Like Box

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

BMW X1 L เวอร์ชั่นฐานล้อยาวสำหรับตลาดจีน

  ค่าย BMW ขอเอาใจตลาดเมืองจีนที่ซึ่งนิยมรถฐานล้อยาวด้วยการนำรถอเนกประสงค์รุ่นเล็กสุดในค่ายอย่าง BMW X1 มาขยายฐานล้อและเพิ่มพื้นที่วางขาด้านหลังมากขึ้น โดยขายในนาม BMW X1 L

   BMW X1 L มีความแตกต่างภายนอกคือ ประตูด้านหลังที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นปกติ มีความยาวตัวถังโดยรวม 4.56 เมตร กว้าง 1.81 เมตร และสูง 1.62 เมตร โดยผลของการขยายฐานล้อรถทำให้มีพื้นที่สำหรับหัวเข่ามากขึ้นราวๆ 5-18 ซม. และมีพื้นที่สัมภาระราวๆ 465-675 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังลงแล้วจะมีพื้นที่สัมภาระให้ถึง 1,650 ลิตรเลยทีเดียว

   BMW X1 L จะมีทางเลือกให้ลูกค้าชาวจีน 3 เครื่องยนต์ ได้แก่ รุ่น sDrive18Li ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 3 สูบ พละกำลัง 136 แรงม้า ตามด้วยรุ่น  sDrive20Li และ xDrive20Li มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 192 แรงม้า และปิดท้ายด้วยรุ่น xDrive25Li มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 231 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Steptronic ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดมีให้เลือกเป็นออปชั่น

   นอกจากนี้แล้วยังมีอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งใน X1 L ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED / แพ็คเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ / หน้าจอสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง / ระบบเครื่องเสียง Harman Kardon / หน้าจอ Head-Up Display และ hands-free tailgate

   BMW X1 L จะวางขายในจีนอีกไม่เดือนข้างหน้า มันจะถูกผลิตในโรงงาน BMW Brilliance's Tiexi  ในเสิ่นหยาง ซึ่งเป็นโรงงานที่เคยประกอบ X1 รุ่นที่แล้ว ซึ่งมียอดขายถึง 200,000 คัน โดย 140,000 คันนั้นมาจากการผลิตในประเทศ

 ที่มา Carscoops

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

หลุด Toyota Estima Minor Change ปรับหน้าอีกรอบกับรถ MPV คันงาม

    เว็บไซด์ประเทศไต้หวัน www.7car.tw ได้โพสต์ภาพหลุดของรถ MPV มินิแวนทรงล้ำอย่าง Toyota Estima Minor Change ที่ยังคงลากตัวถังนี้ขายทั้งๆที่มีอายุตัวถัง 10 ปีแล้ว โดยจะทำการเปิดตัวในญี่ปุ่นวันที่ 6 มิถุนายน

   โดยด้านหน้าของ Estima Minor Change มากับการเปลี่ยนแปลงชุดโคมไฟหน้า LED ทรงดุดันและดูเรียวกว่าเดิม พร้อมแถบไฟวิ่งกลางวัน Daytime Running Lights ทรงยาวเฟี้ยว กันชนหน้าออกแบบเป็นทรงหกเหลี่ยมให้เข้ากับกระจังหน้าและชุดไฟหน้ารถ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มความสปอร์ตด้วยการเสริมลูกเล่นสีตัวถังส้ม พร้อมหลังคาดำ ส่วนภายในห้องโดยสารยังไม่มีรูปออกมา

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 2AZ-FXE มากับพละกำลัง 150 แรงม้าพร้อมแรงบิด 190 นิวตัน-เมตร มีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้เลือก 2 แบบ คือ มอเตอร์ไฟฟ้า 2JM ที่สร้างพละกำลังได้ 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 270 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้า 2FM สร้างพละกำลังได้ 50 กิโลวัตต์ (68 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 143 นิวตัน-เมตร

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น Toyota ก็จะทำการติดตั้งแพ็คเกจ Toyota Safety Sense P และ C Package เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งก็จะมี

- Pre-Collision System with Pedestrain Detection ระบบตรวจจับป้องกันการชนวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาในระยะของกล้องและเรดาห์ ระบบจะหยุดรถทันที
- Radar Cruise Control
- ระบบเตือนก่อนการชน Pre-Collision System
- ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลย Lane Departure Alert
- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam

   คาดว่าหลังการเปิดตัวในญี่ปุ่น ก็น่าจะมีผู้นำเข้าอิสระทั้งหลายเอารถรุ่นนี้มาขายในไทยครับ

ที่มา https://www.7car.tw/

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

เผยโฉม Chevrolet Colorado Big Minor Change ปรับโฉมครั้งใหญ่กู้ศรัทธาแบรนด์

  หลังจากซุ่มวิ่งทดสอบในถนนเมืองไทยและหลายประเทศทั่วโลก ค่ายโบว์ไทน์สีทอง Chevrolet ก็พร้อมแล้วสำหรับการเผยโฉมกระบะรุ่นใหม่อย่าง Chevrolet Colorado Big Minor Change เป็นทางการในเมืองไทย เพื่อต่อกรกับคู่แข่งในตลาดที่นับวันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

   ไฮไลต์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้าแต่งภายในนิดหน่อยเท่านั้น แต่งานนี้ Chevrolet ลงทุนเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ทั้งหมดและเปลี่ยนคอนโซลใหม่หมด จนแม้แต่ Chevrolet เองก็กล้าใช้คำโปรโมทการเปิดตัวว่า "All-New" ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่เปลี่ยนโฉมใหม่หมด แต่ใหม่หมดในด้านภาพลักษณ์นั่นเอง ซึ่งได้นำแนวการออกแบบจาก Colorado โฉมอเมริกามาใช้ในกระบะคันนี้ด้วย

   ชุดโคมไฟหน้าแบบฮาโลเจนธรรมดาปรับระดับสูง-ต่ำได้ แต่ติดตั้งโคมไฟ Daytime Running Lights แบบ LED Tube ลงในโคมภายในเพิ่มความโดดเด่น ชุดกระจังหน้าออกแบบใหม่ให้ดูหรูหราและน่าดึงดูดมากขึ้น แต่ยังคงทรงกระตังหน้า 2 ชั้นอันเป็นเอกลักษณ์ไว้เช่นเดิม กันชนนั้นก็มีการออกแบบให้เข้ากับด้านหน้าได้อย่างดี ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 และ 18 นิ้วปัดขอบเงาดำ (ล้อจะต่างกันระหว่างรุ่นธรรมดาและ High-Country) ออกแบบให้เข้ากับตัวรถได้ดีทีเดียว

ส่วนด้านท้ายรถไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดไฟท้าย แต่เปลี่ยนบริเวณมือจับกระบะท้าย และซ่อนกล้องไว้แนบเนียบแบบ Hilux Revo สำหรับรุ่น High-Country ก็ยังคงตกแต่งให้แตกต่างจากรุ่นธรรมดา ซึ่งจะมีทั้งกันชนหน้าใหม่ ราวหลังคา สปอร์ตบาร์

   ภายในห้องโดยสารคืออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญเพราะเปลี่ยนคอนโซลใหม่แทบจะทั้งหมดและไม่เหลือเค้าเดิมเลย (ยกเว้นพวงมาลัย) ออกแบบใหม่ให้แตกต่างจากกระบะพื่้นฐานเดียวกันอย่าง Isuzu D-Max เลยทีเดียว คอนโซลหน้าได้รับแรงบันดาลใจจาก Colorado USA เช่นกัน แต่ออกแบบให้ดูดีกว่าพอสมควร ปรับปรุงมาตรวัดใหม่ให้ดูดีและอ่านง่ายขึ้น ในรุ่น High Country มีการเย็บตะเข็บหนังบริเวณคอนโซลเพิ่มความหรูหราด้วย ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ Piano Black รอบคันรถ

ระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถในรุ่นย่อยบนๆจะทำการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ระบบอินโฟเทนเมนต์ MyLink ระบบสั่งการด้วยเสียง / Siri Eyes Free / และทีเด็ดก็คือระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ

นอกจากนี้ Chevrolet ยังได้ทำการปรับปรุงยางรองแท่นเครื่องยนต์ แท่นเกียร์ และยางรองตัวถังใหม่ เพื่อลดเสียงรบกวนและ ลดแรงสั่นสะเทือน อีกทั้งยังปรับแต่งระบบช่วงล่างใหม่ให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย

  ขุมพลังของรถนั้น เบื้องต้นจะมากับขุมพลังดีเซล Duramax ขนาด 2.5 ลิตรที่อัพเกรดขุมพลังจากเดิม 163 แรงม้าเป็น 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยเครื่องยนต์ยังได้รับการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงบริเวณหัวฉีด เพื่อลดความดังเครื่องยนต์ลงราวๆ 2-4 เดซิเบล

   ระบบความปลอดภัยของรถนั้นทาง Chevrolet ก็จัดมาเต็มๆเพื่อต่อกรกับคู่แข่ง โดยมีระบบดังต่อไปนี้
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง
- ถุงลมนิรภัยหัวเข่า 1 ตำแหน่ง
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริงแรงเบรก PBA
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC
- ระบบป้องกันการลื่นไถลทั้งขณะออกตัวและในโค้ง TCS
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC
- ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน HSA
- ระบบช่วยจอดด้านหน้าและด้านหลัง Front park assist
- กล้องมองหลัง Rear View Camera
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร Lane Departure Warning
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Alert
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tyre Pressure Monitor

   Chevrolet Colorado Minor Change จะวางขายอย่างเป็นทางการในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า โดยราคารถจะยังไม่ประกาศจนกว่าจะถึงช่วงเวลาวางขายครับ ต้องรอดูว่าการปรับโฉมครั้งใหญ่ครั้งจะช่วยกู้ศรัทธาต่อแบรนด์นี้ได้หรือไม่ ต้องติดตาม

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

หลุดชุดล่าสุด Ford Ecosport Big Minor Change ยกเครื่องหน้าตาใหม่หมด

  ภาพหลุดชุดล่าสุดของ Ford Ecosport รุ่นปรับโฉม Minor Change ใหม่ที่ถูกแอบถ่ายได้ในอเมริกา ซึ่งคราวนี้จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหน้าตาภายนอกที่ชัดเจน ซึ่งเปลี่ยนค่อนข้างเยอะชนิด Big Minor Change เลยก็ว่าได้

   ด้านหน้าของรถได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่แทบจะทั้งหมด ซึ่งดีไซน์การออกแบบนั้นก็อ้างอิงจากรถอเนกประสงค์รุ่นพี่อย่าง Ford Everest และ Ford Edge ด้วย ที่เห็นเด่นชัดเลยคือกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมดีไซน์ใหม่หมด พร้อมชุดโคมไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์และแถบไฟ DRL ที่ออกแบบให้รับกับกระจังหน้าได้เป็นอย่างดี ออกแบบไฟตัดหมอกให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ที่ดีไซน์ให้ดูดีขึ้น ส่วนด้านท้ายนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนรายละเอียดไฟท้าย ส่วนกันชนท้ายจะมีการเปลี่ยนรายละเอียดหรือไม่ต้องรอดูต่อไป

   ภายในห้องโดยสารนั้นถือเป็นจุดสำคัญเพราะมีการเปลี่ยนคอนโซลใหม่เกือบหมดจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม พวงมาลัยทรงใหม่เหมือน Ford Focus ช่องแอร์กลางออกแบบให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม รวมทั้งระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่คล้าย Tablet แปะไว้ตรงกลางและปุ่มควบคุมใต้หน้าจอ ส่วนมาตรวัดก็จะออกแบบใหม่ซึ่งมีพื้นที่สำหรับจอ MID ตรงกลางด้วย ภายในจะเน้นการตกแต่งด้วยวัสดุสีโครเมียมและ Piano Black รอบคัน และโทนสีเบจ-ดำ เพิ่มความหรูหรา

   คาดว่าในตลาดอเมริกานั้นจะวางเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร Ecoboost พละกำลัง 123 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Powershift DCT

  มารอดูกันครับว่าเมืองไทยจะได้รับการปรับโฉมตอนไหน คาดว่าอย่างเร็วสุดภายในปีหน้าไม่ก็ต้นปีหน้าครับ

ที่มา Motoroids ลิขสิทธิ์ภาพโดย KGP SPY AUTOGRAPHY
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

Mercedes-Benz E-Class L รุ่นฐานล้อยาวเอาใจตลาดแดนมังกร

  ภายในงาน Beijing Auto Show 2016 ค่ายรถหรูตราดาวสามแฉก Mercedes-Benz ก็ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่พัฒนาเอาใจตลาดจีนโดยเฉพาะอย่าง Mercedes-Benz E-Class L หรือ E-Class เวอร์ชั่นฐานล้อยาวนั่นเอง

   โดยจุดประสงค์ของ E-Class L นั้นคือการพัฒนารถคันนี้สำหรับตลาดเมืองจีนเลยก็ว่าได้ โดยได้รับการพัฒนาโดย Beijing Benz Automotive Co. หรือ BBAC ร่วมมือกับบริษัท BAIC Motors ของเมืองจีน

   Mercedes-Benz E-Class L มีความยาวฐานล้ออยู่ที่ 3,079 มม. มากกว่า E-Class รุ่นปกติ 140 มม. และมีความยาวตัวรถโดยรวมอยู่ที่ 5,063 มม. ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นพี่ S-Class รุ่นปกตินั้น E-Class L จะมีฐานล้อยาวกว่า แต่สั้นกว่า S-Class

   งานนี้ Mercedes-Benz E-Class L ไม่ใช่แค่การเพิ่มความยาวตัวรถและขยายประตูอีกต่อไป แต่ยังเป็นการออกแบบครึ่งประตูหลังใหม่ทั้งหมด โดยออกแบบกรอบประตูหน้าต่างให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วลากเส้นกรอบประตูต่อไปจนถึงเสา C ซึ่งจะเหมือนกับประตูของ Mercedes-Maybach S-Class นั่นเอง ซึ่งทำให้ตัวรถดูดีมากทีเดียว

   ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น มีการเพิ่มความยาว Headroom ถึง 134 มม. ส่งผลให้การโดยสารเบาะนั่งด้านหลังนั้นสบายมากขึ้นเพราะมีที่วางขามากขึ้น โดย E-Class L จะถูกออกแบบให้เป็นรถ 5 ที่นั่ง แต่ทว่าค่ายดาวสามแฉกยังออกแบบที่วางแขนตรงกลาง ที่มีช่องเก็บของและช่องเสียบ USB เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีชุดหน้าจอสัมผัสพร้อมที่ชาร์จไร้สาย และ Heated pad เป็นออปชั่นเพิ่มเติม

   นอกจากนั้นแล้ว E-Class L ยังมีระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันทันสมัยต่างๆที่เหมือนกับ E-Class ฐานล้อปกติทุกอย่าง นั่นรวมถึงหน้าปัดเข็มไมล์แบบดิจิตอลด้วย

   สำหรับขุมพลังในรถหรูรุ่นนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบ ในรุ่น E200L แต่จากภาพนั้นจะเห็นได้ว่ามีรุ่น E300L และ E320L ด้วยเช่นกันครับ

ที่มา Carscoops

 
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

Lexus IS Minor Change ปรับหน้าใหม่ให้ซีดานหรูญี่ปุ่น

  หลังจากอยู่ในตลาดมากว่า 3 ปีแล้ว รถซีดานคันเล็กสุดหรูของญี่ปุ่นอย่าง Lexus IS ก็ได้เวลาสำหรับการปรับโฉมหน้าใหม่เพื่อต่อกรกับคู่แข่งรถหรูยุโรปได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น

   การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนคือภายนอกที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงโคมไฟหน้าใหม่แบบ LED ที่สะดุดตากว่าเดิม พร้อมทั้งไฟ Daytime Running Lights ทรงบูมเมอแรงอันเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งกระจังหน้าที่ออกแบบให้ดุดันมากยิ่งกว่าเดิม กันชนก็ออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวและดุดันไม่แพ้ส่วนอื่นๆของรถเลย ส่วนด้านท้ายมีการเปลี่ยนรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น

  ภายในห้องโดยสารหากสังเกตแล้ว ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายนัก พวงมาลัยมีการปรับเปลี่ยนปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยเล็กน้อย หน้าจอตรงกลางที่ถูกขยายขนาดจาก 7 นิ้วเป็น 10.3 นิ้วกันเลยทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนปุ่มควบคุมหน้าจอจากปุ่มหมุนเป็นปุ่มควบคุมที่คล้ายๆเมาส์เหมือน Lexus รุ่นใหม่ๆ

   ขุมพลังของรถนั้นยังใช้เครื่องเดิม ในรุ่น IS200t จะได้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ 4 สูบ พละกำลัง 241 แรงม้า และยังมีขุมพลังเบนซิน 3.5 ลิตร V6 พละกำลัง 255 แรงม้า และ 306 แรงม้าตามลำดับ

   คาดว่า Lexus IS Minor Change น่าจะมีการเปิดตัวในไทยช่วงกลางปี-ปลายปีนี้ครับ

ที่มา Carscoops
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

มาแล้ว Porsche 718 Cayman สปอร์ตคูเป้ปรับโฉมใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ

  หลังจากการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมของสปอร์ตเปิดประทุน Porsche 718 Boxster ไปแล้ว ค่ายสปอร์ตหน้ากบแดนเยอรมันก็เดินหน้าส่งเวอร์ชั่นคูเป้ออกมา พร้อมชื่อใหม่ที่มีตัวเลขนำหน้าเช่นกันว่า "718 Cayman"

   หน้าตาของรถนั้นก็เหมือนกับ Porsche 718 Boxster ทุกอย่าง มีการปรับแต่งหน้าตาให้ดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิม  มาพร้อมชุดโคมไฟหน้าแบบใหม่ และกันชนหน้าใหม่ที่ดูมีเหลี่ยมสันคมชัดขึ้นและดูเข้ายุคเข้าสมัยกว่าเดิม กระจกมองข้างมีการปรับเปลี่ยนใหม่เช่นเดียวกะบ 718 Boxster ด้านท้ายของรถมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดภายในโคมใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม และกันชนท้ายที่ปรับปรุงมุมมองด้านท้ายให้ดูเท่กว่าเดิม

   ภายในห้องโดยสารนั้นก็ยกดีไซน์มาจาก 718 Boxster ทั้งดุ้น ออกแบบช่องแอร์ใหม่ให้มีโค้งมนมากขึ้น มีการย้ายตำแหน่งนาฬิกาอะนาล็อคไปไว้ข้างบน พวงมาลัยวงใหม่เหมือนรถรุ่นใหม่ๆของ Porsche พร้อมปรับปรุงหน้าจอสัมผัสที่อัพเกรดระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่

    ขุมพลังของรถก็ยกกันมาเลย ในรุ่น 718 Cayman มีไฮไลต์สำคัญคือ ได้โละเครื่อง 2.7 ลิตร V6 เดิมออกไป แล้วแทนที่ด้วยเครื่อง 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จบล็อกใหม่ที่มากับพละกำลัง 300 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 35 แรงม้า)พร้อมแรงบิด 380 นิวตัน-เมตร (เพิ่มขึ้น 100 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,950-4,500 รอบ/นาที เมื่อใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ PDK และ Sport Chrono Package ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 272 กม./ชม.

สำหรับรุ่น 718 Cayman S ก็มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เช่นกัน ยกเลิกเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร V6 แล้วแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จที่มากับพละกำลัง 350 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 35 แรงม้า) พร้อมแรงบิด 420 นิวตัน-เมตร (เพิ่มขึ้น 60 นิวตันเมตร) ที่ 1,900-4,500 รอบ/นาที เมื่อใช้ระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ PDK และ Sport Chrono Package ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4 ทำความเร็วสูงสุดได้ 283 กม./ชม.

   นอกจากนี้ 718 Cayman ยังมีการปรับปรุงระบบเบรกใหม่ และเพิ่มเติม ระบบช่วงล่าง Porsche Active Suspension Management Sport ในรุ่น S 

   Porsche 718 Cayman เริ่มวางขายแล้วตอนนี้ โดยจะเริ่มส่งมอบในยุโรปช่วงกลางๆปีนี้ และจะเข้าสู่ตลาดอเมริกาในช่วงปลายปีนี้ โดยมีราคาเริ่มต้นในรุ่นธรรมดา 54,950 ดอลลาร์หรือราวๆ 1,926,000 บาทไทย และรุ่น S เริ่มต้นที่ 67,350 ดอลลาร์ หรือราวๆ 2,761,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี ส่วนเมืองไทยคาดว่าจะมีการเปิดตัวในช่วงกลางปี-ปลายปีครับ

ที่มา Carscoops
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

มาแล้ว All-New Mazda CX-4 ครอสโอเวอร์สุดสวยรุ่นใหม่จากมาสด้า

  มีภาพหลุดมาค่อนข้างบ่อยเช่นกัน และตอนนี้ค่ายรถแดนซามูไร Mazda ก็เปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นามว่า Mazda CX-4 ออกสู่ตลาดจีน ภายในงาน Beijing Auto Show 2016 

   ภายนอกของรถเห็นได้ชัดเจนเลยว่า รถคันนี้จะมาแนว Coupe SUV ซึ่งดูมีเส้นหลังคาที่ลาดสไตล์สปอร์ต ภายนอกของรถยังคงมีแนวการออกแบบ Kodo Design เหมือน Mazda รุ่นอื่นๆ ด้วยทรงไฟหน้าที่เฉียบคมซึ่งสอดรับกับกระจังหน้า รวมถึงกันชนหน้าที่ดูทะมัดแทมง เส้นสายด้านข้างดูปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยว ซึ่งมองผิวเผินแล้วคล้ายๆ Mazda 3 ติดแถบโครเมียมเพิ่มความหรู ส่วนด้านท้ายก็ยังคงมากับไฟท้ายทรงสวยที่มีสไตล์เหมือน Mazda รุ่นอื่นๆ ในภาพจะเห็นรถคันนี้ยังใส่ล้ออัลลอย 19 นิ้วลายเดิมกับ CX-5 เลย

   ภายในห้องโดยสารยังคงมีการออกแบบคล้ายๆ Mazda รุ่นอื่นๆ เพราะมีการหยิบยกของใช้จากรุ่นพี่รุ่นน้องมาใส่ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยทรงสหกรณ์ มาตรวัดความเร็วสหกรณ์ และอีกหลายจุด ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ น้าจอสีสไตล์ Tablet ขนาด 7 นิ้วพร้อมระบบ MZD Connect ควบคุมด้วยปุ่ม Center Commander ตรงกลาง และยังมีเบรกมือไฟฟ้า รวมทั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual-Zone

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นจะได้เครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G ขนาด 2.0 ลิตร ที่มากับพละกำลัง 158 แรงม้า พร้อมแรงบิด 202 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G 2.5 ลิตร มากับพละกำลัง 192 แรงม้า พร้อมแรงบิด 252 นิวตัน-เมตร ทั้งสองขุมพลังส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   ในขณะนี้นั้น Mazda CX-4 ยังคงเป็นตัวเลือกสำหรับแค่ตลาดจีนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Mazda กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการจำหน่ายตลาดอื่นเช่นกัน ส่วนสำหรับเมืองไทยนั้น คิดว่าไม่น่าเอาเข้ามาขายเพราะไม่มีช่องว่างราคาให้ทำตลาดแล้ว

ที่มา Worldcarfans
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ