Like Box

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

Land Rover Defender รุ่นบุกเบิกยุติการผลิตหลังจากผลิตมากว่า 68 ปี

  ถือว่าปิดฉากได้อย่างงดงามและสมเกียรติเมื่อ Land Rover ขอยุติการผลิตอเนกประสงค์สุดคลาสลิกอย่าง Defender หลังจากที่ผลิตมากว่า 68 ปีเพื่อเปิดทางให้กับ Defender โมเดลใหม่หมดจดที่จะมาในอนาคตข้างหน้า

 โดยหลังจากที่ผลิต SUV พันธุ์แกร่งสุดคลาสิกมากว่า 2 ล้านคันแล้ว ทางค่าย SUV แดนผู้ดีก็ขอปิดฉากรถคันนี้ให้เป็นตำนานไป ก่อนที่จะมีโฉมใหม่มาแทนที่ในอนาคต ซึ่งทาง Land Rover ยังได้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยรวมลูกจ้างทั้งเก่าและใหม่กว่า 700 คนเพื่อมาบอกลาเจ้า SUV ในตำนานรุ่นนี้ พวกเขายังได้มีโอกาสได้สัมผัสและทดลองขับรุ่นบุกเบิกที่มีการผลิตยุคแรกๆอย่าง "Huge" Series I จนไปถึงรุ่นท้ายๆของการผลิตอย่าง "Defender 90 Heritage Soft Top" Land Rover Defender Classic คันสุดท้ายที่ผลิตออกมาจะไม่ได้ถูกขายให้กับลูกค้าแต่อย่างใด แต่ว่าจะถูกเก็บไว้ใน Jaguar Land Rover Collection

   โฉมใหม่ของ Defender น่าจะมีการเปิดตัวในปี 2018 คาดว่าน่าจะมีตัวเลือกให้เลือก 5 แบบด้วยกัน ได้แก่ เวอร์ชั่น 2 ประตู 2 แบบ / เวอร์ชั่น 4 ประตูฐานล้อยาว / และเวอร์ชั่นกระบะซึ่งจะมีให้เลือกทั้ง 2 และ 4 ประตู โดยตัวรถจะสะท้อนถึงความคลาสิกออกมาด้วย ซึ่ง Gerry McGovern ผู้อำนวยการของ Land Rover บอกว่า ฐานลูกค้าของพวกเขาจะขยายมากขึ้นถ้าทำรถที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาแนวการออกแบบเดิมเอาไว้

   ในขณะที่เรานับวันรอ Defender โฉมใหม่ ก่อนเวลานั้นจะมาถึงจะมีรถเปิดตัวใหม่ก็คือ Land Rover Discovery โฉมใหม่ 7 ที่นั่งที่จะหันมาใช้โครงสร้างตัวถังแบบอะลูมิเนียมครับ

ก็เก็บตังค์รอต่อไป..

ที่มา Worldcarfans
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2559

Ford พิจารณาแผนการทำ "Ranger Raptor"

  ในปัจจุบันค่ายวงรีสีฟ้า Ford มีรถประสิทธิภาพความแรงสูงจำหน่ายมากมายหลายรุ่น และยังมีการวางแผนเปิดตัวกว่า 12 รุ่นในอนาคตจนถึงปี 2020 โดยในปัจจุบันนั้น Ford มีรถสมรรถนะสูงมากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Ford Fiesta ST / Focus RS / Mustang GT350 เป็นต้น

   แต่ไม่นานมานี้ทางสำนักข่าว Motoring ได้ให้สัมภาษณ์ Paul Seredynski ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดในระดับสากลของ Ford Performance ได้เอ่ยปากบอกกับสื่อรายนี้ว่า Ford Ranger Raptor ถือว่าเป็นแนวความคิดที่น่าสนใจทีเดียว แต่ก็ยังไม่มีข้อยืนยันออกมาว่าจะทำออกมาจริงๆ และนอกจากนี้แล้ว Paul ก็ยังสนใจการทำ Fiesta RS ออกมาเช่นกัน

  โดย Ford F-150 Raptor ถือว่าเป็นผลผลิตที่ขายดีที่สุดที่ออกมาโดยแผนก Ford Performance และเป็นตัวทำกำไรให้กับบริษัทได้ดีทีเดียว ซึ่งทางผู้ผลิตอย่าง Ford ก็คงจะคิดว่าถ้าเกิดเดินหน้Ford Performanceตามสูตรความสำเร็จนี้ในกระบะที่ขนาดเล็กลงอย่าง Ranger มันก็น่าจะประสบความสำเร็จและก็น่าจะสร้างกำไรให้กับ Ford ไม่แพ้รุ่นพี่ F-150 แน่นอน

    Tyrone Johnson หัวหน้าทีมวิศวกรของ Ford Performance ยังบอกอีกว่า พวกเขาจะไม่ทำผลิตภัณฑ์ที่ออกมาแล้วสูญเสียเงินไปเปล่าๆ แต่ถ้าหากว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆมันน่าสนใจและคิดว่าจะเป็นตัวทำเงินได้ ก็พร้อมที่จะนำมาพูดคุยและพิจารณากันได้

   ฉะนั้นแล้วเราก็มารอดูกันต่อไปว่าแผนการทำเวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์ของกระบะอย่าง Ford Ranger จะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ


มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

หลุดว่าที่สปอร์ตผู้ดี Aston Martin DB11 ของจริงหรือตัดต่อ

  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เว็บไซด์ autojunk.nl ได้ทำการเผยแพร่ภาพของสปอร์ตลึกลับคันหนึ่ง ซึ่งเห็นแล้วก็รู้เลยว่าต้องเป็นสปอร์ตรุ่นใหม่จากค่าย Aston Martin แน่นอน และเมื่อดูรายละเอียดของตัวรถนั้นก็ไม่ต้องเดาให้ยากเลยว่าต้องเป็น Aston Martin DB11 ว่าที่สปอร์ตจีทีรุ่นใหม่ตัวตายตัวแทน DB9 แน่นอน

   จะเห็นว่าด้านท้ายนั้นจะมีแนวการออกแบบตามยุคใหม่ของ Aston Martin ด้วยรูปทรงไฟท้ายที่ดูเรียวขึ้นกว่าเดิม เส้นสายตัวรถที่ทันสมัย และดูเหมือนว่าจะมีการนำเส้นสายและแนวการออกแบบ DB10 (สปอร์ตที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ Spectre 007) มาใส่ให้กับรถคันนี้ด้วย ดูจากรูปแล้วน่าจะเป็นการแอบถ่ายระหว่างการถ่ายวีดิโอโปรโมท ไม่ก็มาแอบถ่ายภาพ Official Photo

   อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสื่อบางเจ้าให้ข่าวว่าภาพนี้อาจจะเป็นภาพตัดต่อ โดยสังเกตจากบริเวณซุ้มล้อด้านหน้าที่ดูแปลกประหลาดและผิดปกติ รวมทั้งบริเวณช่วงเสาหลังคาด้านหลังที่ดูขัดตาชอบกล รวมทั้งท่อไอเสียด้านท้าย ซึ่งผลพวงเหล่านี้อาจจะเป็นเพราะมุมในการแอบถ่ายภาพที่รีบจับภาพถ่ายก็ได้ และก็ต้องรอดูคันจริงออกมา

   สำหรับขุมพลังนั้นก็คาดว่าจะมากับเครื่องบล็อกใหม่ 5.2 ลิตร V12 เทอร์โบ ที่สามารถรีดพละกำลังได้ราวๆ 600 แรงม้า และที่สำคัญเครื่องตัวนี้จะได้รับการพัฒนาร่วมกับสำนัก AMG (สำนักคู่บารมี Mercedes-Benz) อีกด้วย และว่ากันว่าจะมีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งแบบ ธรรมดา และอัตโนมัติ 8 สปีดอีกด้วย

   ทั้งหมดนี้ก็ต้องรอดูกันว่ารถที่จะเปิดตัวออกมาจะใกล้เคียงกับภาพหลุดนี้หรือไม่ โดยคาดว่าการเปิดตัวจะมีขึ้นในงาน Geneva Motor Show 2016 ช่วงเดือนมีนาคมครับ

ภาพจาก autojunk.nl / Motor1.com
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

เปิดตัวในไทยแล้วกับ Honda BR-V อเนกประสงค์ราคาย่อมเยาจากค่ายฮอนด้า

  หลังจากการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2015 ที่ผ่านมา และมีประชาชนหลายคนให้ความสนใจกันพอสมควร ในต้นปี 2016 นี้ วันที่ 28 มกราคม ค่าย Honda เมืองไทย ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่อย่าง Honda BR-V อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าในปัจจุบัน ลูกค้ามีความสนใจและเริ่มมองหารถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์หรือเอสยูวีมากขึ้น ที่ผ่านมาฮอนด้ามี Honda CR-V และ Honda HR-V ที่เปิดตัวเมื่อปลายปี 57 เพื่อรองรับกลุ่มตลาดระดับรองลงมา และเพื่อต่อยอดความสำเร็จของรถเอสยูวีทั้ง 2 รุ่น อีกทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการรถเอสยูวีที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มลูกค้า จึงเปิดตัว Honda BR-V ที่จะมาเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์รถเอสยูวีของฮอนด้า ให้ครอบคลุมทุกระดับของตลาดได้อย่างสมบูรณ์

   Honda BR-V ถูกสร้างขึ้นภายใต้พื้นฐานของ Honda Mobilio (ซึ่งพัฒนามาจาก Brio อีกที) ถือว่าเป็นการต่อยอดที่คุ้มค่ามากสำหรับ Honda โดยหน้าตาภายนอกนั้นจะต่างจาก Mobilio โดยสิ้นเชิง ยังคงมากับแนวการออกแบบ Exciting H Design!!! ซึ่งมีกระจังหน้าแบบ Solid Wing Face โครเมียมอันโดดเด่น ประกอบกับไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ทุกรุ่น ส่วนรุ่นท็อปสุดจะมีไฟหรี่ LED มาให้ด้วย ด้านข้างตัวรถนั้นมีมุมมองที่ยังคล้าย Mobilio มาบ้าง ต่างแค่กระจกบานท้าย จนไปถึงฝาท้ายด้านหลังที่ออกแบบใหม่หมดจด พร้อมชุดไฟท้ายที่ดูสวยงามลงตัว เสริมแร็คหลังคาและยกตัวถังให้สูงจากพื้น 201 มม. เพื่อเพิ่มความบึกบึนสไตล์รถอเนกประสงค์

   ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่หมดจดให้ต่างจากกลุ่มรถที่สร้างจาก Brio โดยสิ้นเชิง การออกแบบคอนโซลจะมาแนว Jazz/City รุ่นปัจจุบัน รุ่นท็อปนั้นจะมากับพวงมาลัยแบบ Jazz/City รุ่นก่อนหน้า ส่วนรุ่นรองจะใช้พวงมาลัยแบบ Brio สำหรับรุ่นท็อปจะมีระบบอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX HDMI Bluetooth ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ และ ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง จะได้เบาะ 3 แถว ส่วนรุ่นรองจะได้วิทยุแบบ 2 Din รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX Bluetooth จะได้เบาะ 2 แถว พร้อมพื้นที่วางของด้านหลังสุดกว้างขวาง

   สำหรับขุมพลังของรถคันนี้มากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร  SOHC 16 วาล์ว i-VTEC พละกำลัง 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิง E85

  สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้นทาง Honda ก็จัดมาให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องดังนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (ทุกรุ่น)
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD (ทุกรุ่น)
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ทุกรุ่น)
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSA (ทุกรุ่น)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (ทุกรุ่น)
- กล้องส่องภาพด้านหลัง (รุ่นท็อป)
- กุญแจ Immoblizer (ทุกรุ่น)
- ระบบล็อคประตูรถอัตโนมัติ (รุ่นท็อป)

   Honda BR-V มีสีให้เลือก 5 สีได้แก่ สีเทาเมทัลลิก, สีเงินเมทัลลิก, สีดำมุก (เพิ่มเงิน 6,000 บาท), สีขาวมุก (เพิ่มเงิน 10,000 บาท) และสีน้ำตาลเมทัลลิก (เฉพาะรุ่น SV) และมีรุ่นย่อยให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่
- 1.5 V (5 ที่นั่ง) ราคา 750,000 บาท
- 1.5 SV (7 ที่นั่ง) ราคา 820,000 บาท

   พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายการขายอยู่ที่ 15,000 คัน/ปี พร้อมแนวทางการสื่อสารทางการตลาด "How BRAVE are we? ให้ความกล้าพาชีวิตไปให้สุด"ผ่านทางภาพยนตร์โฆษณาและ Music Video เพลง เก็บตะวัน ขับร้อยโดย คิง พิเชษฐ์ สามารถรับชมได้ทางแชนเนล Enjoy Honda Thailand ทาง Youtube ครับ
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

Porsche 718 Boxster ปรับโฉมพร้อมชื่อใหม่ให้สปอร์ตเปิดประทุนคันงาม พร้อมเครื่องใหม่ 4 สูบ

   สองทศวรรษที่ผ่านมากับสปอร์ตเปิดประทุนอันเลื่องชื่ออย่าง Porsche Boxster ที่ประสบความสำเร็จกับยอดขาย จนล่าสุดตอนนี้ที่ได้เวลาสำหรับการปรับโฉม นอกจากจะได้ทำการปรับชื่อใหม่เป็น 718 Boxster ยังได้เริ่มใช้ขุมพลัง 4 สูบบล็อกใหม่เป็นครั้งแรกอีกด้วย

  โดยนับตั้งแต่โฉมนี้ จนไปถึงโฉมถัดไปนั้นสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นน้องสุดอย่าง Boxster และคูเป้ Cayman จะมีการปรับชื่อโดยการเสริมตัวเลข 718 นำหน้า กลายเป็น "718 Boxster" หรือ "718 Cayman" โดยเพื่อเป็นการเชิดชูให้กับรถแข่ง 4 สูบ Porsche 718 เครื่องวางกลางลำที่เคยแข่งขันในอดีตและได้รางวัลมามากมายในยุค 1950s จนถึง 1960s นั่นเอง

   หน้าตาของรถได้มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยให้ทันสมัยขึ้น มาพร้อมชุดโคมไฟหน้าแบบใหม่ และกันชนหน้าใหม่ที่ดูมีเหลี่ยมสันคมชัดขึ้นและดูเข้ายุคเข้าสมัยกว่าเดิม กระจกมองข้างมีการปรับเปลี่ยนใหม่เช่นกัน ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายของรถที่เห็นการเปลี่ยนแปลงเด่นชัด ด้วยโคมไฟท้ายที่เปลี่ยนรายละเอียดภายในโคมใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม และกันชนท้ายที่ปรับปรุงมุมมองด้านท้ายให้ดูเท่กว่าเดิม

  ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด บริเวณช่องแอร์ที่มีการออกแบบใหม่ให้มีโค้งมนมากขึ้น มีการย้ายตำแหน่งนาฬิกาอะนาล็อคไปไว้ข้างบน พวงมาลัยวงใหม่เหมือนรถรุ่นใหม่ๆของ Porsche พร้อมปรับปรุงหน้าจอสัมผัสที่อัพเกรดระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่

   สำหรับขุมพลังนั้นในรุ่นล่าง 718 Boxster มีไฮไลต์สำคัญคือ ได้โละเครื่อง 2.7 ลิตร V6 เดิมออกไป แล้วแทนที่ด้วยเครื่อง 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จบล็อกใหม่ที่มากับพละกำลัง 300 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 35 แรงม้า)พร้อมแรงบิด 380 นิวตัน-เมตร (เพิ่มขึ้น 100 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,950-4,500 รอบ/นาที เมื่อใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ PDK และ Sport Chrono Package ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.7 วินาที (เร็วขึ้น 0.8 วินาที) ทำความเร็วสูงสุดได้ 275 กม./ชม.

   สำหรับรุ่น 718 Boxster S ก็มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เช่นกัน ยกเลิกเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร V6 แล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จที่มากับพละกำลัง 350 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 35 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 420 นิวตัน-เมตร (เพิ่มขึ้น 60 นิวตันเมตร) ที่ 1,900-4,500 รอบ/นาที เมื่อใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ PDK และ Sport Chrono Package ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.2 วินาที (เร็วขึ้น 0.6 วินาที) ทำความเร็วสูงสุดได้ 285 กม./ชม.

   นอกจากเครื่องยนต์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ทาง Porsche ยังอ้างว่าได้ปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันขึ้น 13% อีกด้วย

   ทุกรุ่นจะได้ระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเป็นมาตรฐาน ทางด้านเกียร์อัตโนนัติคลัตซ์คู่ PDK ก็ได้มีการเพิ่มเติมฟีเจอร์ใหม่ "fuel-saving virtual gears" ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบที่จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

   Porsche ยังกล่าวอีกว่า นอกจากการปรับปรุงหน้าตาใหม่แล้ว ยังได้ปรับปรุงแซสซีส์ให้รองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่ และเซตตัวรถให้มีการกระจายน้ำหนักที่ดีเช่นเคย นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิคที่สามารถควบคุมได้แม่นยำขึ้น 10% และเพื่อการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นยังมีระบบ PASM (Porsche Active Suspension Management) ที่สามารถปรับช่วงล่างให้ต่ำลง 10 มม. ได้

   การเปิดตัวของ Porsche 718 Boxster อย่างเป็นทางการ น่าจะมีขึ้นในงาน Geneva Motor Show 2016 และจะวางขายในอเมริกาช่วงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นที่ 56,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2,010,018 บาท และในรุ่น Boxster S ราคา 68,400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,455,094 บาท ไม่รวมภาษีเมื่อเข้าไทย ส่วนเมืองไทยนั้นคาดว่าน่าจะได้เห็นช่วงกลางปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุดครับ

ที่มา Carscoops 
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

Toyota Corolla Altis MY2016 เพิ่มออปชั่น เพิ่มความปลอดภัยอีกระดับ รับน้อง Honda Civic

   ค่าย Toyota ได้ทำการกระตุ้นตลาดรถกลุ่ม C-Segment ด้วยการเปิดตัว Toyota Corolla Altis ใหม่โมเดลปี 2016 (MY2016) ทีไ่ด้รับการปรับปรุงออปชั่นและระบบความปลอดภัยใหม่ให้มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้านั่นเอง

  ภายนอกนั้นไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากเดิมมาก แต่มีการเพิ่มเติมอุปกรณ์ใหม่ๆเข้ามา เช่น รุ่น 1.8 E จะเพิ่มมือจับประตูตกแต่งด้วยแถบโครเมียม รุ่น Esport เพิ่มไฟตัดหมอกคู่หน้า รุ่น Esport Nurburgring Edition / 1.8 G / 1.8 V Navi เพิ่มกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อคประตู รุ่น 1.8 G เพิ่มไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights


ส่วนรุ่น Esport Nurburgring Edition ได้รับการออกแบบชุดแต่งรอบคันใหม่ให้ดูสวยสปอร์ตและสะดุดตากว่าเดิมมากขึ้น พร้อมทั้งล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว และยังมีสีใหม่ Red Mica Metallic เพิ่มเข้ามาอีกด้วย และตัดสีดำออกไป

นอกนั้นรุ่นอื่นๆยังเหมือนเดิม

   ภายในห้องโดยสารนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดทั้งนั้น ในรุ่น Esport Nurburgring Edition / 1.8 G และ 1.8 V Navi จะเพิ่มหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID 4.2 นิ้วใหม่ ซึ่งแสดงผลแบบสี ส่วนรุ่น 1.8 G และ 1.8 V Navi ได้เพิ่มเติมระบบกรองอากาศ Nanoe เข้าไปด้วยเช่นกัน ปิดท้ายด้วยรุ่นท็อป 1.8 V Navi ที่เพิ่มเติมเบาะหลังแบบปรับเอนได้

   สำหรับขุมพลังนั้น ในเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรยังคงเป็นเครื่อง 1ZR-FBE Dual VVT-i เช่นเดิม แต่ปรับเปลี่ยนพละกำลังให้เพิ่มขึ้นเป็น 125 แรงม้า (เดิม 122 แรงม้า) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 157 นิวตัน-เมตร (เดิม 154 นิวตัน-เมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที และปรับเปลี่ยนให้รองรับเชื้อเพลิง E85 ได้อีกด้วย

  ส่วนรุ่น 1.8 ลิตรก็ยังไม่มีการปรับแต่งเพิ่มเติมอะไรทั้งนั้น

สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น มีการเพิ่มเติมระบบเบรก ABS EBD รวมทั้งระบบควบคุมการทรงตัว VSC และระบบป้องกันการลืนไถล TRC ใส่ให้ครบทุกรุ่นย่อยเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ นอกนั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอะไรอีก

   สำหรับราคาค่าตัวของ Toyota Corolla Altis MY2016 มีการยกเลิกรุ่น 1.6 JCNG MT  มีการปรับราคาขึ้น-ลงตามแต่ละรุ่นย่อยดังนี้ครับ
รุ่น 1.6 J MT ราคา 779,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 10,000 บาท)
รุ่น 1.6 E CNG AT ราคา 954,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 65,000 บาท)
รุ่น 1.6 G AT ราคา 844,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 15,000 บาท)
รุ่น 1.8 E AT ราคา 849,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 10,000 บาท)
รุ่น 1.8 Esport ราคา 939,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 40,000 บาท)
รุ่น 1.8 Esport Nurburgring Edition ราคา 942,000 บาท (ลดราคาจากเดิม 7,000 บาท)
รุ่น 1.8 G AT ราคา 999,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 10,000 บาท)
รุ่น 1.8 V Navi AT ราคา 1,079,000 บาท (เพิ่มจากเดิม 10,000 บาท)

*หมายเหตุ สำหรับรุ่น ESPORT Nurburgring Edition ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงานเท่านั้น ยังไม่รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

 
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

Ford ยุติการทำตลาดในญี่ปุ่นและอินโดนีเซียแล้ว

  เป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความสนใจให้กับวงการยานยนต์ไม่น้อยเมื่อค่ายผู้ผลิตรายใหญ่แดนมะกันอย่าง Ford ที่ได้ตัดสินใจยุติการทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย

   สำนักข่าวรอยเตอร์ให้ข้อมูลว่า นาย Dave Schoch หัวเรือใหญ่แห่ง Ford’s Asia Pasific President ซึ่งได้ส่งอีเมล์ให้ลูกจ้าง กับเหตุผลที่ตัดสินใจถอนตัวออกจาก 2 ประเทศดังกล่าวนั้นก็เป็นเพราะว่า "ไม่มีหนทางที่เหมาะสมในการทำกำไร"

   นั่นแปลว่า Ford จะยุติการขายรถทุกรุ่น ทุกเซกเมนต์ในตลาดญี่ปุ่น ทั้ง Ford และ Lincoln ในขณะที่การพัฒนาต่างๆที่มีขึนในญี่ปุ่นก็จะถูกขยับไปทำที่อื่นแทน

   โดย Ford มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 52 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และพวกเขาสามารถขายรถได้เพียงแค่ 5,000 คันต่อปี ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแค่ 1.5% ในกลุ่มตลาดรถใหม่นำเข้า ทางด้านประเทศอินโดนีเซียนั้นก็มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 44 แห่ง  ครองส่วนแบ่งทางการตลาดแค่ 0.6% เท่านั้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาพวกเขาก็ขายรถได้แค่ 6,000 คันเท่านั้น

   โฆษก Ford ในเซี่ยงไฮ้ ยังกล่าวอีกว่า ในประเทศอินโดนเีซียนั้นไม่มีการตั้งโรงงานผลิต Ford ขายแต่อาศัยการนำเข้ามาแทน เลยเป็นผลให้ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งจากญี่ปุ่นได้เต็มที่ เพราะค่ายญี่ปุ่นทั้งหลายค่ายต่างตั้งโรงงานในอินโดนีเซีย

   ไม่ใช่เพียงแค่ Ford ที่ถอนตัวจากตลาดอินโดนีเซีย ก่อนหน้านี้แบรนด์อเมริกันอย่าง Chevrolet ก็ได้ถอยทัพออกจากอินโดนเีซียเช่นกัน เนื่องจากสู้ไม่ไหวจากการที่แข่งขันอย่างรุนแรงจากค่ายรถญี่ปุ่นทั้งหลาย เป็นผลให้คนงานกว่า 500 คนต้องตกงาน

    โดย Ford ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นก็มี Kuga / Mondeo และ Explorer ส่วน Ford ที่ขายในอินโดนีเซียก็มี Fiesta, Focus, Ranger, Ecosport, Escape และ Everest

   ส่วนเมืองไทยนั้นไม่ต้องตกใจครับ...เพราะทาง Ford ยังทำกำไรกับ Ranger และ Everest ได้อยู่ ไม่ต้องห่วงครับ

ที่มา Carscoops
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

MG ประกาศราคารถใหม่ปี 2559

  ค่ายน้องใหม่อย่าง MG ประกาศความสำเร็จด้านยอดขายเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยปีที่ผ่านมาพวกเขาสามารถทำยอดขายได้ 3,779 คัน โดยส่วนใหญ่นั้นมาจาก MG3 จำนวน 3,183 คัน ตามด้วย MG5 อีก 229 คัน และ MG6 จำนวน 367 คัน

    นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MG3 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นและครบถ้วนในแบบที่ลูกค้าต้องการ ทั้งในด้านการขับขี่ การออกแบบที่ทันสมัย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน เมื่อเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ขณะที่ NEW MG5 ที่เพิ่งเปิดตัวและ NEW MG6 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ก็มียอดขายที่น่าพึงพอใจในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ยังเชื่อมั่นว่ารถยนต์ MG ทั้ง 2 รุ่นจะยังสามารถต่อยอดความสำเร็จให้แก่ MG เพิ่มขึ้นอีกในปี 2559 นี้
 
“เรามุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมขับเคลื่อนให้ MG มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในปี นี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งในด้านบริการหลังการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของ เอ็มจี ในปีนี้”

   โดยปีที่ผ่านมา MG สามารถสร้างยอดขายรวมทุกรุ่นที่ 3,779 คัน แบ่งเป็นยอดขายของ MG3 (รุ่น Hatchback และ Xross) อยู่ที่ 3,183 คัน NEW MG6 รถซีดานสปอร์ตพรีเมียมโฉมใหม่มียอดขายที่ 367 คัน และ NEW MG5 รถซับคอมแพ็ค ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มียอดขาย 229 คัน


   และในปีนี้ MG ก็ได้ทำการปรับราคารถตามอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ปี 2559 แล้ว โดยพี่ใหญ่อย่าง MG6 นั้นมีการปรับราคาขึ้น 80,000-100,000 บาท โดยไม่มีการเพิ่มออปชั่น โดยมีราคาดังนี้ครับ

รุ่น Sedan 4 ประตู
1.8 C 898,000 บาท
1.8 D 988,000 บาท
1.8 D Sunroof 1,018,000 บาท
1.8 X 1,098,000 บาท
1.8 X Sunroof 1,128,000 บาท

รุ่น Fastback 5 ประตู
 1.8 C 908,000 บาท
1.8 D 998,000 บาท
1.8 D Sunroof 1,028,000 บาท
1.8 X 1,108,000 บาท
1.8 X Sunroof 1,138,000 บาท
หมายเหตุ : สีขาว-หลังคาดำ จ่ายเพิ่มอีก 10,000 บาท

   ทางด้าน MG3 ทุกรุ่นนั้นไม่มีการปรับราคาเพิ่มแต่อย่างใด โดยยังคงราคาเดิม
MG3 Hatchback C 479,000 บาท
MG3 Hatchback D 509,000 บาท
MG3 Hatchback X Sunroof 559,000 บาท
MG3 Xross X Sunroof 595,000 บาท

  และน้องใหม่อย่าง MG5 ที่ประกาศราคารับภาษีใหม่ตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ทำให้ในปีนี้ ไม่มีการปรับราคาขึ้นอีกแล้ว โดยมีราคาดังนี้ครับ
MG5 1.5 D 649,000 บาท
MG5 1.5 X Sunroof 699,000 บาท
MG5 1.5 Turbo D 719,000 บาท
MG5 1.5 Turbo X Sunroof 759,000 บาท

   และสำหรับท่านลูกค้าที่จองรถยนต์ เอ็มจี ทุกรุ่นก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ทางบริษัทฯ ยืนยันที่จะคงตามราคาขายเดิม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ MG Call Centre โทร. 1-800-999-988 (สำหรับโทรศัพท์บ้านพื้นฐาน) และ 1-401-999-988 (สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่)

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

Mercedes-Benz เริ่มทดสอบกระบะรุ่นใหม่โดยสวมโครงสร้าง Nissan

  เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะได้ยินข่าวเรื่องการทำรถกระบะของค่ายรถหรู Mercedes-Benz อยู่บ้าง ซึ่งฟังๆแล้วอาจดูเป็นอะไรที่ตลกและไร้สาระมากๆว่าค่ายรถระดับหรูจะมาทำรถกระบะขาย ซึ่งทางบริษัทแม่อย่าง Daimler ยังปิดปากและยังไม่ยืนยันความจริง แถมยังแกล้งสเก็ตซ์ภาพหลอกอีกด้วย

   หลายคนคงจินตนาการว่าเมื่อกระบะพันธมิตรอย่าง Nissan NP300 Navara เมื่อมันจะเปลี่ยนเปลือกใหม่มาเป็นกระบะในนาม Mercedes-Benz มันจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าทาง Daimler คงจะพัฒนาด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องมีพันธมิตรอย่าง Renault-Nissan เข้ามาช่วยเหลือด้วย ซึ่งความร่วมมือระหว่าง 2 กลุ่มนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วในโครงการ Infiniti Q30 ที่ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Mercedes-Benz A-Class นั่นเอง

   ทาง Mercedes-Benz ก็เคยระบุว่ากระบะ 1 ตันของพวกเขานั้นจะใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับ Nissan NP-300 Navara โฉมล่าสุด โดยจากภาพรถทดสอบที่เห็นนี้ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ว่าเป็นรถทดสอบของ Mercedes-Benz โดยเป็นกระบะใหม่ของพวกเขา ทดสอบแบบ Test Mule สวมโครงสร้าง NP300 Navara เพื่ออำพรางงานวิศวกรรมไว้ก่อน จากตัวรถจะเห็นได้ว่ามีการปรับแต่งบริเวณบังโคลนซุ้มล้อ นั่นแปลว่ากระบะค่ายดาวสามแฉกน่าจะมีระยะแทร็คกว้างขึ้น

  ทาง Mercedes-Benz ยังบอกอีกว่า รถกระบะของพวกเขาจะต้องมีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ และคงกลิ่นอายเยอรมันบ้านเกิด จะมีลักษณะรูปแบบตัวถังที่ไม่ซ้ำกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวถังดับเบิลแค็บ ที่จะนำเสนอให้กับลูกค้าทั่วไป และเชิงพาณิชย์

   นอกจากนั้นแล้วยังมีข่าวลือเรื่องชื่อกระบะ Mercedes-Benz (ว่ากันว่าอาจจะชื่อ GLT) และกระบะคันนี้จะได้รับการผลิตไปพร้อมๆกับ Nissan NP300 Navara และกระบะจาก Renault ที่อ้างอิงจากต้นแบบ Alaskan โดยมี 2 แผนการคือ ผลิตในโรงงาน Renault ใน Cordoba, Argentina และ Latin America ส่วนทางโรงงานของ Nissan จะผลิตที่ Barcelona, Spain, Europe, Australia และ South Africa ซึ่งน่าจะเริ่มผลิตได้ในปี 2018

   คาดว่า Mercedes-Benz จะวางขายกระบะของพวกเขาในแถบอเมริกาเหนือซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่ใช้กระบะกันพอสมควร รวมทั้งประเทศเยอรมันด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะวางขายในอเมริกาหรือแคนาดาหรือไม่ ส่วนไทยจะมีนำเข้ามาขายหรือเปล่า รอดูปี 2018-2019 ครับ

ที่มา Carscoops
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

Rolls-Royce Wraith Series II รุ่นปรับปรุงโฉมวิ่งทดสอบแล้ว

   Rolls-Royce Wraith อัครมหาคูเป้ระดับหรูที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show 2013 ตอนนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงกลางอายุตลาดแล้ว และอีกไม่นานก็น่าจะได้มีการปรับปรุงโฉมเป็นครั้งแรก

   ภาพแอบถ่ายชุดนี้ถูกถ่ายได้บริเวณถนนแห่งหนึ่งในเยอรมนี จะเห็นได้ว่า Rolls-Royce Wraith ที่จะปรับโฉมใหม่ได้มีการติดสติ๊กเกอร์พรางตัวบริเวณด้านหน้ารถทั้งหมด ไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนมาก แต่ก็พอจะเดาได้ว่าหน้าตารถอาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนมากนัก จะโฟกัสไปที่โคมไฟหน้าที่น่าจะใช้ลักษณะโคมแบบเดียวกับ Rolls-Royce Ghost Series II

   ภายในห้องโดยสารนั้นยังไม่มีภาพถ่าย ก็น่าจะปรับเปลี่ยนการตกแต่งใหม่ให้เป็นไปตามคูเป้เปิดประทุนรุ่นล่าสุดอย่าง Rolls-Royce Dawn และน่าจะมีการอัพเกรดระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอ 10.25 นิ้วที่ซ่อนอยู่กลางคอนโซล ให้มีความทันสมัยขึ้น

 สำหรับขุมพลังนั้นก็น่าจะยกขุมพลังอัพเกรดใหม่ที่ยกมาจาก  Ghost Series II  นั่นคือขุมพลังเบนซิน 6.6 ลิตร V12 พละกำลัง 624 แรงม้า พร้อมแรงบิด 800 นิวตัน-เมตร

 การเปิดตัวของ Rolls-Royce Wraith Series II นั้นอาจจะไม่ได้เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show แบบรุ่นปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็คาดหวังให้เห็นมันอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ

ที่มา Carscoops
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

ชมกันชัดๆ All-New Mazda CX-4 (Koeru Concept เวอร์ชั่นจำหน่ายจริง)

  เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ จู่ๆก็มีภาพหลุดของรถอเนกประสงค์ทรงสวยรุ่นใหม่จาก Mazda ซึ่งเห็นชัดเจนว่าเป็นเวอร์ชั่นจำหน่ายจริงที่อิงรูปลักษณ์จากต้นแบบ Mazda Koeru Concept คาดว่าอีกไม่นานน่าจะเปิดตัวให้เราได้เห็นกัน

   ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าชื่อที่ใช้ทำตลาดนั้นจะชื่อว่าอะไร บ้างก็ว่าจะใช้ชื่อ CX-6 หรือไม่ก็ CX-7 แต่ชื่อที่มีความเป็นไปได้มากสุดๆ ก็น่าจะเป็น "CX-4" เนื่องด้วยขนาดที่เล็กกว่า CX-5 และตัวถังก็มีขนาดพอๆกับ Mazda 3 ที่เอามายกสูง และแน่นอนว่าเจ้า CX-4 คันใหม่นี้จะมีตำแหน่งทางการตลาดแทรกกลางระหว่าง Mazda CX-3 และ CX-5 นั่นเองครับ

   หน้าตารูปร่างของรถนั้นอิงโฉมมาจาก Mazda Koeru Concept แทบทั้งหมด เพียงแค่ปรับการออกแบบบางส่วนให้เข้ายุคเข้าสมัยขึ้นเท่านั้น โดยแนวการออกแบบยังคงมากับ Kodo Design เหมือนรุ่นอื่นๆ เส้นสายตัวรถนั้นดูปราดเปรียวและสปอร์ต ซึ่งถ้าออกแบบก็น่าจะกลายเป็นรถอเนกประสงค์แนวคูเป้เอสยูวีที่สวยคันหนึ่งเลยก็ว่าได้ครับ

   สำหรับขุมพลังนั้นยังไม่มีข้อมูลออกมาตอนนี้ แต่ก็คาดว่าจะใช้ขุมพลังร่วมกับพี่น้องร่วมชายคา ซึ่งก็น่าจะมีทั้งเครื่องดีเซลและเบนซินให้เลือกใช้ ภาพหลุดมาขนาดนี้แล้วคาดว่าอีกไม่กี่เดือนน่าจะมีการเผยโฉมคันจริงให้เห็น ส่วนเมืองไทยจะมีมาขายหรือไม่ก็ต้องคอยดูกันต่อไปครับ

ที่มา Carscoops / Popsuv

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ