วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2561

Chevrolet และ Ford เตรียมยุติการผลิตรถบางรุ่นในสหรัฐฯ

   ด้วยตลาดรถแนวอเนกประสงค์ SUV ที่นับวันจะยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น จนทำให้ตลาดรถเก๋งซีดานหรือแฮตซ์แบ็คเริ่มลดน้อยถอยลง จนทำให้บางค่ายอาจจะต้องปิดฉากการผลิตหรือพัฒนารถกลุ่มนี้ลง และหันไปพัฒนารถแนว SUV ที่กำลังบูมแทน ซึ่งค่าย Chevrolet และ Ford ก็กำลังจะทำแบบนั้น
  
  โดยมีข่าวออกมาว่า Chevrolet เตรียมที่จะยุติการผลิต Chevrolet Sonic รถ B-Segment ของค่ายภายในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงรถซีดานหรูรุ่นใหญ่อย่าง Chevrolet Impala ที่อาจจะยุติการผลิตในไม่กี่ปีข้างหน้านี้ด้วย

  สำหรับ Chevrolet Sonic เป็นหนึ่งในรถที่มีราคาคุ้มค่าและน่าใช้งานรุ่นหนึ่งของค่ายเลยก็ว่าได้ ด้วยราคาค่าตัวในเมืองลุงแซมที่เริ่มต้นที่ 16,170 เหรียญหรือประมาณ 504,000 บาทไทย ทางบริษัทยังบอกอีกว่าร้อยละ 30 ของผู้ซื้อรถรุ่นนี้จะอยู่ช่วงอายุต่ำกว่า 35 ปี ทำให้กลายเป็น "รถใน Chevrolet ที่เจาะตลาดกลุ่มคนที่อายุน้อยที่สุด" ของค่ายเลยก็ว่าได้

และแม้ว่ารถรุ่นนี้จะน่าสนใจสำหรับลูกค้าวัยหนุ่มสาวและกลุ่มลูกค้าใหม่แค่ไหน แต่ยอดขายกลับลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ยอดขายของ Chevrolet Sonic ในสหรัฐเคยพุ่งสูงสุดที่ 93,518 คันในปี 2014 แต่หลังจากนั้นยอดขายกลับลดลงมาโดยเหลือเพียงแค่ 30,290 คันเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

Chevrolet Impala ก็เป็นหนึ่งในรถที่ทำยอดขายได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมียอดขายอยู่ที่ 75,877 คันในสหรัฐเมื่อปี 2017 และยังได้รับกระแสวิจารณ์ทางบวกจากสื้อทั้งหลาย แต่ก็ดูเหมือนว่ายอดขายจะไม่สูงพอที่นำงบมาพัฒนารุ่นใหม่ต่อได้

  ไม่ใช่แค่แบรนด์ Chevrolet ที่ทางสำนักข่าวในเมืองลุงแซมพูดถึงว่าจะยุติการผลิตรถบางรุ่น แต่ยังรวมถึงแบรนด์ร่วมชาติอย่าง Ford ด้วย ซึ่งก็มีข่าวว่าทางแบรนด์วงรีสีฟ้าอาจจะยุติการขาย Ford Fiesta ในสหรัฐช่วงต้นปีหน้า ทางบริษัทยังตั้งเป้าหมายที่จะยุติการขาย Ford Tauras ในอนาคตด้วย ส่วนรุ่น Fusion ก็ยังคงยึดมั่นในการทำตลาดต่อไป

  Ford Tauras รุ่นปัจจุบันเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 และยอดขายลดลงอย่างช้าๆในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา Ford Tauras ทำยอดขายได้ 41,236 คัน ลดลงจากปี 2016 ที่ทำยอดไว้ที่ 44,098 คัน

เช่นเดียวกับ Ford Fiesta ที่ทำยอดขายไว้เพียงแค่ 46,249 คันในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2017 ลดฮวบจากปี 2013 ที่เคยทำยอดไว้ที่ 71,073 คัน

  ดูตัวเลขเหมือนจะเยอะ แต่ยอดขายรถสูงสุดในประเทศนี้อยู่ที่ 7-8 แสนคันต่อรุ่นนะครับ ฉะนั้นยอดเพียงหลักหมื่นถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก

ที่มา Carscoops

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561

ส่องต้นแบบสุดเท่จากค่ายใบพัด BMW Concept M8 Gran Coupe

  เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW ได้ทำการเปิดตัวรถต้นแบบ BMW  Concept M8 Gran Coupeภายในงาน Geneva Motor Show 2018 ซึ่งจะเป็นการสะท้อนดีไซน์ของซีดานคูเป้ระดับเรือธงของค่ายที่จะเปิดตัวในอนาคตนั่นเอง

  ภายใต้อักษร "M" นั้นก็คือคำว่า "More" เป็นการบ่งบอกถึงอะไรที่มากกว่าหรือดียิ่งกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอก-ภายใน หรือความแรง นอกจากความเป็นซีดานคูเป้ทรงสวยงามโฉบเฉี่ยวแล้ว BMW Concept M8 Gran Coupe จะเป็นการผสมผสานความหรูหราในรูปแบบใหม่อีกด้วย

  นาย  Adrian van Hooydonk รองประธานอาวุโสฝ่ายออกแบบกลุ่ม BMW Group Design กล่าวว่า BMW 8-Series จะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งรถธงรุ่นใหม่ของค่าย จะเป็นการผสมผสานความสปอร์ตและความสง่างามในแบบที่ไม่มีใครเทียบได้ โดย BMW Concept M8 Gran Coupe ถือว่าเป็นต้นแบบในตระตระกูล 8-Series ที่มีรูปร่างหน้าตาดูแปลกใหม่และน่าหลงไหลเลยทีเดียว

  เช่นเดียวกับ Mercedes-Benz CLS และ A-Class โฉมล่าสุดที่มีการนำเสนอธีมการออกแบบใหม่ ค่าย BMW ก็จะกระทำเช่นเดียวกัน การออกแบบภายนอกจะมากับกระจังหน้าทรงไตคู่ที่ออกแบบให้ดูมีเหลี้ยมสันและดุดันกว่าเดิมพร้อมกรอบสีทองเพิ่มเติมความห กันชนหน้าออกแบบให้มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่

  ตัวรถออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ มีรูปทรงที่ดูโค้งมนและพลิ้วไหว มากับช่วงฝากระโปรงหน้าแ ละฐานล้อที่ยาว รวมทั้งมีช่วงท้ายที่ดูสั้นตามแบบฉบับรถคูเป้ เส้นบนตัวถังรถที่ออกแบบให้ดูมีมัดกล้ามช่วยบ่งบอกถึงความเป็นรถสมรรถนะสูงได้เป็นอย่างดี

  นอกจากนี้ยังมากับหลังคาที่ทำจากวัสดุ CFRP , กระจกมองข้างที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์  , กรอบหน้าต่างสีทอง , เบรกสีทอง , ล้ออัลลอยลายพิเศษ และ ท่อไอเสียข้างละ 2 ท่อด้านท้าย นอกจากนี้ยังมากับสีตัวถังแบบพิเศษ Salève Vert ซึ่งจะมีสีเขียวอมฟ้าและเมื่อถูกแสงสะท้อนจะเปลี่ยนสีเป็นสีเทาอมฟ้า

  นาย Domagoj Dukec รองประธานฝ่ายออกแบบของ BMW M และ BMW i ยังบอกอีกว่าต้นแบบ M8 Gran Coupe จะเป็นรถที่เหมาะสำหรับลูกค้าที่มองหาบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษและแตกต่างจากทั่วๆไป จะเป็นรถที่มีความหรูหราที่ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ซึ่งถือว่าจะเป็นการนิยามความหรูหราแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิมก็ได้

  BMW Concept M8 Gran Coupe จะเป็นต้นแบบที่บ่งบอกถึงการออกแบบ 8-Series Gran Coupe ในอนาคต ที่น่าจะมีการเปิดตัวภายในปีหน้าตามหลัง 8-Series ตัวถังคูเป้และเปิดประทุน
 
ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

All-New Subaru Forester โฉมใหม่ที่ครบครันไปด้วยเทคโนโลยี ไทยเจอกันต้นปีหน้า!

  ไล่เลี่ยกับงาน Bangkok Motor Show 2018 ที่จัดขึ้นในบ้านเรา ข้ามน้ำข้ามทะเลไปก็มีงานใหญ่อย่าง New York Auto Show 2018 ที่จัดขึ้นในสหรัฐฯตอนนี้ ซึ่งก็มีหนึ่งในรถรุ่นใหม่ที่มีการเปิดตัวก็คือ All-New Subaru Forester ที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่หมดจด

  ดีไซน์ภายนอกยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบจากรุ่นที่แล้วไว้อยู่ แต่ก็ได้ขัดเกลาให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น เราจะพบกับไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของค่าย กันชนหน้าออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้นและรับกับชุดกระจังหน้า ด้านข้างมีดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับรุ่นที่แล้วแต่ขัดเกลาให้มีความโค้งมนมากขึ้น ออกแบบเส้นสายบนตัวถังให้ดูมีมิติและมีมัดกล้ามมากขึ้น ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่จะมากับโคมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้ดูมีลูกเล่นกว่าเดิม

   All-New Subaru Forester ได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม โดยมากับความยาวฐานล้อ 2,669 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นรถ 221 มิลลิเมตร รวมทั้งมีความกว้างช่วงห้องโดยสารด้านหลัง 1,000 มิลลิเมตร ด้านท้ายยังได้รับการออกแบบให้ฝากระโปรงด้านท้ายเปิดได้กว้างขึ้นโดยทาง Subaru กล่าวว่าลูกค้าสามารถเก็บกระเป๋ากอล์ฟขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องโน้มเอียงตัวเก็บเลย ในรุ่นย่อย Limited และ Touring จะติดตั้งเป็นมาตรฐานในขณะที่รุ่น Premium และ Sport จะต้องเสียเงินเพิ่ม

  ด้วยตัวรถที่ใหญ่ขึ้นก็ส่งผลต่อขนาดภายในห้องโดยสารที่ใหญ่ขึ้นด้วย ประตูหลังก็ออกแบบให้ยาวขึ้น ผลคือพื้นที่ช่วงศีรษะ , สะโพกและหัวไหล่ก็เพิ่มขึ้น และยังถูกออกแบบให้ห้องโดยสารเงียบขึ้น คอนโซลกลางที่มีอรรถประโยชน์มากกว่าเดิม

  ภายในห้องโดยสารยังคงมากับดีไซน์คอนโซลที่เราคุ้นเคยกันใน Subaru XV แต่ก็ได้รับการออกแบบและตกแต่งใหม่เพื่อเพิ่มความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีทางเลือกเบาะสีแดง น้ำตาล หรือสีเบจ และดีไซน์การตัดเย็บบนแผงประตูใหม่

  All-New Subaru Forester จะติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาให้ทุกรุ่นย่อย เฉพาะรุ่น Limited และ Touring จะได้เป็นอัตโนมัติแบบแยกโซนซ้าย-ขวา นอกจากนี้ยังมากับเบาะนั่งคู่หน้าพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นเบาะที่สามารถปรับได้ 3 ระดับ

  สำหรับ Touring ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุด จะได้เบาะหลังพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นด้วย ปุ่มสตาร์ทและกุญแจรีโมทอัจฉริยะจะมีให้ตั้งแต่รุ่น Sport, Limited และ Touring ส่วนรุ่น Premium ต้องจ่ายเงินเพิ่ม คุณสมบัติเด่นๆอย่างอื่นในรถก็จะมีระบบอินโฟเทนเมนต์ Subaru Starlink Connected Services (พร้อมฟังก์ชั่น Remote Engine Start) , ฟังก์ชั่นปรับระดับการขับขี่ SI-Drive Engine Performance management , เบรกมือแบบไฟฟ้า Electronic Parking Brake , ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง Trailer Stability Assist , ไฟกระจกมองข้าง Welcome Lighting , ระบบเบรกล่วงหน้าก่อนการปะทะ Automatic Pre-Collision Braking , Adaptive Cruise Control , ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน และเตือนเมื่อรถส่าย Lane Departure and Sway Warning , ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist , ระบบควบคุมคันเร่งป้องกันการชน Pre-Collision Throttle Management และ ระบบเตือนเมื่อการจราจรเคลื่อนที่ Lead Vehicle Start Alert

  และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ระบบเบรกอัตโนมัติขณะถอยจอด Reverse Automatic Braking , ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Detection , ระบบ Lane Change Assist , ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert , ไฟหน้าปรับตามการเลี้ยวของพวงมาลัย Steering Responsive Headlights  และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System

  นอกจากนั้นแล้วในรุ่นท็อปสุด Touring จะได้ระบบ DriveFocus ที่สามารถจดจำใบหน้าบุคคลได้มากสุดถึง 5 คนเพื่อตรวจจับอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่หรือถูกรบกวน และยังสามารถจดจำตำแหน่งเบาะนั่ง อุณหภูมิ รวมทั้งการแสดงผลต่างๆภายในรถอีกด้วย

 
  สำหรับลูกค้าที่โหยหาความสปอร์ต ก็มีรุ่น Sport เป็นทางเลือก โดยจะมากับตะแกรงกระจังหน้าสีดำเงา , ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว , สปอยเลอร์ท้ายดีไซน์ใหม่ , ตกแต่งชุดกันกระแทกรอบคันด้วยสีดำ-ส้ม , รวาหลังคาสีดำ-ส้ม และภายในห้องโดยสารที่มีโทนสีเทาและสีส้ม
 
  ขุมพลังจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Boxer ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นเป็น 182 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 238 นิวตัน-เมตร มากับเทคโนโลยี Auto Start/Top มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 14.08 กม./ลิตร ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic CVT พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Symmetrical All-Wheel Drive อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของค่าย และยังติดตั้งชุดระบบความปลอดภัย EyeSight Driver Assist มาเป็นมาตรฐานแบบไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

  สำหรับใครที่รอ All-New Subaru Forester เมืองไทยจะมีการนำมาขายภายในช่วงปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งที่สำคัญเลยคือ ทาง Subaru จะมาขึ้นสายการผลิตในไทยและพร้อมขายภายในปี 2019 และแน่นอนว่า Forester โฉมใหม่ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ฉะนั้นสาวกดาวลูกไก่รอจับจ่ายใช้สอยได้เลย

ที่มา Carscoops

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

Kia Grand Carnival Minor Change เพิ่มเติมออปชั่นและความปลอดภัย เปิดตัวในไทยในราคาเริ่มต้นที่ 1,622,000 บาท

  หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวในบ้านเกิดอย่างเกาหลีใต้ไปแล้ว ค่ายรถแดนโสม Kia ก็ได้ทำการเปิดตัว Kia Grand Carnival Minor Change ในประเทศไทยภายในงาน Bangkok Motor Show 2018 ซึ่งก็ได้ทำการประกาศรุ่นย่อยและราคาออกมาเป็นที่เรียบร้อย

  การเปลี่ยนแปลงภายนอกจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับเวอร์ชั่นเกาหลี โดยมีการออกแบบรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ จากเดิมที่เป็นตะแกรงรังผึ้งก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นลายสี่เหลี่ยมผืนผ้าแทน ไฟหน้าเองก็เป็นจุดที่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดใหม่ เช่นเดียวกับกันชนหน้าก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น ในส่วนของด้านท้ายก็จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดไฟท้ายใหม่และกันชนท้ายใหม่ ล้ออัลลอยจะมีตั้งแต่ขนาด 17-18 นิ้วแล้วแต่รุ่นย่อย

  ทางด้านภายในห้องโดยสารไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบคอนโซลหน้าแต่อย่างใด มีเพียงแค่การปรับเปลี่ยนการตกแต่งภายในเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มเข้ามาใน Grand Carnival ใหม่ก็จะมีปุ่มกดเปิดประตูสไลด์แบบไฟฟ้า , ระบบเบรกมือไฟฟ้า , แท่นชาร์จไฟไร้สาย และอื่นๆอีกหลายประการ

  เครื่องยนต์จะมากับขุมพลังดีเซลขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 197 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 – 2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท คอยสปริง/โช้คอัพแก๊สพร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงก์/โช้คอัพแก๊สพร้อมเหล็กกันโคลง และดิสก์เบรก 4 ล้อ

  สำหรับระบบความปลอดภัยของรถที่หลายคนเคยบ่นๆกัน คราวนี้ทางค่าย Kia ก็ได้ใส่มาให้เป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการทรงตัว , ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี , ระบบป้องกันการลื่นไถล ฯลฯ
สำหรับรายละเอียดออปชั่นและราคาในรุ่นต่างๆจะชี้แจงให้ด้านล่างนี้ครับ

รุ่น LX ราคา 1,622,000 บาท
- ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว
- ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
- ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างแบบ LED
- ไฟหรี่หน้าแบบ LED
- ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- เสาอากาศแบบครีบฉลาม
 - หน้าปัดแบบ Premium Cluster จอแสดงผล 3.5 นิ้วแบบ OLED
- สวิตซ์ปรับกระจกมองข้างไฟฟ้า
- พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำได้ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
- ระบบเลือกการขับขี่แบบประหยัด (Active ECO)
- ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา
- หูเกี่ยวติดตั้งเบาะสำหรับเด็กบนเบาะแถวที่ 2 ISOFIX
- เบาะแถวที่ 4 พับเก็บแบบ Pop-Up Sinking
- ระบบเครื่องเสียง AV จอขนาด 7 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อผ่าน USB AUX iPod
- ระบบเชื้อมต่อ Bluetooth
- USB Charger 2 จุด
- ปลั๊กจ่ายไฟ 3 จุด
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบรักษาความเร็วคงที่ Cruise Control
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า 3 จุด ELR และแถวที่ 2,3. แบบปรับระดับสูงต่ำได้
- เซ็นเซอร์ช่วยเหลือขณะถอยจอด
- กล้องส่องหลัง
- ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ Immoblizer และสัญญาณกันขโมย
- สัญญาณเตือนลืมกุญแจไว้ในรถ เตือนลืมปิดประตู และเตือนปิดฝากระโปรงท้ายไม่สนิท
- ระบบ Battery Saver

รุ่น EX ราคา 1,991,000 บาท (เพิ่มเงิน 369,000 บาทจากรุ่น LX)
- ระบบไฟหน้าทำงานอัตโนมัติ Auto Light
- ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
- ไฟส่องสว่าง Pocket Light ที่มือเปิดประตูหน้าด้านนอก
- ไฟท้าย (ไฟหรี่,ไฟเบรก) แบบ LED
- โครเมี่ยมขอบบนประตูรอบคันและกรอบไฟตัดหมอกหน้า
- แร็คหลังคา
- สวิตซ์กระจกมองข้างพับเก็บและกางออกอัตโนมัติ
- กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
- พวงมาลัยหุ้มหนังและลายไม้ พร้อมระบบทำความอุ่นพวงมาลัย
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
- สวิตซ์ควบคุมระบบปรับอากาศด้านบนหลังคา
- ระบบปรับอากาศให้บริสุทธิ์ (Cluster Lonizer)
- ระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้าอัตโนมัติ (Auto Defog)
- เบาะนั่งคนขับพร้อมระบบดุลหลังปรับด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง (Lumbar Support)
- ระบบทำความอุ่นเบาะนั่งคู่หน้า (Heated Seats)
- สวิตซ์ปรับเลื่อนตำแหน่งเบาะคู่หน้าไฟฟ้า
- ม่านบังแดดประตูสไลด์และด้านข้างเบาะหลังแถวที่ 3
- ระบบเครื่องเสียง AV จอขนาด 8 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อผ่าน USB AUX iPod
- ระบบเชื่้อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto
- ระบบนำทาง Navigator
- จอ DVD เพดานสำหรับผู้โดยสารแบบ LCD 15.6 นิ้ว
- ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger
- ประตูสไลด์ไฟฟ้าซ้าย-ขวา
- ปุ่มเปิด-ปิดประตูหน้าและประตูสไลด์ไฟฟ้าที่ประตูด้านนอก
- ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Tailgate)
- ระบบเบรกมือแบบไฟฟ้า EPB
- ระบบ Auto Brake Hold
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC
- ระบบเสริมแรงเบรก BAS (Brake Assist System)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ระบบล็อคคอพวงมาลัยไฟฟ้า
- เซ็นเซอร์ช่วยเหลือการเข้าจอดด้านหน้า
- ระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่มสตาร์ทและดับเครื่องยนต์
- เซ็นเซอร์ปลดล็อคเมื่อเกิดการชน
- ระบบป้องกันการหนึบประตูสไลด์ไฟฟ้า และฝากระโปรงท้าย

รุ่น SXL ราคา 2,292,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ (เพิ่มเงิน 301,000 บาทจากรุ่น EX)
- ไฟหน้าแบบ LED
- ระบบปรับตั้งไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ
- หน้าปัดแบบ Supervision Cluster จอแสดงผล 7 นิ้ว TFT LCD
- ไฟส่องแผนที่ อ่านหนังสือด้านหน้าแบบ LED
- ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งผู้ขับขี่และกระจกมองข้าง (Integrated Memory Seat)
- ระบบทำความเย็นเบาะนั่งคู่หน้า (Ventilation Seat)
- จอ LCD ตรงหัวหมอนของที่นั่งคู่หน้า
- ซันรูฟ 2 ตำแหน่ง
- ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง Blind Spot Detector
- ระบบล็อคประตูอัตโนมัติตามความเร็วรถที่ตั้งไว้
- ระบบป้องกันการหนึบกระจกประตูหน้า , ประตูสไลด์ซ้าย-ขวา Safety Power Window

   ทุกท่านสามารถไปสัมผัส Kia Grand Carnival Minor Change ได้ภายในงาน Bangkok Motor Show 2018 ในวันที่ 28 มี.ค. - 8 เม.ย. ที่อาคาร Challenger 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

.

Like Box