็คือชุดมาตรวัดใหม่ที่ใช้แบบจอสี TFT แทนเข็มธรรมดา เหมือนที่ใช้ใน Audi R8 และ Audi Q7 โฉมใหม่ ออกแบบภายในให้ดูทันสมัย และใช้วัสดุชั้นเยี่ยม มากับหน้าจอตรงกลางขนาดใหญ่ 8.3 นิ้วพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ MMI Navigation Plus รองรับการเชื่อมต่อทั้ง iOS และ Andriod ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย LTE ความเร็วสูง และยังมีหน้าจอด้านหลัง 10.1 นิ้ว พร้อมระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen


   ความกว้างสบายในห้องโดยสารนั้น Audi ได้ยืดพื้นที่ Legroom ขึ้นอีก 23 มม. และยังเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับผู้โดยสารด้วยไฟ LED ในห้องโดยสารได้ถึง 30 สี สำหรับรุ่น Avant สามารถจุของด้านท้ายได้มากกว่ารุ่นเดิม 15 ลิตร โดยสามารถจุได้ 505 ลิตร และเมื่อพับเบาะแถวสอง (ซึ่งสามารถพับได้ในอัตราส่วน 40:20:40) ลงไป ก็จะมีพื้นที่จุมากขึ้นเป็น 1,510 ลิตร


  สำหรับขุมพลังของรถนั้นก็จะมีให้เลือกทั้งดีเซลและเบนซิน
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.4 TFSI พละกำลัง 150 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร

- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 TFSI พละกำลัง 190 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 320
นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 252 แรงม้า PS แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร

- เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 TDI พละกำลัง 150 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 320
นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 190 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
 
- เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 TDI พละกำลัง 218 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร และพละกำลัง 272 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 600
นิวตัน-เมตร

   นอกจากนั้นแล้วในเวอร์ชั่น Audi A4 Avant ยังมีเวอร์ชั่น G-Tron มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 170 แรงม้า พร้อมถังก๊าซ CNG ความจุ 19 กก. แรงดัน 200 บาร์ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กม. เมื่อ CNG หมดก็สามารถวิ่งต่อด้วยน้ำมันอีกด้วยระยะทางสูงสุด 450 กม.

  รุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล 4 สูบทั้งหลาย จะส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดลูกใหม่ที่น้ำหนักเบากว่าเดิม 16 กก. ทุกรุ่น (ยกเว้นเครื่อง TDI รุ่นสูงๆ) จะส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ 7 สปีด S-Tronic ลูกใหม่ล่าสุดเช่นกัน ในขณะที่รุ่นเครื่องดีเซล 3.0 ลิตรจะได้เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Tiptronic ที่ได้รับการปรังปรุงใหม่

   All-New Audi A4 จะเริ่มวางขายในยุโรปช่วงฤดูใบไม้ร่วงราวๆปลายปีนี้ ส่วนเมืองไทยเราคาดว่าน่าจะได้สัมผัสในปีหน้าครับ

ที่มาภาพ Carscoops และข้อมูลจาก Worldcarfans



มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

เผยภาพดีไซน์ของ Honda BR-V ขายในไทยแน่นอนปีหน้า

 หลังจากที่เคยมีข่าวว่า Honda จะสร้างรถ SUV ที่มีพื้นฐานของ Mobillio (ใช้พื้นฐานจาก Brio อีกที) ล่าสุดตอนนี้ทาง Honda ก็ได้เผยแพร่ภาพสเกตซ์ของว่าที่ SUV น้องใหม่ที่จะมากับนามว่า "Honda BR-V" ซึ่งพร้อมผลิตขายแน่นอนในปีหน้า

   Honda BR-V จะมาแทรกกลางตลาดระหว่าง Honda Mobilio กับ Honda HR-V  ไม่ต้องห่วงมาพวกมันจะทับซ้อนกัน แต่เรื่องแย่งยอดขายก็ต้องดูกันอีกทีนึงโดย Honda BR-V จะเป็นหนึ่งในผลผลิตของความภูมิใจของเมืองไทย เพราะได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นที่ Honda R&D Asia Pacific ในเมืองไทย ซึ่งคนไทยก็มีส่วนกับโครงการนี้ด้วยเช่นกันครับ

  Honda BR-V ถูกวางตำแหน่งให้เป็น SUV Crossover ขนาด 7 ที่นั่ง ซึ่งดูจากเส้นสายแล้ว เดาไม่ยากว่าเป็นการนำ Honda Mobilio มาขัดเกลารูปโฉม ออกแบบหน้าตาใหม่ทั้งหมดให้ดูบึกบึนและสมบุกสมบันมากขึ้น และยกตัวถังให้สูงขึ้น เพิ่มราวหลังคา พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ และขณะเดียวกันก็แฝงความสวยงามและทันสมัยตามสไตล์ Honda เข้าไปด้วย

   Honda BR-V จะได้รับการวางเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ที่จะมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและอัตราสิ้นเปลืองที่เป็นเลิศ และตัวรถจะเอาใจกลุ่มผู้ใช้ในอาเซียนอย่างแน่นอนครับ

   Honda BR-V จะเผยโฉมต้นแบบ Prototype ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ช่วงเวลางาน Indonesia International Auto Show 2015 ก่อนจะผลิตขายในช่วงปี 2016 และไทยก็จะเป็นหนึ่งในประเทศที่จะวางขายรถรุ่นนี้ด้วยครับ รอชมได้เลย 

ที่มา Worldcarfans 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เตรียมเฮได้เลย...เมื่อ Nissan Sylphy DIG Turbo เตรียมเข้ามาขายในไทย

  ถ้าหากพูดถึงเวอร์ชั่นแรงของแฮตซ์แบ็คคันเก่ง Nissan Pulsar DIG Turbo ที่คนไทยหลายคนอยากให้มาขายกันหนักหนา ซึ่ง Nissan ก็ได้ตอบสนองความต้องการของคนไทยด้วยการทำออกมาขายในจำนวนจำกัด 350 คัน แต่ทว่า...เอาเข้าจริงๆ กลับยังทำยอดไม่ถึงเป้า หนำซ้ำไม่รู้ตอนนี้จะขายได้ถึง 50 คันหรือยัง  


  แต่ใช่ว่า Nissan จะยอมแพ้ง่ายๆ เพราะล่าสุดตอนนี้มีข่าวออกมาแล้วว่า Nissan Sylphy DIG Turbo ที่เผยโฉมเมื่อหลายเดือนก่อน เตรียมพร้อมที่จะเข้ามาขายในไทยเพื่อกระตุ้นตลาด C-Segment แต่จะจำกัดจำนวนการผลิตหรือผลิตยาวๆ อันนี้ก็ต้องรอความคืบหน้าต่อไปครับ


  โดยดีไซน์ภายนอกรถก็ไม่ได้แต่งใหม่ให้ยาก ยกเอา Nissan Sentra SR ของอเมริกามาใส่ซะเลย ซึ่งมีการเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ให้ดูดุดันกว่าเดิม ล้ออัลลอย 5 ก้านคู่รมดำ กันชนท้ายแบบสปอร์ต พร้อมทั้งสปอยเลอร์ด้านท้าย กับสเกิร์ตข้าง 



     ขุมพลังก็เป็นบล็อกเดียวกับ Pulsar Turbo ก็คือขุมพลังเบนซิน 1.6 ลิตร ไดเร็กอินเจ็คชั่น 4 สูบ มากับพละกำลัง 190 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตรที่ 2,400-5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ Xtronic CVT ซึ่งจะเซตระบบเบรกใหม่ ปรับดิสก์เบรกให้ใหญ่ขึ้น เซตระบบบังคับเลี้ยวใหม่ และระบบช่วงล่างหน้า-หลังพิเศษ

   ส่วนราคาค่าตัวเท่าไหร่ยังไม่มีข้อมูล และจะเปิดตัวเมื่อไหร่ก็ยังไม่ทราบ ฉะนั้นก็จงรอต่อไปครับ 

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Headlightmag และภาพจาก Burnpavement

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ลือกันให้แซด Toyota 86 โฉมใหม่จะใช้แพลตฟอร์มของ Mazda MX-5

  ถ้าพูดถึงเรื่องรถที่จะใช้แพลตฟอร์มและโครงสร้างตัวถังบางชิ้นของ Mazda MX-5 โฉมล่าสุด หลายคนคงพุ่งประเด็นไปที่ Fiat 124 สปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังวิ่งทดสอบเก็บข้อมูลกันอยู่ โดยทางบริษัทแม่อิตาลี FCA Group จะใช้เครื่องยนต์เป็นของตัวเองและออกแบบตัวถังใหม่ แต่แล้ว ก็ยังมีข่าวเล็ดลอดออกมาอีกว่า Toyota 86 เจเนเรชั่นใหม่จะใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Mazda MX-5 ด้วย

   แน่นอนว่า Subaru BRZ เจเนเรชั่นถัดไปก็จะได้อานิสงส์ตรงจุดนี้ด้วย โดยสำนักข่าว Motoring ของออสเตรเลียก็กำลังค้นหาข้อเท็จจริงของข่าวการใช้แพลตฟอร์ม MX-5 กับตัวตายตัวแทน 86 แต่ก็ยังมีข่าวลืออีกว่าตอนนี้กำลังซุ่มทดสอบแล้วด้วย

   โดยรายงานเดียวกันนี้ ได้บอกว่า Toyota จะใช้แพลตฟอร์มแบบใหม่ที่กะทัดรัด และมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิม พร้อมทั้งมากับเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จที่ Downsizing ความจุลงมาจากเดิม ซึ่งก็เป็นข่าวลือที่พิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน

   เรื่องนี้ อากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ก็เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนในการสืบทอดตำนานของ 86 ในขณะที่สื่อหลายสำนักก็รอข่าวความคืบหน้าของสปอร์ตขับหลังคันนี้ และยังมีข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ตอนนี้งานออกแบบตัวถังอยู่ในขั้นสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจว่าจะใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Mazda MX-5 หรือไม่

   โดยก่อนหน้านี้ Toyota และ Mazda ก็ต่างจรดปากกาเซ็นสัญญาร่วมกันพัฒนารถ ซึ่ง Mazda ก็ได้ยืมระบบไฮบริดของ Toyota ไปต่อยอดเป็น Mazda 3/Axela Hybrid ส่วน Toyota ก็ขอนำตัวรถ Mazda 2 ไปขายในอเมริกาเปลี่ยนหน้าและโลโก้ใหม่เป็น Scion iA

ส่วนใครที่คิดว่าก็เกาะชาวบ้านเขา ไม่รู้จักคิดเองก็เปลี่ยนความคิดเสียเถิดนะครับ เพราะสองค่ายนี้เขาร่วมมือพัฒนารถกันแล้ว ถ้าเกิดจะแชร์กัน หรือแบ่งปันเทคโนโลยีกัน ก็ไม่นับว่าผิดครับ...

ที่มา Carscoops
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ชมข้อมูลและสเปคเบื้องต้น Mazda BT-50 Pro Minor Change เลื่อนเปิดตัวเป็นเดือนสิงหาคม

   หลังจากที่เริ่มได้ข่าว Mazda BT-50 Pro Minor Change ว่าจะมาในเดือนกรกฎาคม (แต่ก็เลื่อนการเปิดตัวเสียแล้ว) ซึ่งก็ทำให้สาวกทั้งหลายที่รอคอยการเปิดตัวต่างจับตามองดูตลอด และก็เตรียมลองเทียบกับแฝดผู้พี่อย่าง Ford Ranger ว่าจะสวยสดงดงามและดูแข็งแกร่งเท่าหรือไม่

   และเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีภาพหลุด Mazda BT-50 Pro Minor Change อีกระลอกหนึ่ง ซึ่งคราวนี้เราได้เห็นทั้งหน้าตาและด้านข้างแบบชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าเดิม โดยเบื้องต้นเราก็จะเห็นว่ามันไม่ได้เปลี่ยนอะไรที่มากไปจากเดิมเลยได้เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ตามสไตล์ Kodo Design ส่วนกันชนหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย และยังมีการเปลี่ยนไฟหน้าชุดใหม่ รวมทั้งเปลี่ยนล้อลายใหม่สไตล์คล้าย Mazda และบันไดข้างแบบสกีเหมือน Ford Ranger Wildtrak ส่วนไฟท้ายคาดว่าจะเปลี่ยนโคมใหม่ และเพิ่มกล้องมองหลังซ่อนไว้บริเวณโลโก้แบบ Ford Ranger  


(รูปทั้งหมดยืนยันไม่ได้ว่าเป็นรุ่นย่อยไหน แต่ไม่น่าเป็นตัวท็อป) 

   ส่วนรายละเอียดรุ่นย่อยต่างๆนั้นก็มีข้อมูลออกมาแล้วครับ รวบรวมโดยคุณ Moo Cnoe โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
- Single Cab
2.2 S M/T
2.5 S Gasoline M/T
- Open Cab ตัวเตี้ย
2.2 S M/T
2.5 S Gasoline M/T
2.2 V M/T
- Open Cab Hi-racer (ขับ2 ยกสูง)
2.2 Hi-racer M/T
2.2 Hi-racer ABS M/T
- Double Cab ตัวเตี้ย
2.2 S M/T
2.5 S Gasoline M/T
2.2 V ABS M/T
- Double Cab Hi-racer (ขับ2 ยกสูง)
2.2 Hi-racer M/T
2.2 Hi-racer ABS M/T
2.2 Hi-racer ABS A/T
2.2 Hi-racer ABS Leather A/T
- Double Cab 4x4
3.2 R ABS/DSC/Leather 4x4 M/T
3.2 R ABS/DSC/Leather 4x4 A/T


มีให้เลือกด้วยกัน 7 สี ได้แก่
- สีน้ำตาล Titanium Flash (ใหม่) > สีโปรโมท
- สีขาวมุก Snow Flake (ใหม่) > สีโปรโมท
- สีแดง True Red (ใหม่)
- สีดำ Black Mica
- สีเงิน Aluminum Metalic
- สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue
- สีขาว Cool White


ส่วนออปชั่นและข้อมูลต่างๆเบื้องต้นก็มี ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง กล้องมองภาพขณะถอยจอด สีตัวถังภายนอกมีให้เลือกด้วยกัน 7 สี สีน้ำตาล Titanium Flash, สีแดง True Red, สีขาวมุก Snow Flake เป็นสีใหม่ และเป็นสีโปรโมทในการเปิดตัว

สำหรับกำหนดการเปิดตัว Mazda BT-50 Pro Minor Change ล่าสุดได้รับการยืนยันว่าเลื่อนเปิดตัวจากเดิมเดือนกรกฎาคม เป็นเดือนสิงหาคมแล้วครับ ยังไม่ทราบวันเปิดตัวชัดเจน และราคาจะยังไม่ออกมาจนกว่าจะเปิดตัว
 
ข้อมูลจาก Headlightmag

 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Mercedes-Benz A-Class Minor Change ได้เวลาปรับโฉมให้กับซับคอมแพกต์คันงาม

  หลังจากที่ Mercedes-Benz ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของ A-Class จากมินิ MPV คันเล็กสุดเชยกลายเป็นรถซับคอมแพกต์เส้นสายสวยงาม ผลที่ได้คือมันประสบผลสำเร็จอย่างมหันต์และสร้างยอดขายที่เป็นกอบเป็นกำกว่าเดิม ซึ่งไม่เว้นแม้แต่เมืองไทยเช่นกันครับ และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะทำการปรับโฉมใหม่ให้กับแฮตซ์แบ็คคันงามคันนี้ครับ 


   และทั้งหมดนี้ก็คือโฉมหน้าตาของ Mercedes-Benz A-Class Minor Change ใหม่ ที่ได้รับการปรับปรุงให้เข้ายุคเข้าสมัยมากขึ้นและเพิ่มฟีเจอร์อะไรใหม่ๆเพื่อตอบสนองลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยครับ ซึ่งดูหน้าตาผิวเผินแล้วไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ซึ่งก็เป็นเพราะโฉมปัจจุบันก็สวยลงตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปรับอะไรมากเท่าไหร่นัก  ภายนอกก็มีการปรับปรุงกระจังหน้าใหม่เป็นแบบตะแกรงเพชรเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น ไฟหน้าใหม่พร้อมไฟหน้า LED High Performance เป็นออปชั่น กันชนหน้าก็ออกแบบใหม่ตามยุคสมัย ออกแบบล้ออัลลอยลายใหม่ ปรับกระจกมองข้างเป็นสีดำ เปลี่ยนไฟท้ายชุดใหม่ ส่วนในเวอร์ชั่น AMG นั้นก็ได้ปรับกันชนหน้าและท้ายให้สปอร์ตขึ้นกว่าเดิม

  ส่วนภายในห้องโดยสารก็ไม่ได้ปรับอะไรมากเท่าไหร่นัก โดยยกพวงมาลัยแบบ C-Class มาลงในรุ่นนี้ และเปลี่ยนชุดหน้าจอใหม่ 8 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ Apple CarPlay และ MirrorLink พร้อมปรับปรุงเบาะนั่งให้สบายกว่าเดิมด้วยการเพิ่มความหนาอีก 6 มม. มีออปชั่นระบบแสงไฟรอบคันรถเลือกได้ถึง 12 สีด้วยกัน และปรับความสว่างได้อีก 5 ระดับ ซึ่งยกระดับคุณภาพภายในห้องโดยสารให้ดีกว่าเดิมขึ้นไปอีกครับ

  ส่วนขุมพลังนั้นก็ได้มีการแนะนำขุมพลังใหม่ ในรุ่น A160 มากับเครื่องเบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 102 แรงม้า และในรุ่น A180d BlueEfficiency (ค่ายดาวสามแฉกเปลี่ยนมาใช้ตัว D ตามหลังชื่อรุ่นที่เป็นดีเซลแทน CDI แล้วครับ) ที่เป็นขุมพลังดีเซล 1.5 ลิตร พละกำลัง 109 แรงม้า  ที่มากับอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 28.5 กม./ลิตร ปล่อยก๊าซ CO2 ออกมาแค่ 89 กรัม/กม. ส่วนในรุ่น A220d และ A250 ได้เพิ่มกำลังของรถอีก 7 แรงม้าทั้งคู่ (177 และ 218 แรงม้าตามลำดับ) ส่งกำลังด้วยเกียร์ 7G Tronic ตามเดิม และมีเกียร์ธรรมดาใหม่ให้เลือกใช้ด้วย

   จุดขายใหม่ของค่ายก็คือระบบ DYNAMIC SELECT ที่เป็นระบบปรับเปลี่ยนการขับขี่ของรถในรอบด้าน มีให้เลือกตั้งแต่โหมด Comfort / Sport / Eco และ Individual ซึ่งมีทุกรุ่นย่อย (ยกเว้นรุ่น BlueEfficiency เท่านั้น)

   ส่วนเวอร์ชั่นแรงสุดติ่งอย่าง A45 AMG ก็มากับขุมพลังเดิม 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ ที่มากับพละกำลังเพิ่มขึ้นจากเดิม 361 แรงม้า เป็น 381 แรงม้า พร้อมแรงบิดจากเดิม 450 กลายเป็น 475 นิวตัน-เมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 4.2 วินาที เร็วกว่าเดิมอีก 0.4 วินาที มาพร้อมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.49 กม./ลิตร ปล่อยไอเสีย 162 กรัม/กม. ซึ่งออปชั่นตัวรถก็จะมีไฟหน้า LED เป็นมาตรฐานและระบบ Dynamic Select ให้เลือกใช้และมีประสิทธิภาพดีกว่าตัวปกติด้วย


  นอกจากนี้แล้ว Mercedes-Benz ยังมีเวอร์ชั่นพิเศษ Motorsport Edition ในรุ่น A200/A200d ได้รับแรงบันดาลใจจากรถ F1 ของทีมในค่าย โดยตกแต่งขอบล้อ ตะแกรงหน้า กระจกมองข้าง สปอยเลอร์ท้ายเป็นสีเขียวน้ำทะเล และตกแต่งภายในด้วยเบาะแบบสปอร์ตเป็นมาตรฐาน

   Mercedes-Benz A-Class Minor Change จะเริ่มวางขายในยุโรปวันที่ 3 กรกฎาคม ตามด้วย A45AMG ในเดือนกันยนยน และจะเริ่มส่งมอบกันในเดือนกันยายน ส่วนเมืองไทยก็รอชมกันต่อไปครับ

ที่มา Carscoops1 / Carscoops2
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

มาดู Nissan Juke-R 2.0 ภาคต่อของก็อตซิลลาที่มาเข้าสิงร่างกบ

  หลายคนน่าจะชอบใจกับเจ้า Nissan Juke-R ที่เป็นการนำรถครอสโอเวอร์ธรรมดาๆอย่าง Juke ที่หน้าตาคล้ายๆกบ (บางคนก็ว่าเหมือนคางคก ก็ว่ากันไป) จับมายัดเครื่องยนต์ของเจ้าก็อตซิลลาอย่าง Nissan GT-R ปรากฏว่ากลายเป็นครอสโอเวอร์พลังแรงกันเลยทีเดียว และมันก็มีค่าตัวที่แพงเวอร์ด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังมีเศรษฐีนักซิ่งไม่กี่คนที่ได้ครอบครองเพชรน้ำงามจากค่าย Nissan ชินนี้

   และตอนนี้ก็ถึงเวลาของภาคต่อของ "Nissan Juke ที่บ้าระห่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้" ในนาม Nissan Juke-R เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ยังคงความเทพและความบ้าระห่ำแบบเวอร์ชั่นแรกอย่างครบถ้วน

  พื้นเพของมันก็มาจาก Nissan Juke Minor Change ซึ่งเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ออกแบบสไตล์เหลี่ยมๆแข็งๆแต่ดูดุดันและดูทรงพลังมาก พร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ ติดโป่งข้างซุ้มล้อและสเกิร์ตแบบคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน ออกแบบกันชนท้าย ติดสปอยเลอร์ท้ายที่เพิ่มความดุดันจากเดิมมาก และสวมล้ออัลลอยยกชุดมาจาก Nissan GT-R เลย สาดสีดำด้านรอบคัน เท่านี้ก็ดูน่าเกรงขามแล้วครับ 

   สำหรับขุมพลังถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่มากับเครื่องยนต์ตัวเดียวกับ GT-R นั่นคือเครื่องยนต์เบนซิน 3.8 ลิตร 6 สูบทวินเทอร์โบ สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้ถึง 600 แรงม้า PS ซึ่งสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาแค่ 3 วินาที ท็อปสปีดของมันอยู่ที่ 275 กม./ชม. 

   เห็นตัวเลขแบบนี้ก็รู้เลยว่า เจ้าจุกคันนี้ โหดของแท้แน่นอน!!! ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจะผลิตขายมั้ย ซึ่งถ้าขายมันจะต้องมีราคาที่แพงกว่าเดิมแน่นอน และยังคงจำกัดการผลิต โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาอาจอยู่ที่ราวๆ 500,000 ปอนด์ (ประมาณ 25 ล้านบาท) ครับ 

ที่มา Carscoops

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

All-New Alfa Romeo Giulia เปิดยุคใหม่ของซีดานค่ายตรางูกินคน

   หลังจากที่ห่างหายจากการเปิดตัวซีดานรุ่นใหม่กันถึง 4 ปีเต็ม สำหรับค่ายโลโก้งูกินคน Alfa Romeo หลังจากยุติบทบาทของ Alfa Romeo 159 ออกไปเมื่อปี 2011 และอีกหลายรุ่น เหลือแค่ MiTo , Giulietta และ 4C ที่ช่วยประคองตัวค่ายกันต่อไป แต่ล่าสุด Alfa Romeo ก็ปล่อยซีดานรุ่นใหม่ออกมา ท่ามกลางความงงของผม เพราะแทบไม่ได้ติดตามข่าวของเจ้าคันนี้เลย

  และแล้วพวกเขาก็พร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัวซีดานรุ่นใหม่ของค่ายอย่าง All-New Alfa Romeo Giulia  ที่ปฏิวัติการออกแบบจากรุ่น 159 ใหม่หมดแทบทุกมิติ ไม่เหลือเค้าโครงแบบเดิมอีกเลย ซึ่งมันก็มากับรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามและสะดุดตามากกว่าเดิม ไฟหน้าทรงใหม่และกระจังหน้าที่ออกแบบให้โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม พร้อมกระจังหน้าทรงสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ เส้นสายตัวถังที่ออกแบบให้ดูโค้งมนและน่ามองกว่าเดิม ไฟท้ายรถก็ออกแบบให้ดูเรียวแหลมน่าค้นหา พร้อมกันชนท้ายสปอร์ต โดยรวมถือว่าสวยงามกว่าเดิมตามยุคใหม่ของ Alfa Romeo

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ให้สวยงามกว่าเดิม ซึ่งมองๆแล้วก็แอบมีกลิ่นตุๆของ Mazda เข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัย คอนโซลหน้า ช่องแอร์ แต่ก็เป็นคอนโซลที่สวยงามและดูดีกว่าเดิม ปุ่มต่างๆจัดวางให้เป็นระเบียบและใช้งานง่ายกว่าเดิม เย็บตะเข็บสีแดงรอบคันไม่ว่าจะเป็นคอนโซล หัวเกียร์ แผงประตูด้านข้าง วัสดุต่างๆใช้วัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม ทั้งหุ้มหนังและ Alcantara

   สำหรับขุมพลังขิงรถนั้น ค่ายก็ได้นำเสนอตัวชูโรงของพวกเขาเลยก็คือในตัว Giulia QV (Quadrifoglio Verde) เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 ที่มีพื้นเพตัวเครื่องมาจาก Ferrari สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้ถึง 510 แรงม้า PS  ซึ่งพวกอิตาลีถึงกับบอกว่าแม้จะมีแรงม้าและแรงบิดมาก แต่สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ และยังควบคุมการเสื่อมของกระบอกสูบด้วยระบบอิเล็คทรอนิกส์



   ด้านโครงสร้างทางวิศวกรรมนั้น ตัวรถมีการกระจายน้ำหนักที่ 50 : 50 ตัวถังรถทำจากโลหะ เหล็กที่ทนแรงดึงสูง รวมทั้งคาร์บอนไฟเบอร์ อะลูมิเนียมและคอมโพสิต ซึ่งทางค่ายจะพยายามควบคุมน้ำหนักรถไม่ให้เกิน 1,530 กก.

  ช่วงล่างของรถเป็นแบบมัลติลิงก์ที่ด้านหลังและแบบอิสระปีกนกคู่ ซึ่งจะช่วบควบคุมการขับขี่ที่ถูกต้องขึ้นบริเวณด้านหน้า นอกจากนี้ยังมีระบบ Torque Vectoring กับคลัตช์คู่เพื่อใช้ควบคุมในการจัดส่งแรงบิดไปยังล้อแต่ละล้อ ซึ่งจะทำให้การขับขี่ดีขึ้นและขับสนุก ปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งระบบควบคุมรถเลย นอกจากนี้ยังปรับระบบเบรกรถให้ดีกว่าเดิมด้วยครับ

   และนอกจากนั้นแล้ว Alfa Romeo จะนำเสนอขุมพลังเบนซิน 4 สูบอื่นๆตามมา และจะมีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ในบางรุ่นย่อยด้วย

   Alfa Romeo Giulia จะเอาไปขายในอเมริกาด้วย ส่วนตลาดอื่นยังไม่มีข่าว และยังไม่มีราคาประกาศออกมา รอดูต่อไปครับ  

ที่มา Carscoops1 / Carscoops2  

 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มาแล้ว All-New Chevrolet Cruze เวอร์ชั่นตลาดโลก ช่างสวยงามหยดย้อยเสียจริงๆ

 หลังจากที่มีภาพหลุดออกมาวิ่งเล่นบนท้องถนนและปล่อยทีเซอร์ก่อนเปิดตัว ตอนนี้ทางค่ายโบว์ไทน์สีทองก็พร้อมแล้วกับการเปิดตัวโฉมใหม่ของซีดานรุ่นขายดีของค่าย ผู้ซึ่งมีนามว่า All-New Chevrolet Cruze นั่นเองครับ และเวอร์ชั่นนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นที่จะวางขายในแถบอเมริกา ยุโรป ซึ่งเมืองไทยก็ต้องมารอดูอนาคตอีกทีว่าจะมีโอกาสได้มาขายในไทยหรือไม่

   เบื้องต้นถ้าสังเกตหน้าตาดูดีๆนั้น ก็มีความต่างจาก Chevrolet Cruze ที่เปิดตัวในประเทศจีนราวฟ้ากับเหวเลย บอกตรงๆไม่อ้อมค้อมว่า Cruze เวอร์ชั่นสำหรับตลาดโลกนั้นดูสวยกว่ามากมาย และดูเสน่ห์ที่เย้ายวนลูกค้ามากกว่าด้วย

   All-New Chevrolet Cruze ใหม่นั้นได้รับการออกแบบใหม่หมดทุกมิติ มากับไฟหน้าพร้อม DRL ที่ดูดีกว่าเดิม กระจังหน้าแบบ Dual Port อันเป็นเอกลักษณ์ที่ออกแบบให้เข้ากับกันชนหน้าและไฟหน้าของรถ เส้นสายของรถดูปราดเปรียวจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน และด้วยหลังคาที่ลาดเทกว่าเดิม ยังส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่มีค่าแค่ 0.29 เท่านั้น ติดตั้งครีบฉลามบนหลังคา และขอบโลหะสีเงินบริเวณกรอบประตูก็ช่วยเพิ่มความหรูหราให้รถได้มากทีเดียวครับ นอกจากนี้ยังมากับล้ออัลลอย 5 ก้านคู่ขนาด 18 นิ้ว ด้านท้ายก็ออกแบบไฟท้ายและกันชนท้ายที่ดูสปอร์ตและมีมิติกว่าเดิม โดยรวมถือว่าสวยงามมาก

และด้วยการหัวมาใช้วัสดุน้ำหนักเบา อย่างโลหะที่ทนต่อแรงบิดสูง ทำให้สามารถลดน้ำหนักจากรุ่นเดิมได้ถึง 113 กก. เลยทีเดียวครับ 

   ภายในห้องโดยสารถือว่ายกระดับความหรูหราและคุณภาพภายในห้องโดยสารที่มากกว่าเดิมแบบสุดๆ พวงมาลัย 3 ก้านสไตล์สปอร์ต คอนโซลต่างๆออกแบบให้สวยงามและใช้งานง่ายกว่าเดิม ระบบอินโฟเทนเมนต์ก็จะมีเป็นระบบ MyLink หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Andriod CarPlay การจัดวางปุ่มทำได้ลงตัวทีเดียวครับ นอกจากนี้ยังขึ้นลายตะเข็บของแท้ๆไม่หลอกบริเวณคอนโซลอีกด้วยครับ ส่วนพื้นที่ด้านหลัง หายห่วงเลยเพราะเจ้าคันนี้มันได้ขยาย Legroom ด้านหลังถึง 917 มม. และมีพื้นที่วางเข่า 51 มม. เลยละครับ

   สำหรับขุมพลังของรถนั้น จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.4 ลิตร EcoTec ที่มากับพละกำลัง 153 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 8 วินาที มากับอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.22 กม./ลิตร ซึ่งในช่วงปี 2017 ค่าย Chevrolet อาจเพิ่มขุมพลังดีเซลเป็นทางเลือกด้วยครับ

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น Chevrolet ก็จัดมาให้เต็มไม่มีกั๊ก ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย 10 จุด, ระบบป้องกันการชน ได้แก่ ระบบเตือนจุดบอดด้านข้าง / ระบบเตือนสิ่งกีดขวางขณะถอยหลัง / ระบบรักษาเลนและระบบป้องกันการชนด้านหน้า / ESC / Traction Control / ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ / anti-lock brake 

   All-New Chevrolet Cruze จะเริ่มวางขายในตลาดอเมริกาช่วงต้นปี 2016 วางขายใน 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในแถบอเมริกาเหนือที่จะวางจำหน่ายเจ้าคันนี้ด้วย ส่วนเมืองไทยก็รอดูชะตากรรมต่อไปครับ เพราะหลังจาก Chevrolet Cruze Minor Change ครั้งสุดท้ายที่จะเปิดตัวเมืองไทยปีนี้ จะมีโฉมใหม่มาต่ออีกหรือไม่ ก็ติดตามไป...

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!