ค่าย Nissan ได้ทำการเผยโฉม All-New Nissan Leaf ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ชาวไทยต้องจับตาให้ดีเพราะแว่วๆว่า Nissan จะนำรุ่นนี้มาขายในไทยด้วย!
รถจะนำไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017 กลางเดือนกันยายนนี้ และจะเริ่มวางขายในตลาดญี่ปุ่นเดือนตุลาคมนี้ ก่อนจะมาถึงตลาดสหรัฐฯ ยุโรปและแคนาดาในช่วงต้นปี 2018 นี้ โดยราคาค่าตัวในสหรัฐฯจะเริ่มต้นประมาณ 29,990 ดอลลาร์ (ประมาณ 993,000 บาทไทย)
งานดีไซน์ภายนอกถือว่ายกระดับจากรุ่นเดิมมากทีเดียว มากับรูปโฉมที่ดูสวยงามและเตะตามากยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบยุคใหม่ของ Nissan มากับชุดกระจังหน้าทรง V-Motion ออกแบบฝาปิดที่ชาร์จไฟด้านหน้าใหม่จากเดิมที่ต้องเปิดบริเวณโลโก้รถเปลี่ยนมาไว้เหนือโลโก้แทน เส้นสายด้านข้างมีการใส่ลูกเล่น Floating Roof บริเวณด้านท้าย ส่วนด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายทรงใหม่ที่ดูสวยงามขึ้น ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบคอนโซลหน้าใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น มากับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ที่ดูคุ้นตา มาตรวัดที่ดูล้ำสมัยมากขึ้น
Nissan Leaf โฉมใหม่จะขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมงและมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลัง 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ระยะทางวิ่งนั้นหน่วยงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐหรือ EPA ประเมินว่าจะวิ่งได้ราวๆ 150 ไมล์หรือ 240 กิโลเมตร ส่วนฝั่งยุโรปจะประเมินไว้ที่ 378 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) และญี่ปุ่นประเมินไว้ที่ 400 กม. ตามมาตรฐาน JC08
ระยะเวลาการชาร์จนั้น เมื่อใช้ปลั๊ก 3 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 16 ชั่วโมง ถ้าเป็นปลั๊ก 6 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการชาร์จไฟแบบเร่งด่วนที่สามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 40 นาทีเท่านั้น
จุดขายสำคัญของ Leaf โฉมใหม่คือเทคโนโลยีการขับขี่ ProPILOT ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกช่วยการขับขี่อัตโนมัติในช่องทางจราจรเดียว ระบบจะควบคุมระยะห่างระหว่างคันหน้าโดยอัตโนมัติที่ความเร็วระหว่าง 30-100 กม./ชม. และยังสามารถควบคุมการเลี้ยวรถไปตามทาง การรักษารถให้อยู่ในเลน ถ้าจำเป็นต้องหยุด รถก็จะช่วยหยุดโดยอัตโนมัติ และสามารถใช้เท้าแตะคันเร่งเพื่อเริ่มการทำงานของระบบ ProPILOT อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติโดยใช้เซ็นเซอร์อัลตราโซนิคในการตรวจจับและนำรถเข้าจอดได้
นอกจากนี้ยังมีระบบที่เรียกว่า e-Pedal ซึ่งมาเป็นมาตรฐาน โดยเป็นระบบที่สามารถให้ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว เบรก หรือทำให้รถหยุดนิ่งโดยใช้แป้นเหยียบเพียงแป้นเดียว
ระบบความปลอดภัยต่างๆก็ติดตั้งมาครบครัน ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร Intelligent Lane Intervention
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกช่องทางLane Departure Warning
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Intelligent Emergency Braking
- ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning
- ระบบรับรู้เครื่องหมายจราจรTraffic Sign Recognition
- ระบบเตือนมุมอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
- กล้องมองภาพรอบคัน Intelligent Around View Monitor
และอย่างที่กล่าวไว้ย่อหน้าแรกว่าให้จับตาดูให้ดีเพราะมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่ Nissan เมืองไทยจะนำ Leaf โฉมใหม่เข้ามาขายจากการยืนยันของผู้บริหาร Nissan ซึ่งถ้ามาจริงๆก็น่าจะทำราคาได้เพราะภาษีของรถ Hybrid / Plug-In Hybrid / EV จะจ่ายภาษีสรรพสามิตในอัตราแค่ 2% เท่านั้น โดยต้องส่งแผนการลงทุนนี้ให้กับ BOI เสียก่อน อ้างอิงจาก http://www.headlightmag.com/nissan-thailand-bring-note-epower-leaf-to-sell/ อย่างเร็วที่สุดเราอาจจะได้เห็นภายในปี 2018 ครับ ก็ต้องติดตามต่อไปว่า Nissan Leaf จะมาเมืองไทยตอนไหนและจะทำราคาได้โดนใจหรือไม่ ใครที่รอก็เก็บเงินรอได้เลย
ที่มา Carscoops
อัพเดตข่าวรถใหม่ 2022-2023 เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวในวงการยานยนต์เมืองไทยและต่างประเทศ
วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560
Ford Ranger Black Edition เตรียมเปิดตัวภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017
Ford ฉลองความสำเร็จของ Ranger ในฐานะกระบะที่ขายดีที่สุดในยุโรปในเดือนกรกฎาคมด้วยยอดขาย 23,100 คัน โดยการเตรียมเปิดตัวรุ่นพิเศษ Black Edition ภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017 ที่จะเริ่มขึ้นกลางเดือนกันยายนนี้
ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทาง Ford บอกว่ารุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตจำกัดจำนวนแค่ 2,500 คันเท่านั้น โดยผลิตภายใต้พื้นฐานของรุ่น Double Cab 4 ประตู
ก็สมชื่อ Ford Ranger Black Edition เพราะตัวถังภายนอกจะถูกพ่นสีดำ Absolute Black มากับกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ เสริมด้วยราวหลังคาและโรลบาร์สีดำ ด้านข้างติดสติ๊กเกอร์ Limited ฝาท้ายมากับกันชนท้ายสีดำ ที่เปิดฝาท้ายสีดำและสติ๊กเกอร์ Limited ที่ฝาท้ายรถ
ยังไม่มีภาพของภายในห้องโดยสารออกมา ทราบแต่ว่าภายในห้องโดยสารจะมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ Ford SYNC3 , กล้องมองภาพด้านหลัง , ระบบนำทาง , ระบบปรับอากาศแบบแยกโซนซ้าย-ขวา , เบาะนั่งหุ้มหนัง , กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันปรับอุ่น และเซ็นเซอร์ด้านหน้ารถ
นาย Hans Schep ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของ Ford กล่าวว่า "ลูกค้าของ Ranger ชื่นชมในความสามารถของรถที่รองรับการใช้งานที่ยากลำบาก รวมทั้งสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลา และรุ่นพิเศษที่น่าสนใจก็จะเปิดตัวขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
ไม่มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ นั่นแปลว่า Ranger รุ่นพิเศษจะยังคงมีทางเลือกเครื่องยนต์ 2 บล็อกได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 2 ระดับได้แก่ 130 และ 160 แรงม้า , เครื่องยนต์ดีเซล 3.2 ลิตร 5 สูบ พละกำลัง 200 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและอัตโนมัติ 6 สปีด
และแน่นอนว่ารุ่นพิเศษนี้ไม่มีแผนทำขายในไทยครับ..
ที่มา Carscoops
ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทาง Ford บอกว่ารุ่นพิเศษนี้จะมีการผลิตจำกัดจำนวนแค่ 2,500 คันเท่านั้น โดยผลิตภายใต้พื้นฐานของรุ่น Double Cab 4 ประตู
ก็สมชื่อ Ford Ranger Black Edition เพราะตัวถังภายนอกจะถูกพ่นสีดำ Absolute Black มากับกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ เสริมด้วยราวหลังคาและโรลบาร์สีดำ ด้านข้างติดสติ๊กเกอร์ Limited ฝาท้ายมากับกันชนท้ายสีดำ ที่เปิดฝาท้ายสีดำและสติ๊กเกอร์ Limited ที่ฝาท้ายรถ
ยังไม่มีภาพของภายในห้องโดยสารออกมา ทราบแต่ว่าภายในห้องโดยสารจะมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ Ford SYNC3 , กล้องมองภาพด้านหลัง , ระบบนำทาง , ระบบปรับอากาศแบบแยกโซนซ้าย-ขวา , เบาะนั่งหุ้มหนัง , กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชันปรับอุ่น และเซ็นเซอร์ด้านหน้ารถ
นาย Hans Schep ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของ Ford กล่าวว่า "ลูกค้าของ Ranger ชื่นชมในความสามารถของรถที่รองรับการใช้งานที่ยากลำบาก รวมทั้งสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ทุกเวลา และรุ่นพิเศษที่น่าสนใจก็จะเปิดตัวขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
ไม่มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ นั่นแปลว่า Ranger รุ่นพิเศษจะยังคงมีทางเลือกเครื่องยนต์ 2 บล็อกได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 2 ระดับได้แก่ 130 และ 160 แรงม้า , เครื่องยนต์ดีเซล 3.2 ลิตร 5 สูบ พละกำลัง 200 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและอัตโนมัติ 6 สปีด
และแน่นอนว่ารุ่นพิเศษนี้ไม่มีแผนทำขายในไทยครับ..
ที่มา Carscoops
Mazda เริ่มทดสอบขุมพลังใหม่ SKYACTIV-X ภายใต้ตัวถัง Mazda 3
Mazda ได้เดินหน้าพัฒนาขุมพลังแบบใหม่ SKYACTIV-X หรือ SKYACTIV เจเนเรชั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย โดยจะทำการแนะนำครั้งแรกภายในงาน Frankfurt Motor Show 2017 ในเดือนกันยายนนี้ และไม่มีเหตุผลใดๆที่จะซุ่มทดสอบเทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่นี้ ซึ่งตอนนี้ก็มีรถทดสอบของทาง Mazda ออกมาวิ่งแล้ว
รถทดสอบนั้นใช้พื้นฐานของ Mazda 3 รุ่นปัจจุบันที่พรางด้วยสติ๊กเกอร์สีดำด้าน และปรับแต่งภายนอกรถนิดหน่อย ด้านข้างมีการติดสติ๊กเกอร์ SKYACTIV-X อันเป็นการบ่งบอกว่าภายใต้รถทดสอบคันนี้มีการซุกซ่อนเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบใหม่อยู่
เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องเบนซินเครื่องแรกของโลกที่จุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ โดยเครื่องตัวนี้จะบีบอัดส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศจนกว่าจะเกิดการเผาไหม้ซึ่งหลักการทำงานจะคล้ายกับเครื่องดีเซล และจะทำงานร่วมกับซูเปอร์ชาร์จเจอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทาง Mazda เคลมว่าเครื่อง SKYACTIV-X ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องเบนซินยุคปัจจุบัน 20-30% รวมทั้งแรงบิดอาจจะเพิ่มขึ้นราวๆ 10-30%
เครื่องยนต์ SKYACTIV-X จะถูกใช้ใน Mazda 3 เป็นรุ่นแรกในปี 2019 และจะขยายไปสู่รุ่นอื่นๆในปี 2021 หลังจากนั้น Mazda ยังมีแผนเปิดตัวรถแบบ Plug-In Hybrid เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขึ้นไปอีก โดยบางส่วนของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะมาจากการร่วมมือกับ Toyota ด้วย
และมีความเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยี SKYACTIV-X อาจจะมาสถิตในเครื่องยนต์โรตารี่อันเลื่องชื่อของ Mazda ด้วย โดยน่าจะทำพละกำลังได้ราวๆ 400 แรงม้า ซึ่งก็มีข่าวลือว่าMazda อาจจะเปิดตัว Coupe ตัวตายตัวแทน RX-8 ภายในงาน Toyko Motor Show 2017 ช่วงเดือนตุลาคม และแน่นอนว่าอาจจะใส่เทคโนโลยีอย่างที่ว่ามาเข้าไปด้วย
ก็ต้องติดตามข่าวกันต่อไปครับสำหรับค่าย Mazda ว่าจะมีอะไรน่าสนใจนอกจากนี้อีกบ้าง
ที่มา Motor1
รถทดสอบนั้นใช้พื้นฐานของ Mazda 3 รุ่นปัจจุบันที่พรางด้วยสติ๊กเกอร์สีดำด้าน และปรับแต่งภายนอกรถนิดหน่อย ด้านข้างมีการติดสติ๊กเกอร์ SKYACTIV-X อันเป็นการบ่งบอกว่าภายใต้รถทดสอบคันนี้มีการซุกซ่อนเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบใหม่อยู่
เครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องเบนซินเครื่องแรกของโลกที่จุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ โดยเครื่องตัวนี้จะบีบอัดส่วนผสมของเชื้อเพลิงและอากาศจนกว่าจะเกิดการเผาไหม้ซึ่งหลักการทำงานจะคล้ายกับเครื่องดีเซล และจะทำงานร่วมกับซูเปอร์ชาร์จเจอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันมากขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทาง Mazda เคลมว่าเครื่อง SKYACTIV-X ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องเบนซินยุคปัจจุบัน 20-30% รวมทั้งแรงบิดอาจจะเพิ่มขึ้นราวๆ 10-30%
เครื่องยนต์ SKYACTIV-X จะถูกใช้ใน Mazda 3 เป็นรุ่นแรกในปี 2019 และจะขยายไปสู่รุ่นอื่นๆในปี 2021 หลังจากนั้น Mazda ยังมีแผนเปิดตัวรถแบบ Plug-In Hybrid เพื่อยกระดับประสิทธิภาพขึ้นไปอีก โดยบางส่วนของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะมาจากการร่วมมือกับ Toyota ด้วย
และมีความเป็นไปได้ว่าเทคโนโลยี SKYACTIV-X อาจจะมาสถิตในเครื่องยนต์โรตารี่อันเลื่องชื่อของ Mazda ด้วย โดยน่าจะทำพละกำลังได้ราวๆ 400 แรงม้า ซึ่งก็มีข่าวลือว่าMazda อาจจะเปิดตัว Coupe ตัวตายตัวแทน RX-8 ภายในงาน Toyko Motor Show 2017 ช่วงเดือนตุลาคม และแน่นอนว่าอาจจะใส่เทคโนโลยีอย่างที่ว่ามาเข้าไปด้วย
ก็ต้องติดตามข่าวกันต่อไปครับสำหรับค่าย Mazda ว่าจะมีอะไรน่าสนใจนอกจากนี้อีกบ้าง
ที่มา Motor1
วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560
All-New Bentley Continental โฉมใหม่ที่ดูมีชีวิตชีวา หรูหราและปราดเปรียวมากขึ้น
ค่ายรถหรูแดนผู้ดีอย่าง Bentley ได้ทำการเผยโฉม All-New Bentley Continental รถสปอร์ตหรูที่ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่และถือว่าเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 แล้ว มาคราวนี้ได้พกพาทั้งความหรูหรา สปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ภายนอกจะถอดแบบงานดีไซน์มาจากรถต้นแบบ EXP 10 Speed ที่เคยโชว์ตัวเมื่อปี 2015 ซึ่งดีไซน์ของตัวรถก็ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มีการออกแบบให้ดูสวยงามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมข้างละ 2 ดวง กระจังหน้าทรงเอกลักษณ์ที่ออกแบบให้ใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างออกแบบให้ดูโค้งมนและปราดเปรียวกว่าเดิม ด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายทรงวงรีรูปไข่รวมทั้งท่อไอเสียคู่ที่เป็นทรงวงรีรูปไข่เหมือนกัน ทำให้รถดูสง่างามและดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
All-New Bentley Continental จะมีตัวถังที่ยาวขึ้นและเตี้ยลง มีการวางตำแหน่งเพลาหน้าที่ขยับไปด้านหน้าอีกราวๆ 135 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้ช่วงฝากระโปรงหน้ารถดูยาวขึ้นและมีจมูกที่ต่ำลง โดยรถจะมีความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้น 110 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 25 มิลลิเมตร ตัวรถสร้างบนแพลตฟอร์ม MSB เหมือนใน Panamera รุ่นล่าสุด
All-New Bentley Continental มีน้ำหนักเบาลงจากรุ่นก่อน 85 กิโลกรัม ในรุ่น W12 โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2,250 กิโลกรัม ตัวถังรถทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่สร้างขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยี Super Formed ซึ่งทำให้สามารถขึ้นรูปตัวถังรูปทรงที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบให้หรูหราและล้ำสมัยมากขึ้น มีการตกแต่งโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังธรรมชาติ ไม้วีเนียร์ โครเมี่ยมที่ขัดด้วยมือ โดยไม้ที่มีเนื่อที่ 10 ตารางเมตรถูกนำมาใช้ใน All-New Bentley Continental หนึ่งคัน โดยต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานถึง 9 ชั่วโมงและติดตั้งด้วยมือ
ภายใต้ความหรูหรายังมากับความทันสมัย โดยตรงกลางมากับชุดหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว โดยหน้าจอสัมผัสนี้สามารถหมุนเก็บได้และโชว์เป็นแผ่นไม้ที่กลมกลืนกับคอนโซล ลูกค้ายังสามารถเลือกให้บริเวณแผ่นไม้ติดตั้งหน้าปัดอนาล็อก 3 วงที่แสดงอุณหภูมิ , เข็มทิศ และ นาฬิกาบอกเวลา
ขุมพลังเบื้องต้นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 6.0 ลิตร W12 TSI ทวินเทอร์โบ บล็อกใหม่ล่าสุดของค่าย มากับพละกำลัง 635 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติดูอัลคลัตซ์ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 333 กม./ชม.
และผลจากการใช้โครงสร้างตัวถังเทคโนโลยี 48-Volt Electrical ทำให้ Bentley จัดการกับไดนามิกของตัวรถได้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบ Bentley Dynamic Ride ที่จะช่วบควบคุมข้อต่อแต่ละเพลาและเหล็กกันโคลง ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มสบายในการขับขี่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบช่วงล่างแบบถุงลมโดยมากับสปริงลมที่มีอากาศมากกว่าเดิม 60% ทำให้ตัวรถมีความนุ่มนวลประดุจนั่งรถลีมูซีน แต่แน่นอนว่ารถยังไม่ละทิ้งการขับขี่แบบสปอร์ต
All-New Bentley Continental จะเริ่มผลิตช่วงปลายปีนี้ รถคันแรกจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ช่วงเดือนมีนาคมปี 2018
ที่มา Carscoops
ภายนอกจะถอดแบบงานดีไซน์มาจากรถต้นแบบ EXP 10 Speed ที่เคยโชว์ตัวเมื่อปี 2015 ซึ่งดีไซน์ของตัวรถก็ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ แต่มีการออกแบบให้ดูสวยงามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงกลมข้างละ 2 ดวง กระจังหน้าทรงเอกลักษณ์ที่ออกแบบให้ใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างออกแบบให้ดูโค้งมนและปราดเปรียวกว่าเดิม ด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายทรงวงรีรูปไข่รวมทั้งท่อไอเสียคู่ที่เป็นทรงวงรีรูปไข่เหมือนกัน ทำให้รถดูสง่างามและดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
All-New Bentley Continental จะมีตัวถังที่ยาวขึ้นและเตี้ยลง มีการวางตำแหน่งเพลาหน้าที่ขยับไปด้านหน้าอีกราวๆ 135 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้ช่วงฝากระโปรงหน้ารถดูยาวขึ้นและมีจมูกที่ต่ำลง โดยรถจะมีความยาวฐานล้อเพิ่มขึ้น 110 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 25 มิลลิเมตร ตัวรถสร้างบนแพลตฟอร์ม MSB เหมือนใน Panamera รุ่นล่าสุด
All-New Bentley Continental มีน้ำหนักเบาลงจากรุ่นก่อน 85 กิโลกรัม ในรุ่น W12 โดยมีน้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2,250 กิโลกรัม ตัวถังรถทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่สร้างขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยี Super Formed ซึ่งทำให้สามารถขึ้นรูปตัวถังรูปทรงที่ซับซ้อนมากขึ้นได้
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบให้หรูหราและล้ำสมัยมากขึ้น มีการตกแต่งโดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังธรรมชาติ ไม้วีเนียร์ โครเมี่ยมที่ขัดด้วยมือ โดยไม้ที่มีเนื่อที่ 10 ตารางเมตรถูกนำมาใช้ใน All-New Bentley Continental หนึ่งคัน โดยต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงานถึง 9 ชั่วโมงและติดตั้งด้วยมือ
ภายใต้ความหรูหรายังมากับความทันสมัย โดยตรงกลางมากับชุดหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว โดยหน้าจอสัมผัสนี้สามารถหมุนเก็บได้และโชว์เป็นแผ่นไม้ที่กลมกลืนกับคอนโซล ลูกค้ายังสามารถเลือกให้บริเวณแผ่นไม้ติดตั้งหน้าปัดอนาล็อก 3 วงที่แสดงอุณหภูมิ , เข็มทิศ และ นาฬิกาบอกเวลา
ขุมพลังเบื้องต้นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 6.0 ลิตร W12 TSI ทวินเทอร์โบ บล็อกใหม่ล่าสุดของค่าย มากับพละกำลัง 635 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติดูอัลคลัตซ์ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 333 กม./ชม.
และผลจากการใช้โครงสร้างตัวถังเทคโนโลยี 48-Volt Electrical ทำให้ Bentley จัดการกับไดนามิกของตัวรถได้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบ Bentley Dynamic Ride ที่จะช่วบควบคุมข้อต่อแต่ละเพลาและเหล็กกันโคลง ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มสบายในการขับขี่ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงระบบช่วงล่างแบบถุงลมโดยมากับสปริงลมที่มีอากาศมากกว่าเดิม 60% ทำให้ตัวรถมีความนุ่มนวลประดุจนั่งรถลีมูซีน แต่แน่นอนว่ารถยังไม่ละทิ้งการขับขี่แบบสปอร์ต
All-New Bentley Continental จะเริ่มผลิตช่วงปลายปีนี้ รถคันแรกจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าได้ช่วงเดือนมีนาคมปี 2018
ที่มา Carscoops
All-New Porsche Cayenne พลิกรูปโฉมไม่เท่าไหร่ แต่เทคโนโลยีใหม่ๆมาเต็ม
ค่ายสปอร์ตหน้ากบ Porsche ได้ฤกษ์แล้วสำหรับการเปิดตัว All-New Porsche Cayenne ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 โดยในเบื้องต้นจะมีทางเลือกอยู่ 2 รุ่น 2 ขุมพลังด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพื้นฐานที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ V6 และ Cayenne S ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบชาร์จ V6
เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบลูกเดียวใน Cayenne โฉมใหม่มากับพละกำลัง 340 แรงม้าที่ 5,300- 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,340-5,300 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.2 วินาที (5.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 24.2 วินาที (23.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.87-11.11 กม./ลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 205-209 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 1,985 กิโลกรัม
ตามด้วยรุ่น Cayenne S มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ V6 กำลังสูงสุด 440 แรงม้าที่ 5,700-6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter เช่นเดียวกับ Cayenne รุ่นธรรมดา อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 5.2 วินาที (4.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 18.9 วินาที (18.6 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.64-10.87 กม./ลิตร ในขณะที่อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 209-213 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 2,020 กิโลกรัม
ส่วนขุมพลังอื่นๆที่คาดว่าน่าจะตามมา ก็น่าจะเป็น Cayenne Turbo ที่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ V8 พละกำลัง 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 770 นิวตัน-เมตร , Cayenne S E-Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังได้ 470 แรงม้า และ Cayenne Turbo S E-Hybrid ที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังทั้งระบบ 680 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลก็น่าจะตามมาภายหลัง
ดีไซน์ภายนอกของรถนั้นแม้จะเป็นเจเนเรชั่นใหม่แต่ก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นที่แล้วมากเลย หากสังเกตผ่านๆหลายท่านอาจจะคิดว่านี่คือรุ่น Minor Change ทั้งๆนี่คือ Model Change ใหม่หมดจด สังเกตว่าด้านหน้ารถจะดูเพรียวบางขึ้นกว่ารุ่นก่อน และด้านท้ายที่ออกแบบให้ลาดเทมากขึ้นและกระจกโอเปร่าดูเพรียวลงกว่าเดิม ที่เห็นชัดเจนคือด้านท้ายดีไซน์ใหม่ที่มากับไฟท้ายดีไซน์เพรียวบางซึี่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Porsche Panamera
แม้ว่ารูปทรงจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่ All-New Porsche Cayenne ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MLB Evo เหมือนใน Audi Q7 โฉมล่าสุดและ Bentley Bentayga อีกทั้งน้ำหนักตัวรถยังลดลงจากเดิมเนื่องจากการหันมาใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรง ซึ่ง Porsche ระบุว่าน้ำหนักรถลดลงไป 65 กิโลกรัม และยังคงรักษาสมรรถนะในการลุยทางออฟโรดไว้เช่นเดิม
ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะยิ่งกว่าภายนอก ดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Panamera ติดตั้งระบบ Porsche Communication Management (PCM) พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วตรงกลาง Full-HD เพื่อใช้ในการเข้าถึงระบบอินโฟเทนเมนต์และการตั้งค่าต่างๆภายในรถ มีระบบสั่งการด้วยเสียง และยังมี Porsche Connect Plus นำมาซึ่งการบริการต่างๆแบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางและข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์
หน้าปัดของ All-New Porsche Cayenne ยังคงดีไซน์เอกลักษณ์เหมือน Porsche รุ่นอื่นๆ นั่นคือเป็นมาตรวัด 5 วง แต่คราวนี้ทั้ง 2 ฝั่งของชุดหน้าปัดจะเป็นจอแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้วโดยมีมาตวัดรอบแบบอนาล็อคคั่นอยู่ตรงกลาง
All-New Porsche Cayenne จะติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆที่ยกมาจาก Panamera โฉมล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis Control , ระบบช่วงล่างแบบถุงลม Three-Chamber Air Suspension , ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear-Axle Steering และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวแบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC)
ทางด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ All-New Porsche Cayenne จะเป็นแบบ Porsche Traction Management (PTM) อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ซึ่งสามารถตั้งค่าโปรแกรมการขับขี่ในสภาพพื้นผิวถนนต่างๆได้ โดยระบบจะตั้งต้นไว้ที่การขับขี่บนพื้นถนนทั่วไป ส่วน 4 โหมดที่สามารถเลือกใช้เองได้ ก็จะมี Mud (โคลน) , Gravel (กรวด) , Sand (ทราย) และ Rocks (หิน)
อีกสิ่งที่ทาง Porsche นำเสนอก็คือระบบเบรก Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ซึ่งมีการเคลือบทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ลดฝุ่นและการสึกหรอของเบรค โดยจะติดตั้งใน Cayenne ที่ใส่ล้อขนาด 21 นิ้ว
ระบบความปลอดภัยใน All-New Porsche Cayenne ที่สำคัญก็จะมีระบบช่วยขับขี่ในเวลากลางคืน Night Vision Assist ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องอินฟราเรด ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist , ระบบรับรู้ป้ายจราจร Traffic Sign Recognition , ระบบช่วยขับขี่ยามรถติด Traffic Jam Assist , ระบบช่วยจอดพร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง ParkAssist with Surround View , ระบบ Porsche InnoDrive ที่ช่วยในการมองวิสัยทัศน์ข้างหน้าได้ดีมากขึ้น และ Adaptive Cruise Control
All-New Porsche Cayenne มีราคาเริ่มต้นที่ 74,828 ยูโร หรือประมาณ 2,954,000 บาทไทยในรุ่นธรรมดา และ 91,964 ยูโร หรือประมาณ 3,630,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี
ที่มา Paultan
เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบลูกเดียวใน Cayenne โฉมใหม่มากับพละกำลัง 340 แรงม้าที่ 5,300- 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,340-5,300 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.2 วินาที (5.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 24.2 วินาที (23.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.87-11.11 กม./ลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 205-209 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 1,985 กิโลกรัม
ตามด้วยรุ่น Cayenne S มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ V6 กำลังสูงสุด 440 แรงม้าที่ 5,700-6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter เช่นเดียวกับ Cayenne รุ่นธรรมดา อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ในเวลา 5.2 วินาที (4.9 วินาทีในโหมด Sport Plus) 0-200 กม./ชม. ภายใน 18.9 วินาที (18.6 วินาทีในโหมด Sport Plus) อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 10.64-10.87 กม./ลิตร ในขณะที่อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 209-213 กรัม/กม. น้ำหนักรถไม่รวมน้ำหนักบรรทุกอยู่ที่ 2,020 กิโลกรัม
ส่วนขุมพลังอื่นๆที่คาดว่าน่าจะตามมา ก็น่าจะเป็น Cayenne Turbo ที่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ V8 พละกำลัง 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 770 นิวตัน-เมตร , Cayenne S E-Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังได้ 470 แรงม้า และ Cayenne Turbo S E-Hybrid ที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังทั้งระบบ 680 แรงม้า ส่วนเครื่องดีเซลก็น่าจะตามมาภายหลัง
ดีไซน์ภายนอกของรถนั้นแม้จะเป็นเจเนเรชั่นใหม่แต่ก็ไม่ได้ต่างจากรุ่นที่แล้วมากเลย หากสังเกตผ่านๆหลายท่านอาจจะคิดว่านี่คือรุ่น Minor Change ทั้งๆนี่คือ Model Change ใหม่หมดจด สังเกตว่าด้านหน้ารถจะดูเพรียวบางขึ้นกว่ารุ่นก่อน และด้านท้ายที่ออกแบบให้ลาดเทมากขึ้นและกระจกโอเปร่าดูเพรียวลงกว่าเดิม ที่เห็นชัดเจนคือด้านท้ายดีไซน์ใหม่ที่มากับไฟท้ายดีไซน์เพรียวบางซึี่งน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Porsche Panamera
แม้ว่ารูปทรงจะไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่ แต่ All-New Porsche Cayenne ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MLB Evo เหมือนใน Audi Q7 โฉมล่าสุดและ Bentley Bentayga อีกทั้งน้ำหนักตัวรถยังลดลงจากเดิมเนื่องจากการหันมาใช้โครงสร้างตัวถังที่ทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแรง ซึ่ง Porsche ระบุว่าน้ำหนักรถลดลงไป 65 กิโลกรัม และยังคงรักษาสมรรถนะในการลุยทางออฟโรดไว้เช่นเดิม
ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่เยอะยิ่งกว่าภายนอก ดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก Panamera ติดตั้งระบบ Porsche Communication Management (PCM) พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วตรงกลาง Full-HD เพื่อใช้ในการเข้าถึงระบบอินโฟเทนเมนต์และการตั้งค่าต่างๆภายในรถ มีระบบสั่งการด้วยเสียง และยังมี Porsche Connect Plus นำมาซึ่งการบริการต่างๆแบบออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางและข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์
หน้าปัดของ All-New Porsche Cayenne ยังคงดีไซน์เอกลักษณ์เหมือน Porsche รุ่นอื่นๆ นั่นคือเป็นมาตรวัด 5 วง แต่คราวนี้ทั้ง 2 ฝั่งของชุดหน้าปัดจะเป็นจอแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้วโดยมีมาตวัดรอบแบบอนาล็อคคั่นอยู่ตรงกลาง
All-New Porsche Cayenne จะติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆที่ยกมาจาก Panamera โฉมล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis Control , ระบบช่วงล่างแบบถุงลม Three-Chamber Air Suspension , ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear-Axle Steering และ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวแบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC)
ทางด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ All-New Porsche Cayenne จะเป็นแบบ Porsche Traction Management (PTM) อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ซึ่งสามารถตั้งค่าโปรแกรมการขับขี่ในสภาพพื้นผิวถนนต่างๆได้ โดยระบบจะตั้งต้นไว้ที่การขับขี่บนพื้นถนนทั่วไป ส่วน 4 โหมดที่สามารถเลือกใช้เองได้ ก็จะมี Mud (โคลน) , Gravel (กรวด) , Sand (ทราย) และ Rocks (หิน)
อีกสิ่งที่ทาง Porsche นำเสนอก็คือระบบเบรก Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ซึ่งมีการเคลือบทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกซึ่งช่วยเพิ่มแรงเสียดทาน ลดฝุ่นและการสึกหรอของเบรค โดยจะติดตั้งใน Cayenne ที่ใส่ล้อขนาด 21 นิ้ว
ระบบความปลอดภัยใน All-New Porsche Cayenne ที่สำคัญก็จะมีระบบช่วยขับขี่ในเวลากลางคืน Night Vision Assist ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องอินฟราเรด ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist , ระบบรับรู้ป้ายจราจร Traffic Sign Recognition , ระบบช่วยขับขี่ยามรถติด Traffic Jam Assist , ระบบช่วยจอดพร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง ParkAssist with Surround View , ระบบ Porsche InnoDrive ที่ช่วยในการมองวิสัยทัศน์ข้างหน้าได้ดีมากขึ้น และ Adaptive Cruise Control
All-New Porsche Cayenne มีราคาเริ่มต้นที่ 74,828 ยูโร หรือประมาณ 2,954,000 บาทไทยในรุ่นธรรมดา และ 91,964 ยูโร หรือประมาณ 3,630,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี
ที่มา Paultan
วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560
Toyota ปล่อยทีเซอร์ Yaris ใหม่ก่อนเปิดตัวในไทยวันที่ 14 กันยายนนี้
ภายหลัง Toyota Yaris ATIV หรือ Yaris เวอร์ชั่นซีดานเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ก็เป็นคิวของ Toyota Yaris โฉม Hatchback 5 ประตูที่รอการเปลี่ยนแปลง และล่าสุดทาง Toyota ก็ได้ปล่อยทีเซอร์ของ Yaris โฉม 5 ประตูออกมาแล้ว
จากภาพทีเซอร์จะเห็นว่าตัวรถจะมีการแนะนำสีตัวถังใหม่ "สีเขียวมะนาว" ซึ่งดูแล้วน่าจะคล้ายๆสีของ Toyota Prius ที่มีขายในประเทศญี่ปุ่น
และก็เป็นไปตามคาด ดีไซน์ครึ่งคันหน้าเหมือนกับ Toyota Yaris ATIV แทบทุกประการ แต่ในส่วนของครึ่งคันท้ายจะมีการออกแบบใหม่ โดยในส่วนของด้านท้ายจะมากับไฟท้าย LED ทรงใหม่ที่ดูเรียวสวยงามขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับไฟท้ายของ Toyota Auris ส่วนภายในห้องโดยสารก็น่าจะยกจาก ATIV มาเลย
เครื่องยนต์แน่นอนว่าจะมากับเครื่องเบนซินรหัส 3NR-FE ความจุ 1.2 ลิตร 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-i พละกำลัง 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock เช่นเดียวกับ Toyota Yaris ATIV ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้
ระบบความปลอดภัยของรถนั้นก็น่าจะเหมือน ATIV ซึ่งก็จะติดตั้งระบบเหล่านี้มาให้ทุกรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ถุงลมนิรภัย 7 ใบ (คู่หน้า+ด้านข้าง+ม่าน+เข่าคนขับ)
จากภาพทีเซอร์จะเห็นว่าตัวรถจะมีการแนะนำสีตัวถังใหม่ "สีเขียวมะนาว" ซึ่งดูแล้วน่าจะคล้ายๆสีของ Toyota Prius ที่มีขายในประเทศญี่ปุ่น
และก็เป็นไปตามคาด ดีไซน์ครึ่งคันหน้าเหมือนกับ Toyota Yaris ATIV แทบทุกประการ แต่ในส่วนของครึ่งคันท้ายจะมีการออกแบบใหม่ โดยในส่วนของด้านท้ายจะมากับไฟท้าย LED ทรงใหม่ที่ดูเรียวสวยงามขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับไฟท้ายของ Toyota Auris ส่วนภายในห้องโดยสารก็น่าจะยกจาก ATIV มาเลย
![]() |
| สีเขียวมะนาวของ Toyota Prius ในญี่ปุ่น |
![]() | |
|
ระบบความปลอดภัยของรถนั้นก็น่าจะเหมือน ATIV ซึ่งก็จะติดตั้งระบบเหล่านี้มาให้ทุกรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ถุงลมนิรภัย 7 ใบ (คู่หน้า+ด้านข้าง+ม่าน+เข่าคนขับ)
คาดว่าราคาค่าตัวอาจจะไม่ต่างจาก Yaris ATIV ที่ต้องมาลุ้นคือรูปโฉมด้านท้ายจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก Yaris Hatchback โฉมปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน ติดตามได้วันที่ 14 กันยายนนี้ครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


























































