วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ยืนยันวันเปิดตัว All-New Mitsubishi Triton 2015 เจอกันวันที่ 18 พฤศจิกายน

  ใครที่รอกระบะ Mitsubishร Triton คงจะรู้กันแล้วนะครับว่า ไอ้กระบะคันสีขาวที่หลุดมาจากโรงงาน มันคือกระบะ Triton คันจริงที่จะเปิดตัวในไทย แม้จะมีบางเสียงที่บอกว่า มันคือเวอร์ชั่นส่งออก แต่ด้วยภาพแอบถ่ายบนถนนที่ออกมาวิ่งในไทยแล้ว มันชี้ชัดว่า หน้าแบบนั้นมาไทยแน่ ไปถามเพจดังๆอันดับต้นๆเมืองไทยได้เลยครับ ถ้าไม่เชื่อ ไม่งั้นคนในค่ายคงไม่มาตามลบรูปกระบะคันขาวแล้วก็เซตรูปภาพ Mitsubishi ที่มีจักรยานห้อยท้ายหรอกครับ

   แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ทราบกันแล้วว่า กำหนดการเปิดตัวกระบะ Mitsubishi Triton โฉมใหม่ จะมีขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกับการเปิดตัว Nissan X-Trail กันเลยทีเดียว แล้วสื่อมวลชนละ วกไปวกมากับไอ้สองคันนี้แน่นอนครับ แต่ที่แน่ๆ สื่อเหนื่อยแน่นอน Honda HR-V เปิดตัววันที่ 17 วันต่อมาก็บ๊ะกับ Triton และ X-Trail อีก ผู้เขียนก็ต้องเมื่อยมือพิมพ์บทความของ 2 เรื่องนี้ หุหุ...แต่ยังไงก็ตาม เพื่อให้บรรดาท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับทราบข่าวกันแบบรวดเร็ว เราทำได้ครับ

   ถึงแม้ว่า Mitsubishi Triton ใหม่อาจจะไม่ได้มีหน้าตาที่ดี แต่สิ่งที่อยากให้ติดตามคือ เทคโนโลยีต่างๆที่ติดมาให้ในรถ ที่ว่ากันว่าจะมีเยอะพอๆกับ Nissan NP300 Navara แต่ที่แน่ๆต้องมีกล้องมองหลังตามกระแส และอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือเครื่องยนต์ที่ขอเดินตามกระแส Downsizing ด้วยการใช้เครื่องดเีซล MIVEC ที่น่าจะลดขนาดจากเดิม ซึ่งตรงนี้เรายังไม่มีข้อมูล ก็ต้องรอติดตามในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ครับ  
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!
 

เปิดตัว Rolls-Royce Ghost Series II ในไทยแล้ว ยนตรกรรมพันธุ์หรูที่ใครๆต้องเหลียวตามอง ราคาเริ่มที่ 29.9 ล้าน

  ในขณะที่ตลาด Mass แข่งขันกันอย่างระอุ ในวงการรถหรูก็มีสิ่งที่น่าสนใจมาให้ชมเช่นกัน เมื่อทาง Rolls-Royce Motors Car ได้ทำการเปิดตัว Rolls-Royce Ghost Series II รุ่นปรับโฉมของอัครมหายานยนต์ระดับหรูเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 57 ที่ผ่านมา

     Rolls-Royce Ghost Series II มากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ในส่วนไฟหน้าซึ่งเป็นโคมไฟใหม่แบบ LED ซึ่งผสานเข้ากับไฟกลางวัน Daytime Running Lightเ และไฟต่ำได้อย่างลงตัว โดยรวมนั้นยังคงความเรียบง่ายแต่แอบแฝงไปด้วยความหรูแบบลงตัว
 

 ฝากระโปรงได้รับการออกแบบใหม่ มากับเส้นสายเรียวยาวบนฝากระโปรงรถ เส้นสายจรดกับสัญลักษณ์ตรา Spirit of Ecstasy อันเป็น Signature เปรียบเสมือนควันจากเครื่องบินเจ็ท หรือร่องรอยบนผิวน้ำของเรือยอชต์หรูที่แล่นผ่านด้วยความเร็ว กันชนหน้าออกแบบใหม่เน้นความกว้างและภูมิฐานและมากับเส้นโครเมี่ยมจรดไปบน กระจังหน้าและช่องดักอากาศด้านล่าง และมากับกระจกมองข้างใหม่ ส่วนด้านข้างและด้านท้ายยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

  

   ภายในรถได้รับการปรับปรุงใหม่ให้่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ยังคงเลือกใช้และคัดเลือกวัสดุที่มีคุณภาพสูงมาใช้กับตัวรถ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัย หรูหรา ทำให้ภายใน Rolls-Royce Ghost Series II มีความหรูหราน่าสัมผัสและสะดวกสบาย   



  ระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถมากับความสามารถในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และ Satellite Aided Transmissionหรือ SAT (ระบบคาดคะเนการเปลี่ยนเกียร์จากระบบนำทางดาวเทียม มีการปรับปรุงระบบนำทางและอินเตอร์เฟซใหม่ให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการใช้งานที่ สะดวกและเรียบง่ายสุดๆ ส่วนเครื่องเสียงใช้ระบบ Bespoke ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และมีคุณภาพเสียงที่ไพเราะที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนตเลยก็ว่าได้ครับ

      เครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นขุมพลังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เครื่องจาก BMW V12 ขนาดความจุ 6.6 ลิตร มีกำลังสูงสุด 563 แรงม้าที่ 5,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 780 นิวตัน-เมตรที่รอบ 1,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

   Rolls-Royce Ghost Series II มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น Standard Wheel Base ราคา 29,900,000 บาท และ รุ่น Long Wheel Base ราคา 31,900,000 บาทครับ

 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!
 

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แอบถ่าย Spy Shots Nissan NP300 Navara Single Cab ตอนเดียวของกระบะสุดหล่อกำลังตามมา

  หากพูดถึงกระบะ Nissan NP300 Navara ที่เปิดตัวในไทยกันไปไม่เท่าไหร่ ก็ได้กระแสตอบรับค่อนข้างดีพอสมควร ดูจากบนถนนที่เริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นกว่าเดิม ก็คงจะเป็นเพราะหน้าตาที่ดูหล่อเหลากว่าเก่า ฉีกความน่าเบื่อไปจากเดิม ทำให้หลายคนสนใจกระบะคันนี้มากขึ้น แต่เชื่อครับว่า ต้องมีคนสงสัยว่า ทำไมมันไม่มีกระบะตอนเดียวออกมาพร้อมกันเลย ผู้เขียนยังสงสัยเลยครับ

  ล่าสุด สมาชิกในเพจของเราท่านหนึ่ง ใช่ชื่อเฟสบุ๊คว่า Gameibanez Gämęibänęz ได้ส่งภาพกระบะตอนเดียวปริศนารุ่นหนึ่งที่กำลังวิ่งทดสอบบนถนน ซึ่งดูจากภาพแล้วไม่ต้องเดากันให้เสียเวลาเลย เพราะมันคือ Nissan NP300 Navara โฉมตอนเดียว กำลังมาวิ่งทดสอบเก็บข้อมูลนั่นเอง ซึ่งหลังจากที่หลายคนเห็นภาพกันแล้วก็คงจะพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า มันจะพรางทำไม? โดยเฉพาะหน้าตา โป่งล้อด้านข้าง ดูยังไงก็รู้ว่ามันคือ อีเพ็ญ300 แน่ๆ แหม่! พรางซะดูไม่ออกเลย (ประชด)  


   รายละเอียดอื่นๆของรถนั้นยังไม่มีออกมา คาดการณ์กันว่าการเปิดตัว Nissan NP300 Navara แบบตอนเดียวน่าจะเกิดขึ้นอีกไม่นานเกินไร ไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้าครับ ยังไงก็รอดู ตอนนี้ยังไม่ทราบข้อมูลครับ
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!
 

หลุดโบรชัวร์ Mazda 6/Atenza Minor Change เตรียมเปิดตัวที่ LA Auto Show 2014

  ยังไม่ทันหมดกระแสที่คนไทยยังเพ้อฝันกันว่า Mazda 6 จะเข้ามาขายในไทยไหม เพราะมันไม่มีแผนจะเข้าไทยเลยครับ แต่อย่างไรก็ตามในตลาดโลกก็มีแผนที่จะปล่อยรุ่นไมเนอร์เชนจ์ออกมาแล้ว พร้อมๆกับ Mazda CX-3 ยังไม่ทันไรก็มีภาพหลุด Mazda 6 หรือ Atenza Minor Change จากเอกสารคู่มือประกอบการขายของญี่ปุ่นกันแล้วครับ

   ดูจากหน้าตา มันก็ยงคงมากับแนวการออกแบบ Kodo Design เช่นเดิม แต่มีการปรับหน้าตาให้ดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเน้นเส้นโครเมียมบริเวณขอบกระจังหน้าให้มากกว่าเดิม เพิ่มมิติด้วยการเพิ่มเส้นโครเมียมตรงกรอบไฟตัดหมอก เปลี่ยนชุดโคมไฟหน้าใหม่ ทำให้มันดูดีชึ้นเป็นกองเลยทีเดียวครับ ส่วนรายละเอียดไฟท้ายไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลย  


   ภายในถือว่ามีการยกระดับห้องโดยสารให้ดูหรูขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย เพราะงานนี้ Mazda ได้ทำการเปลี่ยนแผงแดชบอร์ดใหม่แทบทั้งหมดกันเลยทีเดียว แทบไม่มีชิ้นส่วนใดจากรุ่นเดิมใช้ร่วมกันได้เลย และมีหน้าจอทรง Ipad มาติดเหมือนรุ่นน้องคันอื่นๆด้วย เปลี่ยนเบรกมือมาใช้แบบไฟฟ้าแทน

   รายละเอียดทางวิศวกรรมยังไม่มีออกมา คาดว่าจะเป็นขุมพลังเดิมทั้งหมด ส่วนการเปิดตัวของ Mazda 6 Minor Change รวมถึง CX-3 Minor Change จะมีขึ้นในงาน  LA Auto Show 2014 ครับ    การเปิดตัวรุ่นขายจริง จะทำการเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน ส่วนของไทยจะเปิดตัวเมื่อไหร่ คาดว่าจะเปิดตัวในเมืองไทยอย่างช้าภายในช่วงกลางปี 2015 ครับ  
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!

 

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อัพเดตข่าว All-New Ford Everest 2015 : เตรียมเปิดตัวที่เมืองจีนวันที่ 13 พ.ย. ไทยเจอกันกลางปีหน้า

  เชื่อเลยว่าคนไทยต้องให้ความหวังกับ Ford Everest โฉมใหม่แน่ๆเพราะขนาดกระบะอย่าง Ford Ranger ก็ทำเอาคนไทยหลงใหลกับรูปลักษณ์ของมันไปหลายต่อหลายท่านแล้ว ซึ่งแน่นอนหลังจากที่เราเคยเห็นต้นแบบ Everest กันไปแล้ว ก็เหลือแค่ว่า ตอนออกขายจริงมันจะเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งล่าสุดตอนนี้ก็มีข้อมูลของ Ford Everest โฉมใหม่ออกมาแล้ว


  คิดว่าหน้าตาของ Ford Everest โฉมใหม่ จะแทบไม่มีความต่างจากต้นแบบเลยก็ว่าได้ เพียงปรับรายละเอียดนิดหน่อย ล้อขอบเล็กลงอีกนิด ใส่ยางเส้นแบบธรรมดา ไม่ใช่ยางลายหวือหวาอย่างต้นแบบ ก็กลายเป็นรุ่นขายจริงแล้ว โดยแนวการออกแบบของ Everest ใหม่ จะเน้นความแข็งแกร่งผสมผสานความหรูหรา ตัวรถพัฒนาโดยทีมงานของ Ford ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประจำอยู่ในประเทศออสเตรเลีย โดยได้รับความร่วมมือจากทีมงานของ Ford จากทั่วโลกเพื่อตอบสนองลูกค้าในวงกว้างด้วยครับ ถือว่าเป็นรถ PPV คันหนึ่งที่ออกแบบให้ต่างจาก Ranger แบบเป็นคนละคันกันเลยทีเดียว

  จุดสำคัญของ Ford Everest โฉมใหม่อีกจุดคือ การออกแบบภายในที่ว่ากันว่าจะออกแบบให้ดูเท่และบึกบึน เปรียบดังการยกคอนโซลมาจากกระบะบิ๊กไซส์ของ USA อย่าง Ford F-150 กันเลยทีเดียว และยังติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ชื่อว่า Sync2 ที่มากับหน้าจอสัมผัส MyFordTouch ขนาด 8 นิ้ว ปรับปรุงการเชื่อมต่อและการออกคำสั่งด้วยเสียงด้วย

   ด้านเครื่องยนต์นั้นก็ยกเครื่องดีเซล 2.2 และ 3.2 ลิตร ออกมาจาก Ranger ทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีการปรับปรุงเครื่องนิดๆให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และแน่นอนเครื่องตัวนี้น่าจะไปอยู่ใน Ranger Minor Change ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงและลงทุนเปลี่ยนช่วงล่างหลังแบบวัตต์ลิงก์คอยล์สปริงแทนที่แหนบดั้งเดิม

   การเปิดตัวรุ่นขายจริง จะทำการเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน ส่วนของไทยจะเปิดตัวเมื่อไหร่ คาดว่าจะเปิดตัวในเมืองไทยอย่างช้าภายในช่วงกลางปี 2015 ครับ  แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!

 

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ย้อนรอยวันวาน[7] : มาดูประวัติ Isuzu D-Max โฉมที่แล้ว

   หากเรานึกถึงหนึ่งในกระบะที่ครองใจคนไทยมานานหลายปีหลายทศวรรษ ถ้าจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้  มันก็คงจะไม่พ้นกระบะ Isuzu ที่เป็นหนึ่งในกระบะที่คนไทยนิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยคุณสมบัติด้านความทนทาน อะไหล่หาไม่ค่อยยาก Maintenance ต่ำ รวมถึงศูนย์บริการแต่ละที่ที่หลายๆคนออกปากว่า ดีสุดๆ ไม่งั้นเขาคงไม่ใช่ท็อปทรีในคลาดกระบะ จริงมั้ยครับ

   ย้อนรอยวันวานตอนนี้ เราเลยจะมาส่องวันวานของ Isuzu โฉมที่แล้วกัน โดยขอแยกจากบทความ "ส่องตำนานค่ายรถ" เพราะหัวข้อนั้น คงต้องส่องกันไปถึงรุ่นบุกเบิกกระบะ Isuzu กันเลยซึ่งเราก็ไม่มีข้อมูลครับ ซึ่งหลายคนคงจะทราบดีว่าเจ้าโฉมที่แล้ว มันคือโฉมที่ Isuzu พยายามเข็นและพยายามดันสุดฤทธิ์ เพื่อให้ตามทันคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Toyota ที่ภายหลังการเปิดตัว Hilux Vigo ที่ดูใหญ่ ดูทะมัดทะแมงและดูพลิ้วกว่า ด้วยรูปลักษณ์สะดุดตา เลยทำให้ Toyota ยอดขายแซงขึ้นมาได้ และแซงกันยาวๆเลยด้วย แม้ว่าในโฉมของ Isuzu ครั้งนี้จะมีการกระตุ้นตลาดโคตรบ่อยจนรู้สึกว่ามันจะกะปริบกะปรอยไปไหม งั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

   เริ่มต้นด้วยรุ่นแรกเลย เปิดตัวออกมาประมาณกลางปี 2002 ซึ่งก็สร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนไทยไม่น้อยเลย กับรูปทรงที่ล้ำสมัย แทบจะพลิกมาจากกับโฉมมังกรอย่างสิ้นเชิง ช่วงล่างหน้าที่ใช้สปริงแทนทอร์ชั่นบาร์และระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนี่ยนที่แม่นยำกว่าแบบกระปุกลูกปืน และยังใช้ แชสซีส์ใหม่แบบ 3 ท่อนต่อ และมันก็กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีในภายหลัง

    อย่างไรก็ตามด้วยชื่อเสียงความเป็น Isuzu ก็มียอดขายเทเข้ามาต่อเนื่อง น่าเสียดายว่าช่วงแรกนั้นมีแค่รุ่น ตอนเดียว(SPARK EX) รุ่นแค็บไม่ยกสูง(SPACECAB) และรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ (RODEO)เท่านั้น พอช่วงปลายปี 2002 จึงสมทบด้วยรุ่นสี่ประตู(CAB4) ส่วนรุ่นยกสูง(HI-LANDER)ตามมาอีกภายหลังครับ

    ด้านเครื่องยนต์นั้น หลายคนโดยเฉพาะขาซิ่งต้องนอยด์ไปตามๆกัน เพราะมันยังเอาเครื่องเก่าจากรุ่นมังกรทองมาใส่ ชูจุดเด่นเรื่องความทนทานและประหยัดเป็นจุดขาย โดยมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น ดังนี้

1. 4JA1-T 2500cc 79 แรงม้า แรงบิด 176 นิวตัน-เมตร เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ มีในรุ่นตัวเตี้ยทุกรุ่น แม้จะแรงน้อย ขับไปเรื่อยๆชิลล์ๆ แต่มันก็มีดีที่ความประหยัดกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรแบบปั๊มกลไกของค่ายอื่นๆอยู่ ทนทานดูแลง่าย แต่มันจะอืดมากเมื่ออยู่ในตัวถังรุ่นสี่ประตู ความเร็วปลายจากโรงงานแจ้งไว้ 140 กม./ชม.


2. 4JH1-t  3000cc มากับพละกำลัง 120 แรงม้า แรงบิด 245 นิวตัน-เมตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง แต่ก็แลกมากับการกินน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเร็ว และอัตราเร่งที่ดีพอสมควร หรือผู้ที่บรรทุกหนักทางไกล จะใช้งานได้ดีกว่าเครื่อง 2.5 ลิตร

   คราวนี้มาดูรุ่นย่อยของมันกันครับ โดยแต่ละรุ่นย่อยนั้น จะแปะสติ๊กเกอร์บอกรุ่นไว้ใต้กระจกมองข้าง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


รุ่นตอนเดียว
EX มีแบบเดียวครับ แต่มีหลายออปชั่น เช่นแอร์ วิทยุ พวงมาลัยเพาเวอร์ วัดรอบก็ไม่มี กันชนท้ายก็ไม่มี ไม่มีตัวช่วยด้านความปลอดภัยใดๆ นอกจากเข็มขัดนิรภัย ล้อกระทะยางขอบ 14นิ้ว 


รุ่นตอนครึ่ง(SPACECAB)และ 4 ประตู(CAB4)
SL เป็นรุ่นประหยัด ล้อกระทะ ไม่มีเพาเวอร์ กระจกมือหมุน ไม่มีระบบไฟฟ้า กันชนหน้ามือจับ ประตูกระจกข้างสีดำ เน้นใช้งานเป็นหลัก เหมือนรุ่นตอนเดียวแต่เป็นแค๊บนั่นเอง สีรถเป็นสีธรรมดา เช่น ขาว แดง น้ำเงิน


SX ดีขึ้นมาหน่อย มีเพาเวอร์ ไม่มีระบบไฟฟ้า ล้อกระทะมีดุมนูนๆขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีระบบความปลอดภัยอะไรเพิ่มขึ้น มีสีรถสวยๆให้เลือกมากขึ้น


SLX ฟูลออพชั่น กันชนหน้า มือจับประตูกระจกข้างสีเดียวกับตัวรถ มีกันชนท้ายสีเดียวกับตัวรถ มีไฟหน้าซีนอนให้เลือก มีเบรคABS มีถุงลม(ให้เลือก) มีสีรถให้เลือก ได้แก่ เงิน ทอง เขียว เทา แดง


HI-LANDER เป็นรถยกสูง แต่ขับเคลื่อนแค่ล้อหลัง ซึ่งฮิตมากในปัจจุบัน มีทั้งรุ่นแค็บและสี่ประตู เครื่องยนต์ 3000cc อย่างเดียว ตอนนั้น ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่ามีเกียร์อัตโนมัติหรือไม่ จุดสังเกตง่ายๆคือกระจังหน้า จะเป็นสีเดียวกับตัวรถและลวดลายกระจังเหมือนรุ่นขับสี่ล้อ
 
รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ(4WD)
S คือขับเคลื่อน 4 ล้อแบบประหยัด เหมือนเอารุ่น SX มาทำเป็นขับสี่ล้อนั่นเอง มีเฉพาะรุ่นแค็บเท่านั้น
LS ขับสี่ล้อรุ่นฟูลออพชั่น หรูหรากว่า SLX เล็กน้อย เช่นกระจกข้างเป็นโครเมียม และกระจังหน้าเป็นโครเมียมด้วย

  
    หลังจาก Isuzu ชิลล์ๆกับการขาย Isuzu D-Max ตัวนี้อยู่เพลินๆ ก็ต้องสะดุดล้มหัวฟาดขอบโต๊ะกันเลยทีเดียว เพราะคู่ปรับอย่าง Toyota เปิดตัวกระบะใหม่ Hilux Vigo ที่ซุ่มพัฒนากันอยู่นาน เพื่อมากำราบ Isuzu โดยเฉพาะ ซึ่งตอนนั้น Toyota Hilux Vigo ดูยังไงก็ดีกว่าแทบทุกอย่าง ใหญ่กว่า แรงกว่า ประหยัดกว่า ฝั่ง Isuzu ก็ไม่รู้จะทำยังไง ลำพังแค่คำว่า "เครื่องรถเราดูแลง่ายไม่จุกจิก" ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งรุ่นยกสูงในโฉมหน้าตันนี้ขายแทบไม่ได้ เพราะเทียบ Hilux Vigo 4x4 (Prerunner ยังไม่ออก) แล้วแพ้ทุกอย่าง แต่ Isuzu ก็พยายามโหมโฆษณารุ่นยกสูงและเทกระจาดขาย และอัดโปรโมชั่นเต็มที่ และแน่นอนแผนการรับมือขั้นต้นก็ดำเนินการ ระเบิดกลายมาเป็น..โกโก้ครันซ์ เอ๊...ไม่ใช่ กลายเป็น...

   การปรับโฉมครั้งที่ 1 หน้าย้อย เปลี่ยนกระจังลายใหม่ ซี่เล็กลงและย้อยลงไปในกันชน กันชนหน้า เว้าร่องหลบกระจัง เป็นที่มาของชื่อรุ่น “หน้าย้อย” ล้อแม็กซ์ลายใหม่ รุ่นขับสองซี่เล็กลง กี่ซี่นับไม่ถ้วน เดิม 5 ก้านทึบๆ ภายในไม่รู้ว่าเพิ่มอะไรบ้าง

   ฟีเจอร์สำคัญอยู่ตรงเครื่องยนต์ซึ่งมากับเครื่องยนต์ใหม่รหัส 4JJ1-tc 3000 cc 146แรงม้า แรงบิด 294 นิวตัน- เมตร คอมมอนเรล มาพร้อมเกียร์ธรรมดา 5 สปีดลูกใหม่ที่ให้พละกำลังและความประหยัดดีขึ้นกว่าเครื่องเก่าแน่ๆอย่างไรก็ตาม เครื่องใหม่ก็ยังสู้ Toyota ไม่ได้ ขาซิ่งก็เซ็งไปอีกครั้ง การปรับโฉมครั้งแรกของ Isuzu ก็ทำเอา Toyota แค่มดมาสะกิดหลังเท่านั้น มิหนำซ้ำ ยังมาแค่เครื่องเดียว เครื่อง 2500cc ยังใช้เครื่องเดิมทนขายกันต่อไป และแน่นอน Isuzu ก็รู้ดีครับว่า ลูกค้าต้องการเครื่อง 2500cc ใหม่แบบคอมมอนเรล หน้าย้อยตัวแรกนี้จึงมีในตลาดมือสองน้อย
 
   Isuzu ไม่ยอมแพ้ เลยได้ทำการปรับปรุงรถครั้งที่ 2 และส่งเครื่องยนต์ใหม่ รหัส 4JK1-TC 2500cc คอมมอนเรล 116แรงม้า แรงบิด 280 นิวตัน-เมตรต่อกรกับคอมมอนเรล 2500cc 102แรงม้า ซึ่งดูท่าว่าจะได้ผล เพราะ Vigo ก็เริ่มโซเซไปแต่ไม่อ่วมเหมือน D-Max ครั้งก่อน ผลที่ได้คือยอดขายรุ่นนี้ดีมาก คนแห่ซื้อกันระงม พร้อมกับเพิ่มอุปกรณ์เล็กๆน้อยๆให้ตัวรถ เช่น กระจกข้างแบบมีไฟเลี้ยว อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโชคชะตายังไม่เป็นใจ เพราะเครื่องยนต์ 2500cc ตัวเก่งกลับมีปัญหากินน้ำมันเครื่อง กลายเป็นขี้ปากให้ค่ายอื่นเ(โดยฉพาะคู่ปรับ)โจมตี(ในเน็ต)อย่างหนัก ขายได้เยอะก็บ่นเยอะ ซึ่งทาง Isuzu เองก็ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบเลย ก็ได้ทำการซ่อมแซมแก้ไขให้ลูกค้า บางรายเปลี่ยนเครื่องเลยก็มี เมื่อแก้ไขสถานการณ์ได้ ยอดขายก็เริ่มกลับมา ถึงแม้เสียงลือในเน็ตจะยังมีต่อไปก็ตาม


   ละครยังมีตอนต่อไป Toyota ยังคงติดลมบน Isuzu ยังคงหาทางกู้ความเก๋าขึ้นมา  เนื่องด้วยการเพิ่มเครื่อง 2500cc คอมมอนเรลเข้ามาเป็นเพียงแค่การต่อลมหายใจสำหรับ Isuzu เท่านั้น เพราะ มวยหมัดหนักอย่าง Toyota ได้แก้ลำโดยการส่งเครื่องยนต์ 2500cc Intercooler คอมมอนเรล 120 แรงม้าที่เคยวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาใส่ให้รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อตัวเตี้ยแทนเครื่องเดิมที่มีกำลังเพียง 102 แรงม้า ซึ่งทำให้ได้ความแรงเพิ่มขึ้น แต่ความสิ้นเปลืองดีกว่าเดิมเพราะไม่ต้องเร่งเครื่องมาก ซึ่งมันก็ดีกว่าเครื่องยนต์ของ Isuzu แทบทุกด้าน อีสุรอไม่ได้ขืนปล่อยไว้ยอดขายอาจโดนทิ้งห่าง จึงเป็นที่มาของการปรับโฉมใหญ่ครั้งที่ 3 กลายเป็น.......รุ่นใหม่ของโลก!!!  ตั้งชื่อแบบยิ่งใหญ่เอามากๆ 
งานนี้ Isuzu ทุ่มทุนเปลี่ยนเปลือกตัวถังแทบทุกจุด แต่เป็นแค่การ Big Minor Change เพราะยังใช้ประตู กับแชสซีส์เดิม และที่ สำคัญ Isuzu ได้ทำการปรับปรุงเครื่องยนต์เพื่อมาสู้กับ Vigo คือเครื่องยนต์ 4JJ-TCX เทอร์โบแปรผัน(ครั้งแรก) ให้กำลัง 163 แรงม้า  เอาใจขาซิ่งกระเป๋าหนักสุดๆมีเฉพาะรุ่นสี่ประตูขับสี่เท่านั้น รุ่น SLและ SX ติดตั้งพวงมาลัยเพาเวอร์ให้แล้ว รุ่นนี้มักเรียกกันว่า โฉมแรกไฟเอียง หรือรุ่นไฟเอียง รุ่นข้าวหลามตัด และแถมมีสโลแกนที่บาดหู "ผู้รู้จริงยืนยัน ยังไงก็ต้อง Isuzu D-Max" และในรุ่นนี่ได้มีการเพิ่มเครื่อง 2500 ให้รุ่นยกสูงทั้งแค็บและสี่ประตูเป็นรุ่นแรกด้วยครับ

   ต่อมาก็มาถึงการปรับโฉมครั้งที่ 4 Gold Series (รุ่นเลี่ยมทอง) การเปลี่ยนแปลงคือตรายี่ห้อที่ กระจังหน้า พวงมาลัย ฝาท้ายเป็นสีทอง เพิ่มสติ๊กเกอร์ Gold Series ที่แก้มกระบะใกล้ๆ ไฟท้าย ไฟเบรกที่หัวเก๋งเป็นสีขาว LED (แต่แสงสีแดงเหมือนเดิม) ย้ายเสาวิทยุจากตรงประตูคนขับด้านบน มาไว้ตรงกลางหัวเก๋งและเสาสั้นลง (ยกเว้น SL และ SX) ฝาครอบเครื่องเป็นสีทอง เพิ่มกระจกมองข้างแบบมีมุมโค้ง(ยกเว้น SL และ SX)  

   งานนี้มีการนำเอานักร้องลูกทุ่งอย่าง ก็อต จักรพันธ์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ ในเครื่อง 3.0 ลิตร 163 แรงม้า เดิมมีเฉพาะรุ่น 4 ประตู 4x4 ก็เพิ่มให้ในรุ่น 4 ประตู Hi-Lander นอกนั้นยังเป็นเครื่อง 3.0 ลิตร 146 แรงม้าเหมือนเดิม 

   มีการเพิ่มรุ่นย่อย SLX Smartซึ่งเป็นรุ่นที่สูงกว่า SX แต่ไม่เท่า SLX ดูรวมๆแล้วคือเอา SLX มาถอดไฟโปรเจคเตอร์และไฟตัดหมอกออกนั่นเอง


  ดูเหมือนว่า Isuzu จะจับทางได้อะไรที่เกี่ยวข้องกับเครื่องประดับหรืออะไรที่แพงคน ไทยชอบ จึงได้ทำการปรับโฉมอีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 ด้วยชื่อรุ่นว่า “PLATINUM” คนที่ไม่ได้เรียนเคมีมาก็งงว่า ชื่อนี้คืออะไร?? พอบอกว่าคือทองคำขาว

    การเปลี่ยนแปลงคือเอากระจังหน้าโครเมี่ยมของรุ่นขับสี่เลี่ยมทองมาใส่ในรุ่นตัวเตี้ย Platinum กันแบบง่ายๆ เพิ่มการ์ดกันกระแทกบริเวณประตูเชื่อมล้อหน้าถึงล้อหลัง  ฝาครอบกระจกยกเลิกแบบสีเดียวกับรถ เปลี่ยนมาใช้แบบโครเมี่ยม(ยกเว้นรุ่น SX เหมือนเดิม) กันชนท้ายรุ่น SLX เปลี่ยนลายใหม่ เพิ่มสีดำที่ด้านล่างของกันชน เพิ่มขอบโครเมี่ยมครอบฐานคันเกียร์ เปลี่ยนฝาครอบเครื่อง จากสีทองเป็นสีแพลตทินั่ม รุ่นยกสูงทุกรุ่นใช้ล้อลายใหม่กระจังของรุ่นยกสูงทุกรุ่นเปลี่ยนใหม่เป็นลายเขี้ยวที่ดูเหมือนคนฟันหลอ บางรุ่นเพิ่มกล้องมองหลังแปะติดง่ายๆที่ฝาท้าย มีการเพิ่มสีแดงในรุ่น 4x4 นอกจากนี้มีการเพิ่มรุ่น Hilander Smart คือรุ่นยกสูงขับสอง แต่ทอนออปชั่นลงเท่า SLX smart
   



    เล่นท่ายากมาหลายครั้งแล้ว ก็ยังทำยอดขายแซง Toyota ไม่ได้ เลยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 6 Super Platinum เป็นการพยายามจะทำให้รถดูหรูหราให้ได้มากที่สุด งานนี้ Isuzu เอากระจังหน้าลายเขี้ยวโครเมี่ยมใส่ในทุกรุ่นไปเลย ยกเว้นรุ่น smart เป็นลายเขี้ยวสีขุ่นๆของรุ่นยกสูง Platinum เดิมตอนเดียวไม่เปลี่ยนอะไร เพิ่มกรอบโครเมียมครอบไฟตัดหมอก ปรับระบบเครื่องเสียงใหม่ และระบบ GPS 
รุ่นยกสูงเอาล้อแมกซ์ไปปัดเงา และเพิ่มการ์ดกันชนหน้า (เขาเรียกกันว่า กระดูกหมา) ยกเลิกกระจกมองข้างแบบมุมโค้งทั้งหมดแล้ว ใช้แบบกระจกมุมกว้างทุกรุ่น ยกสูงจะเป็นสีเทา ขับสี่จะเป็นสีดำ รุ่นสี่ประตูยกสูงห้องโดยสารจะมีสีเบจให้เลือก รุ่นเครื่อง 3000 เพิ่มฝาครอบปากจมูกทางลมเข้าอินเตอร์คูลเลอร์เป็นสีใหม


   และพยายามก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะการปรับโฉมของ Isuzu ยังคงมีต่อไปในช่วงปลายอายุตลาดของ Isuzu ในครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย คราวนี้ Isuzu ยังคงใช้ชื่อ Super นำหน้าเหมือนเดิม โดยมากับชื่อว่า Isuzu D-Max "Super Titanium" ซึ่งมันก็ไม่ได้ต่างจากรุ่น Super Platinum ด้วยการเพิ่มการ์ดกันชนหน้า, บันไดข้าง, กรอบไฟตัดหมอก จะเป็นสีใหม่ ไทเทเนียม และมีชุดแต่ง Stylish Chrome ชุดโครเมี่ยมที่ขอบหน้าต่าง และคิ้วกันกระแทกด้านข้าง ส่วนรุ่น LS การ์ดกันชนหน้า และบันไดข้างเป็นสีดำ แต่ไฮไลด์เด็ดของรถคันนี้ก็คือ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงกว่ารถกระบะทั่วไปแบบสุดๆ ครั้งแรกในวงการกระบะเมืองไทยที่ติดตั้งกล้องส่องภาพด้านหน้าปรับได้ถึง 4 ระดับ ก็เล่นเอาค่ายอื่นเงิบบ้างแหละ 

ระบบเนวิเกเตอร์ i-Genii มากับดีไซน์ ไอคอนเมนูใหม่ Scrolling 3D icon และทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่, แผนที่ใหม่ แสดงผลแบบ 3 มิติ โดยทำการเพิ่ม Junction View แสดงภาพป้ายถนน และทางแยกที่สำคัญๆ แบบเสมือนจริง พร้อมมี Lane Guide ระบุช่องทางเดินรถที่เหมาะสม อีกทั้งยังมีการเพิ่ม POI (Point of Interest) อีกกว่า 440,000 จุดทั่วประเทศ รวมถึงเมนูค้นหา ศูนย์บริการอีซูซุ ในละแวกใกล้เคียง และ i-Genii ใหม่นี้ ยังเพิ่มเสียงนำทางอีกกว่า 10 ภาษา พร้อมแผนที่ ไทย-อังกฤษ ก็ถือว่าเป็นกระบะของ Isuzu ที่มีของเล่นครบที่สุดเท่าที่มีมา เพราะรุ่นใหม่หมด ไม่มีกล้องหน้าแล้วนะจ๊ะขอบอก

รุ่นพิเศษของ Isuzu D-Max โฉมที่แล้ว


     ในช่วงวงจรชีวิตของ Isuzu D-Max ตัวเก่า ระหว่างที่เจ้าหัวกระสุนรหัส RT-50 กำลังพัฒนา Isuzu ก็ได้กระตุ้นตลาดและกระตุ้นยอดขายด้วยการเพิ่มรุ่นพิเศษลงไปในชื่อว่า Isuzu D-Max X-Series โดยในรุ่นตัวเตี้ย Speed จะมีลายคาดผ่านตัวรถ และเพิ่มสเกิร์ตรอบคัน ส่วนในรุ่น Hi-Lander และ 4x4 มีการตกแต่งในส่วนฝากระโปรงรถให้ดูเท่ขึ้นมาอีกระดับ โดยทั้งหมดจะมีโลโก้ Isuzu สีแดงแปะไว้บนกระจังหน้ารถ ส่วนภายในก็มี สัญลักษณ์ ISUZU สีแดงที่พวงมาลัย มาตรวัด “Super Vision” ใหม่แบบสปอร์ต พร้อมแผงควบคุมเรืองแสงสีส้ม ห้องโดยสารโทนเข้ม พร้อมเบาะนั่งและวัสดุบุข้างประตูขับเน้นสีแดงและพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้จับกระชับ


   ต่อมาภายหลังการเปิดตัว D-Max Super Titanium ค่าย Isuzu ก็ได้ทำการปรับปรุง X-Series ใหม่ให้ดูเท่กว่าเดิมด้วย ภายใต้ชื่อ Isuzu D-Max X-Series New Look ด้วยการใช้สติ๊กเกอร์ลายคาดคู่ตัดเส้นขอบสีแดงในทุกรุ่นย่อย มีการตกแต่งสเกิร์ตรอบคัน ล้ออัลลอยรมดำ พร้อมกล้องหน้าในรุ่น Hi-Lander

   และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือประวัติและความเป็นมาของ Isuzu ที่โลดแล่นอยู่ในวงการกระบะมาอย่างยาวนาน โฉมนี้ถือเป็นโฉมที่ต้องฝ่าฟันและสู้กับอุปสรรคมาตลอด โดยเฉพาะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Toyota Hilux Vigo ที่ทำกระบะออกมาสวยกว่า ใหญ่กว่า แรงกว่า ประหยัดกว่ามาสู้จนทำให้ Isuzu แทบไม่มีที่ยืน จนทำให้ยอดขาย Toyota กลายเป็นอันดับ 1 ในตลาดกระบะมาจะ 9 ปีซ้อนแล้ว ซึ่ง Isuzu พยายามปรับปรุงรถ เพิ่มอะไรต่ออะไรมากี่รอบ ก็ไม่มีทางขึ้นนำได้ซักที แต่อย่างน้อยค่าย Isuzu ก็ยังเป็นมวยรองในตลาดและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก http//topicstock.pantip.com/ratchada/topicstock/2010/09/V9700262/V9700262.html
  
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โฉมหน้าของ Honda Grace Hybrid (City Hybrid) เตรียมเปิดตัวในญี่ปุ่น 1 ธ.ค. เมืองไทยก็อาจจะมีสิทธิ์ได้ใช้

  Honda เคยนำเข้า City ZX ของเมืองไทยในขายในประเทศแม่อย่างญี่ปุ่นในนาม Fit Aria แต่ก็เลิกขายไป ทำให้โฉมก่อนหน้านี้ไม่มีขายในญี่ปุ่นครับ แต่กระนั้นก็ตามญี่ปุ่นก็มีแผนนำมันกลับมาขายในญี่ปุ่น แต่จะมีเฉพาะเวอร์ชั่นไฮบริดเท่านั้น โดยมันมาในนาม Honda Grace Hybrid ซึ่งมันก็คือ Honda City Hybrid นี่ละครับ

   หน้าตาของรถดูผิวเผินมันก็ไม่ได้ต่างจากเวอร์ชั่นปกตินักเลย ซึ่งเราอาจจะต้องเพ่งเลงกันเล็กน้อยครับ เพราะไฟหน้าของ Honda Grace Hybrid จะมากับหลอดไฟ LED ที่ใครๆก็อยากได้ เพราะ เมืองไทยยังใช้ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์อยู่เลย มีการเพิ่มเส้นโครเมียมบริเวณกระจังหน้านิดหน่อย ไฟท้ายของรถก็มากับหลอดไฟ LED เช่นกัน ซึ่งมีลักษณะภายในหลอดคล้ายๆ Accord Hybrid ล้ออัลลอยที่ติดตัวรถ ก็มีการยกล้อจาก Honda Fit/Jazz Hybrid มาใส่ลงไปด้วย นอกนั้นก็ไม่มีอะไรต่างเลย

   ภายในของรถก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากเวอร์ชั่นปกติมากเลย มีเพียงแค่หน้าปัดของรถที่ออกแบบให้ดูไฮเทคและทันสมัยสมกับเป็นรถไฮบริด รูปหน้าปัดก็จะมาแนวเดียวกับ Honda Accord Hybrid รวมถึงได้หัวเกียร์ทรงล้ำสไตล์เดียวกับ Honda Fit/Jazz Hybrid เข้ามาด้วย

   ด้านพละกำลัง Honda ยังไม่ได้บอกอะไรมาก แต่รถคันนี้ติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดแบบ "Sport Hybrid i-DCD" (i-DCD ย่อมาจากคำว่า Intelligent Dual-clutch Drive) ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 1 ตัว สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ ต่างกับ Jazz Hybrid ในบ้านเราที่เป็นระบบ Mild Hybrid


   Honda ยังบอกอีกด้วยว่า นอกเหนือจากความประหยัดเชื้อเพลิงอันยอดเยี่ยม สมรรถนะการขับขี่ที่ดี และการเกาะถนนตามสไตล์รถคอมแพ็คซีดานแล้ว ยังมอบพื้นที่ห้องโดยสารอันกว้างขวาง เช่นเดียวกับรถที่มาขนาดใหญ่กว่าอีกด้วย ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คซีดานสำหรับยุคใหม่

   Honda Grace Hybrid จะเปิดขายในญี่ปุ่นวันที่ 1 ธ.ค. ส่วนเมืองไทยนั้นคิดว่ามีความเป็นไปด้พอสมควรที่มันจะนำเข้ามาทำตลาดในไทยครับ ฉะนั้นจงรอดูกันต่อไป
ที่มา : Honda Japan 
 แนะนำ ติชม พูดคุย ติดตามข่าวสารรถใหม่ฉับไวก่อนใครกับ Cars New Update ที่นี่!!


 

Like Box