วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

Koenigsegg One:1 ไฮเปอร์คาร์สแกนดิเนเวียน แรงหยุดโลก!

 เป็นสุดยอดรถคันหนึ่งที่เราไม่นำเสนอไม่ได้ครับ เมื่อ Koenigsegg ค่ายไฮเปอรคาร์สัญชาติสวีเดน ได้เผยโฉมสุดยอดรถที่จะมาทำลายสถิติโลกคันใหม่นาม Koenigsegg One:1 ที่งาน Geneva Motor Show 2014
    ชื่อ One:1 นั้นมีที่มานะครับ แต่เราจะขอกล่าวทีหลัง Koenigsegg One:1 จะวางตลาดไว้สูงกว่า Agera ซึ่งเป็นเพราะมาจากการปรับปรุงสมรรถนะโดยรวมทุกระบบ ตั้งแต่เครื่องยนต์ยันระบบแอโรไดนามิค และ Koenigsegg ยังเคลมไว้ว่าเจ้า One : 1 เป็นไฮเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุด แรงที่สุด และมีค่าDownforceที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยครับ
   ชื่อ One:1 นั้นมีที่มาจาก อัตราส่วนของแรงม้าต่อน้ำหนักรถที่มากับเลขชุดสวยๆ 1,360 แรงม้า กับ น้ำหนักของเจ้าคันนี้ 1,360 กก. ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้า : น้ำหนัก อยู่ที่ 1 : 1
   ด้านเครื่องยนต์นั้นมากับขุมพลังขั้นเทพ 5.0 ลิตร V8 เดิมๆ ที่ได้รับการปรับจูนใหม่จนมีพละกำลัง 1,360 แรงม้า PS ที่ 7,500 รอบ/นาที เรดไลน์ 8,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดมหาศาล 1,000 นิวตัน-เมตรที่ 3,000-7,500 รอบ/นาที ท็อปสปีดสามารถทำได้ทะลุ 450 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-400 กม. ในเวลาแค่ 20 วินาที บดขยี้ Bugatti Veyron Super Sports ไปเรียบร้อยและขย้ำ Hennessey Venom GT ที่เพิ่งทำสถิติได้อีกเหมือนกันครับ
    Koenigsegg One:1 ได้ทำการจัดการเรื่องแอโรไดนามิคใหม่หมด ด้านหน้าติดตั้งสปลิทเตอร์ขนาดใหญ่แบบแอคทีฟ และติดตั้งครีบหักเหอากาศที่เรียกว่า flick (หรือ flic) ถึง 2 ชั้น ช่วยให้การจัดระเบียบอากาศไปยังลำตัวรถดีขึ้น โดยระบบแอโรไดนามิคแบบแอคทีฟทั้งด้านหน้าและหลังนี้ วิศวกรของ Koenigsegg ได้เขียนอัลกอริธึ่มใหม่เพื่อควบคุมระบบไฮดรอลิคที่ใช้ในการปรับระดับของชิ้นส่วนต่างๆ แบบอัตโนมัติ ให้สัมพันธ์กับความเร็วรถตลอดเวลา
   Koenigsegg One:1 ได้รับการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด 3D-Printing ซึ่งได้ประกอบชิ้นส่วนอย่างตัวโข่ง (turbo housing) หรือปลายท่อไทเทเนียม ซึ่ง Koenigsegg ให้เหตุผลว่ามันสามารถ 'สร้าง' รูปทรงแปลกๆ ได้หลากหลาย และเหมาะสมกับความต้องการมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นการสร้างซอกมุมเพื่อเว้าหลบอะไรบางอย่าง
   Koenigsegg ได้ให้นิยามเจ้า One:1 ว่าเป็นรถเมกะคาร์ (World's First Megacar) ซึ่งเพราะว่าหน่วย 1 เมกะวัตต์ คิดเป็นแรงม้าก็เท่ากับ 1,341 แรงม้า (หน่วยเป็น HP ครับ)
   Koenigsegg One:1 มีราคาค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราว 62 ล้านบาท หากคูณภาษี 300% บ้านเราอีก คิดกันเอาเองครับ ค่าตัวสูงมากจนเศรษฐีไทยยังต้องเงิบได้
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

Mazda Hazumi Concept เปิดเผยต้นแบบของ Mazda 2 2015

  เชื่อว่าหลายท่านคงกำลังรอคอย Mazda 2 โฉมใหม่กันไม่น้อยเลย ซึ่งกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์กกำลังร้อนแรง และล่าสุด Mazda ก็ได้เปิดคำใบ้ของ Mazda 2 โฉมใหม่กันไปแล้ว ด้วยการเปิดตัว Mazda Hazumi Concept
   รูปร่างหน้าตาของรถนั้น หลังจากที่ผู้เขียนได้เห็นหน้าตามันแล้ว ต้องบอกว่า Mazda มันจะเดิมตามรอยของ Audi แล้วหรือ เพราะว่า รูปร่างนั้น มันช่างเหมือนกับการนำเอา Mazda 3 จับมาย่อส่วนกันเลยทีเดียว ซึ่งมันก็เหมือนๆกับ Mazda 6,Mazda 3 จนมาถึงน้องเล็ก Mazda Hazumi (ต้นแบบ Mazda 2) ไม่ต่างจากตุ๊กตารัสเซียเลย 
   รูปร่างหน้าตาของรถได้รับการออกแบบในแนว Kodo Design เหมือนกับ Mazda รุ่นใหม่ๆ พร้อมกับใส่ Signature Wing Face อันเป็นเอกลักษณ์เข้าไปด้วย เส้นสายออกแบบให้เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว สำหรับด้านท้ายของรถได้รับการออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นพี่ และรุ่นนี้ก็ออกแบบให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงอีกด้วย
  คาดว่าในรุ่นซีดานนั้น ก็คงจะใช้วิธีการคือต่อท้ายเข้าไปโดยไม่ต้องออกแบบประตูหลังใหม่เหมือนกับ Mazda 3 โฉมใหม่ที่ทำมาแล้ว ซึ่งเป็นการลดต้นทุนได้เยอะ
  Mazda Hazumi Concept แน่นอนว่าจะถูกต่อยอดไปเป็น Mazda 2 แน่นอน และคาดว่ารุ่นโปรดักชั่นจะเผยโฉมแก่สาธารณะชนได้ที่งาน Paris Motor Show 2014 ช่วงก.ย.-ต.ค. ส่วนเมืองไทยนั้นอย่างเนร็วที่สุดก็ช่วงปลายปีนี้ตามที่ข่าวออกมา ไม่ก็ต้นปี 2015 ครับ
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

BMW X4 เอสยูวีคูเป้ตัวใหม่ น้องชาย X6 คลอดแล้ว

  BMW ประสบความสำเร็จกับการขาย X6 รถที่ได้นิยามจากค่าย Bimmer ว่า Sports Active Coupe (SAC) ประกอบกับตลาดรถแนว SUV กำลังเติบโตสูง ดังนั้น BMW จึงเติมเต็มช่องว่างในค่ายด้วยการเปิดตัว BMW X4 โฉมใหม่ที่เป็นรถเอสยูวีคูเป้รุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นน้องชายของ BMW X6 เรียบร้อย
   รูปร่างตัวรถนั้น หน้าตาของรถนั้นแทบจะถอดแบบมาจาก BMW X3 LCI (Minor Change) มาครบถ้วน เนื่องด้วยตัวรถใช้พื้นฐานของ X3 รุ่นปัจจุบันมาต่อยอดพัฒนาใหม่ พูดง่ายๆว่ามันคือการเอา BMW X3 มาตัดหัวและหางทิ้ง เปลี่ยนท้ายใหม่สไตล์คูเป้และปรับหลังคาให้ลาดลงเพื่อแสดงความเป็นรถคูเป้ SUV อีกด้วย ซึ่งดูลงตัวไม่น้อย ซึ่งรูปลักษณ์แบบนี้ BMW ก็เคยให้คำใบ้ไว้แล้วกับ BMW X4 Concept คันต้นแบบสีน้ำเงินที่เผยโฉมเมื่อปีที่แล้วนั่นเองครับ
   BMW ได้ทำการออกแบบเส้นสายบนประตูหลังใหม่ เน้นให้ซุ้มล้อคู่หลังเด่นชัดมากขึ้น พร้อมกับออกแบบโคมไฟท้ายใหม่จนดูคล้ายคลึงกับรถยนต์คูเป้ ออกแบบครีบรีดอากาศบนกันชนหลังใหม่ โดยรวมนั้น BMW X4จะยาวกว่า X3 อยู่ 14 มิลลิเมตร แต่เตี้ยกว่า 36 มิลลิเมตรครับ
   ภายในนั้นแผงคอนโซลหน้ายกมาจาก BMW X3 ทั้งดุ้น ความแตกต่างก็คือ ตกแต่งด้วยแผงอะลูมิเนียมสีเงินด้านและสีดำเงา พื้นที่ด้านหลังโดยสารได้ 3 ที่นั่งเหมือนกับ BMW X3 อีกทั้งยังสามารถพับเบาะในอัตราส่วน 40:20:40 ได้ด้วยเช่นกัน หากพับเบาะราบแล้วจะมีเนื้อที่บรรทุกเพิ่มขึ้นเป็น 1,400 ลิตรเลยครับ
   สำหรับขุมพลังในรถนั้นเบื้องต้นจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งหมด 6 แบบครับ
1. เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบพร้อมเทอร์โบ TwinPower  2.0 ลิตร 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
2. เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียง พร้อมเทอร์โบ TwinPower ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตัน-เมตร 
3. เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TwinPower เช่นกัน แต่ถูกปรับแรงม้าให้สูงขึ้นเป็น 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 630 นิวตัน-เมตร
4.-5. เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TwinPower ให้กำลัง 2 แบบ ได้แก่
184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร และ 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร 

6. เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ TwinPower ให้กำลัง 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร
   BMW X4 จะขึ้นสายการผลิตช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ เน้นจำหน่ายที่ตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก ราคาเริ่มต้นราวๆ 45,625 ดอลลอร์สหรัฐ ราวๆ 1.4 ล้านบาทไทย ยังไม่รวมภาษี สำหรับเมืองไทย อย่างเร็วที่สุดก็ปลายปีนี้ครับ ไม่ก็ต้นปี 2015
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

Audi TT 2015 เปิดตัวสปอร์ตคูเป้โฉมใหม่จากค่ายสี่ห่วง

 ในที่สุดค่ายสี่ห่วง Audi ก็ได้ทำการเปิดตัวสปอร์ตยอดนิยม Audi TT เจเนเรชั่นที่ 3 โฉมใหม่ที่งาน Geneva Motor Show 2014 หลังจากขายรุ่นเก่ามานานมากแล้ว ซึ่งยังคงเอกลักษณ์เดิมๆไว้ครบครัน
    หน้าตาของรถนั้นมากับกระจังหน้าอันเป็น Signature ของค่าย กระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมขนาดเขื่อง โคมไฟหน้าทรงเรียวแหลม ออกแบบรายละเอียดภายในเน้นเส้น LED Daytime Running Light และยังมีไฟหน้า LED ให้เลือกเป็นออปชั่นติดตั้งเสริม โลโก้สี่ห่วงติดบนฝากระโปรงจากเดิมติดตรงกระจังหน้า
   มิติตัวถังของรถนั้นถือว่ามีขนาดเล็กลงเพื่อความคล่องตัวและปราดเปรียว โดยมีขนาดสั้นลงจากรุ่นที่แล้ว 20 มม.(ความยาวตัวถัง 4,180 มม.) ขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังขึ้นอีก 37 มม. ความกว้างถูกลดลงจากรุ่นที่แล้ว 8 มม.เช่นกัน ส่วนความสูงจะเท่าเดิมอยู่ที่ 1,353 มม.
   ด้านข้างรถโดดเด่นด้วยซุ้มล้อหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต เส้นบ่าด้านข้างที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพายุ Tornado และแนวหลังคาที่ลาดเทมากขึ้น กระโปรงหน้ายังคงเป็นแบบ Liftback โคมไฟท้าย ทรงเหลี่ยมเหมือนเดิม สปอยเลอร์หลังจะยกตัวขึ้นอัตโนมัติเมื่อขับขี่เกิน 120 กม./ชม. โดยรวมนั้นยังคงความสปอร์ตไว้ครบ และเพิ่มความเกรี้ยวกราดและเพิ่มมัดกล้ามให้รถดูทะมัดแทมงขึ้น
    Audi TT โฉมใหม่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของ VW Group นาม MQB ทำให้ Audi TT มีน้ำหนักลดลงกว่าเดิมราว 50 กก. และผลของการใช้แพลตฟอร์มใหม่นี้ ยังทำให้ทีมวิศวกรสามารถเพิ่มความจุ
สัมภาระด้านท้ายได้อีก 13 ลิตรจากรุ่นที่แล้ว กลายเป็นเนื้อที่บรรทุกสัมภาระขนาด 305 ลิตร

   ภายในนั้นได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูสะอาดตาและใช้ง่ายกว่าเดิม โดยการยุบรวมจอควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ตรงกลางคอนโซลหน้าไปไว้รวมกับมาตรวัดความเร็วเลย โดยมากับหน้าจอสี12.3 นิ้ว พร้อมชิปประมวลผลกราฟิิคของ Nvidia Tegra 30ที่สามารถแสดงผลได้หลากหลายโหมดใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นโหมดเน้นการขับขี่แบบสปอร์ต โหมดนำทาง หรือโหมดการขับขี่แบบทั่วไป ฯลฯ
   ไฮไลต์สำคัญก็คือช่องแอร์ทรงกลม 3 ช่อง ที่แฝงปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศเข้าไปด้วย ถือเป็นความฉลาดของค่าย Audi ที่ช่วยลดความวุ่นวายรกตาในห่องโดยสาร เบาะนั่งแบบสปอร์ต S มาเป็นออปชั่นเสริม จะมีลูกเล่นปีกเบาะที่ปรับให้กระชับร่างกายของผู้ขับขี่/ผู้โดยสารด้วยระบบลม 
   พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต พร้อมส่วนล่างของพวงมาลัยแบบตัดตรง ยังถูกออกแบบชุดถุงลมนิรภัยให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม 40% เครื่องเสียงมากับเครื่องเสียง Bang & Olufsen ออกแบบลำโพงกว่า 12 จุดรอบคัน พร้อมทั้งแอพพลิไฟเออร์ และซับวูฟเฟอร์บนแผงประตู
   ขุมพลังนั้นก็มีให้เลือกหลายแบบครับ ไล่ตั้งแต่ขุมพลังเบนซิน TFSI ขนาด 2.0 ลิตรเดิม ปรับแต่งใหม่จนมีพละกำลัง 230 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตัน-เมตร เครื่องยนต์ดีเซล TDI ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมกำลังสูงสุด 184 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร 
   ในรุ่นแรง TTS มากับเครื่องยนต์เบนซิน TFSI ขนาด 2.0 ลิตรเช่นกัน พละกำลังจูนใหม่จนมีม้าถึง 310 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ทั้ง Audi TT และ TTS จะส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ S Tronicแบบ 6 จังหวะ 
    Audi TT รุ่น 2.0 TFSI สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในะเวลาเพียง 5.3 วินาที และในรุ่น TTS จะใช้เวลาน้อยกว่านั้นอีก ที่ 4.7 วินาทีเท่านั้น ช่วงล่าง Audi TT โฉมใหม่ ยังคงใช้ระบบช่วงล่าง
แมคเฟอร์สันสตรัทสำหรับล้อคู่หน้า และระบบช่วงล่างอิสระ 4-Link ในล้อคู่หลัง ซึ่งได้มีการปรับจูนให้มีความแน่นหนึบมากขึ้นกว่าเดิม
   Audi TT 2015 จะจำหน่ายในตลาดยุโรปอันเป็นตลาดหลักก่อน แล้วจะทยอยไปตามตลาดต่างๆทั่วโลก เมืองไทยก็เช่นกันครับ มีความเป็นไปได้จากการนำเข้าของบริษัทเยอรมัน มอเตอร์เวอร์ค ไม่ก็ MTM Thailand หรือเร็วสุดๆ ก็เกรย์มาร์เก็ตครับ
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

Nissan Juke Minor Change 2015 ไอ้ตัวแสบยกหน้าใหม่ มากับหัวใจใหม่ 1.2 ลิตรติดโบ

  หลังจากที่ Nissan Juke ได้เปิดตัวในบ้านเรา ก็ได้ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ ส่งผลให้บริษัทแม่ต้องเพิ่มกำลังการผลิต สำหรับในตลาดโลกนั้น Nissan Juke ก็ได้เข้าสู่ฤดูกาลยกหน้าใหม่ของมันแล้ว ที่งาน Geneva Motor Show 2014 ที่กำลังจัด ณ ตอนนี้ ก็ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Nissan Juke ที่โมหน้าใหม่แล้ว
   หน้าตาของรถนั้นยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Juke ไว้ครบเครื่อง กระจังหน้ายังคงสไตล์เดิมไว้ ไฟหน้าได้รับการออกแบบให้เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของค่ายก็คือ ไฟทรงบูมเมอแรง ส่วนไฟกลมๆนั้นยังคงอยู่ ชายล่างกระจังหน้าได้รับการออกแบบใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่ดูโหดขึ้น โดยเฉพาะไฟท้ายที่ได้รับการหยิบยืมของ 370Z มาใช้ บวกกับรูปลักษณ์ที่คล้ายๆกันอยู่แล้วทำให้ตัวรถสปอร์ตขึ้นไปอีก
   ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เครื่องยนต์ใหม่ที่มากับบล็อกเล็ก 1.2 ลิตร ไดเรค-อินเจคชั่น เทอร์โบชาร์จ เครื่องเล็กพอๆกับอีโคคาร์ แต่พละกำลังเท่ากับเครื่อง 1.5 - 1.6 ลิตรเลยที่ 114 แรงม้า ลดลงหน่อย แรงบิดเพิ่มมากขึ้นเป็น 190 นิวตันเมตร จิบน้ำมันแค่ 18.1 กม./ลิตรเท่านั้นครับ
   ส่วนขุมพลังอื่นๆ เครื่อง 1.6 ลิตร DIG-T จะได้รับการปรับปรุงให้เรียกแรงบิดได้เร็วขึ้นที่รอบต่ำ 2,000 รอบ/นาที อัตราส่วนการอัดสูงขึ้น พร้อมลดค่า NOx ด้วยระบบหมุนเวียนไอเสีย Exhaust Gas Recirculation โดยการจับคู่ระบบขับเคลื่อนชุดนี้จะมีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และรุ่น all-wheel drive ระบบส่งกำลังยังมีทั้งธรรมดา 6 จังหวะ หรืออัตโนมัติ Xtronic CVT เช่นเดิม ส่วนรุ่นดีเซล 1.5 ดีเซล คอมมอนเรล อินเจคชั่น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
   ลูกเล่นต่างๆในรถก็มีให้ครบครัน ระบบเชื่อมต่อ NissanConnect และ Nissan Safety Shield รวมถึงการตรวจจับรอบคัน Around View Monitor
   Nissan Juke 2015 จะเริ่มขายในอเมริกาเหนือราวมิถุนายน 2014 ส่วนตลาดยุโรปและอื่นๆ ยังไม่ทราบครับ ส่วนบ้านเราน่าจะเป็นช่วงปี 2015 คงต้องรอความคืบหน้าในตลาดอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่เรานำเข้ารถของเขามาขายครับ
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

วิจารณ์และทำความรู้จัก Toyota Corolla Altis 2014 ความสวยงามที่(เกือบจะ)ลงตัว

   ตลาดรถเก๋งขนาด C-Segment ถือเป็นตลาดกลุ่มที่สร้างยอดขายให้กับค่ายรถในตลาดพอสมควร และเป็นตลาดสำคัญในประเทศไทยด้วย โดยในช่วงต้นปี 2557 นี้เอง Toyota ถือเป็นเจ้าแรกที่ประเดิมเปิดตัวรถใหม่ลงสู่ท้องตลาด ด้วยของใหม่สดเขย่าตลาดรถ C-Segment นั่นก็คือ Toyota Corolla Altis โฉมใหม่หมดจด ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกับเจ้าตัวใหม่คันนี้กันครับ
   มาเริ่มกันที่รูปร่างหน้าตารถเป็นอันดับแรกกันเลย หน้าตาของรถนั้นต้องขอบอกว่า เดี๋ยวนี้ทาง Toyota ออกแบบรถได้สวย โฉบเฉี่ยว โดนใจผู้บริโภคเอามากๆ ด้วยสไตล์การออกแบบแนว Keen Look เอกลักษณ์การออกแบบแนวใหม่ที่เราได้เห็นกันไปแล้วกับ Toyota Vios และ Toyota Yaris โฉมล่าสุด และถ่ายทอด DNA มาจนถึงเจ้า Corolla Altis นั่นเอง ประกอบกับความหรูหราทีได้รับจากพี่ใหญ่ Camry ทำให้รถคันนี้มีรูปร่างหน้าตาทั้งสวย ทั้งหรูเลยทีเดียว
   ด้านหน้ารถมากับไฟหน้า LED Projector ปรับระดับและเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟหน้า LED Daytime Running (เฉพาะรุ่น 1.8 V Navi และ 1.8 Esport) มือจับประตูแบบ Grip-Type  และที่ผู้เขียนเห็นจะชอบก็คือ ไฟท้ายรถแบบ LED Surface illumination ที่ติดมาทุกรุ่น ล้ออัลลอยที่ติดมากับรถนั้นมีให้เลือกตามรุ่น 3 แบบ ได้แก่ ล้อ 15 นิ้ว (รุ่น 1.6J และ รุ่น 1.6J CNG) ล้อ 16 นิ้ว (รุ่น 1.6 E CNG,1.6 G,1.8 E,1.8 G และ 1.8 V Navi) และ ล้อ 17 นิ้วในรุ่น 1.8 ESport

   ภายในรถนั้นออกแบบใหม่ถือว่าดูดีกว่าเดิม อาจจะเชย ไม่ถูกใจใครบ้าง อันนี้ก็แล้วแต่ใครที่มองแล้วกันครับ ในรุ่นท็อปจะมีฟังก์ชันครบครันไล่ตั้งแต่ พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในมีทั้ง Bluetooth, Paddle Shift,ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry,ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control,ม่านบังแดดหลัง,มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ฟีเจอร์สำคัญก็คือ หน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว เล่นได้ทั้ง DVD/CD/MP3/WMA รองรับ Smart G-Book รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX ซึ่งก็ถือว่าจัดมาพอสมควร แต่ดูเหมือนว่าของพวกนี้จะมีให้ในรุ่นท็อปแทบทั้งหมด นอกนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลย คิดว่า Toyota ควรจะกระจายของเล่นให้ลงไปในรุ่นรองๆหน่อยจะดีมาก
   และในรุ่น 1.8 V Navi,1.8 G และรุ่น 1.8 ESport จะติดตั้งแอร์อัตโนมัติมาให้ เรื่องที่เราจะมาคุยก็คือ แอร์อัตโนมัตินั่นเอง ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตก(และอาจเป็นปัญหาไร้สาระ)ของคนที่กำลังจะซื้อ ซึ่งสมาชิกใน Pantip กำลังจวกเรื่อง “ฮีตเตอร์” ในรถ ซึ่ง Toyota ไม่ได้ติดมา แล้วทำไมต้องถกเรื่องนี้กันละ เพราะฮีตเตอร์ในรถนั้นติดมาเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิในรถยนต์ได้ สมมติว่ารถที่มีฮีตเตอร์นั้นมีอุณหภูมิ 20 องศา ต้องการปรับแอร์ไปที่ 25 องศา พอหมุนปุ่มปรับแอร์ อุณหภูมิภายในห้องโดยสารก็จะ 25 ตามไปด้วย แต่สำหรับ Toyota จะปรับยังไงมันก็ยังมีความเย็นเท่าเดิม ซึ่งการมีฮีตเตอร์ก็ดีอยู่ที่ช่วยลดการเกิดฝ้าในรถยนตือีกด้วย ซึ่งรถระดับเดียวกันแม้แต่รถที่เล็กกว่าหลายรุ่นก็ติดกันมาให้ แต่เราจะได้ฮีตเตอร์จาก Toyota ในรถที่หรูขึ้นระดับ Camry เท่านั้น ซึ่งอันนี้หลายคนบ่นกัน แต่ผู้เขียนชอบแอร์ Toyota เพราะมันเย็น แต่พอมานั่ง Honda กว่าจะเย็นได้ ต้องนั่งรอประมาณ 5-10 นาที เพราะที่บ้านมี 2 ยี่ห้อนี้อยู่ครับ
   มาส่องกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง เครื่องยนต์ยังคงภักดีกับเครื่องบล็อกเดิมที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ในรุ่น Minor Change ของโฉมก่อน โดยมากับเครื่องยนต์ 2 บล็อก โดยตัดเครื่อง 2.0 ออกไป เนื่องจากว่ารุ่น 2.0 นั้น ขายไม่ออก อีกทั้งยังไปทับกับ Camry ตัวล่าง และอีกอย่างเครื่อง 1.8 ลิตร พละกำลังก็ไม่ได้ต่างจากรุ่น 2.0 มากนัก ดังนั้นจึงเหลือแค่เครื่อง 1.6 และ 1.8 ลิตร โดยเครื่อง 1.6 ลิตร มากับรหัส 1ZR-FE (Bi-Fuel Type 1ZR-FE สำหรับรุ่น CNG) 4 สูบแถวเรียง Dual VVT-I มากับพละกำลัง 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตรที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVT-i 7 สปีด ซึ่งนำมาติดตั้งในเครื่อง 1.6 ครั้งแรก ต่อด้วยเครื่อง 1.8 ลิตร 2ZR-FBE 4 สูบแถวเรียง Dual VVT-I ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด สำหรับเครื่อง 1.8 ลิตรนั้น สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ ระบบช่วงล่างแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทในด้านหน้า และแบบทอร์ชั่นบีมในด้านหลัง พร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ
   ระบบความปลอดภัยนั้นถือว่า Toyota จัดมาพอสมควร แต่อาจจะยังสู้ค่ายข้างเคียงไม่ได้ที่ให้กันมาตั้งแต่รุ่นล่างๆแล้ว โดยในทุกรุ่นที่ใช้เกียร์อัตโนมัติจะมีระบบเบรก ABS EBD และ ระบบเสริมแรงเบรก BA  เฉพาะรุ่น ท็อปจะมีระบบควบคุมการทรงตัว VSC+TRC ในขณะที่คู่แข่งมีให้เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นแล้ว ในทุกรุ่นจะมีถุงลมเสริมความปลอดภัยด้านหน้า SRS Airbag บางค่ายก็ติดม่านถุงลมมาให้เพิ่มแล้ว และยังมีเข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติหน้า-หลัง ระบบป้องกันการโจรกรรม Immoblizer และระบบสัญญาณการเตือนการโจรกรรม TDS มีให้ครบทุกรุ่นยกเว้น 1.6J และ 1.6J CNG

    มาดูกันที่ราคากันบ้างครับ ด้านราคานั้นมีการปรับขึ้นในทุกๆรุ่น เป็นธรรมดาของค่ายนี้ที่มีของใหม่ออกมาทีไร ราคาของเป็นต้องขึ้นตลอด โดยเฉพาะรุ่นท็อป 1.8V Navi หลังจากที่รุ่นนี้ได้ตัดตัว 2.0 ลิตร ทิ้งออกไป ทำให้รุ่นท็อปอัดของเต็มเหนี่ยว ราคาเลยโดดไปถึงหลักล้านแล้ว สำหรับราคามีดังต่อไปนี้ครับ รุ่น 1.6J M/T ราคา 769,000 บาท รุ่น 1.6J CNG M/T ราคา 819,000 บาท รุ่น 1.6E CNG A/T ราคา 889,000 บาท รุ่น 1.6G ราคา 829,000 รุ่น 1.8E ราคา 839,000 บาท รุ่น 1.8Esport ราคา 899,000 บาท รุ่น 1.8 G ราคา 979,000 บาท และรุ่น 1.8 V Navi ราคา 1,069,000 บาท
    ผลสรุปในรถเก๋ง Toyota Corolla Altis รุ่นล่าสุดนั้น ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวของใหม่ที่มีรูปร่างสวยงาม โฉบเฉี่ยวแบบ Toyota ยุคใหม่ ซึ่งถือว่าสอบผ่านในเรื่องหน้าตา สำหรับภายในถือว่าออกแบบได้สวยงามเหมือนกัน อุปกรณ์ต่างๆใช้งานง่าย แต่อยากจะติเรื่องแอร์ออโต้ที่ดันตัดฮีตเตอร์ออกไป ซึ่งเป็นตัวทำให้รถควบคุมอุณหภูมิในรถได้ ทำให้แอร์ออโต้ดูเหมือนของไร้ประโยชน์เลย ทางที่ดี Toyota ไม่ควรเอาออกไป เป็นความผิดพลาดที่ Toyota ควรจำไว้  ไม่ใช่แค่ Corolla Altis ครับ ในรถที่ราคาต่ำกว่า 1.2 ล้านบาททุกคันจะไม่มีฮีตเตอร์ติดให้เลย ดังนั้นใครทำงาน Toyota อ่านแล้วเอาไปเล่าให้นายใหญ่แก้ซะ เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นบล็อกเดิม ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเป็นเครื่องใหม่อยู่ เพิ่งเปลี่ยนเมื่อ 3 ปีก่อนเอง และขอชื่นชม Toyota ที่เอาเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด มาใส่ไว้ในทุกๆรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ไม่ต้องใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดของโบราณแล้ว แต่อยากให้ทำเครื่อง 1.6 ลิตร ให้รับ E85 ด้วยจะดีมาก (ไม่ได้มีปัญหามากในเรื่องนี้ แต่อยากให้ 1.6 รองรับด้วย เผื่อราคาจะถูกลงหน่อย) ระบบความปลอดภัยก็อยากให้เพิ่มในทุกๆรุ่น ใส่ระบบ VSC TRC เข้าทุกรุ่นย่อยเลย (รถ B-Segment ค่ายหนึ่งใส่ทุกรุ่นเลยนะ) โดยรวมนั้น Toyota Corolla Altis โฉมใหม่ก็ถือว่าเป็นรถคันหนึ่งที่น่าคบหาครับ
  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

Nissan เปิดตัวรถใหม่ 3 รุ่น Livina,Pulsar DIG Turbo และ Juke Joint Edition

  เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา Nissan ได้ทำแฮทริคกับรถในค่ายของยนต์ ด้วยการเผยโฉมรถรุ่นใหม่ทีเดียว 3 รุ่นรวดกันเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละคันก็เป็นทีเด็ดแทบทั้งนั้น มาดูกันครับว่า Nissan ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่รุ่นไหนไปบ้าง
Nissan Livina ได้เวลาเติมเต็มของใหม่ลงสู่ตลาด
   Nissan ได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และเป็นตลาดใหม่ของ Nissan นั่นก็คือ Livina นั่นเองครับ ซึ่งถือเป็นการเติมเต็มรถในตลาดของ Nissan และจะช่วยเพิ่มยอดขายให้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้นอีกด้วย
     หน้าตาของรถมากับกระจังหน้าทรง V-Shape อันโดดเด่น กันชนหน้าพร้อมการ์ดกันกระแทกด้านข้างสีเงินเมทาลิก พร้อมการ์ดกันกระแทกรอบคัน สปอยเลอร์หลังคา ล้ออัลลอย 16 นิ้ว มากับตัวรถที่ยกสูงขึ้นกว่ารถเก๋งทั่วไป 175 มม. ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ ฮาโลเจน สัดส่วนตัวรถมีมิติตัวรถยาว 4,310 มม. กว้าง 1,735 มม. สูง 1,635 มม.และมากับฐานล้อ 2,600 มม.
   ภายในนั้นออกแบบให้กว้างขวางนั่งสบาย ตกแต่งด้วยโทนสีดำ-เงินเมทัลลิค มีฟังก์ชันครบถ้วน โดยเฉพาะรุ่นท็อป ที่มีให้ตั้งแต่เครื่องเล่น DVD จอทัชสกรีนขนาด 6.1 นิ้ว พอร์ท USB/Aux-in ช่องแอร์ออกแบบพิเศษที่คอนโซลหน้า สามารถส่งความเย็นถึงผู้โดยสารตอนหลังได้ และยังมีช่องแอร์สำหรับที่นั่งด้านหลัง เบาะหุ้มหนังทั้งคัน พื้นที่วางขากว้างขวางพิเศษสำหรับเบาะหลัง แยกพับได้แบบ 60/40 พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังอาจจะมีแค่ 383 ลิตร แต่หากพับเบาะทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 769 ลิตรเลยครับ
   สำหรับเครื่องยนต์นั้นเป็นบล็อกเดียวกับเครื่อง 1.6 ลิตรที่อยู่ใน Sylphy และ Pulsar มากับเครื่อง HR16DE แบบ 4 สูบแถวเรียง ความจุ 1.6 ลิตร DOHC 16 วาล์ว หัวฉีดคู่ Dual Injector System วาล์วแปรผันคู่ Twin C-VTC กำลังสูงสุด 114 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 153 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผัน Xtronic CVT นุ่มนวลด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง
   ระบบความปลอดภัยในรถก็มีให้ตั้งแต่ กุญแจอัจฉริยะ Immobilizer สัญญาณกันขโมย เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ถุงลมคู่หน้า SRS Airbags ระบบเบรกกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบเซ็นทรัลล็อค ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED มาตรวัดเรืองแสงพร้อมจอ Multi Information Display ระบุอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ระยะทางที่ขับขี่ น้ำมันที่เหลือในถัง
   สำหรับ Nissan Livina มีจำหน่ายทั้งหมด 5 สี ได้แก่ ขาวไวท์โซลิด, เทาทไวไลท์เกรย์, แดงเบิร์นนิ่งเรด, เงินบริลเลียนท์ซิลเวอร์ และ ดำแบล็คโซลิด แบ่งการจำหน่ายออกเป็น 3 รุ่นครับ ได้แก่ รุ่น 1.6 E M/T ราคา 677,000 บาท รุ่น 1.6 E CVT ราคา 712,000 บาท รุ่น 1.6 V CVT ราคา 742,000 บาท
Nissan Pulsar DIG Turbo ปฏิบัติการติดหอยใน Pulsar
ขอบคุณภาพจาก Motortrivia

   Nissan Pulsar ในเมืองไทยตอนนี้ก็ดูจะเงียบๆ ขายไม่ออกเท่าไหร่ ซึ่งก็มีหลายเหตุผลครับ หลังจากนั้น เราก็ได้ยินข่าวว่า Nissan จะเพิ่มรุ่นเทอร์โบให้กับ Pulsar แล้วข่าวก็เป็นจริงแล้วครับ
   Nissan Pulsar DIG Turbo ถือเป็นการเติมเต็มรุ่นของ Pulsar ให้ครบถ้วนมากขึ้น และเติมเต็มความร้อนแรงให้กับเจ้า Pulsar ด้วย เจ้าคันนี้ไม่ธรรมดาเพราะ มันติดหอยนั่นเอง ซึ่งมันมากับเครื่องเบนซิน
1.6 DIG-T ไดเรคอินเจคชั่น เทอร์โบชาร์จ รหัส MR16DDT วาล์วแปรผันคู่ Twin C-VTC มีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร แต่ให้ความประหยัดมากกว่า กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 24.4 กก.-ม. ที่ 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์แปรผันอัจฉริยะ Xtronic CVT พร้อมฟังก์ชั่น Manual Mode 6 จังหวะอีกด้วย

   ความปลอดภัยของรถนั้นนับว่าครบถ้วน ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ VDC: Vehicle Dynamics Control, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS: Traction Control System, ถุงลมนิรภัย 6 จุด รอบคัน ได้แก่ คู่หน้า SRS Airbags, ด้านข้าง Side Airbags และม่านถุงลมข้าง Curtain Airbags 
   สำหรับราคาของ Nissan Pulsar Dig Turbo นั้น ราคาอาจจะเกิน 1 ล้านแน่นอนเพราะติดหอยเพิ่ม แต่ไม่น่าเกิน 1.1 ล้านครับ
Nissan Juke Joint Edition เจ้าตัวประหลาดเวอร์ชั่นพิเศษ 
ขอบคุณภาพจาก Motortrivia

    หลังจากที่ Nissan Juke ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยโดย Nissan บ้านเรา ก็ส่งผลให้ยอดขายของ Nissan เป็นกอบเป็นกำ ขายดีติดลมบนไปเลย คงเป็นเพราะความแปลกประหลาดเลยทำให้คนชอบ ดังนั้น Nissan จึงได้ออก Juke Joint Edition เวอร์ชั่นพิเศษเอาใจคนชอบของพิเศษ ด้วยการตกแต่งด้วยการแมทช์คู่สีใหม่ที่ตัวถัง สปอยเลอร์ และกระจกมองข้าง เติมสติ๊กเกอร์ใหม่จากหน้าจรดท้าย พร้อมตราสัญลักษณ์เฉพาะตัว Joint Edition ที่ด้านท้าย มีจำนวนจำกัดสีละ 100 คันครับ
Nissan Juke Joint Edition
สีขาวไวท์โซลิด
สีแดงเบิร์นนิ่งเรด
สีดำแบล็คโซลิด
สติ๊กเกอร์ตกแต่งหน้าจรดท้าย
สติ๊กเกอร์คาร์บอน
สติ๊กเกอร์สีขาว
สติ๊กเกอร์สีขาว
สปอยเลอร์
สีแดง
สีขาว
สีแดง
กระจกมองข้าง
สีแดง
สีขาว
สีแดง
     สำหรับ Nissan Livina พร้อมขายแล้วที่โชว์รูม Nissan ทั่วประเทศ ส่วน Nissan Pulsar DIG Turbo และ Nissan Juke Joint Edition จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาที่งาน Motor Show 2014 วันที่ 26 มี.ค. - 6 เม.ย. 57 ครับ

  แนะนำ ติชม แสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแฟนเพจ Cars New Update ที่นี่!!

 

Like Box