Like Box

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แอบถ่าย All-New Hyundai Elantra เข้าสู่ความเรียบง่ายและดูผู้ใหญ่ขึ้น

  ดูเหมือนว่าหลังๆนั้นค่ายรถเกาหลีอย่าง Kia กับ Hyundai นั้นจะเริ่มพัฒนารถโฉมใหม่ภายใต้โครงสร้างตัวถังรุ่นเดิมเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสามารถนำเงินส่วนที่เหลือไปต่อยอดกับรถรุ่นอื่นๆได้อีกด้วย และวิธีการนี้ก็ได้ใช้กับ Kia มาหลายรุ่นแล้วเช่นกัน

   และล่าสุดตอนนี้ก็มีมือดีแอบถ่ายภาพของ All-New Hyundai Elantra แบบชัดๆไม่มีพรางตัวได้ในโรงงาน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในต่างประเทศจะมีการตามลบและล่าตัวคนถ่ายมาดำเนินคดีแบบเมืองไทยหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเราเห็นการออกแบบรถคันนี้แล้วนั้น มันก็ไม่ได้มีแนวที่หนีจากรุ่นเดิมมากนักเลย

   เส้นสายและหน้าตาเหมือนการนำเอารุ่นเดิมมาขัดเกลาโฉมนิดหน่อยให้ดูทันสมัยขึ้นตามยุค หน้าตาของรถนั้นมีลักษณะที่คล้ายกับแบรนด์ Audi กันเลยทีเดียว รูปทรงไฟหน้าที่ลดความหวือหวาลงแต่ดูมีความภฺูมิฐานกว่าเดิม เส้นสายด้านข้างนั้นแทบจะเหมือนกับรุ่นเดิมแต่ก็มีการปรับการออกแบบบริเวณประตูคู่หลังใหม่เล็กน้อย ส่วนด้านท้ายรถนั้นก็มากับไฟท้าย LED ชุดใหม่ที่ออกแบบภายในโคมที่ดูแปลกตากว่าเดิม

   ภายในห้องโดยสารนั้นถือว่าพลิกการออกแบบจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว จากรุ่นเดิมที่ดูโฉบเฉี่ยวและหวือหวา แต่ในรุ่นใหม่นั้นกลับออกแบบหน้าปัดใหม่ที่เข้าสู่ความเรียบง่าย ธรรมดา และดูแข็งๆทื่อๆกว่าเดิม ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับ Hyundai รุ่นใหม่ๆนั่นเอง

  สำหรับขุมพลังนั้นยังไม่มีข้อมูลออกมาแต่ก็มีหลายคนเชื่อว่ามันจะมีขุมพลังดีเซล 1.6 ลิตร T-GDI มากับพละกำลัง 175 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 สปีด ส่วนในเวอร์ชั่นอเมริกานั้นน่าจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ 164 แรงม้า เหมือนที่วางใน Tucson เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ ส่วนในยุโรปอาจมีเครื่องเบนซิน 1.4 ลิตรเทอร์โบให้เลือกแะมีเครื่องดีเซลให้เลือกใช้ด้วย

   All-New Hyundai Elantra หลุดเต็มตาขนาดนี้คาดว่าน่าจะมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลเร็วๆนี้ ส่วนการเปิดตัวนั้นคาดว่าจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน 2015 Los Angeles Auto Show ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการวางขายจะเริ่มต้นในอเมริกาช่วงไตรมาสแรกของปี 2016 ครับ ส่วนเมืองไทยคาดว่าจะได้เจอกันช่่วงกลางปีหน้าเป็นอย่างเร็วที่สุด

ที่มา Carscoops

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลุด All-New Toyota Prius แบบไร้ผ้าคลุม เปลี่ยนสู่ความล้ำอนาคต

   สำหรับ All-New Toyota Prius ที่คนไทยหลายคนยังคงสงสัยว่ามันจะเข้ามาขายในไทยอีกหรือไม่ ซึ่งไม่นานมานี้ก็มีข่าวแจ้งมาว่า Toyota Prius รุ่นปัจจุบันนั้นจะหยุดสายการผลิตในไทยในวันที่ 18 กันยายน แบบไม่มีกำหนด นั่นก็หมายความว่า Toyota Prius โฉมใหม่นั้นอาจจะไม่มีโอกาสเข้ามาขายในไทยโดยตัวแทนจำหน่ายของ Toyota อีกก็เป็นได้

   แม้ว่าเมืองไทยจะเพิ่งรับทราบข่าวเรื่องการปิดสายการผลิต แต่ในต่างประเทศนั้นก็มีข่าวคราวล่าสุดออกมา ซึ่งล่าสุดนั้นทางเพจ Prius Club Malaysia นั้นได้โพสต์ภาพของ Toyota Prius โฉมใหม่ที่ดูเหมือนว่าจะถ่ายบนเครื่องบิน ซึ่งจากภาพนั้นตัวรถไม่มีการปกปิดด้วยวัสดุอะไรทั้งสิ้น

   ดูจากรูปร่างภายนอกแล้ว ชี้ชัดเลยว่าตัวรถ All-New Toyota Prius จะออกแบบให้ออกแนวที่ดูล้ำอนาคตมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวรถนั้นดูเหมือนจะนำแนวการออกแบบของรถไฮโดรเจนสุดล้ำอย่าง Toyota Mirai มาประยุกต์เส้นสายให้เข้ากับ Toyota Prius ซึ่งทำให้มันดูแปลกตากว่าเดิม หน้าตาของรถยังคงมีเค้าเดิมบ้างแต่ได้ออกแบบให้ดุดันพร้อมไฟหน้าทรงล้ำโลก ส่วนด้านท้ายของรถนั้นได้ออกแบบไฟท้าย LED ทรงตั้งที่ชวนให้นึกถึงกระบะดัดแปลงบางรุ่นในเมืองไทย ซึ่งก็ดูแปลกตา โดยรวมนั้นก็น่าจะออกมาดูดีใช้ได้

   ตัวรถนั้นจะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเจเนเรชั่นใหม่ของค่าย Toyota New Global Architecture (TNGA) ขุมพลังตัวรถก็จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร ที่มากัับพละกำลัง 150 แรงม้า และเพิ่มระยะทางการวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าเพียวๆอีก 11 กม. กลายเป็น 56 กม. ซึ่งต้องขอบคุณการปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ดีขึ้น

   Toyota Prius จะทำการเปิดตัวในวันที่ 8 กันยายนในตลาดโลก ส่วนเมืองไทยคาดว่าจะหมดสิทธิ์ขายโดย Toyota Motor Thailand และอาจจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาขายก็เป็นได้ครับ

ที่มา Prius Club Malaysia / Worldcarfans

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Honda CR-Z Last Minor Change ปรับโฉมครั้งสุดท้ายให้กับสปอร์ตแฮตซ์แบ็คคันเฉี่ยว

   หลังจากที่มีภาพหลุดจากโบรชัวร์ออกมาไม่นานนัก ทาง Honda ของญี่ปุ่นก็ได้ทำการปล่อยภาพชุดของ Honda CR-Z Last Minor Change ซึ่งจะเป็นการปรับโฉมครั้งสุดท้ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดในปี 2017 หรืออีกประมาณ 2 ปีข้างหน้านั่นเอง

 
   Honda CR-Z รุ่นปี 2016 ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดหลายจุดเพื่อปรุแต่งความสดใหม่ให้กับตวรถก่อนที่โฉมใหม่จะมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายนอกนั้น เริ่มที่ชุดไฟหน้าใหม่แบบ LED ชุดใหม่ที่ดูทันสมัยกว่าเดิม ออกแบบกระจังหน้าใหม่ให้ดูสปอร์ตดุดันขึ้นกว่าเดิม มีการใส่ลูกเล่นชายกันชนด้านล่างทิ่มแทงทะลุไฟตัดหมอกพร้อมออกแบบกรอบไฟตัดหมอกให้เข้ากับกระจังหน้ารถ ซึ่งทำให้รถดูสปอร์ตขึ้นชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารนั้นได้มีการตกแต่งรายละเอียดใหม่หลายจุด ปรับปรุงฟีเจอร์บนพวงมาลัยเล็กน้อย เปลี่ยนหน้าจอสัมผัสชุดใหม่ที่มีระบบซอฟท์แวร์เดียวกับ City/Jazz/HR-V ตกแต่งแผงประตูด้านข้าง เบาะนั่งด้วยสีดำตัดสลับกับสีส้ม นอกจากนี้ยังเพิ่มเบรกมือแบบไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาให้กับ CR-Z ทุกร่นย่อย กุญแจรถเป็นแบบเดียวกับกุญแจ City/Jazz/HR-V/Accord

   สำหรับขุมพลังนั้น มีการปรับปรุงขุมพลังชุดเดิม คือ เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ที่เพิ่มกำลังจาก 114 แรงม้าเป็น 121 แรงม้า ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า 20 แรงม้า รวมกำลังทั้งระบบได้ 137 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 24 กม./ลิตร และอัตราการคาย CO2 ในไอเสีย 116 กรัม/กม.

   Honda CR-Z Last Minor Change รุ่นปี 2016 จะวางขายในญีปุ่นราวๆเดือนตุลาคมนี้ ส่วนเมืองไทยนั้น Honda เมืองไทยไม่น่าจะนำเข้ามาขายอีกแล้วครับ คงต้องซื้อกับทางผู้นำเข้าอิสระ (เกรย์มาร์เก็ตแทนครับ)

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลุด Honda CR-Z Last Minor Change ครั้งสุดท้ายก่อนเปลี่ยนโฉมปี 2017

   Honda CR-Z หลายคนคงรู้จักในนามรถทรงสปอร์ตที่มาในมาดไฮบริด ซึ่งก็ไม่ได้มียอดขายที่ดีงามมากเท่าไหร่นัก ในตลาดที่มีการนำเข้าโดย Honda นั้นก็มียอดขายที่เงียบกริบ ก็น่าจะเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ที๋ยอมเพิ่มเงินแล้วไปเล่นรถที่แพงกว่าอย่าง Toyota 86/Subaru BRZ

  และล่าสุดก็มีภาพหลุดจากโบรชัวร์ของ Honda CR-Z ที่คาดว่าน่าจะเป็นการปรับโฉมครั้งสุดท้ายก่อนที่การเปลี่ยนโฉมใหม่จะเกิดขึ้นในปี 2017 ซึ่งดูจากภาพนั้นเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่ชัดเจน ซึ่งได้รับการออกแบบไฟหน้าใหม่ให้ดูล้ำกว่าเดิม และออกแบบรายละเอียดกันชนหน้าให้ดูทันสมัยมากขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังมากับล้ออัลลอยลายใหม่ที่กูสวยงามกว่าเดิม ด้านท้ายก็ได้ออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้ดูสปอร์ตขึ้น

   ภายในห้องโดยสารได้มีการปรับรายละเอียดใหม่นิดหน่อย ตกแต่งห้องโดยสารด้วยโทนสีที่สปอร์ตขึ้นกว่าเดิม มีการติดตั้ง electronic parking brake บริเวณฐานเกียร์ ปรับโทนสีฐานประตูเป็นสีส้มให้ดูจี๊ดจ๊าดขึ้น และเปลี่ยนหน้าจอใหม่

   รายละเอียดอื่นๆยังไม่มีข้อมูล ซึ่งก็ต้องรอต่อไป คาดว่าจะเปิดตัวในงาน Toyko Motor Show 2015 ครับ

ที่มา Worldcarfans

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เปรียบเทียบสเปคและออปชั่น Mazda BT-50 Pro 2015 VS Ford Ranger 2015

  ตลาดซึ่งในปีนี้คึกคักอย่างมาก ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการเปิดตัว Mazda BT-50 Pro Minor Change ใหม่ และก็มีหลายคนที่ให้ความสนใจกับการเปิดตัวครั้งนี้เช่นกัน และแน่นอนว่าความสนุกของตลาดกระบะยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในช่วงปลายปีนี้ ก็จะถึงคิวของแบรนด์รองเจ้าใหญ่อย่าง Isuzu ที่จะมีการปรับโฉมให้กับ D-Max พร้อมขุมพลังใหม่ งานนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้างก็รอดูกันต่อไปครับ

   กลับมาที่ Mazda BT-50 Pro Minor Change ซึ่งหลายคนน่าจะได้เห็นรูปโฉมกันแล้ว และแน่นอนว่าคงไม่พลาดที่จะนำมาเทียบกับกระบะฝาแฝดซึ่งมีพื้นฐานเดียวกันอย่าง Ford Ranger ที่ Minor Change ก่อนหน้า Mazda ซึ่งในบทความเรื่องนี้เราก็ได้จับนำตัวท็อปของทั้งสองรุ่นนี้มาเปรียบเทียบกับด้วย และเพื่อความเป็นธรรมนั้น เราไม่ได้เอาแค่รุ่น 3.2 Wildtrak ซึ่งเป็น Top of the line ของ Ford มาเทียบอย่างเดียว แต่นำเอารุ่น 3.2 XLT 6AT มาเปรียบเทียบด้วย ฉะนั้นเชิญรับชมได้เลยครับ

รูปร่างหน้าตา


ด้านท้าย


ภายในห้องโดยสาร



อุปกรณ์มาตรฐาน
เครื่องยนต์

ระบบความปลอดภัย

ราคา

   และทั้งหมดนี้ก็คือการเปรียบเทียบข้อมูลของ Mazda BT-50 Pro 2015 และ Ford Ranger 2015 ซึ่งใครชอบแนวไหน มีงบเท่านี้ก็เลือกซื้อตามความชอบของแต่ละท่านเลยครับ ซึ่ง Ford จะมาแนวแข็งๆบึกบึนและดูแกร่ง ส่วานทาง Mazda จะมาแนวสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ซึ่งก็แล้วแต่รสนิยมแต่ละท่านแล้วครับ และหวังว่าบทความเรื่องนี้จะเป็นเครื่องมือตัดสินใจให้ท่านเลือกซื้อรถตามความชอบได้ครับ

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Lamborghini Aventador SuperVeloce LP750-4 Roadster ซูเปอร์คาร์ตัวแรงฉบับรับลม

   เมื่อ 5 เดือนก่อนนั้น Lamborghini ได้ทำการเปิดตัว Lamborghini Aventador LP750-4 SuperVeloce ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นคูเป้ธรรมดากันไปแล้ว และล่าสุดนั้นทางค่ายก็ได้ทำการปล่อยอีกเวอร์ชั่นซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเปิดหลังคารับลม ในรุ่น Lamborghini Aventador LP750-4 SuperVeloce Roadster

   หน้าตาของรถก็ไม่ได้มีความต่างจากเวอร์ชั่นคูเป้ธรรมดาเลย เพียงแค่เอาหลังคาออกก็เท่านั้นเอง ส่วนสีที่ใช้ในการโปรโมท ทางค่ายเลือกใช้สีฟ้าต่างจากคูเป้ที่ใช้สีแดงที่การโปรโมท ซึ่ง Lamborghini Aventador LP750-4 SuperVeloce Roadster นั้นจะมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 1,575 กก. เท่ากับ Lamborghini Aventador รุ่นมาตรฐาน แต่หนักกว่าตัว Aventador SV โฉมคูเป้ 50 กก.

   แม้ว่าน้ำหนักจะมากกว่ารุ่นคูเป้ 50 กก. จากการเสริมความแข็งแรงให้ตัวถังนั้น เมื่อเราขับขี่ก็ไม่ได้รู้สึกถึงน้ำหนักที่มากขึ้นเลย ซึ่งขุมพลังของรถคันนี้ก็ยังคงมี 750 แรงม้าเท่าตัวถังคูเป้ แต่มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.9 วินาที ช้ากว่ารุ่นคูเป้ 1 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดนั้นอยู่ที่ 349 กม./ชม. ซึ่งรถคันนี้มีหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักแค่ 6 กก.เท่านั้น

  Lamborghini Aventador LP750-4 SuperVeloce Roadster จะมีค่าตัวประมาณ 500,000 ยูโร หรือราวๆ 20,607,815 บาทไทย ไม่รวมภาษี แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับลูกค้า 500 คนที่จะได้ครอบครองเป็นเจ้าของเลย หลังจากที่  Aventador SV โฉมคูเป้ ทั้ง 600 คันก็ขายหมดเกลี้ยงเช่นกัน

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

เปิดตัวแล้ว Nissan NP300 Navara เวอร์ชั่นสำหรับตลาดยุโรป

/ ตลาดกระบะของยุโรปก็พร้อมแล้วกับการเปิดตัว Nissan NP300 Navara ใหม่ ซึ่งเปิดตัวตามหลังประเทศไทยถึง 1 ปีเศษๆ ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าครับว่าในเวอร์ชั่นของยุโรปนั้นจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในตลาดเอเชียมากสักแค่ไหนกัน

   รูปร่างหน้าตาภายนอกไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรซ์เพราะหน้าตาเหมือนเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในตลาดเอเชียแทบทุกประการ แต่มีจุดต่างจุดแรกคือการเขยิบตำแหน่งการติดตั้งป้ายทะเบียนลงมานิดหน่อย และอีกหนึ่งเซอร์ไพรซ์สำคัญก็คือในเวอร์ชั่นยุโรปนั้นติดตั้งหลังคาซันรูฟมาให้ด้วย นอกจากนั้นแล้วไฟท้ายข้างหลังยังมีไฟตัดหมอกหลังมาให้ 1 ดวงตามมาตรฐานความปลอดภัยยุโรปติดตั้งมาให้ด้วย

  ไฮไลต์โคตรเด็ดเลยก็คือขุมพลังซึ่งในเวอร์ชั่นยุโรปได้รับการติดตั้งขุมพลังใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องดีเซลจากค่าย Renault ซึ่งมีความจุ 2.3 ลิตร dCi ทวินเทอร์โบชาร์จ มากับพละกำลัง 2 ระดับ ได้แก่ 160 และ 190 แรงม้า ซึ่ง Nissan การันตีแน่นอนว่าประหยัดน้ำมันขึ้นกว่า 24% ส่วนรับบส่งกำลังนั้นก็มากับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดเหมือนเวอร์ชั่นไทยทุกประการ

   Nissan ยังบอกอีกว่าใน NP300 Navara ตัวใหม่นี้จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เสมือนการขับ Crossover กันเลยทีเดียว และเพื่อความเป็นไปได้เพื่อไม่ให้เสียประสิทธิภาพการขับขี่แบบ Off-Road ทาง Nissan ได้ติดตั้งระบบช่วงล่างหลังแบบ 5Link สำหรับรุ่น Double Cab ซึ่งส่งผลต่อการขับที่นุ่มนวลและแฮนด์ลิ่งที่ดีขึ้น โดยช่วงล่างด้านหลังนั้นมีน้ำหนักที่เบากว่าตัวก่อน 20 กก.ส่วนทางด้านรุ่น King Cab ได้ทำการติดตั้งแหนบหลังที่ปรับปรุงใหม่มีน้ำหนักกดทับเบากว่าเดิมถึง 7 กิโลกรัม และยังมีการปรับปรุงมุมล้อหลังอีก 3.1% อีกด้วย

   สำหรับระบบความปลอดภัยนั้น เชื่อเลยคนไทยต้องอิจฉาแน่ๆเพราะในยุโรปนั้น Nissan ได้ติดตั้งกล้อง
มองภาพรอบคัน Around View Monitor , ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Forward Emergency Braking (FEB) นอกจากนั้นก็จะมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน , ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน ,  Cruise Control ,  กุญแจอัจฉริยะ Keyless Entry ,  กล้องมองหลัง และ Park Sensor

   รายละเอียดทั้งหมดนั้นจะถูกเผยแพร่อีกทีในวันที่ 15 กันยายน ช่วงงาน Frankfurt Auto Show 2015 ครับ ส่วนออปชั่นแปลกๆทั้งหลายเหล่านี้จะมีโอกาสมาอยู่ในเวอร์ชั่นไทยหรือไม่ ก็ต้องรอต่อไปครับ

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Lexus GS Minor Change ปรับโฉมพร้อมเพิ่มขุมพลังเทอร์โบ

    เวลาและวารีผ่านไปอย่างรวดเร็วฉับไว ไม่อยากเชื่อเลยว่า Lexus GS รุ่นปัจจุบันนั้นมีอายุราวๆ 4 ปีแล้ว ดังนั้นก็ถึงเวลาอันสมควรของการปรับปรุงโฉมใหม่ให้สดใหม่ขึ้น และงานนี้ได้มีการเพิ่มอะไรใหม่ๆเข้ามาเป็นไฮไลต์ให้กับรถคันนี้ด้วย


  การเปลี่ยนแปลงหลักๆของ Lexus GS Minor Change ขอเริ่มที่หน้าตาก่อนเลย ซึ่งหน้าตานั้นยังคงมาแนว Spindle Grille แบบกระจังหน้าทรงนาฬิกาทรายตามเดิม แต่ได้มีการปรับรายละเอียดหน้าตาให้ดูดุดันและมีความกล้าหาญมากขึ้นตามแนว Lexus ยุคใหม่ๆนั้น และ Lexus ยังได้เปลี่ยนโคมไฟหน้าชุดใหม่เป็นแบบ 2 ชั้น และเป็นโคมไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED ซึ่งทำให้หน้าตาดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก เส้นสายด้านข้างนั้นยังคงเหมือนเดิม ส่วนด้านท้ายของรถมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดไฟท้ายใหม่ให้ดูโดดเด่นและสะดุดตากว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสีตัวถังใหม่ 3 สี ได้แก่ Matador Red Mica, Nightfall Mica และ Ultrasonic Blue Mica 2.0
 

   ภายในห้องโดยสารนั้นยังคงเหมือนเดิมทุกประการ แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางจุด เช่น พวงมาลัยชุดใหม่แบบเดียวกับ Lexus RX โฉมใหม่และ Lexus รุ่นล่าสุดอีกหลายคัน เพิ่มมาตรวัดชุดใหม่พร้อมหน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT ขนาด 4.2 นิ้ว นอกนั้นก็ยังคงมากับจอตรงกลางขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมคล้ายเมาส์บริเวณฐานเกียร์ตามเคย ตกแต่งด้วยลายไม้แบบใหม่ และมีเบาะหนังสีใหม่ให้เลือกใช้ด้วย ส่วนนาฬิกาตรงกลางนั้นก็ติดไฟ LED ข้างใน นอกนั้นก็มีการเพิ่มฟังก์ชั่นจีพีเอสใหม่สำหรับการปรับโซนเวลาด้วย


   สำหรับขุมพลังถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่ Lexus หันมาใช้ขุมพลัง Downsizing กับเขาเสียที ในรุ่นย่อย GS200tโดยมากับขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จที่มากับพละกำลัง 241 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มาพร้อมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยเมื่อวิ่งบนทางไฮเวย์ 14.08 กม./ลิตร

   ส่วนในรุ่น GS350 นั้น ยังคงมากับขุมพลังเบนซิน 3.5 ลิตร V6 ที่เพิ่มพละกำลังจากเดิม 306 เป็น 311 แรงม้า พร้อมแรงบิดจากเดิม 375 เป็น 375 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเช่นกัน

ปิดท้ายด้วยรุ่น GS450h ขุมพลังไฮบริดก็ยังคงใช้เครื่องเบนซิน 3.5 ลิตร V6 ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่มากับพละกำลังรวม 338 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ราวๆ 5.6 วินาที 

   ด้านระบบความปลอดภัยนั้น ก็ได้จัดชุดแพ็คเกจระบบความปลอดภัย Lexus Safety System + ซึ่งประกอบด้วย ระบบ Pre-Collision System (PCS) ที่มีการตรวจจับคนเดินเท้าและมีการแจ้งเตือน ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน  Lane Departure Alert (LDA) ระบบไฟหน้า Intelligent High Beam (IHB) และ All-Speed Dynamic Radar Cruise Control

   Lexus GS Minor Change น่าจะมีการเปิดตัวในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้าครับ รอชมกันต่อไป...

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

สาเหตุที่ Mazda ไม่ใส่เทคโนโลยี SkyActiv ในกระบะ เรื่องที่ใครๆก็สงสัย

 การเปิดตัวของ Mazda BT-50 Pro Minor Change ที่เพิ่งผ่านไปนั้น ก็บอกได้เลยว่าแม้ว่าหน้าตาจะมีการปรับน้อยมากตามสไตล์ Mazda แต่ความสวยของตัวรถนั้นถือว่าดูดีและสดใหม่ขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน แต่ก็อาจจะมีบางคนที่บ่นว่าปรับน้อยบ้าง อีกทั้งภายในห้องโดยสารที่แทบไม่เปลี่ยนอะไรเลย แต่ประเด็นสำคัญที่จะมาบอกกล่าว ไม่ใช่ทั้ง 2 เรื่องนี้

   แต่เรากำลังจะมาพูดถึงเรื่อง Mazda BT-50 Pro กับความเป็นไปได้ที่จะมีเทคโนโลยี SkyActiv ในกระบะคันเก่งของพวกเขา แน่นอนว่าช่วงก่อนการเปิดตัวของ BT-50 Pro รุ่นปรับโฉม ก็มีหลายคนเหมือนกันที่แอบคาดหวังไว้ว่า Mazda จะนำเอาเทคโนโลยี SkyActiv บางส่วน นั่นก็คือขุมพลัง SkyActiv ของ Mazda นำมาใส่ให้กับกระบะคันนี้ แต่พอเปิดตัวมาแล้วความคิดทั้งหมดกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่...


   แน่นอนว่าช่วงหลังๆที่ผ่านมานั้นเทคโนโลยี SkyActiv ของ Mazda จะเริ่มมีคนให้ความสนใจให้กับคนไทย และเป็นเหมือนกำลังหลักในการสร้างยอดขายให้กับ Mazda กันเลยทีเดียว เนื่องจากรถเก๋ง รถ SUV รุ่นใหม่ๆของ Mazda ที่ออกมาแทบทุกคันจะมี SkyActiv แทบจะทุกคันจนแทบจะคุ้นหน้าคุ้นตากันหมด นั่นก็น่าจะทำให้ SkyActiv ถือเป็นหัวใจสำคัญของค่ายเลยก็ว่าได้ ชนิดที่ว่าถ้าพูดถึงแบรนด์ Mazda จะต้องนึกถึง SkyActiv ก่อนเลย

   แต่ในช่วงที่ผ่านมานั้นถ้าใครติดตามข่าวดีๆ เราจะเห็นว่า Mazda นั้นจะเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี SkyActiv ใส่ในรถเก๋งและรถ SUV เป็นหลัก แต่สำหรับเทคโนโลยี SkyActiv ในกระบะนั้นกลับไม่มีข่าวคราวอะไรเลย หลายคนก็คงต้องคิดว่า เอ๊ะ...Mazda กำลังซุ่มพัฒนาเพื่อเอามาติดตั้งใน BT-50 Pro เจเนเรชั่นใหม่หรือเปล่า?

   ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบคือ...ไม่

   แล้วทำไม Mazda ถึงไม่นำเอาเทคโนโลยี SkyActiv มาใส่กระบะเล่า Mazda มัวทำอะไรอยู่ ไหนๆรถเก๋งก็มีหมดแล้ว ทำไมไม่ใส่ให้กระบะบ้าง อย่ากั๊กสิ Mazda...

ใครที่คิดแบบนี้ ขอจงคิดใหม่เถิดครับ ขอร้องเลย ถ้าเราเข้าใจสาเหตุจริงๆแล้ว ก็น่าจะมีความเข้าใจในตัว Mazda เลยว่าที่เขาไม่ใส่มาเพราะเขามีเหตุผลนั่นเอง

   หลายท่านน่าจะรู้ดีนะครับว่า กระบะของ Mazda นั้นได้รับการพัฒนาร่วมกับค่ายรถอย่าง Ford มานมนานมากแล้ว ฉะนั้นแล้วกระบะรุ่นไหนๆ ของ Mazda ก็จะทำร่วมกับ Ford ตลอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์กลไก อะไหล่ต่างๆนั้นก็ใช้ร่วมกับ Ford ได้หมดเลย แล้วทีนี้ พอกระบะ Ford Ranger T6 Minor Change เปิดตัวออกมา แล้วเอามาเทียบกับ Mazda BT-50 Pro Minor Change กลายเป็นว่า Ford นำไม่เห็นฝุ่นเลย หลายคนก็คงสงสัยว่า ทำไมกระบะของ Ford นั้นกลับโดดเด่นกว่า Mazda แทบทุกด้านเลย หรือว่า Ford มีเงื่อนไขอะไรบางอย่างกับ Mazda หรือเปล่า

  นั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลที่แอบมีส่วนอยู่บ้างครับ..

  Mazda เขาก็มีรถเก๋งและรถสปอร์ตรวมทั้ง SUV ในค่ายหลายคันเหมือนกัน ซึ่งการจะพัฒนารถแต่ละคันนั้นก็มีต้นทุนนั่นก็คือต้องใช้เงินพัฒนามากมายเหมือนกัน ฉะนั้นแล้วการมาร่วมพัฒนากระบะกับ Ford จึงเป็นทางเลือกในการลดต้นทุนของ Mazda ได้ และสาเหตุที่ Mazda ไม่ยอมเอาเครื่องยนต์ SkyActiv มาใส่ในกระบะ Mazda นั่นก็เพราะว่า..

ต้นทุนการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลนั้นถือว่าสูงพอสมควร และยิ่งใช้เทคโนโลยี SkyActiv ด้วย แต่ในเมื่อกระบะของ Mazda ทำร่วมกับ Ford อยู่ Mazda ก็จำต้องใช้ขุมพลังร่วมกับ Ford (แต่ผู้เขียนก็ยังแอบงงว่าทำไม Mazda ไม่ปรับแรงม้า 160 แรงม้าตาม Ford ในเครื่อง 2.2) แล้วทำไม Isuzu กับ Chevy ที่เขาพัฒนากระบะด้วยกันถึงแยกผลิตเครื่องต่างหากได้..ผู้เขียนเคยได้ยินว่าเครื่องยนต์ของ Isuzu กับ Chev อาจมีชิ้นส่วนบางอย่างที่ "ใช้ด้วยกัน" ได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อีกอย่างทั้งคู่ก็อยู่ภายใต้เครือ GM Motors ที่น่าจะมีเงินพัฒนามากกว่าค่าย Mazda ทั้งค่าย เลยสามารถทำให้กระบะ Isuzu กับ Chev มีเครื่องยนต์เป็นของตัวเองได้

   ซึ่งถ้าใครต้องการให้ Mazda เอาเครื่องยนต์และเทคโนโลยี SkyActiv มาใส่ในกระบะของพวกเขา มีทางเลือกเดียวคือ "Mazda ต้องแยกทางกับ Ford และออกมาพัฒนากระบะด้วยตัวเองเท่านั้น " ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงแน่นอน และพอลงทุนไปก็อาจจะไม่คุ้มสักเท่าไหร่ สู้เอาเงินส่วนนี้ไปต่อยอดรถเก๋งในค่ายยังจะดีเสียกว่าครับ

   และทั้งหมดนี้ก็คือสาเหตุที่ Mazda ไม่ใส่เทคโนโลยี SkyActiv ในกระบะที่ผู้เขียนพยายามอธิบายขยายความให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง หวังว่าหลายคนน่าจะเข้าใจ Mazda มากขึ้นครับ
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Lexus LX 570 Minor Change เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการออกแบบที่กล้าหาญกว่าเดิม

   ตลาด SUV ระดับหรูที่ไม่มีพัฒนาการมากเท่าไหร่และไม่ได้มียอดขายที่มากมายอะไรเลย ฉะนั้นแล้วค่ายรถเลยไม่ได้สนใจพัฒนาโฉมใหม่ๆบ่อยนัก ทำให้รถใหญ่ๆเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีอายุในตลาด 7-10 ปี แต่อย่างไรก็ตามค่ายรถก็จะพยายามปรับโฉมกระตุ้นตลาดและใส่เทคโนโลยีใหม่ๆให้รถพวกนี้ได้มีความสดใหม่เสมอ

   Lexus LX570 รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่รุ่นนี้ก็เช่นกัน ก็ได้มีการปรับปรุงโฉมแบบ Minor Change ครั้งใหญ่ที่เสมือนกับการเปลี่ยนโฉม Model Change กันเลยทีเดียว ซึ่งได้มีการยกระดับความสวยงามทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารอย่างเห็นได้ชัด

   หน้าตาของรถนั้นยังคงมาแนว Spindle Grille เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ แต่เป็นการปรับปรุงหน้าตาใหม่ให้มาแนวที่กล้าหาญและดูดุดันน่าเกรงขามขึ้นมากกว่าเดิมแบบชัดเจน ไม่ได้มีความกล้าๆกลัวๆไม่เด่นแบบรุ่นก่อนๆแล้ว ไฟหน้านั้นได้เปลี่ยนแนวการออกแบบโคมใหม่ทั้งหมด พร้อมสอดไส้ไฟ DRL LED เข้าไปข้างในเพื่อเพิ่มความหรูหราด้วย กรอบไฟตัดหมอกนั้นออกแบบให้รับกับกระจังหน้า เส้นสายด้านข้างได้มีการเน้นขอบโครเมียมบนกระจกที่มากกว่าเดิม นอกจากนี้ Lexus ยังลงทุนออกแบบกระจกบานที่ 3 ด้านหลังใหม่ให้แตกต่างจากพี่น้องร่วมตัวถังอย่าง Toyota Land Cruiser 200 ด้านท้ายก็ได้มีการออกแบบไฟท้ายชุดใหม่ที่ดูเรียวลงกว่าเดิม ออกแบบฝาท้ายและกันชนหลังใหม่ที่ดูมีสไตล์กว่าเดิมพร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 20-21 นิ้ว โดยรวมนั้นถือว่าหรูหราและทำได้ดีกว่าเดิมมาก

   ภายในห้องโดยสารนั้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แทบจะไม่มีความเหมือนจากภายในรุ่นก่อนเลย ซึ่งแนวการออกแบบภายในห้องโดยสารก็ยังคงมาแนวเดียวกับภายในของ Lexus ยุคใหม่รุ่นอื่นๆ และแน่นอนว่าก็ได้มีการยกระดับความหรูหราให้สมกับเป็น SUV เรือธง มีการเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่สไตล์เดียวกับ Lexus ยุคใหม่ๆ คอนโซลหน้าออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ดูทันสมัยกว่าเดิม และอัพเกรดจอตรงกลางให้เป็นขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมหน้าจอ TFT 4.2 นิ้วบริเวณมาตรวัด บริเวณแถว 2 ก็มีการติดตั้งหน้าจอขนาด 11.6 นิ้วให้ สิ่งอำนวยความสะดวกก็มีแท่นชาร์จไร้สายติดตั้งมาให้ 

   สำหรับขุมพลังนั้นมีแค่ขุมพลังเดียวคือเครื่องยนต์เบนซิน 5.7 ลิตร V8 มากับพละกำลัง 383 แรงม้า พร้อมแรงบิด 546 นิวตัน-เมตรที่ 3,600 รอบ/นาที ส่วนอัตราเร่งและข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขจากค่าย

   ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นทาง Lexus ก็มีระบบความปลอดภัยมากมายให้ SUV รุ่นใหญ่คันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมุมมองพาโนรามิก ระบบ Pre-Collision System (PCS) ที่มีการตรวจจับคนเดินเท้าและมีการแจ้งเตือน ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน  Lane Departure Alert (LDA) ระบบไฟหน้า Intelligent High Beam (IHB) และ Dynamic Radar Cruise Control

   Lexus LX570 Minor Change เริ่มวางขายในญี่ปุ่นในราคาค่าตัว 11,000,000 เยน (ราวๆ 3,182,756 บาทไทย) และแน่นอนว่ายอดขายก็คงจะไม่หวือหวามากนัก ส่วนเมืองไทยนั้นก็คงต้องให้ผู้นำเข้าอิสระ (Grey Market) นำเข้ามาขายเพราะตัวแทนจำหน่ายคงไม่เอาเข้ามาแน่ๆครับ

ที่มา Carscoops1 / Carscoops 2

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!