วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Spyshot ครั้งแรก Lamborghini Aventador Minor Change

   ซูเปอร์คาร์ตัวท็อปจากอิตาลีอย่าง Lamborghini Aventador ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ประสบความสำเร็จของค่าย Lamborghini เลยก็ว่าได้ และขณะนี้ก็ได้เดินทางเข้าสู่ช่วงกลางอายุตลาดแล้ว จึงต้องมีการปรับปรุงโฉมและปรุงแต่งรถให้สดใหม่และประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

  ภาพชุดนี้เป็นภาพแอบถ่ายของ Lamborghini Aventador รุ่นปรับโฉมใหม่ในตัวถัง Roadster ซึ่งเมื่อดูจากรูปโฉมผ่านสติ๊กเกอร์ลายพรางจะเห็นว่าด้านหน้ามีการเปลี่ยนแปลงกันชนหน้าใหม่ที่ออกแบบให้ดุดันขึ้น รับแรงบันดาลใจมาจาก Aventador LP 750-4 SuperVeloce

   และในส่วนด้านท้าย เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เยอะมากพอดูเลย ท่อไอเสียออกแบบใหม่ให้มี 3 ท่อด้วยกัน ช่องระบายอากาศและดิฟฟิวเซอร์หลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Aventador Centenario

   ส่วนขุมพลังของรถจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 6.5 ลิตร V12 เช่นเดิม แต่อาจจะมีการปรับแต่งสมรรถนะให้เพิ่มขึ้น และน่าจะมีการปรับปรุงระบบส่งกำลังและการขับขี่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

   คาดว่า Lamborghini Aventador Minor Change น่าจะเปิดตัวช่วงปลายปีนี้ไม่ก็ต้นปีหน้าในตลาดโลก ส่วนเมืองไทยคงจะเป็นปีหน้าครับ

ที่มา motorauthority

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ไวเหลือเกิน!!! แอบถ่าย All-New Honda Accord วิ่งทดสอบในเมืองลุงแซม

   เพิ่งเปิดตัวรุ่นปรับโฉมในอเมริกาและในไทยเพียงไม่กี่ปี ยังไม่ทันที่เมืองไทยจะเปิดตัวรุ่น Hybrid เลย ล่าสุดตอนนี้ Honda เริ่มซุ่มทดสอบ All-New Honda Accord เจเนเรชั่นที่ 10 เสียแล้วครับ โดยจากภาพนี้ถูกแอบถ่ายได้ในสหรัฐอเมริกานั่นเอง

   All-New Honda Accord จะใช้แพลตฟอร์มใหม่ Modular Platform อันเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับที่ใช้ใน Honda Civic โฉมล่าสุด  ซึ่งเป็นผลดีในเรื่องการควบคุมน้ำหนักและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้พอสมควรเลย

   ดูจากรูปกายแล้ว All-New Honda Accord นั้นจะมีรูปทรงที่เล็กลงนิดหน่อย และดูเตี้ยเพรียวกว่าเดิมด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า Honda วางแผนจะยุติออกแบบ Accord อีกโฉมในตลาดยุโรป ซึ่งมีตัวถังที่เล็กกว่า โดยน่าจะยุบรวมเป็น Global Design ใช้ร่วมกันทั่วโลกเลย จากเส้นสายดูแล้วน่าจะมีความสปอร์ตขึ้นและมีกลิ่นอายจาก Civic โฉมใหม่เข้ามาร่วมด้วย

   ทางด้านขุมพลังนั้น คาดว่าจะยังคงใช้เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเดิมแต่ปรับปรุงใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ 3.5 ลิตร V6 อาจจะถูกปลดประจำการและแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ ส่วนขุมพลังไฮบริดนั้นก็น่าจะเป็นแบบเดียวกับ Accord Hybrid Minor Change ที่กำลังจะเปิดตัวในไทย

   ประมาณการว่า All-New Honda Accord น่าจะเปิดตัวสู่สายตาชาวอเมริกาภายในปลายปี 2017 ส่วนเมืองไทยก็รอติดตามได้เลยภายในปี 2018 ครับ

ที่มา Motor1.com

 
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

ชมภาพ Ford Ranger FX4 รุ่นย่อยใหม่แทรกกลาง XLT กับ Wildtrak

   ตลาดกระบะปีนี้ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่สักเท่าไหร่ ก็จะมีเพียงการปรับโฉมและการปรับอุปกรณ์ไม่ก็การเปิดตัวรุ่นพิเศษ ของหลายๆค่ายเท่านั้น อย่างเมื่อต้นปีที่ Isuzu เปิดตัวทางเลือกเกียร์อัตโนมัติและรุ่น X-Series ให้กับ D-Max Minor Change ส่วน Mitsubishi ก็เปิดตัว Triton รุ่นพิเศษ และ Toyota ก็มีการเปิดตัว Hilux Revo TRD Sportivo

   สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ก็มีข่าวคราวถึงการปรับอุปกรณ์ให้กับกระบะ Hilux Revo แต่ทว่ายังมีอีกค่ายที่ยังคงมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน นั่นคือ Ford ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่แทรกกลางระหว่างเกรด XLT และ Wildtrak ในชื่อรุ่นว่า "FX4"

   และภาพเหล่านี้คือภาพของ Ford Ranger FX4 ที่น่าจะเป็นภาพถ่ายจากการอบรม โดยโพสต์ในกลุ่ม Ford หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ แล้วถูกลบไป แต่ทางแอดมินเพจ "สะสมโบรชัวร์รถ" เซฟรูปเก็บไว้ทันแล้วนำมาโพสต์ในกลุ่มของเขาใหม่

   จะเห็นว่าภายนอกมีรายละเอียดที่แตกต่างจากรุ่น XLT ได้แก่ กระจังหน้าใหม่ที่ถูกพ่นสีดำ บริเวณฝากระโปรงหน้าและท้ายมีการติดสติ๊กเกอร์สีด้านพร้อมโลโก้ FX4 รวมทั้งบริเวณด้านข้างตัวถังก็มีการติดสติ๊กเกอร์เช่นกัน กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูสีดำ แร็คหลังคา และโรลบาร์ด้านหลังแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใน Wildtrak บันไดข้างสีดำล้วน และล้ออัลลอยลายใหม่พ่นสีดำขนาด 18 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์ต่างๆจะเหมือนกับรุ่น XLT ทุกอย่าง เพียงแต่จะมากับเบาะหนังขึ้นลาย FX4 ไว้บนเบาะหน้าด้วย

    Ford Ranger FX4 น่าจะมีทางเลือกแค่ขุมพลังเดียวคือ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว VG เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มากับพละกำลัง 160 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 385 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

   คาดว่ารุ่นย่อย FX4 อาจจะมีแค่ใน 4 ประตูเท่านั้น สำหรับราคาค่าตัวนั้น Ford Ranger FX4 ในรุ่นเกียร์ธรรมดาจะอยู่ในช่วง 879,000-899,000 บาท ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ จะอยู่ที่ 919,000-939,000 บาท

   ส่วนการเปิดตัวนั้น ประมาณการว่าน่าจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมครับ อาจจะช้าหรือเร็วกว่านั้นก็ได้ และเห็นว่าจะมีการปรับอุปกรณ์ให้กับ Ranger ด้วยครับ รอดูต่อไป

ขอบคุณที่มา กลุ่มสะสมโบรชัวร์รถ

Update : Ford Ranger FX4 รวมทั้ง Ranger ที่จะมีการปรับอุปกรณ์ในบางรุ่น และรุ่นย่อยใหม่จะมีการเปิดตัวในวันที่ "8 สิงหาคม" นี้
รุ่นย่อยที่จะมีการปรับเพิ่มใหม่ ได้แก่รุ่น Single Cab กับรุ่น 2.2 XL 4x2 6MT พละกำลัง 150 แรงม้า
ตามด้วยรุ่น Open Cab ได้แก่ 2.2 XL+ Hi-rider 4x2 6MT  / 2.2 XLS Hi-rider 4x2 6AT
และ 2.2 XLS 4x4 6MT 


มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ชมภาพรถทดสอบ All-New Nissan March(Micra) ว่าที่อีโคคาร์ใหม่ค่ายนิสสัน

  ภาพชุดล่าสุดของซับคอมแพกต์คาร์คันใหม่ของ Nissan นั่นคือ All-New Nissan March หรือในบางตลาดใช้ชื่อ Micra โดยคราวนี้ถูกทำให้ตัวถังใหญ่ขึ้น และถูกวางตัวให้แข่งกับ Ford Fiesta และคาดว่าจะเปิดเผยโฉมต่อสาธารณะชนครั้งแรกในงาน Paris Motor Show 2016 ช่วงกันยายนถึงตุลาคมนี้

   แม้จะถูกพรางแบบเต็มๆคัน แต่ก็เดาได้ว่าตัวรถจะนำเอาแนวคิดจากต้นแบบ Nissan Sway Concept มาออกแบบและประยุกต์ให้เข้าสมัยมากกว่าเดิม จะเห็นว่าภายนอกยังคงมากับกระจังหน้า V-Shape อันเป็นเอกลักษณ์ยุคใหม่ของรถ Nissan รูปทรงไฟหน้าที่ดูโฉบเฉี่ยว เส้นสายโดยรวมยังดูปราดเปรียวเหมือนต้นแบบ

ขอบกระจกประตูรถลดควาทันสมัยลงจากต้นแบบ และในประตูหลังมีมือจับประตูที่ซ่อนไว้แบบแนบเนียน อีกทั้งยังออกแบบให้เป็นสไตล์ Flooting Roof อีกด้วย

   Nissan March โฉมใหม่จะสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม CMF-B อันเป็นแพลตฟอร์มที่จะใช้ใน Juke รุ่นต่อไปด้วย คาดว่าขุมพลังของ March ใหม่จะมีให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล 3-4 สูบ

   Nissan March หรือ Micra โฉมใหม่จะผลิตขึ้นในโรงงาน Flins ประเทศฝรั่งเศส เพื่อป้อนตลาดยุโรป หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผลิตที่อินเดียและถูกลูกค้าบ่นเรื่องคุณภาพการประกอบ

   ส่วนเมืองไทยนั้น รอชมเจ้าคันนี้ในฐานะอีโคคาร์เฟส 2 และอาจจะทำตลาดในชื่อ "Nissan Note" และเปิดตัวภายในปี 2017 ครับ เอาเป็นว่าคอยดูกันต่อไป

ที่มา Motor1.com
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แอบถ่ายครั้งแรก Mercedes-Benz E-Class All Terrain เวอร์ชั่นยกสูง

  ตลาดรถอเนกประสงค์แนว SUV นั้นเป็นกลุ่มตลาดที่กำลังเติบโต และค่ายรถรายไหนยังมีช่องว่างทางการตลาดของรถกลุ่มนี้อยู่  พวกเขาก็พร้อมที่จะสร้างรถเพื่อเจาะกลุ่มตลาดเหล่านั้น เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างยอดขาย

   แม้แต่ค่าย Mercedes-Benz ก็ยังไม่หยุดกับการขยายฐานตลาดใหม่ๆ ดูจากภาพแอบถ่ายชุดล่าสุด แสดงให้เห็นถึง E-Class Estate เจเนเรชั่นล่าสุดที่มาวิ่งทดสอบ แต่ความแปลกของรถรุ่นนี้คือ ตัวรถถูกยกให้สูงขึ้นกว่า E-Class ปกติ และตกแต่งซุ้มล้อหน้า-หลัง รวมทั้งกันชนสไตล์ Off-Road

  มีสื่อคาดการณ์ชื่อที่ใช้ในรถรุ่นนี้ น่าจะเป็น E-Class All Terrain โดยจะมาเป็นคู่แข่งกับ Audi A6 Allroad / Volvo V90 Cross Country ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ และไม่แน่ในอนาคตอาจจะมีการนำ C-Class มาทำในลักษณะเดียวกัน เพื่อเป็นคู่แข่ง Audi A4 Allroad / Volvo V60 Cross Country / Subaru Outback

  ส่วนขุมพลังรถก็น่าจะยกมาจาก E-Class ตัวถังอื่นๆเลย คาดว่าการเปิดตัวน่าจะมีขึ้นในงาน Paris Motor Show 2016 ช่วงกันยายนถึงตุลาคมนี้ ส่วนเมืองไทยจะมีรถแนวนี้เอามาขายหรือไม่ รอดูต่อไปครับ

ที่มา Motorauthority

 
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

All-New Nissan Serena เปลี่ยนสู่ความหวือหวาและโฉบเฉี่ยว

  Nissan Serana รถมินิแวนที่จำหน่ายในญี่ปุ่น ถ้าจำไม่ผิดในอดีตก็เคยมีการนำมาขายในไทยด้วย ปัจจุบันนั้นคนไทยก็สามารถหาซื้อ Serena ผ่านทางเกรย์มาร์เก็ตที่นำเข้ามา และล่าสุดทาง Nissan ก็ได้เผยโฉมของ All-New Nissan Serena เจเนเรชั่นที่ 5 เป็นที่เรียบร้อย

   ดูจากโครงสร้างที่ยังมีบางจุดคล้ายรุ่นเดิม ก็เพราะว่ารุ่นนี้ยังคงถูกสร้างบนพื้นฐานของเจเนเรชั่นที่ 4 โดยการนำเส้นสายจากรุ่นเดิมมาขัดเกลาให้ดูมีมิติและสปอร์ตรวมทั้งแฝงไปด้วยความหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม ภายนอกมากับโคมไฟหน้าชุดใหม่แบบ 2 ชั้นคล้ายๆ Toyota Vellfire กระจังหน้าทรงใหม่ที่ยังคงออกแบบในสไตล์ V-Motion แบบ Nissan รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น

ออกแบบกันชนหน้าและกรอบไฟตัดหมอกให้ดูดีกว่าเดิมและรับกับด้านหน้ารถ เสา A ถูกทำให้เป็นสีดำกลมกลืนไปกับกระจกรถ รวมทั้งกระจกบานหน้าต่างด้านท้ายที่ออกแบบสไตล์ Floating Roof เชื่อมต่อเนื่องไปถึงฝาท้าย รวมทั้งมีการออกแบบโคมไฟท้ายใหม่ที่สั้นลงแต่ดูทันสมัยกว่าเดิม รวมทั้งโลโก้ด้านท้ายขนาดใหญ่สะดุดตา เสริมด้ายคิ้วขอบป้ายทะเบียนโครเมียมขนาดใหญ่เพิ่มความหรูหรา

Nissan ยังมีเกรดการตกแต่งของ Serena ใหม่ ตั้งแต่รุ่นพื้นฐานแบบคันสีน้ำเงิน และรุ่น Highway Star แบบคันสีแดงที่จะมีออกแบบกันชนหน้าและกระจังหน้าให้ดุดันและเกรี้ยวกราดกว่าเดิม โดยติดตั้งสเกิร์ตด้านข้าง หลังคาสีดำ ล้ออัลลอยปัดขอบเงาดำ และกระจกมองข้างสีดำ

   ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงใหม่หมดไม่เหลือเค้ารุ่นเก่าเลย จากที่เชยๆ เปลี่ยนสู่ความทันสมัยและดูแพงกว่าเดิม มีกลิ่นอายการออกแบบจาก Renault มาบ้าง โดยมากับมาตรวัดแบบดิจิตอลทรงใหม่ที่จัดวางให้อ่านง่ายขึ้น พวงมาลัยใหม่ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ช่องแอร์ตรงกลางที่ถูกจัดวางตำแหน่งใหม่แบบแนวตั้ง และมีชุดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ ฐานเกียร์ ปุ่มระบบ electronic parking brake และปุ่มสตาร์ท

    Nissan ยังบอกอีกว่า Serena โฉมใหม่เป็นรถมินิแวนที่มีความกว้างห้องโดยสารมากสุดในรถระดับเดียวกัน และในรุ่นบนๆจะมีฟังก์ชันเปิดฝาท้ายได้โดยยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชนรถและต้องมีกุญแจรถอยู่ในกระเป๋ากางเกง

 ไฮไลต์อื่นๆภายในห้องโดยสารก็คือเบาะนั่งแถวแรกและแถวที่สองจะเป็นแบบ Zero Gravity หรือเบาะหนังไร้แรงโน้มถ่วง ซึ่งช่วยเพิ่มความสบายและลดความปวดเมื่อยในการขับขี่เป็นเวลานานๆ

   ขุมพลังของรถยังคงใช้บล็อกเดียวกับรุ่นเก่า S-Hybrid นั่นคือเครื่องยนต์เบนซิน MR20DD ความจุ 2.0 ลิตร มากับพละกำลัง  147 แรงม้า PS ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 210 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT XTronic

   ระบบความปลอดภัยของรถถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่มีการติดตั้งระบบการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ( Nissan’s autonomous drive technology) ที่ชื่อว่า ProPILOT โดยสามารถควบคุมคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยอัตโนมัติ บนถนนที่มีการจราจรแน่นหนา และมี  Intelligent Park สามารถช่วยจอดรถได้อัตโนมัติได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบเตือนการเปลี่ยนเลน กล้องมองภาพรอบคันเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

   Nissan ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างความแข็งแรงรอบๆบริเวณฝาท้าย และปรับปรุงระบบกันสะเทือนบางส่วนโดยติดตั้งโช้คอัพขนาดใหญ่ ซึ่ง Nissan อ้างว่าจะช่วยในการตอบสนองในการขับรถเปลี่ยนเลนได้ดีขึ้น

   Nissan Serena โฉมใหม่จะเริ่มขายในญี่ปุ่นปลายเดือนสิงหาคมนี้ ในราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 3 ล้านเยน หรือประมาณ 1.014 ล้านบาทไทย ส่วนเมืองไทยคงต้องรอการนำเข้าจากเกรย์มาร์เก็ดครับ

ที่มา Paultan
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

Mazda 3 Minor Change ไม่เน้นปรับหน้า แต่ขอโฟกัสไปที่เทคโนโลยี

   ไม่อยากเชื่อเลยว่า Mazda 3 รุ่นปัจจุบันที่วางขายจะมีอายุครบ 3 ปีเพราะเส้นสายตัวถังนั้นยังดูสดใหม่เหมือนรถโมเดลใหม่เลย แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการปรับปรุงโฉมใหม่เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่ขยับเขยื้อนตลอด ซึ่งล่าสุดทาง Mazda ก็ได้เปิดตัว Mazda 3 Minor Change ในตลาดญี่ปุ่นเรียบร้อย

   หลายคนคงต้องเพ่งสายตาว่าหน้าตาภายนอกของรถมันปรับอะไรบ้าง เพราะมองเผินๆแทบจะไม่ต่างกันเลย โดยภายนอกมีการเปลี่ยนรูปทรงไฟหน้าชุดใหม่จากที่เรียวๆให้ดูมนกว่าเดิม โดยยังมาพร้อม DRL ในโคมเช่นเดิม ออกแบบทรงกระจังหน้าใหม่คล้ายๆ Mazda 2 ซึ่งมีเหลี่ยมมุมมากกว่าเดิม กันชนหน้าชุดใหม่ และกรอบไฟตัดหมอกใหม่พร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED เส้นสายไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ กระจกมองข้างมีการย้ายตำแหน่งไฟเลี้ยวแบบเดียวกับรุ่นพี่ Mazda CX-5  ส่วนด้านท้ายยังมากับไฟท้ายชุดเดิม เพิ่มเติมคือกันชนท้ายที่ออกแบบรายละเอียดใหม่

   ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดคือ พวงมาลัยทรงใหม่ที่ดูสปอร์ตสวยงามกว่าเดิม มีการตกแต่งบริเวณแดชบอร์ดและแผงระตูด้วยวัสดุผิวสะท้อนมันวาว ซึ่งให้ความหรูหราและมีคุณภาพยิ่งกว่าเดิม ปรับรายละเอียดช่องแอร์ตรงกลางใหม่ เปลี่ยนหน้าจอสัมผัสตรงกลางใหม่พร้อมปุ่มควบคุมเช่นเดิม นอกจากนี้ในรุ่นสูงๆจะเปลี่ยนจากเบรกมือธรรมดาเป็นเบรกมือไฟฟ้าแทน

บริเวณมาตรวัดมีการปรับปรุงตัวเลขให้อ่านง่ายกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมากับหน้าจอ Active Driving Display ตรงกลางเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือการปรับปรุงให้แสดงรายละเอียดมากขึ้นและคมชัดกว่าเดิม

   สำหรับขุมพลังของรถในตลาดญี่ปุ่นจะมีเครื่องยนต์ดีเซล SkyActic-D 1.5 ลิตร พละกำลัง 105 แรงม้า เพิ่มเติมเข้ามา จากเดิมที่มี SkyActiv-D 2.2 ลิตร พละกำลัง 150 แรงม้า อยู่แล้ว ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือ 4 ล้อให้เลือก นอกจากนี้ยังมีเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร SkyActiv-G พละกำลัง 100 แรงม้า ให้เลือกด้วยเช่นกัน

   ในตลาดยุโรปจะมีเครื่องยนต์ เบนซิน 1.5 ลิตร SkyActiv-G ตามด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SkyActiv-G พละกำลัง 120 และ 165 แรงม้า ตามด้วยเครื่องดีเซล 1.5 และ 2.2 ลิตรเหมือนตลาดญี่ปุ่น ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

   ระบบความปลอดภัยของรถนั้นยังคงจัดเต็มเหมือนรุ่นก่อน ซึ่งทาง Mazda มีการปรับปรุงระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ Advanced Smart City Brake ซึ่งสามารถตรวจจับรถบนถนนและคนเดินเท้าได้ ซึ่งจะใช้กล้องตรวจจับไปข้างหน้า ทำงานที่ความเร็วระหว่าง 4 จนถึง 80 กม./ชม.

   และไฮไลต์สำคัญ อีกทั้งเป็นรถรุ่นแรกของ Mazda ที่ติดตั้งระบบ G-Vectoring Control ที่ช่วยควบคุมแรงบิดให้เหมาะสมในการขับขี่แต่ละสภาพถนน ซึงทำให้ประสิทธิภาพการขับขี่ของรถนั้นดีขึ้น

   คาดว่า Mazda 3 Minor Change จะเปิดตัวในไทยราวๆปลายปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด ในช่วงงาน Motor Expo 2016 ครับ ต้องรอดูต่อไปว่า Mazda 3 Minor Change ในไทยจะมีฟังก์ชันอะไรต่างจากเมืองนอกบ้าง
 
ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

Like Box