Like Box

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แอบถ่าย All-New Land Rover Discovery เตรียมเปิดตัวปีหน้า

  ค่ายรถอเนกประสงค์แดนผู้ดีอย่าง Land Rover กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัว Discovery โฉมใหม่รุ่นที่ 5 ภายในปีหน้าแน่นอน หลังจากนำร่องด้วยรุ่นน้องอย่าง Discovery Sport (ตัวตายตัวแทนของ Freelander) ไปแล้ว

   ภาพแอบถ่ายชุดล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Discovery โฉมใหม่ ซึ่งแม้จะเปลี่ยนแปลงมากมายแต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเป็นรถลุยไว้เหมือนเช่นเคย และยังคงมีเหลี่ยมสันอันเป็นเอกลักษณ์ติดเข้ามาบ้าง นอกจากนี้แล้วพวกเขาก็จะใส่ภาพลักษณ์ความหรูของ Range Rover เข้าไปเติมเต็มด้วยเช่นกัน

   โดยรูปร่างหน้าตาของรถนั้นจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นแบบอย่าง Land Rover Discovery Vision Concept และจะมีการใช้โครงสร้างตัวถังแบบอะลูมิเนียมซึ่งน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงเหมือนที่ใช้กับ Range Rover และ Range Rover Sport อีกด้วย และแน่นอนที่สุดว่าเจ้า Discovery โฉมที่ 5 จะยังคงเป็นรถอเนกประสงค์ขาลุย 7 ที่นั่งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความหรูหราและคุณภาพที่จัดเต็มกว่าเดิมนั่นเอง

   สำหรับขุมพลังนั้นคาดว่าจะมากับขุมพลังแบบดีเซล 3.0 ลิตร SDV6 แลอาจจะมีเวอร์ชั่นไฮบริด ซึ่งจะมีเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ Ingenium ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้เลือกอีกด้วย

   โดยคาดว่าการเปิดตัว Land Rover Discovery โฉมที่ 5 น่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าในช่วงปลายปี 2016 ครับ

ที่มา Motor1.com

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

ชม All-New Mercedes-Benz E-Class กันอีกซักเซต ก่อนเปิดตัววันที่ 11 ม.ค. ปีหน้า

  ค่าย Mercedes-Benz เตรียมพร้อมแล้วสำหรับการเปิดตัวซีดานคันใหม่อย่าง Mercedes-Benz E-Class โฉมใหม่ล่าสุดซึ่งเตรียมพร้อมเปิดตัวในวันที่ 11 ม.ค. ปี 2016 นั่นก็คือช่วงต้นปีหน้านั่นเอง ซึ่งทาง Mercedes-Benz ก็ปล่อยภาพภายในห้องโดยสารออกมาล่อใจพวกเราเรียบร้อย

   และเราขอนำภาพแอบถ่ายเซตล่าสุดของ Mercedes-Benz E-Class โฉมใหม่มาให้ชมกัน โดยผิวเผินมองแล้วอาจจะคล้าย C-Class อยู่บ้างเล็กน้อย แต่เมื่อมองดีๆแล้วจะเห็นว่ากระจังหน้าของรถจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าและมนน้อยกว่า C-Class และไฟหน้าที่ดูมีความโค้งมนน้อยกว่า C-Class ชัดเจน ส่วนเส้นสายของตัวรถนั้นอาจจะมีความคล้ายบ้างแต่ตัวถังของรถดูใหญ่โตกว่าชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารนั้นมีกลิ่นอายที่ผสมผสานทั้ง C-Class และ S-Class โฉมล่าสุด ออกแบบให้อุดมไปด้วยความหรูหราและคุณภาพที่มากกว่าเดิม อีกทั้งยังเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่นมาตรวัดแบบดิจิตอลแบบเดียวกับใน S-Class รวมทั้งหน้าจอตรงกลางขนาดใหญ่โต และอีกหลายอย่าง

  สำหรับขุมพลังนั้นก็น่าจะมีให้เลือกทั้งดีเซลและเบนซิน 4 สูบ-6 สูบ และจะมีเวอร์ชั่นแรงอย่าง E63AMG และ E65AMG ให้เลือกด้วยเช่นกัน

   ก็คอยติดตามให้ดีครับในวันที่ 11 มกราคม ปีหน้า ซึ่งจะเป็นการเปิดเผยหน้าตาและสเปกเต็มๆของ E-Class โฉมใหม่ และจะนำไปโชว์ตัวในงาน Detroit Auto Show 2016 ช่วงเดือนมกราคมเช่นกัน ส่วนเมืองไทยนั้นก็รอดูต่อไปว่าจะมาเมื่อไหร่


ภาพจาก Motorauthority

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Toyota/Scion C-HR รุ่นผลิตจริง เตรียมเปิดตัวที่ดีทรอยด์ต้นปี 2016

 ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota กำลังมีแผนการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆหลายรุ่นในอนาคต ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงแผนการเปิดตัวรถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ C-HR Concept ด้วยเช่นกัน

  โดยแต่เดิมนั้นทางค่าย Toyota ได้แสดงแนวคิดของการออกแบบครอสโอเวอร์คันใหม่ด้วยต้นแบบ C-HR Concept ในงานปารีส มอเตอร์โชว์ปี 2014 จากนั้นแล้วตัวรถได้ถูกปรับแต่งดีไซน์เล็กน้อยเพื่อให้เข้าใกล้เวอร์ชั่นผลิตจริงมากขึ้นในงานแฟรงเฟิร์ต มอเตอร์โชว์ในปีเดียวกัน จากนั้นแล้วก็ถูกนำไปแปะตรา Scion แล้วนำไปโชว์ตัวที่อเมริกาในงานลอสแองเจลิส มอเตอร์โชว์ปี 2015 ซึ่งล่าสุดตอนนี้รถคันนี้ก็กำลังจะเข้าสู่สายการผลิตจริงแล้ว หลังจากที่วิ่งทดสอบกันมานานพอสมควร

   เว็บไซด์ Caranddriver รายงานว่า ตัวรถ C-HR Concept จะได้รับการเปิดตัวในเวอร์ชั่นผลิตจริงในงานดีทรอยต์ออโต้โชว์ปี 2016 ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมปี 2016 นั่นเอง ซึ่งจะเปิดตัวในอเมริกาภายใต้แบรนด์ Scion ส่วนทางตลาดเอเชียและยุโรปจะทำตลาดภายใต้แบรนด์ Toyota

   มีการคาดเดาว่ารถคันนี้จะวางขุมพลังเบนซิน 1.2 ลิตรเทอร์โบแบบเดียวกับ Auris มากับพละกำลัง 116 แรงม้าพร้อมแรงบิด 182 นิวตัน-เมตร และจะมีเวอร์ชั่นไฮบริดที่ยกเครื่องยนต์มาจาก Prius ที่น่าจะให้พละกำลังราวๆ 120 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT และที่สำคัญรถคันนี้จะไม่ได้ใช้แพลตฟอร์ม TNGA แบบเดียวกับ Prius โฉมใหม่ล่าสุด

   คู่แข่งของ C-HR ก็คือ Honda HR-V / Mazda CX-3 / Nissan Juke ครับ ส่วนเมืองไทยจะมาเปิดตัวเมื่อไหร่ต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

Tips : ตอนนี้ยังไม่รู้ว่า Toyota C-HR จะมาเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่แหล่งข่าวบางแหล่งบอกว่าน่าจะมาในช่วงปี 2017 แต่ผมก็ยังมีความหวังที่จะให้เปิดตัวในเมืองไทยได้ทันภายในปี 2016 และคาดว่าถ้ามาเมืองไทยก็น่าจะนำเครื่อง 1.8 ลิตร Dual VVT-i บล็อกเดียวกับ Corolla Altis ใส่ลงไปเพื่อทำตลาด

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

Volkswagen เตรียมปรับโฉมกระบะ Amarok ในปี 2016

  ท่ามกลางตลาดกระบะในยุโรปซึ่งคู่แข่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนโฉมกันตลอด หลังจากที่ Toyota เปิดตัว Hilux โฉมใหม่ และ Nissan เปิดตัว NP300 Navara โฉมใหม่ล่าสุดและอีกหลายรุ่น ค่ายใหญ่อย่าง VW Group ที่ตอนนี้กำลังหัวปั่นกับปัญหาโกงค่าไอเสีย ก็ยังดิ้นรนที่จะปรับปรุงโฉมใหม่ให้กับกระบะ VW Amarok ซึ่งจะมีขึ้นในปี 2016

   แน่นอนว่าการเปิดตัวในปี 2016 ก็จะกลายเป็นรุ่นปี 2017 เลย โดยสื่อออสเตรเลียรายงานว่า ทางค่ายจะไม่ได้แค่เพียงปรับปรุงหน้าตาภายนอกเท่านั้น แต่จะมีการปรับปรุงการตกแต่งภายในห้องโดยสารอีกด้วย

   ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ก็ดูเหมือนว่าทาง VW Group แทบจะไม่มีแผนการปร้บโฉมของกระบะคันนี้หลุดออกมาเลย ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้มีการปรับปรุงภายนอกมากเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตามเราก็ยังคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงบริเวณด้านหน้าและด้านหลังใหม่

   ว่ากันว่าระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในรถ จะติดตั้งให้ครบครันและสมบูรณ์แบบกว่ารุ่นเดิม ซึ่งก็คงจะมากับจอสัมผัส และจะสามารถรองรับระบบ Android Auto และ Apple CarPlay ได้อีกด้วย และยังมีข้อมูลอีกว่าจะมีการเปิดให้เลือกรูปแบบการตกแต่ง และจะได้ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นด้วย

   สำหรับขุมพลังก็คาดว่าจะใช้ขุมพลังเดิม นั่นก็คือเครื่อง 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ การเปิดตัวก็รอชมได้เลยช่วงปีหน้า

ที่มา Carscoops

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

แอบถ่าย Mercedes-Benz C-Class Convertible พรางตัวนิดหน่อย

  หลังจากที่ปีนี้ Mercedes-Benz ได้ทำการเปิดตัว C-Class Coupe โฉมใหม่ไปแล้ว ซึ่งทางค่ายดาวสามแฉกเองก็มีแผนที่จะเปิดตัวรุ่นเปิดประทุนของสปอร์ตคันงามคันนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ได้นำรถออกมาวิ่งทดสอบกันนานแล้วพอสมควร

  ซึ่งช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีการจับภาพของ Mercedes-Benz C-Class Convertible หรือเวอร์ชั่นเปิดประทุนของ C-Class โดยตัวรถปิดบังด้วยสติ๊กเกอร์สีดำบริเวณช่วงท้ายของตัวรถ ซึ่งอย่างไรก็ตามแม้จะปิดด้านท้ายเสียมิดชิด เราก็ยังเดาได้ว่า ท้ายรถก็ต้องเหมือนกับ C-Class Coupe แน่นอน อาจจะแตกต่างกันไม่มากนัก

   แน่นอนว่าด้านหน้าของรถไม่ได้มีการพรางเลย เพียงแค่ปิดโลโก้เท่านั้นก็เดาได้ไม่ยากว่า หน้าตาก็จะเหมือนกับ C-Class ตัวถังซีดานและคูเป้ทุกประการ แตกต่างก็เพียงแค่หลังคารถที่จะมากับหลังคาผ้าใบที่สามารถพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า และเพื่อความสบายของผู้โดยสารด้านหลัง ตัวรถจะติดตั้งแผ่นกันลมที่สามารถปรับซ่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ และชิ้นส่วนบริเวณกระจกหน้าที่สามารถต้านแรงดันอากาศที่จะปะทะเข้ามาได้

   สำหรับขุมพลังนั้นก็ไม่ต่างจากรุ่น Coupe หรือ Sedan และก็จะมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลัง 241 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร รวมทั้งเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 362 แรงม้า แรงบิด 517 นิวตัน-เมตรให้เลือกด้วย หรือถ้าแรงไม่พอ ก็สามารถเลือกเวอร์ชั่น C63AMG ที่จะมากับขุมพลังเบนซิน 4.0 ลิตร V8 พละกำลัง 469 แรงม้า พร้อมแรงบิด 648 นิวตัน-เมตร หรือจะเลือกเวอร์ชั่น C63S AMG ซึ่งจะเพิ่มพละกำลังเป็น 503 แรงม้า พร้อมแรงบิด 698 นิวตัน-เมตร

   คาดว่า Mercedes-Benz C-Class Convertible จะได้รับการแนะนำในช่วงต้นถึงกลางปี 2016 โดยคาดว่าจะทำการเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show 2016 ช่วงมีนาคมปีหน้า ส่วนเมืองไทยคาดว่าน่าจะเปิดตัวช่วงกลางปีถึงปลายปี 2016 ครับ

ที่มา Worldcarfans

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Ford Ranger ขึ้นแท่นกระบะขายดีในแถบยุโรป

  ค่ายกระบะ Ford ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว Ford Ranger Minor Change ใหม่  ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากชาวไทยเป็นอย่างดี ด้วยหน้าตาที่ดูแข็งแกร่งและลงตัว ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย และจะบอกว่าไม่ใช่เมืองไทยเท่านั้นที่ได้รับการตอบรับดี แต่ยังรวมถึงตลาดยุโรปด้วยเช่นกัน

   ซึ่งหลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกในปี 2011 ที่ผ่านมา ส่วนแบ่งการตลาดของ Ford ก็ได้เพิ่มจาก 11.7% ในปี 2012 เป็น 23.5% ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งสามารถทำยอดขายแซงกระบะยอดนิยมอย่าง Toyota Hilux ได้

   เจ้ากระบะติดโลโก้วงรีสีฟ้าจำนวน 25,500 คันที่ขายออกไปในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2015 ถือว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิม 32% แบบปีต่อปี เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงรูปร่างหน้าตาของรถที่แข็งแรง ฟีเจอร์ต่างๆภายในรถที่มากมาย รวมทั้งระบบความปลอดภัยที่รับประกันด้วยมาตรฐาน EuroNCAP 5 ดาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจที่จะเลือกกระบะรุ่นนี้มาใช้

    Roelant de Waard. รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการของ Ford ได้บอกว่า ด้วยคุณสมบัติที่รอบด้านของกระบะ Ford ทั้งในเรื่องหน้าตาที่แข็งแกร่งและระบบความปลอดภัยที่ครบครันซึ่งจะเป็นข้อพิสูจน์ที่ลูกค้าหลายคนต้องไม่ผิดหวังเมื่อเลือกซื้อกระบะจาก Ford ยิ่งโดยเฉพาะรุ่นเรือธงอย่าง Wildtrak ที่มีการออกแบบภายนอกและภายในที่ดูโดดเด่น และมากับสีส้มที่เสมือนเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นนี้

   Ford ได้ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานต่อไปนี้ลงในกระบะของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเตือนการขับขี่ในช่องทาง Lane Keeping Alert , ระบบรักษาช่องทางขับขี่ Lane Keeping Aid , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า Adaptive Cruise Control , ระบบเตือนป้องกันการชนรถคันหน้า Forward Alert ,  สัญญาณเตือนระยะเดินหน้าและถอยหลัง Front and Rear Park Assist , กล้องมองหลัง และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Program พร้อมระบบป้องกันการพลิกคว่ำและลดอาการส่ายขณะลากจูงเทรลเลอร์

   Ford Ranger มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นในเยอรมันที่ 26,715.50 ยูโร ซึ่งรวมภาษีแล้ว หรือราวๆ 1,046,792 บาทไทยครับ

ที่มา Carscoops

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.15 MG5 ภาคต่อของความสำเร็จจากค่ายน้องใหม่

   ตลาดรถในกลุ่ม B-Segment อาจจะไม่ได้หวือหวามากนักในปีนี้ เพราะไฮไลต์เจ๋งๆดันไปอยู่กับกลุ่มตลาดรถกระบะและรถอเนกประสงค์ PPV ทั้งหมด เพราะเป็นปีที่กระบะและ PPV รุ่นใหม่เปิดตัวเป็นจำนวนมาก จนทำให้กลบราศีของตลาดกลุ่มอื่นเลย แต่อย่างน้อยตลาดรถ B-Segment ก็ยังมีการแข่งขันที่สนุกๆให้เราได้ติดตามกัน

  ซึ่งที่กำลังจะพูดถึงก็คือค่าย MG ที่ซึ่งช่วงแรกนั้นมีแต่คนก่นด่ากับ MG6 ที่ตั้งราคามาแพงแสนแพงกับการเปิดตลาดครั้งแรกจนกลายเป็นบทเรียนสำคัญของค่าย ซึ่งทำให้พวกเขาได้นำไปปรับปรุง จากนั้นแล้วทาง MG ก็ส่งหมัดเด็ดอย่าง MG3 ลงตลาด พร้อมเกมการตลาดใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ด้วยการตั้งราคาที่ถูกกว่า Eco Car บางรุ่น จนตอนนี้เห็นวิ่งบนถนนไปทั่ว และตอนนี้ MG กำลังจะสานต่อความสำเร็จด้วยรถรุ่นใหม่ของพวกเขานั่นก็คือ MG5 นั่นเอง

   MG5 คือภาคต่อความสำเร็จจาก MG3 ที่ตอนนี้เริ่มมีความนิยมมากขึ้น ด้วยยอดขายเดือนล่าสุดที่สามารถแซงรถในตลาดหลักอย่าง Ford Fiesta ได้ ที่แซงได้เพราะมาจากตัวรถล้วนๆที่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเลือกเป็นเจ้าของ อย่างเช่น การที่มีระบบความปลอดภัยครบถ้วน อีกทั้งยังตั้งราคาตบหน้า Eco car บางค่าย ด้วยราคาค่าตัว 475,000-595,000 บาท ถือว่าถูกมากๆ ในรถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรคันนี้ เหมาะสำหรับใครๆหลายคนที่ชอบความต่าง และความสำเร็จนี้ก็กำลังต่อยอดมาถึง MG5 นั่นเอง ซึ่งรถรุ่นใหม่คันนี้จะสร้างปรากฏการณ์แบบ MG3 ได้หรือไม่ก็ต้องรอชมกันต่อไป

  มาเริ่มดูกันที่ภายนอกของรถ ด้วยขนาดตัวถังที่มีความยาว 4,612 มม. กว้าง 1,804 มม. และสูง 1,488 มม. มาพร้อมกับฐานล้อยาว 2,650 มม. สมมติเมื่อลองเทียบกับ C-Segment อย่าง Toyota Corolla Altis ที่มีความยาว 4,620 มม. กว้าง 1,775 มม. สูง 1,465 มม. ฐานล้อยาว 2,700 มม. ทำให้ตัวรถคันนี้มีขนาดที่ใกล้เคียงรถระดับ C-Segment กันเลยทีเดียว ทั้งๆที่ถูกวางให้แข่งขันในกลุ่ม B-Segment เท่านั้น ถือเป็นความได้เปรียบด้านขนาดเลยก็ว่าได้

   หน้าตาของรถยังคงเป็นไปตามแนวทางเดียวกับ MG รุ่นใหม่ๆ คือจะมากับหน้าตาที่ดูดุดันและดูสวยงาม ซึ่ง MG5 คันนี้ก็ยังคงสานต่อเจตนารมณ์การออกแบบเช่นนี้เหมือนเดิม หน้าตาของรถจะมาแนว MG6 แต่จะมีความเหลี่ยมสันของด้านหน้ามากกว่ารุ่นพี่ อาจทำให้ดูเชยนิดหน่อย แต่มองนานๆไปกลายเป็นรถที่ดูดีใช้ได้

   ทุกรุ่นจะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ส่วนไฟส่องสว่าง Daytime Running Lights ยังคงมาแนวเดียวกับ MG รุ่นอื่นๆ คือ เอาไปติดตั้งตรงบริเวณไฟตัดหมอก ซึ่งจะมีให้ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบเท่านั้น ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาจะเป็นไฟตัดหมอกเหมือนเดิม

   เส้นสายด้านข้างของตัวรถหวนให้นึกถึงซีดานหรูอย่าง Nissan Teana แต่ก็ไม่ได้คล้ายไปเสียทั้งหมด ด้วยความที่ตัวรถถูกออกแบบเส้นสายให้มีความปราดเปรียวและดูสปอร์ตด้วยการทำแนวหลังคาบริเวณเสา C ที่ดูโน้มเอียง ทำให้รถคันนี้มากับภาพลักษณ์แนว Sedan Coupe และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือด้านท้ายของรถที่ออกแบบไฟท้ายให้ลากยาวตั้งแต่ด้านซ้ายยันด้านขวา ออกแบบภายในโคมให้ดูทันสมัย ถือเป็นอีกจุดเด่นที่สามารถสะกดสายตาแก่ผู้พบเห็นได้

อีกหนึ่งอย่างที่จะสามารถแยกออกระหว่างรุ่นธรรมดากับเทอร์โบก็คือ คิ้วโครเมียมด้านท้ายกับปลายท่อไอเสียแบบสปอร์ตที่จะติดตั้งให้ในรุ่นเทอร์โบเท่านั้น

และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ หลังคาแบบซันรูฟ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คู่แข่งแต่ละค่ายไม่ได้ติดตั้งมาให้ มีเพียง MG5 และ MG3 เท่านั้นที่ติดตั้งหลังคาแบบซันรูฟมาให้เป็นออปชั่นเสริม

   สำหรับล้ออัลลอยของรถ รุ่นล่างสุด 1.5L D จะได้ล้อแบบกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบล้อขนาด 15 นิ้ว นอกนั้นตั้งแต่รุ่น 1.5L X Sunroof จะได้ล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 16 นิ้วแบบในรูปครับ


   เข้ามาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งแนวการออกแบบนั้นไม่ได้ดูขี้เหร่กว่าค่ายไหนๆเลย มีจุดเด่นคือภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและยังมีระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ครบครันตั้งแต่รุ่นย่อยล่างสุดยันรุ่นท็อปกันเลยทีเดียว

พวงมาลัยทรงแปลกตา แต่ความแปลกนี่หละคือความอินดี้ที่ไม่เหมือนใคร มีรูปทรงที่ดูสปอร์ตและจับถนัดมือ มาตรวัดของรถนั้นถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆ เพราะมีตัวหนังสือที่ค่อนข้างอ่านง่ายและชัดเจน ระดับตัวหนังสือพอดี ต่างจาก MG6 ที่มากับมาตรวัดที่โคตรอ่านยาก แต่สำหรับ MG5 ถือว่าสอบผ่าน

แนวการออกแบบบริเวณคอนโซลตรงกลางทำให้แอบนึกถึงแนวการออกแบบของ Hyundai อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาคิด การจัดวางปุ่มต่างๆถือว่าทำได้ค่อนข้างเรียบร้อยและดูดีแบบรถยุโรป ด้านระบบปรับอากาศของรถเป็นแบบปรับมือหมุนธรรมดา ไม่มีฮีตเตอร์ ก็ไม่น่าใช่ปัญหาอะไรมากเท่าไหร่

ไล่ลงมาถึงหัวเกียร์ซึ่งยังคงมากับสไตล์คุ้นตา นั่นคือยกชุดตัวเกียร์มาจาก MG6 นั่นเอง แต่ระบบคนละระบบกันนะครับผม ฐานเกียร์ก็มาแนวเรียบง่ายดูดีเข้ากับตัวเกียร์ได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถ ซึ่งทาง MG ได้จัดเต็มด้วยการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเล่นวิทยุ  FM AM MP3 ไม่สามารถเล่น CD DVD ได้ รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX พร้อมระบบนำทาง และยังรองรับแอพลิเคชัน InKanet ของทางค่าย ซึ่งทั้งหมดนี้มีมาให้ทุกรุ่นย่อย การใช้งานนั้นก็ไม่ยากเท่าไหร่ เรียนรู้ไม่นานก็น่าจะเข้าใจการใช้งานได้

การตกแต่งโทนสีภายในห้องโดยสาร สำหรับรุ่นธรรมดาจะได้เป็นสีดำทุกรุ่น ส่วนในรุ่นเทอร์โบท่านสามารถเลือกได้ว่าจะเอาสีเบจหรือสีดำ แล้วแต่ความชอบ วัสดุและการตกแต่งภายในรถถือว่าทำได้ไม่เลว ใครที่อคติว่าเป็นรถจีนวัสดุกากๆ จงคิดใหม่เสีย เพราะ มันมีดีเกินที่จะเทียบ Proton หรือ Tata อันนี้ไม่ได้อวย แต่สัมผัสมาแล้วความรู้สึกมันตอบมาแบบนั้นจริงๆ

และจุดขายของรถคันนี้เลยก็คือ พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ที่โคตรกว้างกว่า B-Segment คู่แข่งในตลาดเป็นไหนๆ ซึ่งถือว่าเป็นห้องโดยสารด้านหลังที่นั่งสบายที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด ซึ่งความได้เปรียบเรื่องขนาดตัวถังนั้นส่งผลมาถึงภายในห้องโดยสารนั่นเอง ตัวผมสูง 172 ซม. รูปร่างท้วมๆ ถือว่าเอาอยู่ และชอบกับความกว้างสบายในห้องโดยสาร สบายกว่า Honda City 2009 ที่บ้านเสียอีก

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นมีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน เริ่มต้นที่เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH มากับพละกำลัง 106 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อมโหมด Sport / โหมด Manual

แต่ถ้าใครอยากได้ขุมพลังที่แรงกว่านี้ก็มาเล่นในรุ่น Turbo ที่มากับขุมพลังรหัสเดียวกัน โดยเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo VTi-TECH มากับพละกำลัง 129 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมโหมด Sport / โหมด Manual

   ด้านระบบความปลอดภัยของนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เพราะทางค่าย MG ได้ใส่ระบบความปลอดภัยให้กับ MG5 ที่เยอะมาก ซึ่งรายการระบบความปลอดภัยต่อไปนี้ถือเป็นระบบความปลอดภัยที่ MG ติดตั้งใน MG5 ทุกรุ่นย่อย
- ระบบเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก EBA
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS
- ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อลดเกียร์ต่ำอย่างฉับพลัน MSR
- ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติแรงดันลมยาง ITPMS
- โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (FULL SPACE FRAME)
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- กล้องมองหลัง
- สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง

 MG5 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งก็จะมีออปชั่นบางอย่างที่ต่างกัน
- รุ่น 1.5L D ราคา 629,000 บาท รุ่นเครื่องยนต์แบบธรรมดา ภายนอกจะได้ไฟตัดหมอกธรรมดา ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ล้อกระทะขนาด 15 นิ้วพร้อมฝาครอบล้อ ภายในห้องโดยสารจัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัสพร้อมระบบนำทาง อัดแน่นระบบความปลอดภัยตามที่กล่าวไว้ข้างบนตั้งแต่รุ่นล่างเลย ถ้าใครไม่ชอบความแรง รุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

- รุ่น 1.5L X Sunroof ราคา 679,000 บาท เพิ่มเติมจากรุ่น 1.5L D คือได้ไฟ Daytime Running Lights ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมหลังคาแบบซันรูฟ

- รุ่น Turbo 1.5L D ราคา 699,000 บาท เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจหากใครไม่สนใจหลังคา Sunroof ภายนอกได้ไฟตัดหมอก ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารจัดเต็ม พร้อมระบบความปลอดภัยครับ ถือว่าจบแล้ว สำหรับใครที่ไม่สนใจหลังคาซันรูฟ

- รุ่น Turbo 1.5L X Sunroof ราคา 739,000 บาท ออปชั่นจัดเต็มที่สุด และยังคงคุ้มราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดทั้งหลาย ได้ออปชั่นทุกอย่างครบครันกันเลยทีเดียว

ราคาที่กล่าวมานี้ถือเป็นราคาที่อยู่ในช่วงเปิดตัวและเป็นราคาสำหรับปีนี้เท่านั้น ในปีหน้าที่จะมีการใช้อัตราภาษีใหม่ ทาง MG จะขึ้นราคาทุกรุ่น 20,000 บาท โดยค่าตัวสำหรับปี 2016 มีดังนี้ครับ
- รุ่น 1.5L D ราคา 649,000 บาท
- รุ่น 1.5L X Sunroof ราคา 699,000 บาท
- รุ่น Turbo 1.5L D ราคา 719,000 บาท
- รุ่น Turbo 1.5L X Sunroof ราคา 759,000 บาท

เห็นมีแต่สิ่งดีๆที่เราบอกกันมากมาย ทีนี้ผมจะขอบอกในสิ่งที่อยากให้ MG5 คันนี้ปรับปรุงให้โดนใจมากขึ้นกว่าเดิม
- อยากให้ออกแบบด้านหน้ารถให้มีโค้งๆมนๆกว่านี้นิดหน่อย โดยเฉพาะบริเวณกันชนที่ค่อนข้างดูเรียบไปนิด
- ใส่ไฟ Daytime Running Lights ลงในตัวโคมไฟเลย ส่วนไฟตัดหมอกก็ยังติดตั้งให้เหมือนเดิม
- ออกแบบพวงมาลัยให้ดูดีกว่าเดิม เพราะความประทับใจแรกในห้องโดยสารต้องมองพวงมาลัยแน่นอน

   สรุป...MG ยังคงทำการบ้านมาดีอีกครั้งในการเปิดตัวรถคันใหม่ของพวกเขาอย่าง MG5 ซึ่งมีความได้เปรียบบรรดาคู่แข่งในเรื่องขนาดตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่กว่าใครในตลาด ถือเป็นอีกจุดขายที่น่าประทับใจมาก และที่ชอบก็คือการใส่ระบบอินโฟเทนเมนต์ในรถอย่างจอสัมผัสพร้อมระบบนำทางให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นจนไปถึงรุ่นท็อป และที่สำคัญทาง MG ก็ยังคงไม่ละเลยเรื่องระบบความปลอดภัยด้วยการจัดเต็มระบบความปลอดภัยมาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นยันรุ่นท็อปเช่นกัน และเมื่อเทียบกับราคาที่ตั้งมานั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ค่อนข้างคุ้มค่า เมื่อเทียบกับบางค่ายที่ซึ่งยังใช้เครื่องเกียร์เก่า และระบบความปลอดภัยไม่มากเท่า แต่กลับมีราคาที่ห่างกัน เทียบกับ MG ที่ออปชั่นมากกว่า ทำให้ MG ดูคุ้มราคามาก ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจะประสบความสำเร็จของค่าย MG ก็เหลือเพียงแค่ศูนย์บริการเท่านั้นทีกำลังจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และน่าจะรองรับยอดขายได้เพิ่มขึ้น

ซึ่งยังไงเราก็มารอดูกันครับว่า MG5 จะกอบโกยยอดขายให้กับค่ายรถน้องใหม่ได้มากแค่ไหน เพราะยังไง MG ยังไม่จบกับการเปิดตัวรถแค่นี้แน่นอน ปีหน้ายังมีรถ SUV อย่าง MG GS อีก เรามาคอยเอาใจสู้แบรนด์นี้ให้เติบโตในตลาดกันครับ

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

มาแล้ว Mercedes-Benz SLC-Class (SLK Minor Change) อัพหน้าใหม่ไฉโลกว่าเดิม

  สปอร์ตเปิดประทุนคันเก่งของค่ายดาวสามแฉกคันนี้ ซึ่งหลังจากที่อยู่ในตลาดเสียนานโดยที่ยังไม่มีการปรับแต่งโฉมอะไร ซึ่งล่าสุดทางค่าย Mercedes-Benz ก็ได้ทำการเผยโฉมหน้าของสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นใหม่ SLC-Class เห็นชื่อนี้อย่าคิดว่าเป็นโมเดลใหม่ เพราะนี่คือ SLK-Class รุ่นปรับโฉมใหม่ที่เปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับนโยบายระบบการตั้งชื่อใหม่ของค่ายนั่นเอง

   งานออกแบบด้านหน้าของรถได้รับการออกแบบใหม่หมด ซึ่งการออกแบบนั้นยังคงซึ่งเอกลักษณ์เดิมแต่เพียงปรับหน้าตาให้ดูโค้งมนขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งนำกลิ่นอายการออกแบบของ Mercedes-Benz ยุคใหม่เติมแต่งเข้าไป ทำให้หน้าตาดูสวยงามและทันสมัยขึ้น กระจังหน้าตะแกรงลายเพชรแบบใหม่เหมือน A-Class อีกทั้งมีไฟหน้าชุดใหม่ LED Intelligent Light System

   ด้านข้างไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพิ่มเติมล้ออัลลอยลายใหม่ให้สวยงามขึ้น ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ออกแบบกันชนท้ายใหม่ ส่วนหลังคารถนั้นยังคงเป็นหลังคงแข็งแบบพับเก็บได้ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. และยังสามารถควบคุมการเปิด-ปิดผ่านทางกุญแจรีโมทได้อีกด้วย

  ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนพวงมาลัยไปใช้ทรง 3 ก้านแบบ Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆ พร้อมกับจอแสดงข้อมูลการขับขี่ใหม่ขนาด 4.1 นิ้ว อัพเดตระบบ Infotainment หน้าจอ Comand ใหม่ให้แสดงระบบกราฟิกที่ทันสมัยขึ้น นอกนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

  สำหรับขุมพลังของรถ มีไฮไลต์สำคัญในรุ่น SLC43 AMG ที่มาทำหน้าที่แทน SLK55 AMG จากเครื่องเดิม 5.5 ลิตร V8 ถูกแทนที่ด้วยเครื่องเบนซิน 3.0 ลิตร Twin-Turbo V6 มากับพละกำลัง 367 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,200 รอบ/นาที มาพร้อมระบบส่งกำลังใหม่ เกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่  Comfort, Sport, Sport Plus, Eco และ Individual อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุดล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.8 กม./ลิตร

  สำหรับตลาดบางประเทศจะมีรุ่น SLC180 ที่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร พละกำลัง  154 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.9 วินาที นอกจากนั้นแล้วจะมีรุ่น SLC200 มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 184 แรงม้า /รุ่น SLC300 มากับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ พละกำลัง 245 แรงม้า / SLC250d เครื่องดีเซล 2.0 ลิตร 204 แรงม้า สำหรับ SLC180 และ SLC200 จะได้เกียร์ธรรมดา 6 สปีด เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic จะเป็นออปชั่นเสริม ส่วนรุ่น SLC250d, SLC300 และ SLC43 AMGจะได้เกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

  สำหรับเมืองไทยการวางขายคาดว่าน่าจะมีขึ้นในช่วงต้นปีถึงกลางปีหน้าเป็นอย่างช้า แต่จะมาในรุ่นย่อยไหน ราคาเท่าไหร่ ต้องรอดูกันอีกยาวครับ

ที่มา Carscoops

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เห็นชัดเจนเลยกับ Mercedes-Benz SLC-Class (หรือ SLK Minor Change)

  หลังจากที่สปอร์ตเปิดประทุนคันเก่งอย่าง Mercedes-Benz SLK-Class อยู่ในตลาดมานาน ซึ่งมันก็ควรที่จะได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่บ้าง เพื่อให้มีความสดใหม่ตามพี่ๆน้องๆในตลาด แต่ทว่าการจัดระบบชื่อรุ่นใหม่ของค่ายดาวสามแฉกก็ทำให้รถรุ่นนี้ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "SLC-Class" 

   ซึ่งล่าสุดนี้เอง ก็มีภาพแอบถ่ายชุดล่าสุดของ Mercedes-Benz SLC-Class ใหม่ ซึ่งถ้าจะบอกให้เข้าใจ มันก็คือ SLK-Class Minor Change นั่นเอง โดยที่ตัวรถไม่มีการคลุมหรือปกปิดหน้าตาใดๆทั้งสิ้น ทำให้เราได้เห็นหน้าตาภายนอกรถรอบคันเลยทีเดียว

   ดูจากภายนอกไม่ต้องสืบเลยว่า ยังคง DNA แนวการออกแบบ Mercedes-Benz ใหม่ๆอยู่ มากับหน้าตาที่ดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิมชัดเจน โคมไฟหน้าใหม่พร้อมหลอด LED ข้างในออกแบบให้ดูโค้งมนขึ้น พร้อมกับกระจังหน้าดาวสามแฉกที่เพิ่มความโค้งมนกว่าเดิม แนวการออกแบบกันชนหน้าคล้ายรถ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆหลายรุ่นทีเดียว

 เส้นสายด้านข้างยังคงเดิม ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่ออกแบบรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งก็ยังคงโทนการออกแบบเหมือน Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆเช่นเคย และด้านท้ายของรถมีไฮไลต์สำคัญคือโลโก้ด้านหลังที่เปลี่ยนเป็น SLC อย่างชัดเจน ส่วนภาพภายในห้องโดยสารยังไม่มีครับ

   สำหรับเรื่องขุมพลังนั้น มีข้อมูลแว่วๆว่าทางค่ายเตรียมเปิดเผยข้อมูลของรถรุ่นนี้แบบเต็มๆในเร็ววันนี้  แต่สิ่งที่รู้แน่นอนคือจะมีรุ่น SLC450AMG ที่จะมากับขุมพลัง 3.0 ลิตร V6 367 แรงม้า พร้อมแรงบิด 517 นิวตัน-เมตร ส่วนเวอร์ชั่นแรงอย่าง SLC55 AMG น่าจะมีการเปลี่ยนขุมพลังใหม่หมดจากเดิมค่อนข้างแน่นอน

หลุดมาเต็มๆแบบนี้ คาดว่าอีกไม่นานน่าจะได้เห็นรูปคันจริงแบบเต็มๆครับ

ที่มา Motor1.com

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!