วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

All-New Nissan Leaf มาดใหม่ของรถไฟฟ้ายอดนิยม จับตาดูให้ดีเพราะจะแว่วว่าจะมาขายในไทยด้วย

  ค่าย Nissan ได้ทำการเผยโฉม All-New Nissan Leaf ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ชาวไทยต้องจับตาให้ดีเพราะแว่วๆว่า Nissan จะนำรุ่นนี้มาขายในไทยด้วย!


  รถจะนำไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายในงาน  Frankfurt Motor Show 2017 กลางเดือนกันยายนนี้ และจะเริ่มวางขายในตลาดญี่ปุ่นเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะมาถึงตลาดสหรัฐฯ ยุโรปและแคนาดาในช่วงต้นปี 2018 นี้ โดยราคาค่าตัวในสหรัฐฯจะเริ่มต้นประมาณ 29,990 ดอลลาร์ (ประมาณ 993,000 บาทไทย) 



   งานดีไซน์ภายนอกถือว่ายกระดับจากรุ่นเดิมมากทีเดียว มากับรูปโฉมที่ดูสวยงามและเตะตามากยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบยุคใหม่ของ Nissan มากับชุดกระจังหน้าทรง V-Motion ออกแบบฝาปิดที่ชาร์จไฟด้านหน้าใหม่จากเดิมที่ต้องเปิดบริเวณโลโก้รถเปลี่ยนมาไว้เหนือโลโก้แทน เส้นสายด้านข้างมีการใส่ลูกเล่น Floating Roof บริเวณด้านท้าย ส่วนด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายทรงใหม่ที่ดูสวยงามขึ้น ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบคอนโซลหน้าใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น มากับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ที่ดูคุ้นตา มาตรวัดที่ดูล้ำสมัยมากขึ้น 


   Nissan Leaf โฉมใหม่จะขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมงและมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลัง 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ระยะทางวิ่งนั้นหน่วยงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐหรือ EPA ประเมินว่าจะวิ่งได้ราวๆ 150 ไมล์หรือ 240 กิโลเมตร ส่วนฝั่งยุโรปจะประเมินไว้ที่ 378 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) และญี่ปุ่นประเมินไว้ที่ 400 กม. ตามมาตรฐาน JC08 

  ระยะเวลาการชาร์จนั้น เมื่อใช้ปลั๊ก 3 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 16 ชั่วโมง ถ้าเป็นปลั๊ก 6 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการชาร์จไฟแบบเร่งด่วนที่สามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 40 นาทีเท่านั้น 

   จุดขายสำคัญของ Leaf โฉมใหม่คือเทคโนโลยีการขับขี่ ProPILOT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกช่วยการขับขี่อัตโนมัติในช่องทางจราจรเดียว ระบบจะควบคุมระยะห่างระหว่างคันหน้าโดยอัตโนมัติที่ความเร็วระหว่าง 30-100 กม./ชม. และยังสามารถควบคุมการเลี้ยวรถไปตามทาง การรักษารถให้อยู่ในเลน ถ้าจำเป็นต้องหยุด รถก็จะช่วยหยุดโดยอัตโนมัติ และสามารถใช้เท้าแตะคันเร่งเพื่อเริ่มการทำงานของระบบ ProPILOT อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติโดยใช้เซ็นเซอร์อัลตราโซนิคในการตรวจจับและนำรถเข้าจอดได้


  นอกจากนี้ยังมีระบบที่เรียกว่า e-Pedal ซึ่งมาเป็นมาตรฐาน โดยเป็นระบบที่สามารถให้ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว เบรก หรือทำให้รถหยุดนิ่งโดยใช้แป้นเหยียบเพียงแป้นเดียว

  ระบบความปลอดภัยต่างๆก็ติดตั้งมาครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร Intelligent Lane Intervention
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกช่องทางLane Departure Warning
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Intelligent Emergency Braking
- ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning
- ระบบรับรู้เครื่องหมายจราจรTraffic Sign Recognition
- ระบบเตือนมุมอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
- กล้องมองภาพรอบคัน Intelligent Around View Monitor

  และอย่างที่กล่าวไว้ย่อหน้าแรกว่าให้จับตาดูให้ดีเพราะมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ Nissan เมืองไทยจะนำ Leaf โฉมใหม่เข้ามาขายจากการยืนยันของผู้บริหาร Nissan ซึ่งถ้ามาจริงๆก็น่าจะทำราคาได้เพราะภาษีของรถ Hybrid / Plug-In Hybrid / EV จะจ่ายภาษีสรรพสามิตในอัตราแค่ 2% เท่านั้น โดยต้องส่งแผนการลงทุนนี้ให้กับ BOI เสียก่อน อ้างอิงจาก http://www.headlightmag.com/nissan-thailand-bring-note-epower-leaf-to-sell/ อย่างเร็วที่สุดเราอาจจะได้เห็นภายในปี 2018 ครับ ก็ต้องติดตามต่อไปว่า Nissan Leaf จะมาเมืองไทยตอนไหนและจะทำราคาได้โดนใจหรือไม่ ใครที่รอก็เก็บเงินรอได้เลย

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

Ford Ranger Black Edition เตรียมเปิดตัวภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017

 Ford ฉลองความสำเร็จของ Ranger ในฐานะกระบะที่ขายดีที่สุดในยุโรปในเดือนกรกฎาคมด้วยยอดขาย 23,100 คัน โดยการเตรียมเปิดตัวรุ่นพิเศษ Black Edition ภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017 ที่จะเริ่มขึ้นกลางเดือนกันยายนนี้

  ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทาง Ford บอกว่ารุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตจำกัดจำนวนแค่ 2,500 คันเท่านั้น โดยผลิตภายใต้พื้นฐานของรุ่น Double Cab 4 ประตู

  ก็สมชื่อ Ford Ranger Black Edition เพราะตัวถังภายนอกจะถูกพ่นสีดำ Absolute Black มากับกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ เสริมด้วยราวหลังคาและโรลบาร์สีดำ ด้านข้างติดสติ๊กเกอร์ Limited ฝาท้ายมากับกันชนท้ายสีดำ ที่เปิดฝาท้ายสีดำและสติ๊กเกอร์ Limited ที่ฝาท้ายรถ

  ยังไม่มีภาพของภายในห้องโดยสารออกมา ทราบแต่ว่าภายในห้องโดยสารจะมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ Ford SYNC3 , กล้องมองภาพด้านหลัง , ระบบนำทาง , ระบบปรับอากาศแบบแยกโซนซ้าย-ขวา , เบาะนั่งหุ้มหนัง , กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันปรับอุ่น และเซ็นเซอร์ด้านหน้ารถ

  นาย Hans Schep ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของ Ford กล่าวว่า "ลูกค้าของ Ranger ชื่นชมในความสามารถของรถที่รองรับการใช้งานที่ยากลำบาก รวมทั้งสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลา และรุ่นพิเศษที่น่าสนใจก็จะเปิดตัวขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"

  ไม่มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ นั่นแปลว่า Ranger รุ่นพิเศษจะยังคงมีทางเลือกเครื่องยนต์ 2 บล็อกได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 2 ระดับได้แก่ 130 และ 160 แรงม้า , เครื่องยนต์ดีเซล 3.2 ลิตร 5 สูบ พละกำลัง 200 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและอัตโนมัติ 6 สปีด

  และแน่นอนว่ารุ่นพิเศษนี้ไม่มีแผนทำขายในไทยครับ..

ที่มา Carscoops

Mazda เริ่มทดสอบขุมพลังใหม่ SKYACTIV-X ภายใต้ตัวถัง Mazda 3

  Mazda ได้เดินหน้าพัฒนาขุมพลังแบบใหม่ SKYACTIV-X หรือ SKYACTIV เจเนเรชั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะทำการแนะนำครั้งแรกภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017 ในเดือนกันยายนนี้ และไม่มีเหตุผลใดๆที่จะซุ่มทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่นี้ ซึ่งตอนนี้ก็มีรถทดสอบของทาง Mazda ออกมาวิ่งแล้ว

  รถทดสอบนั้นใช้พื้นฐานของ Mazda 3 รุ่นปัจจุบันที่พรางด้วยสติ๊กเกอร์สีดำด้าน และปรับแต่งภายนอกรถนิดหน่อย ด้านข้างมีการติดสติ๊กเกอร์ SKYACTIV-X อันเป็นการบ่งบอกว่าภายใต้รถทดสอบคันนี้มีการซุกซ่อนเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบใหม่อยู่

   เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องเบนซินเครื่องแรกของโลกที่จุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ โดยเครื่องตัวนี้จะบีบอัดส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศจนกว่าจะเกิดการเผาไหม้ซึ่งหลักการทำงานจะคล้ายกับเครื่องดีเซล และจะทำงานร่วมกับซูเปอร์ชาร์จเจอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทาง Mazda เคลมว่าเครื่อง SKYACTIV-X ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องเบนซินยุคปัจจุบัน 20-30% รวมทั้งแรงบิดอาจจะเพิ่มขึ้นราวๆ 10-30%

  เครื่องยนต์ SKYACTIV-X จะถูกใช้ใน Mazda 3 เป็นรุ่นแรกในปี 2019 และจะขยายไปสู่รุ่นอื่นๆในปี 2021 หลังจากนั้น Mazda ยังมีแผนเปิดตัวรถแบบ Plug-In Hybrid เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขึ้นไปอีก โดยบางส่วนของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะมาจากการร่วมมือกับ Toyota ด้วย

  และมีความเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยี SKYACTIV-X อาจจะมาสถิตในเครื่องยนต์โรตารี่อันเลื่องชื่อของ Mazda ด้วย โดยน่าจะทำพละกำลังได้ราวๆ 400 แรงม้า ซึ่งก็มีข่าวลือว่าMazda อาจจะเปิดตัว Coupe ตัวตายตัวแทน RX-8 ภายในงาน Toyko Motor Show 2017 ช่วงเดือนตุลาคม และแน่นอนว่าอาจจะใส่เทคโนโลยีอย่างที่ว่ามาเข้าไปด้วย

   ก็ต้องติดตามข่าวกันต่อไปครับสำหรับค่าย Mazda ว่าจะมีอะไรน่าสนใจนอกจากนี้อีกบ้าง

ที่มา Motor1

วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

All-New Bentley Continental โฉมใหม่ที่ดูมีชีวิตชีวา หรูหราและปราดเปรียวมากขึ้น

  ค่ายรถหรูแดนผู้ดีอย่าง Bentley ได้ทำการเผยโฉม All-New Bentley Continental รถสปอร์ตหรูที่ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่และถือว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 แล้ว มาคราวนี้ได้พกพาทั้งความหรูหรา สปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม

  ภายนอกจะถอดแบบงานดีไซน์มาจากรถต้นแบบ EXP 10 Speed ที่เคยโชว์ตัวเมื่อปี 2015 ซึ่งดีไซน์ของตัวรถก็ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มีการออกแบบให้ดูสวยงามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมข้างละ 2 ดวง กระจังหน้าทรงเอกลักษณ์ที่ออกแบบให้ใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างออกแบบให้ดูโค้งมนและปราดเปรียวกว่าเดิม ด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายทรงวงรีรูปไข่รวมทั้งท่อไอเสียคู่ที่เป็นทรงวงรีรูปไข่เหมือนกัน ทำให้รถดูสง่างามและดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม

  All-New Bentley Continental จะมีตัวถังที่ยาวขึ้นและเตี้ยลง มีการวางตำแหน่งเพลาหน้าที่ขยับไปด้านหน้าอีกราวๆ 135 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้ช่วงฝากระโปรงหน้ารถดูยาวขึ้นและมีจมูกที่ต่ำลง โดยรถจะมีความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้น 110 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 25 มิลลิเมตร ตัวรถสร้างบนแพลตฟอร์ม MSB เหมือนใน Panamera รุ่นล่าสุด 

  All-New Bentley Continental มีน้ำหนักเบาลงจากรุ่นก่อน 85 กิโลกรัม ในรุ่น W12 โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2,250 กิโลกรัม ตัวถังรถทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่สร้างขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยี Super Formed ซึ่งทำให้สามารถขึ้นรูปตัวถังรูปทรงที่ซับซ้อนมากขึ้นได้

  ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบให้หรูหราและล้ำสมัยมากขึ้น มีการตกแต่งโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังธรรมชาติ ไม้วีเนียร์ โครเมี่ยมที่ขัดด้วยมือ โดยไม้ที่มีเนื่อที่ 10 ตารางเมตรถูกนำมาใช้ใน All-New Bentley Continental หนึ่งคัน โดยต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานถึง 9 ชั่วโมงและติดตั้งด้วยมือ

  ภายใต้ความหรูหรายังมากับความทันสมัย โดยตรงกลางมากับชุดหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว โดยหน้าจอสัมผัสนี้สามารถหมุนเก็บได้และโชว์เป็นแผ่นไม้ที่กลมกลืนกับคอนโซล ลูกค้ายังสามารถเลือกให้บริเวณแผ่นไม้ติดตั้งหน้าปัดอนาล็อก 3 วงที่แสดงอุณหภูมิ , เข็มทิศ และ นาฬิกาบอกเวลา

  ขุมพลังเบื้องต้นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 6.0 ลิตร W12 TSI ทวินเทอร์โบ บล็อกใหม่ล่าสุดของค่าย มากับพละกำลัง 635 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติดูอัลคลัตซ์ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 333 กม./ชม.

  และผลจากการใช้โครงสร้างตัวถังเทคโนโลยี 48-Volt Electrical ทำให้ Bentley จัดการกับไดนามิกของตัวรถได้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบ Bentley Dynamic Ride ที่จะช่วบควบคุมข้อต่อแต่ละเพลาและเหล็กกันโคลง ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มสบายในการขับขี่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบช่วงล่างแบบถุงลมโดยมากับสปริงลมที่มีอากาศมากกว่าเดิม 60% ทำให้ตัวรถมีความนุ่มนวลประดุจนั่งรถลีมูซีน แต่แน่นอนว่ารถยังไม่ละทิ้งการขับขี่แบบสปอร์ต

   All-New Bentley Continental จะเริ่มผลิตช่วงปลายปีนี้ รถคันแรกจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ช่วงเดือนมีนาคมปี 2018

ที่มา Carscoops

All-New Porsche Cayenne พลิกรูปโฉมไม่เท่าไหร่ แต่เทคโนโลยีใหม่ๆมาเต็ม

   ค่ายสปอร์ตหน้ากบ  Porsche ได้ฤกษ์แล้วสำหรับการเปิดตัว All-New Porsche Cayenne ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 โดยในเบื้องต้นจะมีทางเลือกอยู่ 2 รุ่น 2 ขุมพลังด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพื้นฐานที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ V6 และ Cayenne S ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบชาร์จ V6


  เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบลูกเดียวใน Cayenne โฉมใหม่มากับพละกำลัง 340 แรงม้าที่ 5,300- 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,340-5,300 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter  อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.2 วินาที (5.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 24.2 วินาที (23.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.87-11.11 กม./ลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 205-209 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 1,985 กิโลกรัม

  ตามด้วยรุ่น Cayenne S มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ V6 กำลังสูงสุด 440 แรงม้าที่ 5,700-6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter เช่นเดียวกับ Cayenne รุ่นธรรมดา อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 5.2 วินาที (4.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 18.9 วินาที (18.6 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.64-10.87 กม./ลิตร ในขณะที่อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 209-213 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 2,020 กิโลกรัม

  ส่วนขุมพลังอื่นๆที่คาดว่าน่าจะตามมา ก็น่าจะเป็น Cayenne Turbo ที่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ V8 พละกำลัง 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 770 นิวตัน-เมตร , Cayenne S E-Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังได้ 470 แรงม้า และ Cayenne Turbo S E-Hybrid ที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังทั้งระบบ 680 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลก็น่าจะตามมาภายหลัง

  ดีไซน์ภายนอกของรถนั้นแม้จะเป็นเจเนเรชั่นใหม่แต่ก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นที่แล้วมากเลย หากสังเกตผ่านๆหลายท่านอาจจะคิดว่านี่คือรุ่น Minor Change ทั้งๆนี่คือ Model Change ใหม่หมดจด สังเกตว่าด้านหน้ารถจะดูเพรียวบางขึ้นกว่ารุ่นก่อน และด้านท้ายที่ออกแบบให้ลาดเทมากขึ้นและกระจกโอเปร่าดูเพรียวลงกว่าเดิม ที่เห็นชัดเจนคือด้านท้ายดีไซน์ใหม่ที่มากับไฟท้ายดีไซน์เพรียวบางซึี่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Porsche Panamera

   แม้ว่ารูปทรงจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่ All-New Porsche Cayenne ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MLB Evo เหมือนใน Audi Q7 โฉมล่าสุดและ Bentley Bentayga อีกทั้งน้ำหนักตัวรถยังลดลงจากเดิมเนื่องจากการหันมาใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรง ซึ่ง Porsche ระบุว่าน้ำหนักรถลดลงไป 65 กิโลกรัม และยังคงรักษาสมรรถนะในการลุยทางออฟโรดไว้เช่นเดิม

  ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะยิ่งกว่าภายนอก ดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Panamera ติดตั้งระบบ Porsche Communication Management (PCM) พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วตรงกลาง Full-HD เพื่อใช้ในการเข้าถึงระบบอินโฟเทนเมนต์และการตั้งค่าต่างๆภายในรถ มีระบบสั่งการด้วยเสียง  และยังมี Porsche Connect Plus นำมาซึ่งการบริการต่างๆแบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางและข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์  

   หน้าปัดของ All-New Porsche Cayenne ยังคงดีไซน์เอกลักษณ์เหมือน Porsche รุ่นอื่นๆ นั่นคือเป็นมาตรวัด 5 วง แต่คราวนี้ทั้ง 2 ฝั่งของชุดหน้าปัดจะเป็นจอแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้วโดยมีมาตวัดรอบแบบอนาล็อคคั่นอยู่ตรงกลาง 

 All-New Porsche Cayenne จะติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆที่ยกมาจาก Panamera โฉมล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis Control , ระบบช่วงล่างแบบถุงลม Three-Chamber Air Suspension , ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear-Axle Steering และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวแบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) 

  ทางด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ All-New Porsche Cayenne จะเป็นแบบ Porsche Traction Management (PTM) อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ซึ่งสามารถตั้งค่าโปรแกรมการขับขี่ในสภาพพื้นผิวถนนต่างๆได้ โดยระบบจะตั้งต้นไว้ที่การขับขี่บนพื้นถนนทั่วไป ส่วน 4 โหมดที่สามารถเลือกใช้เองได้ ก็จะมี Mud (โคลน) , Gravel (กรวด) , Sand (ทราย) และ Rocks (หิน) 

  อีกสิ่งที่ทาง Porsche นำเสนอก็คือระบบเบรก Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ซึ่งมีการเคลือบทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ลดฝุ่นและการสึกหรอของเบรค โดยจะติดตั้งใน Cayenne ที่ใส่ล้อขนาด 21 นิ้ว

  ระบบความปลอดภัยใน All-New Porsche Cayenne ที่สำคัญก็จะมีระบบช่วยขับขี่ในเวลากลางคืน Night Vision Assist ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องอินฟราเรด ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist , ระบบรับรู้ป้ายจราจร Traffic Sign Recognition , ระบบช่วยขับขี่ยามรถติด Traffic Jam Assist , ระบบช่วยจอดพร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง ParkAssist with Surround View , ระบบ Porsche InnoDrive ที่ช่วยในการมองวิสัยทัศน์ข้างหน้าได้ดีมากขึ้น และ Adaptive Cruise Control

  All-New Porsche Cayenne มีราคาเริ่มต้นที่ 74,828 ยูโร หรือประมาณ 2,954,000 บาทไทยในรุ่นธรรมดา และ 91,964 ยูโร หรือประมาณ 3,630,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี

ที่มา Paultan

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

Toyota ปล่อยทีเซอร์ Yaris ใหม่ก่อนเปิดตัวในไทยวันที่ 14 กันยายนนี้

    ภายหลัง Toyota Yaris ATIV หรือ Yaris เวอร์ชั่นซีดานเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ก็เป็นคิวของ Toyota Yaris โฉม Hatchback 5 ประตูที่รอการเปลี่ยนแปลง และล่าสุดทาง Toyota ก็ได้ปล่อยทีเซอร์ของ Yaris โฉม 5 ประตูออกมาแล้ว


  จากภาพทีเซอร์จะเห็นว่าตัวรถจะมีการแนะนำสีตัวถังใหม่ "สีเขียวมะนาว" ซึ่งดูแล้วน่าจะคล้ายๆสีของ Toyota Prius ที่มีขายในประเทศญี่ปุ่น


  และก็เป็นไปตามคาด ดีไซน์ครึ่งคันหน้าเหมือนกับ Toyota Yaris ATIV แทบทุกประการ แต่ในส่วนของครึ่งคันท้ายจะมีการออกแบบใหม่ โดยในส่วนของด้านท้ายจะมากับไฟท้าย LED ทรงใหม่ที่ดูเรียวสวยงามขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับไฟท้ายของ Toyota Auris ส่วนภายในห้องโดยสารก็น่าจะยกจาก ATIV มาเลย


สีเขียวมะนาวของ Toyota Prius ในญี่ปุ่น

ไฟท้ายของ Toyota Yaris จะคล้ายคลึงของ Toyota Auris 
   เครื่องยนต์แน่นอนว่าจะมากับเครื่องเบนซินรหัส 3NR-FE ความจุ 1.2 ลิตร  4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-i พละกำลัง 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock เช่นเดียวกับ Toyota Yaris ATIV ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้

ระบบความปลอดภัยของรถนั้นก็น่าจะเหมือน ATIV ซึ่งก็จะติดตั้งระบบเหล่านี้มาให้ทุกรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ถุงลมนิรภัย 7 ใบ (คู่หน้า+ด้านข้าง+ม่าน+เข่าคนขับ)


  คาดว่าราคาค่าตัวอาจจะไม่ต่างจาก Yaris ATIV ที่ต้องมาลุ้นคือรูปโฉมด้านท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก Yaris Hatchback โฉมปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ติดตามได้วันที่ 14 กันยายนนี้ครับ

Like Box