วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

All-New Volkswagen Passat B8 พลิกโฉมซีดานขายดี พร้อมเทคโนโลยีล้ำหน้าคู่ต่อสู้

  ถ้าพูดถึงค่าย Volkswagen ก็ถือว่าเป็นหนึ่งที่ค่ายที่มีการออกแบบรถแนวน่าเบื่อ เชยๆ แต่ดีตรงที่มองได้นาน ทำให้คนแทบทั้งโลกหลงรักมันง่ายๆ (ยกเว้นดีลเลอร์ในไทยที่ทำให้ชาวไทยเปลี่ยนความคิดทันที) และอีกอย่างค่ายนี้มักชอบทำอะไรที่อาจจะยึดยาดหน่อย จะไมเนอร์เชนจ์ทีหรือเปลี่ยนโฉมใหม่ ต้องรอกันนาน Volkswagen Passat ตัวปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในรถที่โดนอานิสงค์นี้ หลังจากไมเนอร์เชนจ์ครั้งใหญ่ลากขาย คราวนี้ Volkswagen ได้จัดเต็มเปลี่ยนโฉมใหม่ให้กับ Passat ให้หรูหราและทันสมัยยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ 

   All-New Volkswagen Passat โฉมใหม่กับรหัส B8 มาพร้อมกับเอกลักษณ์งานออกแบบยุคใหม่ที่สอดคล้องกับงานออกแบบ VW Golf MK7 รูปลักษณ์ด้านนอก มีการออกแบบกระจังหน้าลายซี่แนวนอน เน้นความหรูหราภูมิฐานและต่อเนื่องเข้ากับโคมไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูแบบ LED และแถม Dynamic Light Assist เป็นออปชั่นซึ่งออกแบบรายละเอียดในโคมให้เข้ากับชุดกระจังหน้า ช่องดักอากาศและไฟตัดหมอกออกแบบให้โฉบเฉี่ยวและสปอร์ตกว่าเดิม

  ด้านข้างเน้นเส้นสายชัดเจนกันเลยทีเดียว ดูเรียบง่าย สบายตา มุมมองของรถชวนให้นึกถึง BMW 5-Series F10 ไม่น้อยเหมือนกัน ด้านท้ายดูเรียบง่าย สอดคล้องกับเส้นสายตัวรถด้านข้าง มาพร้อมไฟท้ายแบบ LED ยกชุด โดยรวมนั้นตัวรถดูหรูหราและโฉบเฉี่ยว แถมล้ำสมัยกว่าเดิมครับ




   All-New Volkswagen Passat ถือเป็นหนึ่งในรถที่ใช้แพลตฟอร์ม MQB ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง แพลตฟอร์มนี้ใช้กับรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อในเครือ VW Group ช่วยลดน้ำหนักและลดต้นทุนไปได้มากโข  แม้ว่ามิติตัวถังจะมีความยาวอยู่ที่ 4,767 มม. (สั้นกว่าตัวเดิม 2 มม.) กว้าง 1,832 มม. (มากกว่ารุ่นเดิม 12 มม. และสูง 1,456 มม. (เตี้ยกว่าเดิม 6 มม.) แต่ยังไงก็ตาม Volkswagen ก็สามารถจัดการลดไขมันส่วนเกินออกไปได้มากถึง 85 กก. เลยละครับ นอกจากนี้ยังมีการขยายระยะฐานล้อหน้า-หลังเพิ่มขึ้น 79 มม. เป็น 2,791 มม. ส่งผลให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารมากกว่าเดิมด้วย

   คอนโซลหน้าออกแบบให้ดูหรูหราน่าสัมผัส มีการเล่นสีทูโทน ความแหวกแนวก็อยู่ตรงที่กรอบช่องแอร์ลายซี่แนวนอน ที่ลากยาวจากซ้ายไปถึงขวาคอนโซล ดูอนุรักษ์นิยมดีและมีการติดตั้งนาฬิกาอนาล็อกไว้ตรงกลาง มาตรวัดในรุ่นบนๆจะติดตั้งหน้าจอctive Info Display แบบ TFT ขนาด 12.3 นิ้วแบบเดียวกับใน Audi TT  และยังมีระบบ Head-Up Display ให้ติดตั้ง ระบบอินโฟเทนเมนต์นั้นก็ยกชุดมาจาก Volkswagen Golf MK7 ทั้งหมดครับ

   ด้านขุมพลังนั้นยังคงมีให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทคโนโลยีหัวฉีดเชื้อเพลิงตรงและเทอร์โบ TSI ขนาด 1.4 ลิตร พละกำลัง 125 และ 150 แรงม้า ตามด้วยเครื่อง 1.8 ลิตร 180 แรงม้าและ 2.0 ลิตร 220 แรงม้า




   ด้านเครื่องดีเซลก็มีเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทอร์โบ TDI ขนาด 1.6 ลิตร 120 แรงม้า
และขนาด 2.0 ลิตร ที่มีความแรงให้เลือก 3 ระดับ ได้แก่ 150, 190 และ 240 แรงม้า และครั้งแรกของ Passat ด้วยขุมพลัง Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ TSI แบบ 4 สูบ ขนาด 1.4 ลิตร ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า สร้างกำลังรวมได้ 211 แรงม้า



   ด้านระบบความปลอดภัย ในเรื่องระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆก็จัดเต็มมาครบ ไม่ว่าจะเป็น
ระบบ Side Assist with Rear Traffic Alert ระบบ Traffic Jam Assist ระบบ City Emergency Brakingระบบ Emergency Assist และระบบ 360 Degree Area View ที่ถูกปรับปรุงใหม่ และอื่นๆอีกมาก
 
  All-New Volkswagen Passat จะเปิดรับจองให้กับลูกค้าแดนยุโรปกันในวันที่ 10 กรกฎาคมครับ ส่วนพี่ไทยเราความหวังอาจจะไม่มีกับดีลเลอร์ในไทยที่ดีเกินจนคนไม่กล้าเข้าใกล้ เว้นเสียแต่เกรย์มาร์เก็ตจะนำเข้ามาขาย
   
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

อัพเดตราคา D-Segment ล่าสุด ปี 2014

   พูดถึงตลาดรถระดับ D-Segment ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่คนไทยให้ความสำคัญกับมันพอสมควร ถือเป็นตลาดกลุ่มหนึ่งที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะคู่กัดตัวสำคัญอย่าง Toyota Camry และ Honda Accord ที่แย่งชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด โดยขณะนี้ผู้นำกลุ่มนี้ก็คือ Honda ด้วยความได้เปรียบเรื่องออปชั่นต่างๆ มีบางเดือนที่ Nissan ขอเอี่ยวกับกลุ่มนี้จนขึ้นอันดับ 1 ไปเพียงเดือนเดียวเท่านั้น แล้วก็กลับไปอยู่เกือบรั้งท้ายตามเคย แน่นอนที่ Toyota ประคองตัวอยู่ที่ 2 ได้ก็เพราะแบรนด์และโปรโมชั่นล่อใจเป็นสำคัญเลย เห็นว่าจัดส่วนลดให้ในระดับ 1-2.5 แสนขึ้นไปกันเลยทีเดียว ยิ่งซื้อลดยิ่งลดสุดๆ ซึ่งก็แล้วแต่บางศูนย์บริการที่อาจอมโปรโมชั่นก็เป็นได้ครับ ส่วน Hyundai เหรอ สภาพตอนนี้ก็เหมือนตายทั้งเป็นแล้ว เราจะมาอัพเดตราคาของรถ D-Segment ล่าสุดกันดีกว่าครับ ซึ่งราคาตรงนี้ หากใครสนใจก็ต้องไปสอบถามโปรโมชั่นต่างๆจากศูนย์บริการด้วยจะเป็นแน่นอนที่สุดครับ และเราหวังว่าข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์แก่ท่านไม่มากก็น้อยครับ

ราคา Toyota Camry 2014
รุ่น 2.0G ราคา 1,279,000 บาท
รุ่น 2.0G Extremo ราคา 1,369,000 บาท
รุ่น 2.5G ราคา 1,509,000 บาท
รุ่น 2.5HV CD ราคา 1,659,000 บาท
รุ่น 2.5HV DVD ราคา 1,709,000 บาท
รุ่น 2.5HV Navi ราคา 1,879,000 บาท

ราคา Honda Accord 2013-2014
 รุ่น 2.0 EL ราคา 1,299,000 บาท
รุ่น 2.0 EL Navi ราคา 1,419,000 บาท
รุ่น 2.4 EL ราคา 1,549,000 บาท
รุ่น 2.4 EL Navi ราคา 1,669,000 บาท
รุ่น 2.4 Tech ราคา 1,799,000 บาท
รุ่น 2.0 Hybrid ราคา 1,659,000 บาท
รุ่น 2.0 Hybrid Tech ราคา 1,899,000 บาท

ราคา Nissan Teana 2013 
รุ่น 2.0 XE ราคา 1,270,000 บาท 
รุ่น 2.0 XL ราคา 1,330,000 บาท 
รุ่น 2.0 XL Navi ราคา 1,380,000 บาท 
รุ่น 2.5 XV ราคา 1,570,000 บาท
รุ่น 2.5 XV Navi ราคา 1,620,000 บาท

ราคา Hyundai Sonata Sport 2012
รุ่น S ราคา 1,550,000 บาท
รุ่น G ราคา 1,870,000 บาท
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

MG GT : ซีดานคูเป้สุดโฉบเฉี่ยวใหม่จากค่ายรถแดนผู้ดี (ในอุ้งมือมังกร)

  ในเมืองไทยเรานั้นค่าย MG ที่เพิ่งมาเปิดตลาดรถเก๋งในไทย และเพิ่งเปิดตัวรถใหม่ MG6 ครั้งแรกในเมืองไทย ยังไม่ทันท่วงที่ที่กระแสจางไป บริษัทแม่ก็ได้ทำการเผยโฉมรถรุ่นใหม่ที่อาจทำให้ชาวไทยเราต้องสตั๊น 3 วินาทีกันไปบ้าง แล้วเราก็คงต้องลุ้นแน่ว่า รถคันนี้มันจะมาไทยหรือไม่

   รถที่เราว่าก็คือ MG GT ใหม่ ซึ่งใช้พื้นฐานจากรถ MG5 ในการสร้าง กลายเป็นรถซีดานคูเป้ที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีไม่น้อยไม่แพ้รถจากแดนเยอรมันเลยละครับ
    
    MG GT ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ MG5 โดยทางผู้บริหาร MG ในประเทศไทยได้ให้จิ๊กซอว์ปริศนาว่า MG5 อาจจะติดตั้งเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเพื่อตีป้อมในในตลาด B-Segment หน้าตาของรถนั้นมากับแนวที่ดุดันซึ่งอาจจะมีลักษณะเสินเจิ้นไปหน่อยนึงเพราะรถคันนี้แน่นอนต้องออกทำตลาดในจีนเป็นหลัก แต่ก็ยังดูโฉบเฉี่ยวไม่น้อยครับ มีการปรับปรุงงานออกแบบให้เข้ากับความเป็น MG ยุคใหม่ ด้วยกระจังหน้าและไฟหน้าที่โฉบเอียงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จุดเด่นด้านงานออกแบบของ MG GT คือการออกแบบครึ่งคันหลังในสไตล์ Fastback และมีดีไซน์รอบคันที่ดูอัพเดทและมีการออกแบบเอกลักษณ์บั้นท้ายใหม่ที่ดูล้ำสมัยสุดๆไปเลยละครับ

   ข้อมูลเครื่องยนต์นั้นทราบมาว่า จะติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 109 แรงม้า และอาจจะมีเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เทอร์โบชาร์จ 129 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์คลัตช์คู่ 6 สปีด 

    MG เตรียมแผนเปิดตัว MG GT ในงาน Chengdu Autoshow 2014 ภายในเดือนตุลาคมนี้ แต่ MG คงต้องการให้ภาพลักษณ์รถคันนี้ดูเป็นรถจากประเทศอังกฤษเลยตัดสินใจล่อสื่อมวลชนด้วยการอวดโฉมคันจริงในลองบริดจ์ เบิร์กมิงแฮม สหราชอาณาจักรซะก่อนครับ
 
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศราคาและเปิดรับจอง Nissan NP300 Navara แล้ว พร้อมเจาะลึกสเปกตัวรถ

  หลังจากการเปิดตัวแบบ World Premiere ที่ทำให้ชาวโลกต่างตื่นตะลึง(ใช้คำเว่อร์ไปนะ) ซึ่งมีสิ่งต่างๆหลายอย่างที่เป็นการพลิกตลาดรถกระบะไทย แต่สิ่งที่ชาวไทยรอคอยก็คือ ราคาของรถนั่นเองครับ ซึ่ง ณ ตอนนี้ Nissan ก็ได้ประกาศออกมาเรียบร้อยโรงเรียน Nissan
   
   ในวันนี้ 3 กรกฎาคม ทาง Nissan ก็ได้เผยสเปคของ Nissan NP300 Navara ออกมาแล้ว ทำให้เราได้ทราบข้อมูลต่างๆของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสัดส่วนตัวถัง ฟังก์ชันภายในรถ พละกำลัง ระบบความปลอดภัย รวมถึงราคาของรถด้วย

    เริ่มที่ข้อมูลตัวรถกันก่อนเลย Nissan NP300 Navara มากับสัดส่วนความยาว 5,255 มม. กว้าง 1,850 มม. ความสูงจะแล้วแต่รุนรถครับ ในรุ่นตัวเตี้ยก็จะมีความสูงตั้งแต่ 1,720-1,775 มม. ในรุ่น Calibre มีความสูง 1,755-1,820 มม. ก็ยังถือว่าเตี้ยกว่ากระบะหลายค่ายครับ ไฟหน้าของรถในรุ่นธรรมดาจะเป็นแบบฮาโลเจน ซึ่งตั้งแต่รุ่น Calibre เป็นต้นไป จะได้ไฟหน้าแบบ LED Projector พร้อมไฟหรี่ LEDและไฟ Daylight ไฟตัดหมอกหน้าจะมีในรุ่น KC V 6M/T และตั้งแต่ Calibre E ขึ้นไปในทุกแบบตัวถัง ถือว่าให้มาเยอะตั้งแต่ภายนอกกันเลยละครับ
 

   เข้ามาดูฟังก์ชันภายในกันบ้างดีกว่า ในรุ่นบนๆนั้นแน่นอนเราจะได้หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วทั้งหมดครับ ระบบนำทางมีให้ตั้งแต่ Calibre V ขึ้นไปทุกแบบตัวถัง ในรุ่น King Cab คุณจะได้ลำโพง 4 ตัว ส่วน Double Cab จะได้ 6 ตัว ช่องต่อ USB/AUX มีทุกรุ่นย่อย ระบบปรับอากาศมีทั้งแบบเป็นมือหมุนแบบปุ่มกด และแบบอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวา และแอร์ด้านหลังซึ่งครั้งแรกในวงการกระบะไทย มาตรวัดแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในรุ่นบนๆจะได้จอแบบ 3 มิติและมีระบบ bluetooth และสิ่งที่น่าแปลกใจ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ในรุ่นตัวเตี้ย KC V 6M/T มีให้ด้วยและยังมี Pust Start อีก ซึ่งในรุ่นบนๆ Calibre E ทุกตัวถังก็จะมี Cruise Control และ Pust Start บอกเลยว่างานนี้ Nissan จัดเต็มและกระจายออปชั่นได้อย่างดีเลย คนบ้าออปชั่นชอบแน่นอน

   มาดูที่เครื่องยนต์ดีกว่า เครื่องยนต์นั้นมีให้เลือกขุมพลังความจุเดียว แต่มีหลายพละกำลัง เครื่องยนต์บล็อกเดิมรหัสเดิมเป๊ๆ YD25DDTi ที่มีการปรับแต่งขุมพลังให้แรงขึ้น มาพร้อมทางเลือก 2 ขุมพลัง ได้แก่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที และพละกำลัง 190 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวนี้สงวนสิทธิ์เฉพาะตัวท็อปชของแต่ละตัวถังครับ ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมโหมดแมนวล ครังแรกในวงการกระบะไทย ทุกรุ่นจะได้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง กันสะเทือนหลังแบบแหนบซ้อนพร้อมโช็คอัพ เบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกและเบรกหลังเป็นดรัมเบรกครับ

   ด้านระบบความปลอดภัยนั้นก็ถือว่าให้มามากพอที่จะฟัดเหวี่ยงกับคู่แข่งได้ ในรุ่นท็อปจะได้ระบบต่างๆครบถ้วน ระบบควบคุมการทรงตัว VDC เฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิป ระบบช่วยในการขับบนทางลาดชัน HSA,HDC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว TCS กล้องมองหลัง แต่สิ่งหนึ่งที่ Nissan ยังไม่ครบถ้วนคือถุงลมคู่หน้าทุกรุ่น ซึ่งเจ้าตลาดของเราทำมาแล้วครับ แต่ไม่เป็นไร พอให้อภัยได้


   มาถึงเรื่องราคาที่หลายท่านอยากรู้ โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นใหญ่ 18 รุ่นย่อยครับ ส่วนรุ่น Single Cab จะมีการเปิดตัวตามมาภายหลังครับ
ราคา NISSAN NP300 NAVARA KING CAB
รุ่น KC S 6MT ราคา 575,000 บาท
รุ่น KC E 6MT ราคา 631,000 บาท
รุ่น KC V 6MT ราคา 670,000 บาท
รุ่น KC Calibre S 6MT ราคา 681,000 บาท
รุ่น KC Calibre E 6MT ราคา 728,000 บาท
รุ่น KC Calibre EL 6MT ราคา 743,000 บาท
รุ่น KC Calibre V 7AT ราคา 807,000 บาท
รุ่น KC 4WD V 6MT ราคา 842,000 บาท

ราคา NISSAN NP300 NAVARA DOUBLE CAB
รุ่น DC S 6MT ราคา 656,000 บาท
รุ่น DC E 6MT ราคา 712,000 บาท
รุ่น DC Calibre S 6MT ราคา 757,000 บาท
รุ่น DC Calibre E 6MT ราคา 804,000 บาท
รุ่น DC Calibre EL 6MT ราคา 819,000 บาท
รุ่น DC Calibre EL 7AT ราคา 861,000 บาท
รุ่น DC Calibre V 7AT ราคา 892,000 บาท
รุ่น DC Calibre VL 6MT ราคา 921,000 บาท
รุ่น DC 4WD S 6MT ราคา 832,000 บาท
รุ่น DC 4WD VL 7AT ราคา 996,000 บาท



   เห็นราคาแล้ว หลายคนต้องเงิบกันพอสมควร ให้ของเล่นฟังก์ชันต่างๆมากขนาดนี้ ตัวท็อปราคายังไม่ถึงล้าน บางยี่ห้อที่ของเล่นน้อยกว่า แต่ราคาก็ทะลุล้านแล้วครับ โดยเฉพาะค่าย Ford ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบถ้วน เจอแบบนี้ก็จุกครับ ฉะนั้นเรามาดูกันว่า Nissan NP300 Navara จะไปได้สวยซักขนาดไหนกัน ใครสนใจไปชมตัวจริง สามารถไปชมได้ที่งาน Fast Auto Show งานจัดถึงวันที่ 6 ก.ค. นะครับ ที่ไบเทค บางนา นะครับ
ดูสเปกของรุ่น King Cab คลิก!
ดูสเปกของรุ่น Double Cab คลิก!
 
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Toyota เผยโฉม FCV รุ่นขึ้นสายการผลิตจริงแล้ว จะล้ำไปไหนเนี่ย

  เชื่อว่าหลายคนคงอ้ำอึ้งกับรถคันนี้กันเลยทีเดียว เมื่อทาง Toyota ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของโลก เผยโฉมรถ Fuel Cell รุ่นใหม่ซิงๆจากทางค่าย นั่นก็คือ Toyota FCV รุ่นโปรดักชั่นขึ้นสายการผลิตจริง ซึ่งจะเผยโฉมให้ชาวญี่ปุ่นคุ้นหน้าคุ้นตากับมันก่อนการวางจำหน่ายจะเริ่มในปี 2015


   หากมองรูปลักษณ์แล้ว อยากจะบอกเลยว่ารูปลักษณ์ของรถมันแทบจะไม่ได้มีความต่างจาก Toyota FCV Concept เลยแม้แต่น้อย ซึ่งปรับความหวือหวาให้ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ ฉะนั้นแล้ว ใครที่เคยเห็นหน้าตาคันต้นแบบแล้วติดใจ มาเจอคันจริงไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

  หน้าตาของรถแม้ผู้บริหารของ Toyota จะไม่ได้สาธยายมากนัก เดี๋ยวเราสาธยายให้ฟัง หน้าตาของรถนั้นถือว่าออกแบบให้ล้ำยุคและล้ำหน้ากว่าใครๆ นั่นแสดงว่า Toyota ต้องการสื่อให้รถคันนี้เป็นรถพลังงานทางเลือกแห่งอนาคต รูปลักษณ์ที่ล้ำแบบนี้ มันชวนให้นึกถึงรถ Nissan Juke ครับ มันไม่ได้เหมือนที่รูปลักษณ์ครับ แต่มันเหมือนที่ว่า "ขอบก็จะรักหรือไม่ก็เกลียดเลย" อะไรทำนองนั้นครับ หน้าตารถมากับหน้าตาแนวดุดัน กันชนหน้าที่ออกแบบช่องรับอากาศทรงโตกันเลยทีเดียว เส้นสายรถดูโค้งมนและเล่นมิติในช่วงด้านท้าย แต่ด้านท้ายนี่แหละครับ ที่แปลกแหวกแนวสุดๆ ท้ายประหลายที่มาพร้อมแดงๆยาว (เข้าใจว่าเป็นแผงทับทิมด้านท้าย) พร้อมไฟท้ายทรงล้ำยุค ดูไม่เข้าท่า แต่ก็สวยดี โดยรวมนั้นแนวการออกแบบถือว่าล้ำมากครับ ส่วนภายในนั้นยังไม่มีการเผยโฉมออกมาครับ


   จุดเด่นของระบบ Fuel Cell ที่จะเป็นขุมพลังแห่งอนาคต มีการเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่เป็นพลังงานทางเลือกที่แจ่มแมวมากครับ เพราะมันสามารถผลิตจากต้นกำเนิดหลายทาง อาทิ การแปรรูปพลังงาน
ขั้นต้นด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังลม ซึ่งง่ายต่อการกักเก็บและขนส่ง และเข้ากระบวนการบีบอัดก็จะมีความหนาแน่นของพลังงานที่สูงกว่าแบตเตอรี่จนสามารถรองรับทุกพฤติกรรมการใช้รถได้ทุกแบบ

    Toyota ซุ่มพัฒนารถยนต์ Fuel Cell อยู่นมนาน 20 ปี โดยใช้หลักการปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจนจนเกิดพลังงานไฟฟ้า โดยรถยนต์คันแรกที่ให้คนทั่วไปสัมผัสก็คือ Toyota FCHV เอสยูวี Fuel Cell ในปี 2002 ซึ่งมีการจำกัดจำนวนให้ลูกค้าเช่าซื้อกัน



  ในอนาคต Toyota FCV จะกลายเป็นรถ Fuel Cell ที่มีสมรรถนะและระยะทางวิ่งเทียบเท่ากับรถซีดานเครื่องยนต์เบนซินธรรมตาในยุคปัจจุบัน และยังใช้เวลาเติมพลังงานให้เต็มถังแค่ 3 นาทีเท่านั้น ขณะขับขี่ระบบก็จะปล่อยของเสีย (ในความหมายของกระบวนการบีบอัดพลังงาน) เป็นเพียงแค่ไอระเหยเท่านั้น

   Toyota FCV จะเตรียมเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่นในช่วงก่อนเดือนเมษายน 2015 โดยค่าตัวที่น่าจะไม่เกิน 7 ล้านเยน สำหรับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะเปิดตัวในช่วงฤดูร้อนปี 2015 ครับ


   สำหรับเมืองไทยเหรอครับ ขายรถพลังงานไฟฟ้าให้ได้ก่อนเถอะ ลำพัง Hybrid บ้านเรายังร่อแร่ๆอยู่เลย
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ด่วน! ครั้งแรกกับ All-New Mazda 2 ทดสอบในเมืองไทย พร้อมข้อมูลแบบเต็มๆ

  ช่วงนี้ค่าย Mazda ขยับตัวต้องเป็นข่าวกันอยู่ตลอด ขอบอกว่าค่ายนี้ไม่ธรรมดาเหมือนกันนะครับ เพราะล่าสุดหลังจากที่ Mazda ได้ปล่อยรถ Prototype ของ Mazda 2 โฉมใหม่ออกมาวิ่งบนถนนยุโรปกันเป็นว่ากันแล้ว แต่ล่าสุดก็มีตากล้องมือดีในเมืองไทยแอบถ่ายมันได้แล้วครับ

    Mazda เมืองไทยถือเป็นอีกค่ายที่กล้าหาญเพราะหากใครที่ติดตามข่าวสารรถยนต์อย่างดี ไม่ว่าตามอินเทอร์เน็ตหรือหนังสือพิมพ์บางเล่มได้ตีพิมพ์ข่าวเกี่ยวกับผู้บริหาร Mazda เมืองไทยอย่างคุณสุรีย์ทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี (เค้าเป็นญาติห่างๆเพื่อนผมด้วยละครับ) กล้าบอกอย่างไม่แอ้มว่า Mazda 2 จะเปิดตัวในไทยช่วงไตรมาสที่ 4 ของหรือปลายปีอย่างไม่หมดเม็ด แล้วสีที่ใช้โปรโมท แน่นอนจะต้องไม่พ้น "สีแดง" ครับ

   ภาพถ่ายนี้ถูกถ่ายโดยคุณ atomman0 จากเว็บบอร์ด http://www.allnewmazda2.com/index.php?topic=268.msg1929#msg1929 ซึ่งแปลว่าเราเริ่มเห็นสัญญาณความเคลื่อนไหวของรถเล็กใหม่ค่ายนี้ในไทยแล้วละครับ ซึ่งแน่นอนต้องมีหลายคนที่เห็น Spy Shot จะหลายแหล่งหลายที่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งก็ทำให้รู้แล้วว่าเจ้า All-New Mazda 2 จะไม่ทิ้งแนวการออกแบบจากต้นแบบเลย แต่อาจปรับปรุงนิดหน่อยเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและสมกับเป็นเวอร์ชั่นถนนหน่อย

    นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายจากญี่ปุ่นซึ่งกำลังวิ่งทดสอบ เนื่องด้วยใกล้เวลาเปิดตัวของเค้าแล้วครับ ส่วนใครอยากเห็นภายในล่าสุดก็มีภาพหลุดออกมาแล้วเช่นกัน และมีหลายรูปซะด้วย 

   จากภาพนั้นจะเห็นได้ว่า ภายในนั้นมีกลิ่นอายจากต้นแบบเล็กน้อย ที่ทำให้เราเงิบก็คือ ช่องแอร์ทรงกลมที่คล้ายมินิ แต่ความขัดตามันอยู้ที่ช่องแอร์กลางคอนโซลที่ทำแบบทรงกลมอันเดียว มันน่าจะมีซัก 2 วง เพราะ วงเดียวมันไม่สมดุลเอาซะเลยครับ นอกนั้นก็ยกอุปกรณ์มาจากรุ่นพี่ พวงมาลัยทั้งวงนั้นมาจาก Mazda 3 เวอร์ชั่นบ้านเรา เท่านั้นไม่พอ แอร์อัตโนมัติแบบ Mazda 3 ก็ยกมาใส่ใน Mazda 2 ใหม่ด้วย ที่ขาดไม่ได้เลยคือ หน้าจอสัมผัสกลางคอนโซลชุดเดียวกับรุ่นพี่เป๊ะเลย

    เรามีข้อมูลและข่าวที่ดีและสร้างเซอร์ไพรซ์มาก เพราะ ก่อนหน้านี้เราทราบแต่ว่า มันจะเผยโฉมที่งาน Paris Motor Show ช่วงกันยายน แต่ข่าวใหม่ที่ได้อ่านและรับทราบมา มันจะทำให้เราตื่นเต้นกว่านี้ครับ เพราะ Mazda 2 โฉมใหม่ จะเริ่มขึ้นสายการผลิตในเดือนสิงหาคมแล้วถือว่าโคตรเร็วเลย มันจะเป็นหนึ่งในผลิตผลจากเทคโนโลยี SkyActiv ตามหลัง CX-5, Mazda 6 และ Mazda 3 โฉมใหม่ครับ




   All-New Mazda 2 จะเพิ่มความยาวฐานล้ออีก 80 มม. เป็น 2,570 มม. อันส่งผลให้มีเนื้อที่วางขาและเนื้อที่เหนือศีรษะเพิ่มมากขึ้นครับ แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าขนาดห้องโดยสารและห้องสัมภาระจะใหญ่หรือกว้างขึ้นอีกแค่ไหน

   เครื่องยนต์นั้นก็จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G 1.5 ลิตร ที่อาจจะมีให้เลือกทั้ง 2 พละกำลัง ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 สีปด ที่ได้รับการปรับจูนทางเดินไอเสียเพื่อให้มีกำลังที่ดี ประหยัดน้ำมันและมีประสิทธิภาพสูงสุง ซึ่งทาง Mazda เคลมไว้อย่างน่ากลัวว่า Mazda 2 โฉมใหม่จะประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 20% ซึ่งอาจจะมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่า 6 ลิตร/100 กม. โดยเฉพาะรุ่นเกียร์ธรรมดาที่จะประหยัดน้ำมันถึง 5.5 ลิตร/100 กม. เลยละครับ ทั้งหมดนี่เป็นผลพวงมาจากเทคโนโลยี SkyActiv ที่ช่วยทำให้ Mazda สามารถลดน้ไขมันส่วนเกินได้ถึง 100 กก. ซึ่งอาจจะทำให้มันมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่า 1,000 กก.ได้ แต่จะมีความทนทานต่อการบิดตัวจะดีขึ้นอีก 30% 

    All-New Mazda 2 จะมากับระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอร์ชันบีม ที่มีการย้ายตำแหน่งเทรลลิ่งอาร์มเพื่อให้การขับขี่สบายและการขับขี่ย่านความเร็วต่ำถึงปานกลางมั่นคงขึ้น ซึ่ง Mazda ยืนยันว่า Mazda 2 โฉมใหม่ทุกรุ่นได้มีการปรับแต่งช่วงล่างจากทีมพัฒนออสเตรเลียและจะติดตั้งยางขนาด 185/65 ล้ออัลลอย 15 นิ้วอีกด้วยครับ


       งานทางวิศวกรรม Mazda ได้มีการขยับเพลาล้อหน้าไปข้างหน้าอีก 50 มม.และขยับเสา A ไปข้างหน้าอีก 100 มม. และขยายขนาดกระจกหน้าต่าง ซึ่งทำให้ All New Mazda 2 มีเนื้อที่ภายในห้องโดยสารที่มากกว่าเดิม

    Mazda กล่าวว่าการปรับระดับเบาะนั่งให้เหมาะสมถือเป็นจุดสำคัญในขั้นตอนการพัฒนารถด้วยการปรับปรุงเบาะให้ถูกต้องตามสรีระศาสตร์มากยิ่งขึ้นก็ทำให้เบาะนั่งมีขนาดใหญ่ขึ้นและเบาะหน้าก็มีจุดหนุนที่ดีเพียงพอต่อการเหยียบแป้นต่าง ๆ สะดวกด้วยครับ



 
   เทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆใน All New Mazda 2 ก็ไม่น่าต่างจากรุ่นพี่ เช่น ระบบการแจ้งจุดบอด ระบบการเตือนเปลี่ยนเลน, Cruise Control แบบเรดาร์, Head Up Display, ระบบเตือนรัศมีการถอยหลัง, ไฟสูงอัตโนมัติและระบบเบรกอัตโนมัติ 2 ระดับ มาไทยจะเหลืออะไรบ้าง อยากรู้จัง ที่แน่ๆ Cruise Control เรดาห์ที่รุ่นพี่ไม่มี ระบบเตือนรัศมีการถอยหลัง ไฟสูงอัตโนมัติและระบบเบรกอัตโนมัติ 2 ระดับ น่าจะโดนตอนออกแน่ๆครับ แตก็ต้องรอดูเพราะ Mazda อาจเอามาใส่ก็ได้ ใครจะรู้

  All New Mazda 2 ใหม่จะมีการขึ้นสายการผลิตในโรงงานที่ญี่ปุ่น,เม็กซิโก รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งการเผยโฉมหน้านั้นคาดว่าเราน่าจะได้เห็นภายในช่วงใดช่วงหนึ่งของเดือนสิงหาคมค่อนข้างแน่นอนครับ โดยการเปิดตัวจะอยู่ที่ญี่ปุ่นก่อนใครในโลก ตามด้วยที่งาน Paris Motor Show 2014 เริ่มเดือนกันยายน และเมืองไทยน่าจะได้เห็นปลายปีนี้ไม่ก่อนก็ภายในงาน Motor Expo 2014 แน่นอน บอกไว้เลย Honda Jazz,Ford Fiesta และ Chevrolet Sonic เตรียมเงิบได้เลย


ที่มา 1. http://www.motoring.com.au/news/small-passenger/mazda/2/new-mazda2-first-official-details-44457
2. คุณ atomman0 และ http://www.allnewmazda2.com/index.php?topic=268.msg1929#msg1929 ด้วยครับ 
และ 3. mazda2thailandclub.com ครับ


 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

เปิดตัว Honda Accord Hybrid ในไทย : มาซะทีกับรถซีดาน Full Hybrid สุดหรู

    หลังจากที่ปล่อยให้คยไทยหลายคนรอคอยกันมานานแสนนาน ตอนแรกก็คิดว่าจะเปิดตัวที่บางกอกมอเตอร์โชว์ก็ไม่มีวี่แววหรือไม่มีข่าวอะไร จนกระทั่งเมื่อช่วง 3 อาทิตย์ก่อนที่เราเพิ่งได้รับข่าวมาว่า Honda จะเปิดตัวรถใหม่ นั่นคือ Accord Hybrid ทำให้รู้สึกดีที่จะได้ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้วครับ

   และวันที่ 1 ก.ค. Honda ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Honda Accord Hybrid เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเจ้าคันนี้เป็นรถไฮบริดแบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่ระบบอันล้าหลังของ Camry Hybrid แล้ว ซึ่งเจ้า Accord Hybrid นั้นมากับระบบ Sport Hybrid i-MMD (Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive) แบบ Full Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Atkinson Cycle DOHC i-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้ EarthDream Technology สำหรับระบบไฮบริดโดยเฉพาะ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และเกียร์ E-CVT พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูง ให้สมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


   คุณพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ในปี 2556 ฮอนด้าได้เปิดตัว Honda Accord เจนเนอเรชั่นที่ 9 และได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยด้วยยอดขายสะสมกว่า 18,000 คัน (มี.ค. 56 - มิ.ย. 57) มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด และครองอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์นั่งประเภทครอบครัว Honda มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมเสมอมา พร้อมกับการสร้างสรรค์ยนตรกรรมให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น จึงได้ต่อยอดการพัฒนายานยนต์ที่ผสานเทคโนโลยีไฮบริดอันล้ำสมัย เพื่อความเป็นที่สุดแห่งความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีไฮบริด


   Honda Accord Hybrid ใหม่เปิดตัวในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน 2556 และเปิดตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา เมื่อเดือนตุลาคม 2556 ประเทศไทยจึงนับเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่เปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ (ตามหลังญี่ปุ่น 1 ปีกว่าเต็มๆครับ) Honda Accord Hybrid เป็นยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive หรือ i-MMD แบบ Full Hybrid ที่ล้ำสมัยที่สุด ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.6 กม./ลิตร* สูงที่สุดในกลุ่มรถยนต์ระดับเดียวกัน และนับเป็นนวัตกรรมไฮบริดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด"

*จากการทดสอบในห้องทดสอบตามมาตรฐาน มอก. 2540 - 2554 และคำนวนตามข้อกำหนดทางเทคนิค UNECE Reg. 101 (อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดังกล่าวอาจแตกต่างจากการใช้งานจริง ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจัยที่ต่างกัน)


   พูดถึงหน้าตาของรถนั้นหลายคนอาจจะผิดหวังและได้กินแห้ว เชื่อว่าหลายคนอยากได้ Honda Accord Hybrid มีหน้าตาที่หล่อเหลาแบบเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่ด้วยเหตุอันใด ทำไม Honda เราไม่เอาหน้าญี่ปุ่น แต่เอาหน้าตาแบบอเมริกามาขาย ซึ่ง ณ จุดๆนี้ อยากบอกว่า "ไม่ใจเลยครับ" ซึ่งหน้าตาของ Honda Accord Hybrid เวอร์ชั่นบ้านเราก็อย่างที่บอก มันจะอิงมาจากเวอร์ชั่นอเมริกา กระจังหน้าใหม่ตกแต่งด้วยเลนส์สี clear blue,ไฟหน้าแบบ LED ตกแต่งด้วยกรอบไฟสีฟ้า,ไฟท้ายแบบ LED ใหม่ ตกแต่งด้วยเลนส์สี clear blue,เสาอากาศแบบครีบฉลาม (Shark Fin) และ Sun Roof พร้อมระบบ One-touch ส่วนล้ออัลลอยในรุ่น Hybrid Tech จะมีให้เลือกแบบ 18 นิ้ว ส่วนรุ่น Hybrid จะเป็น 17 นิ้ว




   ภายในก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากตัวปกติเลยครับ มีโทนสีภายในทั้งเบจและดำ จะต่างก็ตรงที่มาตรวัดที่ออกแบบให้ล้ำสมัยกว่าตัวปกติ และปุ่ม EV ตรงคันเกียร์ มาพร้อมฟังก์ชันต่างๆ ได้แก่ ระบบสั่งการแบบอัจฉริยะควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย และข้อมูลรถยนต์ผ่านหน้าจอระบบสัมผัสขนาด TFT 8 นิ้ว (รุ่น Hybrid 7.5 นิ้ว) และที่น่าแปลกคือ ตัวท็อป ไม่มีช่องเชื่อมต่อ HDMI เครื่องเสียงไม่ใช่แบบ Advance Touch ไม่มีระบบสั่งการด้วยเสียง เหตุก็เพราะว่า สระบบควบคุมพวกนี้ถูกจุในหน้าจอควบคุมอัจฉริยะแบบสัมผัส ที่มีแค่รุ่น Hybrid Tech เท่านั้น พร้อมด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นที่ให้การควบคุมระบบต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย และปุ่มควบคุมแบบ Interface Dial
 
   ด้านเครื่องยนต์นั้น Honda Accord Hybrid ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว Atkinson-cycle Double Over Head Camshaft (DOHC) i-VTEC ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้ EarthDream Technology สำหรับระบบไฮบริดโดยเฉพาะ มากับพละกำลัง 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผนวกเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ที่ให้กำลังสูงสุด 169 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 307 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ E-CVT และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการชาร์จและจ่ายกระแสไฟได้ดีกว่า จึงสามารถขับขี่ได้ต่อเนื่องยาวนานในโหมดการขับขี่ด้วยไฟฟ้า นับเป็นระบบไฮบริดแบบ Full Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ขณะที่ Camry Hybrid ยังไม่ใช่ระบบ Full Hybrid รุ่นปัจจุบันยังคงหากินกับอะไรเก่าๆต่อไป) ซึ่งให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม และประหยัดพลังงาน 


ระบบไฮบริดแบบอัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ได้ถึง 3 โหมด ดังนี้
   1. โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) มอเตอร์จะขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และในขณะลดความเร็วจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดจากการลดความเร็วนั้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ซึ่งในระบบนี้จะให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และความเงียบเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง


   2. โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) เป็นระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์ และพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ผสานกำลังในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงบิดสูงสุดอย่างรวดเร็ว มีอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และในขณะลดความเร็ว เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน และชาร์จไฟกลับอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะเร่งความเร็ว


   3. โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พลังขับเคลื่อนจะมาจากเครื่องยนต์ โดยชุดล็อกอัพคลัตช์ที่อยู่ในเกียร์ E-CVT จะเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ และส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อโดยตรง ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงและแรงเสียดทานต่ำ เป็นระบบที่เหมาะสมกับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงคงที่


   นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอแสดงผลการจ่ายไฟและชาร์จไฟของระบบไฮบริด (Power and Charge Meter) และสวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน รวมทั้งปุ่ม Econ Mode ควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และใครคิดว่ารถคันนี้รองรับ E85 ได้ เสียใจครับ รุ่น Hybrid รับได้สุดๆ แค่ E20 เท่านั้นจ้า


   ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นยังคงให้มาเต็มๆไม่มีกั๊ก ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ G-Force Control (G-CON) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD,ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA,ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA,สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS,ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Honda LaneWatch,กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ,ระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า Dual i-SRS,ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbag) ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) และฟังก์ชั่นใหม่ล่าสุด เสียงเตือนคนภายนอกรถ ขณะขับขี่โหมดมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะส่งเสียงเตือนผู้ที่อยู่ภายนอกรถสามารถรับรู้ว่ามีรถเคลื่อนตัวอยู่ในระยะใกล้ ระบบนี้มีใน Accord Hybrid ใหม่ทุกรุ่นย่อยครับ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าด้วยเรดาห์พร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Brake System: CMBS) และระบบไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติ (Active Cornering Light) Camry Hybrid เห็นแบบนี้ อายไหมครับ มาครบๆแต่ทีแรก ดีกว่ามาแล้วให้คนด่าแล้วมาเพิ่มทีหลัง แบบนี้มันไม่ปลื้มอะครับ ตรงๆเลย


   Honda Accord Hybrid มีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และสีขาวออร์คิด (มุก) และ 2 รุ่นย่อยคือ รุ่น Hybrid ราคา 1,659,000 บาท และ รุ่น Hybrid Tech ราคา 1,899,000 บาท ใครอยากได้ดำครัสตัล (มุก) ก็เพิ่มเงินอีก 8,000 บาท ส่วนสีขาวออร์คิด (มุก) ก็บวกไปอีก 12,000 บาท มองผิวเผินหลายคนอาจคิดว่าทำไมเครื่องแค่ 2.0 ลิตร ราคาขนาดนี้แพงจัง แต่เทียบกับสิ่งที่ได้มาหลายอย่าง เมื่อมาเทียบรัศมีกับ Camry Hybrid แล้ว มันเหนือชั้นกว่าเยอะ แล้วจะรู้สึกว่าเงิน 1.899 ล้านที่เสียไปมันไม่เสียดายเลยครับ โดย Honda รับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี เมื่อจองหรือรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 นี้ครับ

   Honda Accord Hybrid ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,000 คัน/ปี สำหรับความเห็นผู้เขียน ไม่น่าใช่เรื่องยาก สำหรับยอดขายขนาดนี้ ด้วยออปชั่นที่มากและคุ้มค่าสมราคา เมื่อเทียบกับเจ้าตลาด ซึ่งการมาของ Honda Accord hybrid น่าจะทำให้ Toyota Camry Hybrid เงิบได้ ซึ่งเราน่าจะได้ความเคลื่อนไหวของเจ้าตลาดในอีก 4-5 เดือนแน่ แต่ยังไงก็ตาม แม้ออปชั่นและของเล่นจะเยอะ แต่ก็ต้องรอดูระยะยาวว่า Honda จะสามารถทะลายกำแพงอันแสนบอบบางของ Camry Hybrid ได้หรือไม่ บอกเลยว่าอย่าเพิ่งรีบนับศพทหารเลย เพราะสงครามยังไม่ทันเริ่ม
   

 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

Like Box