Like Box

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2559

หลุดหน้าตา Honda City Minor Change จากมาเลเซีย

  ภายหลังที่ Honda ปล่อยภาพทีเซอร์ของ City Minor Change ใครๆก็คงอยากรู้ว่าหน้าตาของรถจะเป็นไปในทางไหน และล่าสุดเมื่อวานนี้มีเว็บไซด์ของมาเลเซียได้ปล่อยภาพหลุดของ Honda City Minor Change ออกมาให้เราได้ยลโฉมกันไปพลางๆ ก่อนการเปิดตัวจะมีขึ้นในไทยวันที่ 12 มกราคมปีหน้า

   ภาพหลุดดังกล่าวเป็นภาพของ Honda City Minor Change ที่น่าจะถูกถ่ายได้ในประเทศมาเลเซีย เห็นชัดเลยว่ารถคันนี้จะเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับเมืองไทยแน่นอน ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นชัดเจน นั่นคือในส่วนของกระจังหน้าทรงใหม่ที่จะมาแนวเดียวกับ Honda Civic รวมทั้งออกแบบกันชนหน้าให้ดูสวยงามขึ้น ไฟหน้าของรถในภาพจะเป็นไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคมเหมือนในทีเซอร์ของ Honda Thailand

นอกจากนี้เรายังเห็นล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วลายใหม่เหมือนในทีเซอร์ที่ Honda Thailand ปล่อยมาเป๊ะๆ อีกทั้งยังเห็นล้อขนาด 15 นิ้วในรุ่นย่อยรองๆลงมาด้วยเช่นกัน

และในส่วนของด้านท้ายที่จะมากับชุดกันชนท้ายใหม่ที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม และที่สะดุดตาสุดๆคือ โคมไฟท้ายแบบ LED และสปอยเลอร์ท้าย แต่ทว่าในทีเซอร์ City เมืองไทย กลับโชว์โคมไฟท้ายแบบรุ่นปัจจุบัที่ไม่ใช่ LED (ก็อยากจะให้ทำใจล่วงหน้าว่าในเมืองไทยอาจจะไม่ได้ไฟท้าย LED เพราะเราก็เห็นชัดๆในทีเซอร์ที่ Honda ไทยปล่อยแล้ว และค่ายรถส่วนใหญ่มักนำรถรุ่นท็อปมาโปรโมทอยู่แล้วด้วย)

ภาพเรนเดอร์ (ภาพเขียนจากคันจริง) บริเวณด้านหน้าของ Honda City Minor Change
   คาดว่าขุมพลังของ City Minor Change ก็น่าจะเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มารอดูกันครับว่าภาพแบบเต็มๆของตัวรถทั้งภายนอกและภายในจะสวยแค่ไหน ราคาจะเพิ่มมากหรือไม่ ต้องติดตาม

อ่านสเปคคร่าวๆของ Honda City Minor Change กดตรงนี้ ===> การเปลี่ยนแปลงคร่าวๆใน Honda City Minor Change ก่อนเปิดตัวในไทย 12 ม.ค.60

 ภาพจาก funtasticko

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Honda ผลิตรถยนต์ทั่วโลกครบ 100 ล้านคัน

 ผู้ผลิตรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Honda ที่ตอนนี้พวกเขาผลิตรถยนต์ครบ 100 ล้านคันแล้วในช่วงเวลา 50 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 1963 ที่ Honda เริ่มผลิตรถบรรทุกขนาดเล็ก T360 และสปอร์ต S500 หนึ่งปีต่อจากนั้นทาง Honda ก็ได้นำประสบการณ์ เทคโนโลยีต่างๆที่ได้เรียนรู้มาก่อเกิดเป็นโรงงานผลิตแห่งแรกของ Honda และต่อจากนั้นได้มีการผลิตสปอร์ตเปิดประทุน S600 Roadster

   Takahiro Hachigo ประธานและ CEO ของบริษัท Honda กล่าวขอบคุณทุกการสนับสนุนจากลูกค้าทั่วโลกจนทำให้พวกเขาสามารถผลิตรถครบ 100 ล้านคันได้ โดยมาจากความทุ่มเทของผู้ก่อตั้งบริษัท Honda ที่ประสงค์ให้ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย และยังได้รับความสนุกในการขับขี่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง และ Honda จะยังเดินหน้าผลิตรถอีก 100 ล้านคันต่อไป และจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจขึ้นต่อๆไป

    ในปัจจุบันทาง Honda มีโรงงานกว่า 34 แห่ง จากทั้งหมด 5 ทวีปทั่วโลก สำหรับโรงงานในไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปราจีนบุรี ที่นอกจากจะผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายภายในประเทศแล้ว และยังมีการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย

ที่มา motor1
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การเปลี่ยนแปลงคร่าวๆใน Honda City Minor Change ก่อนเปิดตัวในไทย 12 ม.ค.60

    ก่อนที่จะมีการเปิดตัว Honda City Minor Change ในไทยวันที่ 12 มกราคม 2560 ผมมีข้อมูลคร่าวๆของ City Minor Change มาให้ท่านได้รับทราบกันก่อนครับ ซึ่งก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีข้อมูลมากไปกว่าตรงนี้แล้ว 





การเปลี่ยนแปลงภายนอก
- กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ทุกรุ่น
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ทุกรุ่น
- ล้อดีไซน์ใหม่
 รุ่น S ล้อกระทะพร้อมฝาครอบขนาด 15 นิ้ว
 รุ่น V,V+,SV,SV+ ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว
- ไฟหน้า
 รุ่น S,V,V+ ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์
 รุ่น SV,SV+ ไฟหน้าแบบ LED
- ไฟส่องสว่างกลางวันแบบ Daytime Running Lights ทุกรุ่น
- ไฟตัดหมอกแบบ LED เฉพาะ SV,SV+

การเปลี่ยนแปลงภายใน
- ไฟอ่านแผนที่ ตั้งแต่รุ่น V ขึ้นไป โดยเพิ่มมาในรุ่น V,V+ ในรุ่นท็อปจะได้แบบ LED
- ไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร ทุกรุ่น โดยเฉพาะรุ่นท็อป SV+ จะได้แบบ LED
- กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมพับไฟฟ้าตั้งแต่รุ่น V ขึ้นไป โดยเพิ่มมาในรุ่น V,V+
- สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ตั้งแต่รุ่น V ขึ้นไป โดยเพิ่มมาในรุ่น V
- มาตรวัดเรืองแสงสีขาว ในรุ่น V ขึ้นไปจะได้หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ MID เพิ่มเข้ามาด้วย
- ปุ่มกดเบรกมือโครเมียม เพิ่มเข้ามาในรุ่น V+
- มือจับประตูด้านในโครเมียม เพิ่มเข้ามาในรุ่น V+
- เบาะดีไซน์สปอร์ต เฉพาะรุ่น SV+
- เบาะหลังพับแบบ 60:40 เดิม มีในรุ่น SV,SV+ รุ่นใหม่ จะตัดเหลือแค่เฉพาะรุ่น SV+
- พนักเท้าแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง เดิม มีในรุ่น SV,SV+ รุ่นใหม่ ตัดออกหมด
- พนักพิงศีรษะด้านหลัง 3 ตำแหน่งพร้อมปรับระดับสูง-ต่ำได้ เดิม มีในรุ่น SV,SV+ รุ่นใหม่ จะตัดเหลือแค่เฉพาะรุ่น SV+
- ชุดเครื่องเสียง
รุ่น S,V เดิม เป็นเครื่องเสียงโมดูล วิทยุ CD MP3 แบบ 1 แผ่น ของใหม่ ตัดช่องใส่ CD ออก เปลี่ยนชุดเครื่องเสียงใหม่
รุ่น V+,SV และ SV+ เดิม เป็นเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ USB HDMI Bluetooth พร้อมกล้องมองหลังปรับได้ 3 ระดับ ของใหม่ ปรับลดขนาดหน้าจอเหลือ 6.8 นิ้ว นอกนั้นคงเดิม

   ส่วนข้อมูลด้านขุมพลังนั้นน่าจะเป็นเครื่องยนต์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง และมีข้อสงสัยว่าจะเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลครับ ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นก็ยังไม่มีข้อมูลเช่นกันว่าจะเพิ่มอะไรมาหรือไม่ เอาเป็นว่าถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจะอัพเดตให้ทราบครับ


มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

All-New Suzuki Swift ดูเดิมๆ เพิ่มเติมคือสวยขึ้น

  ในที่สุด Suzuki ก็ได้ทำการเปิดเผยโฉมของ All-New Suzuki Swift เจเนเรชั่นใหม่แบบชัดๆจัดเต็มมาให้สาวกได้ยลโฉมกันแล้ว ก่อนการวางขายในญี่ปุ่นจะเริ่มในวันที่ 4 มกราคม 2017 จะสวยถูกใจทุกท่านหรือไม่ ติดตามชมข้อมูลด้านล่างนี้ต่อไปได้เลยครับ

   ดีไซน์ภายนอกนั้นมีกลิ่นอายความเป็นรุ่นเดิมสูงมากโดยเฉพาะเส้นสายด้านข้าง คาดว่า All-New Suzuki Swift ใหม่จะยังคงสร้างบนพื้นฐานของ Swift รุ่นเดิม แต่มีการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูสวยและทันสมัยยิ่งขึ้น ดีไซน์ด้านหน้ามากับชุดโคมไฟทรงใหม่ พร้อมกระจังหน้าทรงใหม่ที่ดูใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ออกแบบชุดกันชนหน้าให้เข้ากับกระจังหน้าใหม่ โดยเฉพาะในรุ่น RS ที่สวมชุดแต่งรอบคันนั้น มีบริเวณด้านหน้าที่แอบนึกถึง Jaguar F-Type

ในส่วนของเส้นสายด้านข้างนั้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่ามีความใกล้เคียงรุ่นเก่าค่อนข้างมาก แต่ในส่วนของประตูหลังนั้นได้รับการออกแบบใหม่โดยการติดตั้งมือจับประตูบริเวณกรอบกระจกประตู ทำให้แนวเสา C กลายเป็นแบบ Floating Roof

 ด้านท้ายของรถมากับไฟท้ายชุดใหม่ที่ดูทันสมัยมากขึ้น ฝากระโปรงหลังเปลี่ยนใหม่ให้ดูมิติกว่าเดิม รวมทั้งกันชนท้ายที่ดูมีมิติมากขึ้นเช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าภายนอก มากับช่องแอร์ใหม่แบบทรงกลมที่ดูทันสมัย ตกแต่งด้วยวัสดุภายในที่ดูพรีเมียมขึ้นกว่าเดิม หน้าปัดของรถออกแบบใหม่ให้ดูสปอร์ตกว่าเดิม พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ตรงกลาง พวงมาลัย 3 ก้านใหม่ดูดีขึ้นแต่ก็ทำให้แอบนึกถึงพวงมาลัยของ Mazda

   ทางด้านขุมพลังนั้น ในตลาดญี่ปุ่นจะมีทางเลือกเครื่องยนต์ 3 แบบ ด้วยกัน ได้แก่
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร DualJet พละกำลัง91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 118 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ CVT

- ขุมพลังไฮบริดแบบ Mild Hybrid (SHVS) มากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร K12C บวกกับชุด ISG (Integrated Starter Generator) และมอเตอร์ไฟฟ้า WA05A 3.1 แรงม้า ที่ 1,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 50 นิวตันเมตร ที่ 100 รอบ/นาที แบตเตอรี่ Lithium-ion Battery ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT

- เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.0 ลิตร BoosterJet พละกำลังสูงสุด 102 แรงม้าที่ 5,550 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

 
   สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นทางค่าย Suzuki ได้ทำการติดตั้งระบบใหม่ๆหลายระบบด้วยกัน เช่น ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อใกล้ชน Collision-Mitigation System (ครั้งแรกของ Suzuki) , เซ็นเซอร์หน้ารถ Dual Sensor Brake Support ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High-Beam Assist และ Adaptive Cruise Control

   Suzuki Swift เจเนเรชั่นใหม่ในญี่ปุ่นจะมีทางเลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ รุ่นเริ่มต้น XG , XL , Hybrid ML , Hybrid RS และ RSt โดยมีราคาเริ่มต้นราวๆ 1,343,520 เยน (411,970 บาท) ครับ ส่วนเมืองไทยน่าจะเปิดตัวอย่างช้าราวๆต้นปี 2018 หรือเร็วสุดๆก็ปลายปี 2017 และน่าจะมาในฐานะอีโคคาร์เฟส 2 ครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

ทีเซอร์แรกของ All-New Honda Odyssey (US Version) ก่อนเปิดตัวมกราคมปีหน้า

  ค่าย Honda ปล่อยภาพทีเซอร์ของ All-New Honda Odyssey เวอร์ชั่นที่จำหน่ายในอเมริกา (คนละเวอร์ชั่นกับที่จำหน่ายในไทย) ก่อนการเปิดตัวจะมีขึ้นครั้งแรกในโลกที่งาน Detroit Auto Show 2017 ช่วงเดือนมกราคมปีหน้า

   ภาพทีเซอร์มาในรูปแบบของภาพสเกตซ์ จากภาพจะเห็นว่าเส้นสายตัวถังยังมีกลิ่นอายจาก Odyssey รุ่นเดิมอยู่ (บางคนอาจจะมองว่าคล้าย Mobilio แต่เส้นสายแบบนี้มีมาก่อน Mobilio เสียอีก) แต่ปรับให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัยยิ่งขึ้น บริเวณเสา D มีการออกแบบแนวหลังคาแบบ Floating Roof ในส่วนของด้านท้ายนั้นจะมากับชุดไฟท้ายที่ดูเฉียบคมและสวยงามยิ่งขึ้น

   นอกจากภาพสเกตซ์ตัวรถแล้ว ยังมีภาพวาดแบบรีบๆของ Honda Odyssey เจเนเรชั่นใหม่ทั้งหมด 4 ภาพ ซึ่งเป็นของลูกๆทีมออกแบบ Odyssey เจเนเรชั่นใหม่นั่นเอง Chad Harrison หัวหน้าวิศวกรที่  Honda R&D America และ ผู้คุมการออกแบบของ Odyssey เจเนเรชั่นใหม่บอกว่า "พวกเขาสร้างความสนุกเล็กๆด้วยการแบ่งปันภาพวาดบางส่วนจากลูกๆของสมาชิกทีมออกแบบ Odyssey เนื่องจากพวกเขาจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจในการกำหนดทิศทางการออกแบบของ Odyssey โฉมใหม่ได้"

   คาดว่า Odyssey โฉมใหม่จะมากับขุมพลังใหม่ ภายในห้องโดยสารมากับระบบการเชื่อมต่อใหม่ ระบบความบันเทิงที่ครบครัน และมากไปด้วยระบบความปลอดภัย ซึ่งจะมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารได้ดี

   Honda Odyssey โฉมใหม่อาจจะมีการแชร์บางอย่างร่วมกับรถ SUV รุ่นใหญ่อย่าง Honda Pilot และ Acura MDX นั่นหมายความว่า Odyssey ใหม่อาจจะมากับขุมพลัง 3.5 ลิตร V6 ที่อัพเกรดใหม่ และอาจจะจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 หรือ 10 สปีด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องรอให้มีการเปิดตัวก่อนครับ

ที่มา Carscoops
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เผยทีเซอร์ต้นแบบ Audi Q8 E-Tron Concept ก่อนเปิดตัวมกราคมปีหน้า

    ค่ายสี่ห่วง Audi ปล่อยทีเซอร์ต้นแบบคันใหม่ของพวกเขาในชื่อ Audi Q8 E-Tron ที่ว่ากันว่าจะเปิดตัวภายในงาน Detroit Auto Show 2017 เดือนมกราคมปีหน้า ก่อนที่รุ่นผลิตจริงน่าจะเปิดตัวภายในปี 2019 ในฐานะรถ SUV แนว Coupe รุ่นเรือธงของค่าย

   ดีไซน์ภายนอกจากภาพจะเห็นถึงความเกรี้ยวกราดและดุดันกว่ารถ SUV รุ่นอื่นๆในค่าย Audi โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่โต ไฟหน้าแบบ LED และแนวหลังคาที่ดูเพรียวและลาดเทกว่า Q7  และด้วยโลโก้ E-Tron ในรูปนั้นสามารถบ่งบอกได้ว่ารถคันนี้จะมากับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และน่าจะมากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ คาดว่า Audi Q8 E-Tron รุ่นผลิตจริงจะวางตัวเป็นคู่แข่งของ BMW X6 และ Mercedes-Benz GLE Coupe

   Audi Q8 E-Tron รุ่นผลิตจริงได้เริ่มทดสอบแล้ว โดยนำตัวถังของ Audi Q7 โฉมปัจจุบันมาดัดแปลงและครอบทับงานวิศวกรรมใหม่ สำหรับงานตกแต่งภายในยังคงไม่มีใครทราบข้อมูลตอนนี้ แต่ว่ากันว่าอาจจะมีแนวการออกแบบคล้ายคลึงกับ Audi A8 โฉมใหม่ที่จะเปิดตัวปีหน้า ซึ่งภายในจะลดทุนปุ่มต่างๆให้น้อยลง และแทนที่ด้วยระบบดิจิตอลแบบ Audi รุ่นใหม่ๆ

   คาดว่าเร็วๆนี้ หรือภายในงาน Detroit Auto Show 2017 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8-22 มกราคม 2017 ครับ

ที่มา Motor1.com
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Mitsubishi Pajero Sport ผ่านการทดสอบระดับ 5 ดาวจาก ASEAN NCAP

   ผู้ใช้รถ PPV คันงามรุ่นนี้น่าจะอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างเมื่อทราบข่าวว่า Mitsubishi Pajero Sport ผ่านการทดสอบความปลอดภัยจาก ASEAN NCAP ซึ่งได้คะแนนการทดสอบสูงสุด 5 ดาวเต็ม

   การทดสอบรถรุ่นนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเจ้ากระบะดัดแปลงที่มีพื้นฐานมาจากกระบะ Mitsubishi Triton คันนี้ มีคะแนนในด้านการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) อยู่ที่ 15.29 คะแนน จากคะแนนเต็ม 16 คะแนน

   โดยรถทดสอบของ Mitsubishi Pajero Sport ที่ได้ 5 ดาวเต็มนั้น จะได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว ESC (รุ่นที่ไม่มี ESC จะได้ 4 ดาว) ถุงลมนิรภัย 2 ใบ และ ระบบการแจ้งเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารด้านหน้า นอกจากนี้ Pajero Sport ยังมีเปอร์เซ็นต์ในด้านการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection) อยู่ที่ 76% ส่วนรถทดสอบนั้นผลิตที่ไทยหรือไม่ ไม่ได้มีการระบุนะครับ

   สำหรับ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นปัจจุบันนั้นในรุ่นท็อปสุดจะติดตั้งระบบความปลอดภัยหลายประการ เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง Forward Collision Mitigation , ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งรุนแรงและรวดเร็ว  Ultrasonic Misacceleration Mitigation . ระบบควบคุมการทรงตัว Active Stability Control, ระบบป้องกันการลื่นไถล Active Traction Control , ระบบเสริมแรงเบรก Brake Assist และ ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution.

  แต่ถึงแม้รถจะติดตั้งระบบความปลอดภัยมากมาย หรือจะได้ 5 ดาวเต็ม หรือว่าจะไม่เต็ม 5 ดาวก็ตาม ผู้ใช้ก็ต้องขับขี่รถยนต์ด้วยความไม่ประมาทจะเป็นดีที่สุดครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มาดูภาพสเกตซ์ของ All-New Kia Picanto

   ค่ายรถแดนโสม Kia ได้ทำการปล่อยภาพสเกตซ์ชุดแรกของรถเล็กโฉมใหม่ All-New Kia Picanto ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2017 ที่กำลังจะเข้ามาถึง

  จากภาพที่เห็นนั้นบอกได้ว่า All-New Kia Picanto จะได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากรุ่นพี่ Kia Rio โฉมล่าสุด ในภาพจะเห็นตัวรถที่มากับชุดกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต และติดตั้งสเกิร์ตรอบคัน ล้ออัลลอยลายก้านคู่ ท่อไอเสียคู่บริเวณด้านหลังรถ คาดว่าในภาพน่าจะบ่งบอกถึงรุ่นท็อปสุด " GT Line"

 ดีไซน์ด้านหน้าจะเห็นชุดไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ DRL แบบ LED กระจังหน้า Tiger Nose อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมกันชนหน้าที่ดูดุดันและสปอร์ตกว่าเดิม เส้นสายด้านข้างยังนำกลิ่นอายจากรุ่นเดิมมาใช้อยู่ ส่วนด้านท้ายน่าจะมากับไฟท้ายแบบ LED และกันชนท้ายที่ดูสะดุดตาขึ้น

   ภายในห้องโดยสารนั้นได้รับการออกแบบใหม่หมดให้แตกต่างจากรุ่นเดิม ซึ่งดูทันสมัยและดูมีราคามากขึ้น มากับพวงมาลัยสามก้านทรงใหม่ ในรุ่นท็อปจะติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสมาให้ด้วย

  คาดว่าขุมพลังใน Picanto โฉมใหม่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร 3 สูบ และ 1.25 ลิตร 4 สูบ ส่วนในรุ่นท็อป GT น่าจะมากับขุมพลังที่แรงขึ้น ระบบส่งกำลังก็จะมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งข้อมูลรถแบบเต็มๆน่าจะมาให้เราได้ชมกันต้นปีหน้าครับ

ที่มา Indianautosblog
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทีเซอร์แรก Honda City Minor Change เตรียมเปิดตัวในไทย 12 ม.ค. 60

  เป็นรถที่หลายคนรอคอยข่าวกันพอสมควรว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ตอนไหน สำหรับ Honda City ที่จะมีการเปิดตัวรุ่นปรับปรุงโฉม Minor Change ในเร็วๆนี้ ล่าสุดทาง Honda แจ้งมาแล้วครับว่าทางค่ายจะทำการเปิดตัว Honda City ที่จะทำการ Minor Change ภายในวันที่ 12 มกราคม 2560 หรืออีกไม่ถึงเดือนนั่นเอง

   ทาง Honda ยังได้ปล่อยภาพทีเซอร์และภาพ GIF จากทางเพจ Enjoy Honda Thailand อันเป็นเพจหลักของ Honda ซึ่งทำให้เราได้เห็นรายละเอียดภายนอกรถคร่าวๆ โดยบริเวณด้านหน้าจะมีการปรับปรุงหน้าตาใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น กระจังหน้าจะมีแนวการออกแบบที่คล้ายคลึงกับ Honda Civic ใหม่ ส่วนชุดไฟหน้าจะมีไฟ LED Daytime Running Lights แต่ภายในโคมดูเหมือนว่าจะเป็นไฟมัลติรีเฟลกเตอร์หรือ LED นั้นก็ไม่แน่ใจ คงต้องรอดูต่อไป เหมือนเดิม นอกจากนี้เราจะเห็นล้ออัลลอยลายใหม่ รวมทั้งสีตัวถังใหม่ใน City "คอสมิก บลู" สีเดียวกับ Honda Civic ที่จะมาแทนที่สีน้ำเงินที่จำหน่ายอยู่เดิม ด้านท้ายนั้นจะมากับไฟท้ายทรงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแต่ในส่วนกันชนท้ายยังไม่เห็นชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนให้แตกต่างจากเดิม

   ส่วนภาพภายในห้องโดยสารยังไม่มีออกมาตอนนี้ครับ แต่รายละเอียดคร่าวๆได้ยินมาว่าทุกรุ่นจะมากับภายในสีดำ และอาจจะเปลี่ยนชุดเครื่องเสียงใหม่

  Honda พยายามโปรโมทว่ารถคันนี้ "เหนือกว่าความเป็นที่สุด" เราก็ต้องมารอกันครับว่า City Minor Change ใหม่จะมีอะไรที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดบ้าง และที่สำคัญเลยคือ Toyota Vios ก็จะมีการ Minor Change ในช่วงเวลาใกล้กันด้วย คาดว่าเดือนมกราคมปีหน้า ตลาด B-Segment น่าจะสนุกแน่นอน

   สถานที่จัดงานเปิดตัว Honda City Minor Change คือ อีเทอร์นิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพฯ วันที่ 12 ม.ค. 60 เวลา 16.00-19.00 น. ซึ่งน่าจะให้สื่อมวลชนเข้าไปได้อย่างเดียวครับ เอาเป็นว่าเราก็ติดตามข่าวกันให้ดีๆครับ

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

Lamborghini Aventador S อัพเกรดความแรงให้ซูเปอร์คาร์ตัวจี๊ด

   ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าซูเปอร์คาร์สุดหล่อค่ายกระทิงดุ Lamborghini Aventador จะมีอายุในตลาดใกล้จะครบ 6 ปีแล้ว สวนทางกับหน้าตาของรถที่ยังทันสมัยและยังไม่ตกยุคเลย และล่าสุดค่าย Lamborghini ก็เพิ่งอัพเกรดขุมพลัง Aventador รุ่นธรรมดาให้มีความแรงเพิ่มขึ้นอีก พร้อมๆไปกับการปรับโฉมหน้าตาใหม่ด้วย ในชื่อรุ่น Aventador S ซึ่งตัว S บ่งบอกถึงการปรับโฉมหน้าตาและอัพเกรดขุมพลังใหม่นั่นเอง

   การเปลี่ยนแปลงภายนอกได้มีการออกแบบชุดกันชนหน้าใหม่ที่มากับจมูกด้านหน้ารถที่ดุดันขึ้นกว่าเดิม ที่มีดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวแรง SV มีการเพิ่มลิ้น Diffuser ด้านหน้าและสเกิร์ตด้านข้างที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

ในส่วนของด้านท้ายมีการปรับรายละเอียดโคมไฟท้ายให้ดูเข้มขึ้น และออกแบบกันLamborghini Magnetorheological Suspension (LMS)ชนท้ายใหม่ให้ดุดันขึ้นไม่แพ้ในส่วนของด้านหน้ารถเลย นอกจากนี้ยังมากับสปอยเลอร์หลังปรับระดับได้ 3 ระดับ ซึ่งการปรับปรุงที่กล่าวมานั้นส่งผลให้ Aventador S มีค่าแรงกดด้านหน้ามากขึ้น 130%  และด้านท้ายมีแรงกดมากขึ้นอีก 50% และค่าแรงเสียดทานอากาศยังลดลงไปถึง 400% เลยก็ว่าได้

   ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงชุดหน้าปัดดิจิตอล TFT ใหม่ที่สามารถปรับควบคุมอะไรต่างๆได้ตามต้องการของคนขับ ระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay มีการติดตั้งระบบ Lamborghini telemetry system และนอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถกำหนดการตกแต่งภายในรถเองได้ผ่านทางแพ็คแกจ Lamborghini's Ad Personam program

   ทางด้านขุมพลังนั้นยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน 6.5 ลิตร V12 ที่อัพเกรดพละกำลังให้แรงขึ้นเป็น 740 แรงม้า พร้อมแรงบิด 690 นิวตัน-เมตร ในขณะที่รอบเครื่องสูงสุดได้ถูกเพิ่มขึ้นจาก 8,350 เป็น 8,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงท่อไอเสียให้เบาลง 20% ซึ่งทำให้น้ำหนักรถตอนนี้อยู่ที่ 1,575 กิโลกรัม อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.

   อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Aventador S คือพวงมาลัยที่สามารถควบคุมล้อได้ 4 ล้อ โดยจะมากับระบบเลี้ยว 4 ล้ออันจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลางและเพิ่มความมั่นคงในช่วงความเร็วสูง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบกันสะเทือน Lamborghini Magnetorheological Suspension (LMS) ให้เข้ากับระบบเลี้ยว 4 ล้อ รวมทั้งปรับปรุงชุดสปริงด้านหลังใหม่ สำหรับโหมดการขับขี่ยังคงมีโหมด Strada , Sport , Corsa และโหมดที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือโหมด "Ego" ที่ช่วยปรับแต่งระบบกันสะเทือนและระบบขับเคลื่อนตามความชอบของเราได้

   Lamborghini Aventador S จะเริ่มวางขายในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือราวๆไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ในราคค่าตัวเริ่มต้นที่ 281,555 ยูโร (หรือประมาณ 10,569,164 บาทไทย) ส่วนเมืองไทยก็น่าจะเปิดตัวตามหลังจากนั้นครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เปรียบเทียบสเปคและออปชั่น Honda Civic 1.8 EL VS. Toyota Corolla Altis Esport Option

   ถ้าพูดถึงตลาด C-Segment ปีนี้ รถที่มาแรงสุดๆคงจะหนีไม่พ้น Honda Civic โฉมใหม่ ที่มากับรูปลักษณ์ที่สวยงามโฉบเฉี่ยวขึ้นกว่าเดิมสุดๆ แม้จะมีข่าวคราวเรื่องปัญหาตัวรถออกมาให้เห็นเป็นครั้งคราวแต่ก็ดูเหมือนจะไม่ส่งผลต่อยอดขายเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Toyota ต้องเร่งเปิดตัว Corolla Altis Minor Change ออกมา เพื่อกอบกู้ยอดขายคืนมา

   เชื่อว่า Honda Civic รุ่นที่ขายดีที่สุดนั้นคงจะหนีไม่พ้น 1.8 EL สังเกตได้จากบนถนนที่เห็นรุ่นนี้วิ่งค่อนข้างบ่อย ส่วน Toyota ที่เพิ่งเปิดตัว Corolla Altis ใหม่นั้น ได้มีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ "Esport Option" มาแทนรุ่น 1.8 G และผมก็เชื่อว่ารุ่นนี้น่าจะเป็นรุ่นที่ Toyota คาดหวังให้ขายดีที่สุด เพราะเป็นรุ่นที่มีชุดแต่งครบถ้วน และออปชั่นต่างๆก็ไม่ได้น้อยหน้ารุ่นท็อปเท่าไหร่ และด้วยราคาค่าตัวที่ต่างจาก Civic 1.8 EL ราวๆ 20,000 บาท น่าจะทำให้ลูกค้าต่างชั่งใจว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ดังนั้นผมจึงนำ 2 คันนี้มาเปรียบเทียบสเปคว่า 2 คันนี้มีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง

    ดีไซน์ภายนอกของรถ ในเรื่องความสดใหม่นั้นคงต้องยกให้ Honda Civic โฉมใหม่ เพราะเพิ่งเปลี่ยนโฉมไม่นาน แต่สำหรับ Toyota Corolla Altis ที่มีอายุในตลาดมาเกือบ 3 ปีแล้วก็ไม่แปลกที่จะเริ่มเห็นความเก่าบ้าง แต่ในรุ่นปรับโฉมที่เปิดตัวไม่นานก็นับว่าสวยขึ้นไม่น้อยเลย ก็ยอมรับตรงๆว่ารูปโฉมนั้นตัวผมอาจจะเทใจไปทาง Honda แต่ทั้งนี้คันไหนจะสวยกว่าก็ขึ้นกับความชอบของแต่ละท่านครับ
   เข้ามาดูภายในห้องโดยสาร ด้วยความที่ Honda เพิ่งเปลี่ยนโฉม ทำให้ดูสวยงามและทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่ Toyota จะมาแนวเชยๆโบราณแต่มองได้นาน ในรุ่นปรับปรุงใหม่นั้นก็ได้ออกแบบคอนโซลหน้าใหม่ให้ดูดีขึ้นไม่น้อยเช่นกัน สำหรับฟังก์ชันต่างๆนั้น ผมได้ทำตารางเทียบไว้ด้านล่างแล้วครับ

มิติภายนอก
มิติภายนอก

Honda Civic 1.8 EL Toyota Corolla Altis Esport Option
ความยาว (มม.)
4630
4620
ความกว้าง (มม.)
1799
1775
ความสูง (มม.)
1416
1460
ระยะฐานล้อ (มม.)
2698 2700

อุปกรณ์มาตรฐาน
อุปกรณ์มาตรฐาน

Honda Civic 1.8 ELToyota Corolla Altis Esport Option
ไฟหน้า

แบบ Projector
Bi-Beam LED Projector (ปรับระดับแบบอัตโนมัติ) 
ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED (LED Daytime Running Lights)
มี
มี
ระบบป้องกันการลืมปิดไฟหน้า

ระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์
มี
ไฟท้ายแบบ LEDมีมี
สเกิร์ตหน้า / สเกิร์ตข้าง /
สเกิร์ตหลัง / สปอยเลอร์หลัง
-มี
แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง-มี
Push Startมีมี
Engine Remote Startมี-
Smart Entry / Honda Smart Key Systemมีมี
จอ MID แสดงข้อมูลการขับขี่มีมี
มาตรวัดแบบดิจิตอลเรืองแสงแบบ Optritron
Cruise Controlมี-
Paddle Shift-มี
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมีมี
เบาะนั่งด้านหน้า

ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางแบบสปอร์ต ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางด้านคนขับพร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า
กระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ด้านคนขับกระจกไฟฟ้าคู่หน้า
ปรับขึ้นลงอัตโนมัติ
มี
ระบบเครื่องเสียง


 หน้าจอสัมผัส 7 นิ้วแบบ Advance Touch พร้อมรองรับ Apple CarPlayDVD / CD / MP3 / WMA พร้อมจอสัมผัส 7 นิ้ว รองรับ T-Connect
ระบบเชื่อมต่อ Smart Phoneมี-
ช่องต่อ USB

มีมีด้านหน้า 1 และด้านหลังอีก 2 ตำแหน่ง
ช่องต่อ AUXมีมี
ช่องต่อ HDMIมี-
จำนวนลำโพง86
Bluetoothมีมี
สวิตซ์การขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Drive Mode Switch)-มี

ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก
ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก

Honda Civic 1.8 ELToyota Corolla Altis Esport Option
แบบเครื่องยนต์

SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว
4 สูบแถวเรียง DOHC Dual VVT-i
ความจุ CC.
1799
1798
พละกำลัง (แรงม้า)/รอบต่อนาที
141/6500
141/6000
แรงบิด (นิวตันเมตร)/รอบต่อนาที
174/4300177/4000
ระบบส่งกำลัง

เกียร์อัตโนมัติ CVTเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด แบบ Gate-Type พร้อม Sequential
ระบบกันสะเทือนหน้า

แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบกันสะเทือนหลัง

มัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกหน้า
ดิสก์เบรก แบบมีช่องระบายความร้อนดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบเบรกหลัง
ดิสก์เบรกดิสก์เบรก

ความปลอดภัย
ความปลอดภัย

Honda Civic 1.8 ELToyota Corolla Altis Esport Option
กล้องมองหลัง
ปรับภาพได้ 3 ระดับ
มี
เบรกมือไฟฟ้า
มี
-
Auto Brake Hold
มี
-
สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS
มี-
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
มีมี
ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
-มี
ม่านถุงลมนิรภัย
-มี
ถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ
-มี
ระบบป้องกันล้อล็อค ABS
มีมี
ระบบกระจายแรงเบรก EBD
มีมี
ระบบเสริมแรงเบรก BA
-มี
ระบบควบคุมการทรงตัว VSC/VSA และ Traction Controlมีมี
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA / HAC
มีมี
ระบบป้องกันการโจรกรรม Immobilizer และสัญญาณกันขโมย
มีมี
ไล่ฝ้ากระจกหลัง
-มี
ระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทออกห่างจากตัวรถ
มี-

ราคา
ราคา

Honda Civic 1.8 ELToyota Corolla Altis Esport Option
(บาท)
959,000
979,000
   ทั้งหมดนี้คือการเปรียบเทียบข้อมูลของ Honda Civic 1.8 EL และ Toyota Corolla Altis Esport Option และหวังว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจซื้อรถได้ง่ายขึ้นนะครับ
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ