วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

All-New Mercedes-Benz CLS เปลี่ยนโฉมใหม่สู่ความดุดันและปราดเปรียวขึ้น

  ค่ายดาวสามแฉกได้ทำการเผยโฉม All-New Mercedes-Benz CLS ซีดานคูเป้เจเนเรชั่นที่ 3 ออกมาสู่สายตาสาวกเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรูปทรงนั้นก็ยังคงรักษาความโค้งมนและโฉบเฉี่ยวอันเป็นรูปทรงเอกลักษณ์ของ CLS โฉมก่อนๆไว้ครบถ้วน

  รูปโฉมภายนอกนั้นได้มีการออกแบบใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวและดุดันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านหน้าที่มากับโคมไฟหน้าทรงแหลม พร้อมไฟ LED ภายในโคม ออกแบบให้รับกับกระจังหน้าทรงใหม่ เส้นสายด้านข้างยังคงไว้ซึ่งความโค้งมนเหมือนโฉมก่อนๆ แต่มีการออกแบบให้ดูพริ้วไหวและปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังออกแบบให้มีเส้นบนตัวถังน้อยกว่ารุ่นเดิมซึ่งทำให้ภายนอกดูสะอาดตามากยิ่งขึ้น ในส่วนของด้านท้ายนั้นมากับไฟท้ายทรงแหลมแบบ LED พร้อมกับย้ายตำแหน่งทะเบียนไปไว้ที่กันชนท้ายแทน กลิ่นอายของด้านท้ายนั้นจะมีความคล้ายคลึงกับรถคูเป้รุ่นใหม่ๆของค่าย Mercedes-Benz

  ภายในห้องโดยสารจะพบกับความคุ้นเคยเพราะยกคอนโซลหน้ามาจาก Mercedes-Benz E-Class โฉมล่าสุด ที่แตกต่างเห็นจะเป็นพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ รวมทั้งช่องแอร์ทรงใหม่ และออกแบบแผงประตูให้มีเส้นสายที่โค้งมนกว่า การตกแต่งภายในยังคงหรูหราตามสไตล์ เข้ามาจะเห็นหน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่ทรงคุ้นตาซึ่งแน่นอนว่าเป็นออปชั่นเสริมที่ต้องจ่ายเพิ่ม ไฟบรรยากาศภายในรถสามารถเปลี่ยนโทนสีได้ถึง 64 สีที่แตกต่างกัน และยังปรับเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศอีกด้วย เช่น สีแดงขณะปรับอุณหภูมิร้อน หรือสีน้ำเงินขณะปรับอุณหภูมิเย็น
  และเป็นครั้งแรกที่ CLS ได้มีการจัดสรรที่นั่งด้านหลังให้มี 5 ที่นั่งแล้ว โดยมีอัตราการพับเบาะหลังแบบ 40:20:40 และเมื่อพับเบาะหลังลงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการจุของได้ถึง 520 ลิตร

  เบื้องต้นนั้น All-New Mercedes-Benz CLS จะมีขุมพลัง 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
- CLS350d 4MATIC เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 282 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.7 วินาที
- CLS400d 4MATIC เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 340 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.0 วินาที
- CLS 450 4MATIC เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 370 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร พร้อมกันนี้ยังมีระบบ EQ Boost และมอเตอร์ไฟฟ้า 48V ช่วยเพิ่มสมรรถนะอีก 22 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.8 วินาที 

สำหรับระบบความปลอดภัยใน All-New Mercedes-Benz CLS สามารถจัดมาเต็ม โดยมีระบบต่างๆดังนี้
- ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ Active Brake Assist
- ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist
- ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attention Assist
- ระบบความปลอดภัยก่อนเกิดอุบัติเหตุ PRE-SAFE System
ส่วนเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ทั้งหลายรวมถึง Driving Assistance Package จะมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริมซึ่งประกอบด้วย 
- ระบบช่วยรักษาระยห่าง Active Distance Control
- ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย Active Steering Assist
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Active Speed ​​Limit Assist
- Active Brake Assist พร้อมฟังก์ชั่น Cross-Traffic
- ระบบช่วยหลบหลีกการชนด้านหน้า Evasive Steering Assist
- ระบบเตือนมุมอับสายตา Active Blind Spot Assist
ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Active Lane Keeping Assist 
- ระบบความปลอดภัยก่อนเกิดอุบัติเหตุ PRE-SAFE Plus * PRE-SAFE system และ PRE-SAFE impulse System + ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง PRE-SAFE rear system

  สำหรับชาวไทยนั้นเตรียมรอพบกับ All-New Mercedes-Benz CLS ได้ในช่วงปี 2018 เลยครับ แต่จะเปิดตัวช่วงไหนของปีต้องติดตามกันอีกครั้ง

ที่มา Carscoops

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

All-New Lamborghini Urus การกลับมาอีกครั้งของรถ SUV ค่ายกระทิงดุ

  ห่างหายไปนานมากกับการทำตลาดรถ SUV ค่ายกระทิงดุแห่งอิตาลีอย่าง Lamborghini ก็ได้ฤกษ์ดีในการเผยโฉม All-New Lamborghini Urus รถ SUV ดีไซน์ดุดันที่มาพร้อมความหรูหราและพร้อมปะทะกับคู่แข่งสายหรูในตลาดหลากหลายรุ่น

   Lamborghini Urus มากับสัดส่วนตัวถังความยาว 5,112 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,016 มิลลิเมตรและสูง 1,638 มิลลิเมตร นอกจากนี้ Urus ยังมีฐานล้อขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งด้วยความยาวที่ 3,003 มิลลิเมตร และน้ำหนักตัวไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม ซึ่งน้อยกว่า Cayenne Turbo โฉมล่าสุด

  รูปลักษณ์ภายนอกยังคงมาแนวสวยงามดุดันตามสไตล์ค่าย Lamborghini มากับโคมไฟหน้าทรงเรียวพร้อมไฟ LED DRL ทรงตัว Y อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ด้านหน้ามากับกันชนที่มีช่องรับอากาศขนาดใหญ่ เส้นสายด้านข้างมากับแนวหลังคาต่ำและลาดเอียง ต่อเนื่องไปถึงไฟท้าย LED ทรงสวยที่ออกแบบรายละเอียดเป็นทรงตัว Y เหมือนเดิม ครีบรีดอากาศด้านหลังกันชนมีดีไซน์ที่ดุดันอันได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง และยังมากับท่อไอเสียคู่

  ภายในห้องโดยสารก็ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Lamborghini เหมือนเดิม ผสมผสานความดุดันและสปอร์ตเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว แนวการออกแบบภายในมีการออกแบบด้วยทรง 6 เหลี่ยมเหมือน Lamborghini รุ่นอื่นๆ ติดตั้งฟังก์ชั่นต่างๆและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น พวงมาลัยทรงสปอร์ตแบบ 3 ก้านพร้อมระบบลดการสั่นสะเทือน , ชุดหน้าปัดจอสี TFT ขนาดใหญ่ , ระบบปรับลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ High Beam Assistant , เซ็นเซอร์ช่วยในการจอด , ชุดระบบช่วยเหลือการขับขี่  PreCognition system ที่ช่วยทั้งในด้านการป้องกันการชนและลดอุบัติเหตุ  , เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 12 ทิศทาง (สามารถสั่งออปชั่นเพิ่มเป็น 18 ทิศทางได้) สำหรับเนื้อที่วางสัมภาระด้านหลังจะอยู่ที่ 616 ลิตร และเมื่อพับเบาะหลังลงจะสามารถจุได้ถึง 1,596 ลิตร

  ระบบอินโฟเทนเมนต์ของ Urus ติดตั้งระบบที่ชื่อว่า "LIS" ที่สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียง และสามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay หรือ Android Auto ระบบเครื่องเสียงจะติดตั้งลำโพง 8 ตัวเป็นมาตรฐาน ลูกค้าสามารถเลือกออปชั่นเครื่องเสียงแบบไฮเอนด์ 3D จาก Bang & Olufsen ได้

   เบื้องต้น Lamborghini Urus ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ มากับพละกำลัง 650 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 850 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 3.6 วินาที , 0-200 กม./ชม. ในเวลา 12.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. ส่วนขุมพลังแบบ Plug-In Hybrid น่าจะตามมาในภายหลัง

  ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter ที่ช่วยในการตอบสนองต่อเทอร์โบคู่ V8 และมีการอัตราการกระจายแรงบิดหน้า-หลังอยู่ที่ 40/60 นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบที่ช่วยกระจายแรงบิดไปทางล้อหน้าถึง 70% หรือกระจายไปทางล้อหลัง 87% ได้อีกด้วย

  เพื่อให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ Urus ถูกติดตั้งเครื่องยนต์ในตำแหน่งที่ต่ำลงมาจากปกติ และยังติดตั้งเทอร์โบชาร์จไว้ใกล้ห้องเผาไหม้เพื่อเพิ่มการตอบสนองต่อเครื่องยนต์ที่ดีมากยิ่งขึ้น

  Urus มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 6 โหมดด้วยกัน ได้แก่ Strada, Sport, Corsa สามโหมดนี้จะเน้นปรับแต่งด้านการขับขี่ทางเรียบ ต่อด้วยโหมด Neve (หิมะ), Terra (ออฟโรด) และ Sabbia (ทราย) สามโหมดนี้จะมีการปรับช่วงล่างและยกตัวรถให้สูงขึ้นรองรับการลุยเส้นทางออฟโรด และยังมีโหมดที่สามารถปรับตั้งค่าได้เองชื่อว่า "Ego" อีกด้วย

  All-New Lamborghini Urus มีราคาเริ่มต้นที่ 200,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,531,000 บาท ในตลาด USA , ราคา 131,500 ปอนด์ (หรือประมาณ 5,760,000 บาท) ในตลาดอังกฤษ , 171,429 ยูโร (ประมาณ 6,642,000 บาท) ในตลาดยุโรป และ ราคา 3,130,000 หยวน (ประมาณ 15,427,000 บาท) ในตลาดจีน โดยจะเริ่มส่งมอบรถได้ช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือราวๆเดือนมีนาคมปี 2018 ครับ

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

2018 Mazda 6 Minor Change ปรับโฉมภายนอก-ภายในครั้งใหญ่ พร้อมขุมพลังใหม่

  หลังจากที่ได้มีการปล่อยภาพยั่วน้ำลายไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดทาง Mazda ก็ได้ทำการเปิดตัว Mazda 6 รุ่นใหม่ที่ได้ทำการปรับโฉมอีกรอบภายใต้ตัวถังเดิม โดยทำการเปิดตัวภายในงาน Los Angeles Auto Show 2017 ที่กำลังจัดขึ้นในสหรัฐฯขณะนี้

  ดีไซน์ภายนอกมีการปรับโฉมด้านหน้าครั้งใหญ่ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากต้นแบบ Vision Coupe Concept และยังมีกลิ่นอายดีไซน์จาก CX-5 และ CX-9 โฉมล่าสุดอีกด้วย โคมไฟหน้าใหม่ที่ดูเรียวมากขึ้น ออกแบบลวดลายกระจังหน้าใหม่จากเดิมที่เป็นเส้นตรงกลายเป็นลายตะข่าย เส้นโครเมี่ยมกระจังหน้าที่ลากยาวไปจนถึงไฟหน้า รวมทั้งดีไซน์กันชนหน้าใหม่ให้ทันสมัยขึ้น 

  นอกจากนี้ยังมีการออกแบบล้ออัลลอยลายใหม่ ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบรายละเอียดไฟท้ายใหม่รวมทั้งออกแบบแถบโครเมี่ยมที่ฝากระโปรงท้ายให้มีเส้นสายทิ่มเข้าไปที่ไฟท้ายอีกด้วย และแน่นอนว่ารถคันนี้ยังมาพร้อมกับสีตัวถังใหม่นั่นคือ สีแดง Soul Red Crystal เหมือนใน CX-5 โฉมล่าสุดนั่นเอง

  การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เห็นจะเป็นภายในห้องโดยสารที่มีการออกแบบคอนโซลหน้าใหม่แทบทั้งหมด มีดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ทันสมัยมากขึ้นซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรถต้นแบบ Vision Coupe Concept  ยังคงมากับพวงมาลัยทรงเดิมเหมือนที่ใช้ใน Mazda 2,3,CX-5 และ CX-9 รุ่นล่าสุด 

การตกแต่งภายในมีการใช้หนัง Nappa , ผ้าไมโครไฟเบอร์ UltraSuede และลายไม้ มีการออกแบบช่องแอร์ใหม่ให้ดูเรียวกว่าเดิม ชุดมาตรวัดมากับจอ TFT ขนาด 7 นิ้วและจอ HeadUp Display ส่วนระบบ Infotainment จะทำการติดตั้งจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว บริเวณฐานเกียร์มีการออกแบบการจัดวางตำแหน่งใหม่ นอกจากนี้จะเห็นชุดปุ่มควบคุมดีไซน์ใหม่หมดที่ไม่เคยใช้ใน Mazda รุ่นไหนมาก่อนด้วย

  ขุมพลังเป็นอีกไฮไลต์สำคัญ โดยมีการนำเสนอเครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G 2.5 ลิตรเทอร์โบบล็อกเดียวกับ CX-9 ซึ่งมากับพละกำลัง 250 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

  Mazda 6 Minor Change ยังมีการปรับปรุงแซสซีส์ใหม่เพื่อเพิ่มความสมดุลในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น และยังมากับ NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนและเพิ่มความเงียบภายในห้องโดยสาร พวงมาลัยยังมีการปรับให้รับความรู้สึกและตอบสนองดียิ่งขึ้น 

  2018 Mazda 6 Minor Change จะวางขายในสหรัฐช่วงต้นปีหน้า โดยราคาค่าตัวรุ่นใหม่น่าจะเริ่มต้นมากกว่า 21,945 ดอลลาร์ หรือประมาณ 718,000 บาท คู่แข่งในตลาดก็คือ Toyota Camry , Honda Accord , Nissan Altima

วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชมคันจริง Suzuki Ciaz MY2018 เพิ่มออปชั่นใหม่เล็กน้อยในราคาเท่าเดิม

  ค่าย Suzuki ขอกระตุ้นตลาดอีโคคาร์ซีดานแบบเงียบๆ ด้วยการปรับอุปกรณ์เล็กน้อยใน Suzuki Ciaz รุ่นปี 2018 ด้วยการเพิ่มระบบปรับอากาศตอนหลังมาให้ นับเป็นอีโคคาร์ซีดานเจ้าแรกในไทยที่ติดตั้งอุปกรณ์นี้มาให้


  โดยระบบปรับอากาศตอนหลังของ Suzuki Ciaz นั้นจะทำการเพิ่มให้ในรุ่น GLX และ RS เท่านั้นส่วนรุ่นอื่นก็ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12V มาให้บริเวณด้านหลัง ซึ่งก็มีมาให้แค่รุ่น GLX และ RS เช่นเดียวกัน


   รูปโฉมของ Suzuki Ciaz ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ยังคงมากับเครื่องยนต์ เครื่องเบนซิน 1.25 ลิตรแบบเดียวกับ Swift มากับพละกำลัง 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ CVT สำหรับระบบความปลอดภัยพื้นฐานก็มี ระบบเบรก ABS EBD BA ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ยังคงไม่มีระบบควบคุมการทรงตัวมาให้)


  Suzuki Ciaz MY2018 ยังคงราคาเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีราคาดังนี้
- GA 5MT ราคา 484,000 บาท
- GL 5MT ราคา 523,000 บาท
- GL CVT ราคา 559,000 บาท
- GLX CVT ราคา 625,000 บาท
- RS CVT ราคา 675,000 บาท 

วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชมคันจริง Mitsubishi Triton Athlete รุ่นตกแต่งพิเศษ เริ่มต้นที่ 879,000-1,111,000 บาท

  เปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการแล้วครับ สำหรับ Mitsubishi Triton Athlete รุ่นตกแต่งพิเศษ ซึ่งก็ได้นำรถไปจัดแสดงภายในงาน Motor Expo 2017 ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. (รอบสื่อมวลชน) ที่ผ่านมา และยังประกาศราคาออกมาเป็นที่เรียบร้อย

  Mitsubishi Triton Athlete มีการจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- Double Cab Plus 6MT ราคา 879,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 48,000 บาท)
- Double Cab Plus 5AT ราคา 924,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 48,000 บาท)
- Double Cab 4WD AT ราคา 1,111,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 41,000 บาท)

    ภายนอกมีการตกแต่งรอบคันให้มีความสปอร์ตและดุดันมากยิ่งขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าสีดำลาย Honeycomb (ฮันนี่โคมบ์) , ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ , วงแหวนไฟตัดหมอกสีดำ , ชุดตกแต่งกันชนหน้า , สติ๊กเกอร์สีดำ-ส้มตกแต่งรอบคัน, คิ้วล้อสีดำ , ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ (ล้อหน้า/หลัง และ ล้ออะไหล่) , บันไดข้างสีดำ , กระจกมองข้างสีดำ , มือจับประตูสีดำ , สไตลิ่งบาร์ , สปอยเลอร์หลัง , กันชนหลังสีดำ , สัญลักษณ์ "ATHLETE" บนฝากระโปรงหลังและพื้นปูกระบะท้าย

    ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งด้วยโทนสีดำและส้ม มากับชุดเบาะหนังสีดำ-ส้มทูโทนเดินด้ายตะเข็บสีส้ม , พรมปูพื้นตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม , หัวเกียร์หุ้มหนังตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม (ทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ) สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์ทุกรุ่นจะมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว ในรุ่น Double Cab Plus จะสามารถรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและ Apple CarPlay ได้ด้วย 

  ขุมพลังนั้นยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว MIVEC เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2.4 ลิตร (2442 ซีซี.) มากับพละกำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD II พร้อม Diff Lock ที่เฟืองท้าย

  สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นก็จะมีดังนี้
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย (เฉพาะ Double Cab 4WD Athlete)
- ระบบเบรก ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก BA (เฉพาะ Double Cab 4WD Athlete)
- ระบบล็อคประตูอัตโนมัติเมื่อรถมีความเร็ว
- ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก Brake Override
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล ASTC (เฉพาะ Double Cab 4WD Athlete)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (เฉพาะ Double Cab 4WD Athlete)
- กุญแจ Immoblizer
- กล้องมองภาพขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ 
- ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS

 Mitsubishi Triton Athlete มีสีตัวถังให้เลือก 3 สีได้แก่ สีขาวมุก White Pearl , สีเทา Titanium Grey และสีดำ Diamond Black

  ทุกท่านสามารถไปชมคันจริง  Mitsubishi Triton Athlete ได้แล้ววันนี้ที่งาน Motor Expo 2017 หรือโชว์รูม Mitsubishi ทั่วประเทศ

Like Box