วันศุกร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560

ชมกันชัดๆกับ MG3 Minor Change ปรับหน้าให้ดูสดใหม่ขึ้น

  ค่ายรถอังกฤษในเงื้อมมือจีนอย่าง MG เตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวรถเล็ก MG3 ที่จะมีการปรับโฉม (Minor Change) ซึ่งล่าสุดก็มีภาพดีไซน์ภายนอกแบบชัดๆมาให้เราได้เห็นกันแล้ว ก่อนจะเปิดตัวในงาน Shanghai Auto Show 2017 ที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้


   เห็นชัดว่า MG3 Minor Change มีการออกแบบใบหน้ารถใหม่ทั้งหมด ซึ่งยึดตามแนวการออกแบบยุคใหม่ของ MG นั่นเอง โดยดีไซน์ไฟหน้าและกระจังหน้าจะยกมาจากอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดอย่าง MG ZS ทำให้มีความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น กันชนหน้าออกแบบใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายจะมากับโคมไฟท้ายที่ออกแบบรายละเอียดใหม่ ฝาท้ายใหม่ที่ดูมีมิติขึ้นและกันชนท้ายใหม่ นอกจากนี้ล้ออัลลอยก็มีการดีไซน์ใหม่เช่นกัน


  ส่วนภายในห้องโดยสารยังไม่มีภาพชัดๆออกมา แต่อ้างอิงจากภาพหลุดก่อนหน้านี้ก็พอรู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงพวงมาลัยทรงใหม่ให้สวยงามน่าสัมผัสขึ้น มีการเปลี่ยนวิทยุใหม่ และอาจจะออกแบบช่องแอร์ใหม่ รวมทั้งดีไซน์เบาะใหม่


   ขุมพลังในตลาดจีนนั้นจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร พละกำลังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 96.5 แรงม้า และเครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร พละกำลัง 111.5 แรงม้า ระบบส่งกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยังไม่มีข้อมูล

   รายละเอียดทั้งหมดน่าจะถูกปล่อยออกมาตอนเปิดตัวครับ ส่วนเมืองไทยจะมาเมื่อไหร่ต้องติดตาม

ที่มา Carnewschina / Autohome

2017 Toyota Vios Malaysia Version ปรับเพิ่มออปชั่นแต่ยังไม่ปรับหน้าตา

  แม้ว่าเมืองไทยจะนำร่องเปิดตัว Toyota Vios Minor Change 2017 กันไปแล้ว แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียนั้นยังไม่ได้มีการปรับโฉมหน้าตามไทยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามทาง Toyota ประเทศมาเลเซียก็กระตุ้นตลาดด้วยการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่เข้าไปใน Vios ที่จำหน่ายอยู่

(เพื่อให้ทำความเข้าใจง่าย ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Toyota Vios เวอร์ชั่นมาเลเซียมีเกรดการตกแต่ง 5 เกรดด้วยกัน เรียงจากรุ่นต่ำไปท็อป ได้แก่ J E G GX และ TRD Sportivo)

   อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งให้ใน "ทุกรุ่นย่อย" เลยก็คือ กล้องบันทึกวีดิโอหน้ารถที่ออกแบบให้สอดคล้องและกลมกลืนกับกระจกมองหลังและยังช่วยนำทางได้ดีขึ้นผ่านทางคุณสมบัติต่างๆ นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบ USB ใต้ปุ่มหมุนปรับอากาศ มีช่องวางแก้วน้ำที่ใช้วางโทรศัพท์เพื่อเสียบสายชาร์จผ่านช่อง USB ได้

  อีกจุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ กล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศาแสดงผลผ่านทางหน้าจอสัมผัสภายในรถ โดยจับภาพจากกล้องด้านนอก 4 ตัว ซึ่งออปชั่นนี้มีให้ในทุกรุ่นที่มีหน้าจอสัมผัส นั่นคือ เกรด E ขึ้นไป และยังมีกระจกมองข้างพับอัตโนมัติติดตั้งในรุ่น G ขึ้นไป

 ลูกค้ารุ่น J ไม่ต้องน้อยใจเพราะสามารถสั่งออปชั่น กล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศาที่ควบรวมมากับชุดหน้าจอ DVD ระบบสัมผัสในราคา 4,441.40 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 34,595 บาทไทย และยังสั่งระบบกระจกมองข้างพับอัตโนมัติได้ในราคา 318 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 2,477 บาทไทย

  สำหรับ Toyota Vios 2017 เวอร์ชั่นมาเลเซียจะมีราคาค่าตัวดังนี้
- 1.5 J MT ราคา 76,500 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 595,863 บาทไทย
- 1.5 J AT ราคา 79,800 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 621,567 บาทไทย
- 1.5 E AT ราคา 83,900 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 653,503 บาทไทย
- 1.5 G AT ราคา 89,800 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 699,459 บาทไทย
- 1.5 GX AT ราคา 92,800 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 722,826 บาทไทย
- 1.5 TRD Sportivo AT ราคา 96,400 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 750,866 บาทไทย
โดยลูกค้าสามารถรับเงินคืน 3,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือราวๆ 23,367 บาทได้จนถึงวันที่ 30 เม.ย. 60 

  ถึงหน้าตายังไม่ปรับเหมือนเมืองไทย แต่ก็แอบอิจฉาออปชั่นเพื่อนบ้านไม่น้อยเลย

ที่มา Paultan
   

วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

MG เผยทีเซอร์ E-Motion Concept ต้นแบบที่บอกทิศทางการออกแบบรถสปอร์ตในอนาคต

  ก่อนหน้านี้ค่าย MG ได้พูดถึงความสนใจในการพัฒนารถสปอร์ต และมีแพลนว่าจะเปิดตัวรถต้นแบบเร็วๆนี้ ล่าสุดดูเหมือนว่า MG คงจะเอาจริงกับรถสปอร์ตแน่นอน เพื่อมีการเผยทีเซอร์ของรถต้นแบบ E-Motion Concept ออกมา

   ภาพจากทาง SAIC อันเป็นบริษัทแม่ของ MG นั้นบ่งบอกได้ว่า E-Motion Concept น่าจะเป็นรถที่กำหนดที่ทิศทางการออกแบบของรถสปอร์ต MG รุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้เลยว่า MG กำลังสนใจจะทำรถสปอร์ต ก็แอบเซอร์ไพรซ์ไม่น้อยที่เห็นข่าวรถต้นแบบออกมา

  ดีไซน์ของต้นแบบ E-Motion Concept จะผสมผสานดีไซน์ของ MG ยุคใหม่ด้วยกระจังหน้าตะแกรงโครเมียมที่มีโลโก้ MG แปะอยู่ตรงกลาง ไฟหน้ามีไฟ LED DRL ในโคม เส้นสายด้านข้างดูปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยว บางมุมแอบทำให้นึกถึงสปอร์ตอังกฤษอีกคันอย่าง Aston Martin ส่วนด้านท้ายจะมากับชุดไฟท้ายแนวตั้ง

  คาดว่าขุมพลังของต้นแบบคันนี้จะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ว่ากันว่าอาจจะมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 4 วินาที และวิ่งได้ระยะทางสูงสุดเกิน 300 ไมล์ (ประมาณ 480 กิโลเมตร)

  มาติดตามกันครับว่าต้นแบบคันนี้จะมีรูปโฉมที่สวยงามแค่ไหน และจะมีแผนผลิตขายจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา Carscoops

Subaru Outback Minor Change ปรับโฉมอเนกประสงค์ดาวลูกไก่

  ค่ายดาวลูกไก่ Subaru ได้ทำการเผยโฉมรถอเนกประสงค์สไตล์รถแวกอนยกสูงอย่าง Subaru Outback ที่ได้ทำการปรับโฉม (Minor Change) กลางอายุตลาด ก่อนจะทำการเปิดตัวภายในงาน New York International Auto Show 2017 กลางเดือนเมษายนนี้

   ภายนอกของรถมีการออกแบบโคมไฟหน้าใหม่พร้อมไฟ LED DRL ที่ดูเฉียบคมมากขึ้น รวมทั้งออกแบบกระจังหน้าใหม่ ซึ่งแน่นอนว่ายกมาจากซีดาน Legacy ที่เป็นพื้นฐานของรถคันนี้นั่นเอง ส่วนกันชนหน้ามีการปรับปรุงนิดหน่อยเท่านั้น และยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ ส่วนด้านท้ายยังไม่ทราบว่าจะเปลี่ยนตรงไหนเพราะยังไม่มีรูปออกมา

   ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางเดียวกับ Subaru Legacy ใหม่ คือ ตกแต่งคอนโซลหน้าใหม่ให้หรูหราและใช้วัสดุที่ดูดีมีราคามากขึ้นกว่าเดิม ตกแต่งคอนโซลกลางใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม ปรับเปลี่ยนพวงมาลัยทรงใหม่ที่ดูสปอร์ตขึ้น มีการเดินด้ายตะเข็บแท้บนคอนโซลและแผงประตูให้ดูหรูขึ้น ที่แตกต่างคือโทนสีภายในรถมีให้เลือกทั้งสีน้ำตาลและสีเบจ รวมถึงลายไม้ที่แตกต่างกันด้วย

ระบบปรับอากาศที่ปรับปรุงให้มีความเย็นทั่วถึงห้องโดยสารมากขึ้น และมีอุณหภูมิภายในรถคงที่ รวมทั้งออกแบบปุ่มปรับอากาศใหม่ให้มีตัวเลขแสดงผลอุณหภูมิภายในปุ่มเลย ระบบอินโฟเทนเมนต์ Starlink ได้รับการติดตั้งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว หรือ ขนาด 8 นิ้วที่ปรับปรุงให้การตอบสนองเร็วขึ้น รวมทั้งติดตั้งระบบนำทางจาก TomTom และมีระบบสั่งการด้วยเสียงที่ติดตั้งไมโครโฟน 2 ตัวที่รองรับการสั่งการได้ดีขึ้นเมื่อเราสั่งงาน Siri ของ Apple หรือของ Google

   เครื่องยนต์ก็เหมือนกับ Legacy นั่นคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 4 สูบที่มากับพละกำลัง 175 แรงม้าที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที และ อีกขุมพลังนั่นคือเครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตร 6 สูบ พละกำลัง 256 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 334 นิวตัน-เมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic CVT ที่ปรับปรุงให้มีอัตราเร่งที่นุ่มขึ้น พร้อม Paddle Shift

   Subaru ยังมีการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังใหม่ ปรับปรุงระบบกันสะเทือน พวงมาลัย และเบรก เพื่อเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ที่ดีมากขึ้น กระจกมองข้างได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อลดเสียงลม และติดตั้งกระจกนิรภัยประตูบานหน้าเพื่อลดเสียงให้เงียบลงเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการติดแผ่นกันกระแทกที่ขอบซุ้มล้อหลังเพื่อลดเสียงที่จะเข้ามาห้องโดยสารตอนหลัง

   Outback ยังคงมากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical All-Wheel Drive มาให้เป็นมาตรฐาน ส่วนระบบความปลอดภัยก็น่าจะเหมือน Legacy

( ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยจอด Reverse Automatic Braking ที่จะแสดงผลทั้งภาพและเสียง , ระบบตรวบวัดแรงดันลมยาง Tyre Pressure Monitoring System (TPMS) , กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะที่ปรับไปตามการหมุนของพวงมาลัย , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist เ

ไฟหน้าเลี้ยวตามโค้ง Adaptive Headlights และชุดระบบความปลอดภัย EyeSight System ที่ประกอบด้วยระบบ Adaptive Cruise Control , ระบบ Pre-Collision Braking ช่วยหยุดรถอัตโนมัติในกรณีที่อาจเกิดการชนทางด้านหน้า , ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน Lane Departure Warning และระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist )

   Subaru Outback Minor Change จะวางขายในอเมริกาช่วงฤดูร้อนนี้ ส่วนเมืองไทยจะมาตอนไหนต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

แอบถ่าย All-New Maruti Suzuki Swift Dzire เวอร์ชั่นแหวกแนวที่มีขายในแดนภารตะ

  ในประเทศอินเดียนั้น บริษัท Suzuki ได้ทำการร่วมทุนกับบริษัท Maruti Udyog Limited ทำให้รถ Suzuki ที่จำหน่ายจะใช้ชื่อยี่ห้อว่า "Maruti Suzuki" และที่จะพูดถึงก็คือในอินเดียจะมี Suzuki Swift เวอร์ชั่นซีดาน 4 ประตูที่มีท้ายสั้นๆ ทำให้แลดูประหลาด ซึ่งวางจำหน่ายในชื่อ "Swift Dzire"

  และนี่คือภาพแอบถ่ายล่าสุดของ All-New Maruti Suzuki Swift Dzire เจเนเรชั่นที่ 3 ซึ่งเปิดเผยให้เห็นทั้งดีไซน์ภายนอกและภายในรอบคันเลยก็ว่าได้

   แน่นอนว่าเจ้า Swift Dzire จะถูกสร้างบนพื้นฐานของ Suzuki Swift เจเนเรชั่นล่าสุด แต่มีการออกแบบรายละเอียดดีไซน์ให้แตกต่างออกไป ภายนอกมีการออกแบบกระจังหน้าใหม่ และออกแบบกันชนติดแถบโครเมียมบริเวณกรอบไฟตัดหมอก ติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ LED DRL ซึ่งทำให้ดูหรูหราขึ้น และยังออกแบบดีไซน์กรอบประตูที่ค่อนข้างมีความโค้งมนกว่าตัว 5 ประตู จนไปถึงด้านท้ายที่มากับไฟท้ายทรงใหม่แบบ LED

   ภายในห้องโดยสารจะใช้ชุดคอนโซลแบบเดียวกับ Swift เวอร์ชั่นแฮตซ์แบ็คเลย แต่มีการออกแบบรายละเอียดหลายจุดให้แตกต่างออกไป โดยมีการออกแบบช่องแอร์ตรงกลางเสียใหม่ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีเบจและลายไม้รอบคันเพิ่มความหรูหรา รวมทั้งออกแบบมาตรวัดให้แตกต่างกันด้วย

  ขุมพลังคาดว่าจะมีการนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซล 1.3 ลิตร DDiS 4 สูบ พละกำลัง 74 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติแบบ AMT 4 สปีด และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร 4 สูบ K12B พละกำลัง 83 แรงม้า พร้อมแรงบิด 115 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องระบบเกียร์อัตโนมัติว่าจะใช้แบบ 4 สปีดหรือเหมือนเครื่องดีเซลกันแน่

  หลุดมาเต็มคันแล้วก็คาดว่าน่าจะมีการเผยโฉมที่อินเดียในเร็ววันนี้ ส่วนเมืองไทยไม่มีขายแน่นอนครับ

ที่มา Gaadiwaadi

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

2018 Nissan 370Z Heritage Edition ฉลองล่วงหน้า 50 ปีสปอร์ตตระกูล Z

  Nissan ได้ทำการเปิดตัวสปอร์ตรุ่นพิเศษ Nissan 370Z Heritage Edition อันเป็นการเฉลิมฉลองตำนานของรถสปอร์ต Nissan ตระกูล Z ที่มีมายาวนานโดยจะครบ 50 ปีในอีก 2 ปีข้างหน้า

  ถ้าว่ากันด้วยตำนานสปอร์ตตระกูล Z แล้ว จุดเริ่มต้นก็มาจากสปอร์ต Nissan 240Z ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1969 ซึ่ง Nissan 370Z โฉมปัจจุบันนั้นก็นับว่ามีเส้นสายด้านข้างที่ถูกถ่ายทอดมาจาก 240Z เช่นกัน และตอนนี้ 370Z มีอายุตลาด 8 ปีแล้ว ก็นับว่ามีอายุในตลาดมากทีเดียว

   ภายนอกมีการตกแต่งใหม่บริเวณไฟหน้าและไฟท้าย ตะแกรงกันชนหน้ารวมทั้งมือจับประตู ตัวรถถูกนำเสนอด้วยสีเหลือง Chicane Yellow ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์คาดตัวถังสีดำรอบคัน ลูกค้ายังสามารถเลือกสีตัวถังเป็นสีดำ Magnetic Black พร้อมสติ๊กเกอร์คาดตัวถังสีเทา สำหรับภายในห้องโดยสารจะตกแต่งด้วยโทนสีดำ-เหลือง ไม่ว่าสีภายนอกจะเป็นสีไหนก็ตาม

  Nissan 370Z Heritage Edition ยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.7 ลิตร V6 พละกำลัง 332 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และยังมีการติดตั้งชุดคลัตซ์สมรรถนะสูงจาก EXEDY ด้วย

  Nissan 370Z Heritage Edition จะนำไปโชว์ตัวภายในงาน New York Auto Show 2017 ที่กำลังจะเริ่มขึ้น และจะวางขายในราคา 109,990 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,804,566 บาทไทยครับ

ที่มา Carscoops

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

ชม 2018 Honda Civic Si Sedan & Coupe อีกหนึ่งตัวแรงของอเมริกา

  ค่าย Honda ในอเมริกาได้ทำการเปิดตัวอีกหนึ่งตัวแรงที่เป็นรองเพียงแค่ Type-R  อย่าง Honda Civic Si ที่มีมาให้เลือกทั้งโฉมซีดานและคูเป้ และแน่นอนว่าไม่มีขายในประเทศไทยครับ

   ภายนอกเป็นการนำกันชนหน้าจากรุ่น Hatchback เข้ามาใส่นั่นเอง รวมทั้งมีการพ่นสีกระจังหน้าสีดำพร้อมโลโก้ Si บริเวณกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบ 10 ก้านปัดขอบเงาดำ ด้านท้ายออกแบบกันชนท้ายให้ดูมีความดุดัน มาพร้อมท่อไอเสียแบบโครเมียมด้านท้ายอยู่ตรงกลางกันชน ทุกตัวถังจะติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายมาให้ สำหรับรุ่นซีดานจะมีไฟเบรก LED มาให้ด้วย

   ภายในห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งแบบสปอร์ต เดินด้ายเย็บสีแดงรอบคันรถ และแป้นเหยียบเบรก/คันเร่งแบบอะลูมิเนียม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกใน Civic Si ทุกตัวถัง จะประกอบด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ฟังก์ชันเบาะอุ่นด้านหน้าและ Rain-Sensing นอกจากนี้ยังมีระบบ Infotainment ขนาดหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ทุกรุ่นจะมาพร้อมกับเครื่องเล่นวิทยุ AM / FM / CD กำลังไฟ 450 วัตต์ ลำโพง 10 ตัว รองรับคลื่นวิทยุ SiriusXM Radio, HD Radio และ Pandora

  Honda Civic Si ทุกตัวถังจะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จ มากับพละกำลังสูงสุด 205 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเป็นมาตรฐาน

 Honda Civic Si มีน้ำหนักที่เบาลงจากรุ่นก่อน แต่มีแซสซีส์ที่แข็งแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการอัพเกรดระบบบังคับเลี้ยวพร้อมระบบช่วยผ่อนแรง ปรับเซตระบบกันสะเทือนให้รองรับการขับขี่แบบสปอร์ต  รวมทั้งมีระบบปรับช่วงล่าง Adaptive Dampers สำหรับระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตนั้นมีการอัพเกรดสปริงและเหล็กกันโคลงให้แข็งขึ้น ในส่วนของด้านหน้าเพิ่มขึ้น 30% และด้านหลังอีก 60%  นอกจากนี้ยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Normal และ Sport โดยจะมีการปรับการตอบสนองของคันเร่งและพวงมาลัยตามโหมดที่เราเลือกนั่นเอง

 Honda Civic Si ทั้งตัวถัง Sedan และ Coupe จะเริ่มวางขายในอเมริกาช่วงเดือนพฤษภาคมในราคาที่เริ่มต้นอยู่ในช่วง 20,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 691,802 บาทไทย

ที่มา Carscoops

  

Like Box