วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Toyota S-FR Concept ต้นแบบสปอร์ตขนาดเล็กสุดน่ารัก

   ค่าย Toyota เคยเปรยๆไว้ว่าจะทำรถสปอร์ตที่มีขนาดเล็กกว่า Toyota 86 ออกมาขาย ซึ่งดูเหมือนว่าข่าวนี้เริ่มจะเข้าใกล้ความจริงแล้วเมื่อ Toyota ได้ทำการเผยโฉมต้นแบบสปอร์ตขนาดเล็กสุดน่ารักในนาม Toyota S-HR Concept ซึ่งถ้าผลิตจริงก็จะกลายมาเป็นคู่แข่งตัวสำคัญของ Mazda MX-5

   โดยหน้าตาของรถคันนี้ได้ออกแบบให้ดูทันสมัยเข้ากับยุคใหม่ และดูน่ารัก โดยภายนอกนั้นมากับชุดไฟหน้าทรงกลมแบบ LED พร้อมช่องระบายอากาศทรงรี ซึ่งส่งผลให้หน้าตารถแลดูมีโค้งมนวงกลมทำให้มันดูบ๊องแบ๊วและน่ารัก ใสๆวัยรุ่นชอบกันเลยทีเดียว เส้นสายด้านข้างและดูปราดเปรียวและสปอร์ต ทรงกระจกบานหน้านั้น ชวนให้นึกถึง Mazda MX-5 เล็กน้อย หลังคารถมากับหลังคาแก้วสีดำ ซึ่งมองผิวเผินเหมือนเป็นหลังคาเหล็กธรรมดา แต่เมื่อเข้าไปในห้องโดยสารจะเห็นเป็นหลังคาแก้วและมีการติดลายหกเหลี่ยมบริเวณกรอบกระจกด้วย ส่วนด้านท้ายนั้นมากับไฟท้ายทรงกลมและกันชนท้ายที่ออกแบบให้สปอร์ต รวมทั้งมุมมองด้านท้ายที่แอบทำให้นึกถึง Lotus Evora โดยรวมถือว่าสวยน่ารักขี้เล่นไม่น้อย

   Toyota S-HR Concept เป็นรถสปอร์ตขนาดเล็กที่มีที่นั่งแบบ 2+2 ซึ่งตัวรถมีความยาว 3,990 มม. กว้าง 1,695 มม. และมีความสูง 1,320 มม. ซึ่ง Toyota บอกว่ารถคันนี้จะตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและคนที่รักการขับขี่

   ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่เป็นภายในที่ดูดิบและสมกับเป็นรถสปอร์ตน้ำหนักเบา โดยออกแบบภายในแนวกลมๆรอบภายในรถ ซึ่งแลดูสวยงามและน่าสัมผัสเป็นอย่างมาก มากับมาตรวัดดิจิตอลสุดล้ำ โดยภายในนั้นไม่มีแม้แต่ระบบอินโฟเทนเมนต์หรือหน้าจอสัมผัสอะไรทั้งนั้น อาจจะเป็นเพราะ Toyota ต้องการที่จะมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินกับความสนุกในการขับรถมากกว่า

   การวางเลย์เอาท์ของรถนั้นถูกวางในแบบเครื่องวางหน้าพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งดำเนินตามสูตรเดียวกับ Toyota 86 โดยทาง Toyota บอกว่า ประโยชน์ของการทำสปอร์ตน้ำหนักเบาที่ไม่เหมือนใครของพวกเขา มีแนวคิดที่จะตอบสนองการขับขี่ และช่วยผนวกความเป็นหนึ่งกับผู้ขับขี่และรถอีกด้วย


ส่วนขุมพลังนั้นไม่มีข้อมูลออกมาตอนนี้

   โดย Toyota S-FR Concept จะเปิดตัวภายในงาน Tokyo Motor Show 2015 ช่วงปลายปีนี้ ซึ่งหากรถคันนี้จะเข้าสู่สายการผลิตจริงนั้นก็คงมีหน้าตาที่ไม่ต่างจากในรูป เพราะดูแล้วก็รู้เลยว่าตัวรถนั้นก็ออกแบบให้พร้อมเข้าสู่สายการผลิตแล้ว ซึ่งก็ต้องรอดูกันยาวๆครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

Toyota Crown Minor Change ปรับโฉมให้กับรถซาลูนสุดหรูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย

  Toyota Crown หลายคนน่าจะรู้จักรถคันนี้ในฐานะรถซาลูนสุดหรูที่จำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น (ก็จะมีเกรย์มาร์เก็ตเมืองไทยบางเจ้าที่นำเข้ามาขายในเมืองไทยด้วย) ซึ่งล่าสุดตอนนี้ก็ได้ทำการกระตุ้นตลาดด้วยการปรับปรุงโฉมกันเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสดใหม่ให้กับตัวรถด้วย

 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของตัวรถนั้นจะเห็นได้ว่าค่อนข้างสังเกตยากไปนิด...อาจต้องเพ่งสายตากันสักนิดนึง



   เริ่มที่รุ่น Athlete รุ่นที่มีการตกแต่งแบบสปอร์ต ได้ทำการปรับปรุงโคมไฟหน้าใหม่แบบ Bi-Beam LED ระบบไฟ surface-emitting LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights และยังปรับปรุงลายกระจังหน้าใหม่ให้ดูสปอร์ตขึ้น นอกจากนี้ยังออกแบบบริเวณกรอบไฟตัดหมอกใหม่ให้ดูดุดันและสปอร์ตขึ้นอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าถ้าไม่เอารูปของรุ่นเดิมมาเทียบกันแล้ว คงจะดูไม่ออกเลย ส่วนด้านท้ายนั้นก็ได้ออกแบบภายในโคมใหม่ให้เป็นไฟทรงแหวนกลมๆที่ดูสะดุดตาเลยทีเดียว ส่วนภายในไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเพิ่มเติม

   ทางด้านรุ่น Royal Saloon นั้นได้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนกันชนหน้าใหม่ที่ออกแบบให้ดูเรียวกว่าเดิม กรอบไฟตัดหมอกเสริมโครเมียมเพิ่มความหรูหรา ส่วนด้านหลังนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบลายไม้ซึ่งเป็นลายคล้ายเมล็ดพืชที่ทำให้ดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก


   ส่วนทางด้านรุ่น Majesta ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกและภายในรถแม้แต่นิดเดียว มีการเพิ่มเติมแค่เพิ่มความแข็งแรงบริเวณจุดเชื่อมตัวถัง

      สำหรับขุมพลังนั้น จะได้ขุมพลังเบนซินใหม่ 8AR-FTS ความจุ 2.0 ลิตร 4 สูบ ไดเรคอินเจคชัน เทอร์โบคู่ มากับพละกำลัง 235 แรงม้าที่ 5,200-5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,650-4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ECT ติดตั้งระบบ Start & Stop เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในโหมด JC08 ได้ 13.4 กม./ลิตร


   ไฮไลต์สำคัญครั้งนี้ คือ เป็นครั้งแรกของโลกในรถระดับเดียวกันที่มีการติดตั้งระบบ ITS Connect ด้วยคลื่นความถี่ 760 MHz ในญี่ปุ่น ซึ่งสามารถรับข้อมูลจากระบบโครงสร้างพื้นฐานและระหว่างรถด้วยกันได้ โดยจะมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ 3 แบบ

- ระบบป้องกันการปะทะกันขณะเลี้ยวเข้าขวา พร้อมส่งเสียงหรือแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่ระวังตัว
- ระบบเตือนสี่แยกไฟแดง พยายามส่งเสียงและเตือนให้ผู้ขับขี่เบรกรถเมื่อเจอสัญญาณไฟแดง
- ระบบนับถอยหลังไฟเขียว หน้าจอจะแสดงตัวเลขถอยหลังเพื่อรอไฟเขียว

  โดย Toyota เริ่มวางขาย Crowm Minor Change ทั้ง 3 แบบการตกแต่งแล้วตอนนี้ ส่วนเมืองไทยนั้นก็รอเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาขายครับ

ที่มา Carscoops / Headlightmag
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Porsche 911 Targa 4/4S และ Porsche 911 Carrera 4/4S ปรับโฉมใหม่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Porsche ได้ปล่อย 911 Carrera Minor Change ในรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง คราวนี้ทาง Porsche ก็ได้ทำการปล่อยเวอร์ชั่นขับเคลื่อน 4 ล้อให้กับ 911 Carrera ในรุ่นคูเป้ และยังรวมถึงเวอร์ชั่นเปิดหลังคาแบบ Targa ด้วย

  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหน้าตานั้นก็ไม่ได้ต่างจาก 911 Carrera รุ่นคูเป้ขับเคลื่อน 2 ล้อมากเท่าไหร่เลย กันชนหน้าที่ออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิม ออกแบบกระจกมองข้างใหม่  ปรับเปลี่ยนชุดโคมไฟหน้าใหม่ ส่วนบั้นท้ายนั้นในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อจะมีหลอดทับทิมสีแดงพาดบนฝากระโปรงท้ายของรถด้วย ส่วนไฟท้ายนั้นก็ปรับใหม่ให้ดูมีมิติขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งช่องระบายอากาศนั้นก็ออกแบบให้ดุดันขึ้นเหมือน Carrera รุ่นธรรมดาทุกประการ ส่วนภายในก็มีการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่และหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วใหม่

   สำหรับขุมพลังของ 911 Carrera และ Targa รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นจะมีขุมพลังแบบรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังทุกประการ  เริ่มที่รุ่น Carrera ธรรมดา จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร Bi-Turbo V6 พละกำลัง 370 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตัน-เมตร และในรุ่น Carrera S จะมากับขุมพลังชุดเดียวกันแต่ปรับจูนเพิ่มให้มีพละกำลังเป็น 420 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ซึ่งเครื่องยนต์ที่ปรับใหม่นี้ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 12% โดย Carrera ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ PDK จะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้ 13.51 กม./ลืตร ส่วนในรุ่น Carrera S จะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองได้ราวๆ 12.98 กม./ลิตร 

   นอกจากนี้ยังปรับปรุงระบบช่วงล่าง PASM (Porsche Active Suspension Management) ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งผู้ขับขี่ต่ำลง 10 มม. ซึ่งจะส่งผลให้ตัวรถสามารถเข้าโค้งได้ดีขึ้น

   โดยไฮไลต์สำคัญนั้น คือการที่ Porsche สามารถทำให้อัตราเร่งของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อดีกว่ารุ่นขับเคลื่อนล้อหลังได้ เมื่อใช้เกียร์อัตโนมัติ PDK กับ Sport Chrono Package โดยในรุ่น 911 Carrera 4 จะสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม ในเวลา 4.1 วินาที ส่วนในรุ่น Carrera 4S สามารถทำได้ 3.8 วินาที  

    Porsche 911 Carrera 4/4S และ Targa 4/4S จะเริ่มวางขายในช่วงปีหน้าโดยมีราคาดังต่อไปนี้ครับ
911 Carrera 4 €103,983 (ประมาณ 4,212,716 บาทไทย)
911 Carrera 4S €118,144  (ประมาณ 4,786,428 บาทไทย
)
911 Carrera 4 Cabriolet €117,073 
(ประมาณ 4,743,038 บาทไทย)
911 Carrera 4S Cabriolet €131,234 
(ประมาณ 5,316,749 บาทไทย)
911 Targa 4 €117,073 
(ประมาณ 4,743,038 บาทไทย)
911 Targa 4S €131,234 
(ประมาณ 5,316,749 บาทไทย)


ที่มา Carscoops
  
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มาดูกระบะที่คนไทยลืมนึกถึง Tata Xenon 150 NX-Plore 4WD

   ท่ามกลางการแข่งขันกันดุเดือดในตลาดกระบะ ที่ค่ายใหญ่ๆต่างทยอยเปิดตัวกระบะรุ่นใหม่ทั้งปรับปรุงโฉมและเปลี่ยนโฉมใหม่ เพื่อรักษาตำแหน่งและยอดขายในตลาด แต่ท่ามกลางการแข่งขันนี้ ยังมีอีกค่ายที่หลายคนต่างลืมเลือนและแทบจะไม่พูดถึงเลย ซึ่งเขาก็ได้ทำการปรับแต่งโฉมไปแล้วเช่นกัน แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงหรือสนใจ ซึ่งที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือกระบะ Tata Xenon
   ซึ่ง Tata ได้ทำการเปิดตัวรุ่นใหม่ให้เป็นรุ่นท็อปออฟเดอะไลน์ของพวกเขา แม้จะไม่มีจุดเด่นเหมือนค่ายอื่น แต่ความเด่นที่สำคัญเลยก็คือ "ราคา" ที่เป็นจุดขายเพราะตั้งราคาให้ถูกกว่าคู่แข่งนั่นเอง โดยรุ่นดังกล่าวนั้นมากับชื่อเสียงเรียงนามเต็มๆว่า "Tata Xenon 150NX-Plore 4x4"

  การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกระบะที่แสนธรรมดาคันนี้ก็คือหน้าตาที่ได้รับการติดตั้งสเกิร์ตด้านหน้ารถ ออกแบบกรอบไฟตัดหมอกให้ดูทันสมัยขึ้น ติดตั้งไฟหน้า Daytime Running Lights ลงไปตามกระแส ซึ่งก็ทำให้มีรูปลักษณ์ที่น่ามองกว่าเดิมไม่น้อย นอกจากนี้ก็ติดตั้งสเกิร์ตด้านข้าง สเกิร์ตด้านหลังใหม่ที่เป็นบันไดข้างไปในตัว ติดตั้งราวหลังคาพร้อมโรลบาร์ตามแนวการตกแต่งของกระบะค่ายใหญ่ๆทั้งหลาย นอกจากนี้แล้วยังติดสติ๊กเกอร์รอบคันเพื่อเพิ่มความต่าง และล้ออัลลอยลายใหม่

ภาพจาก http://car.kapook.com/view125850.html
   แน่นอนว่าภายในห้องโดยสารนั้นแม้จะไม่มีจุดเด่นและต้องบอกกันตรงๆเลยว่า โคตรเชย เพราะเป็นแนวการออกแบบของรถเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอย่างชัดเจน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในนั้นมีการเปลี่ยนโทนสีภายในให้เป็นโทนดำตามสมัยนิยมเช่นกัน ติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมระบบ ECO จอแสดงผลข้อมูล DIS ไฟส่องนำทาง Follow Me Home ไฟส่องสว่างข้างประตูรถ พร้อมกันนี้ยังติดตั้งฟังก์ชันทันสมัยเอาใจคนไทย อย่างหน้าจอสัมผัสรองรับ CD MP3 และ USB พร้อมระบบนำทางลงไปด้วย

    สำหรับขุมพลังนั้นก็ได้มีการรับปรับปรุง โดยมากับเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ไดเร็คอินเจคชั่น เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2.2 ลิตร ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,500-3,000 รอบต่อนาที พร้อมชุดเกียร์ธรรมดา 5 สปีดรุ่นใหม่ล่าสุด GBS-76 MARK II ที่ส่งกำลังได้นุ่มนวลและไหลลื่นยิ่งขึ้น

  สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นก็ไม่ได้โดดเด่นเท่ากระบะค่ายอื่น ซึ่งก็จะให้มาแค่ระบบเบรก ABS EBD ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเฟืองท้ายลิมิเต็ดดิฟล็อค 

   สำหรับราคาค่าตัวของ Tata Xenon 150NX-Plore 4WD ซึ่งเป็นรุ่นท็อปออฟเดอะไลน์ของค่ายนั้นจะมากับค่าตัวแค่ 734,900 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งหลายๆรายที่ราคาเหยียบล้านกันทุกค่ายแล้ว ซึ่งก็เป็นราคาตมคุณภาพและอุปกรณ์ที่ติดให้มา ซึ่งปรับแล้วจะมีใครสนใจไหมก็ต้องรอดูกันยาวๆครับ
   
ที่มา Tata
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เล่นง่ายๆสุด Toyota Yaris Sedan เอา Mazda 2 มาแปลงหน้าใหม่

  ถ้าพูดถึงเรื่องความร่วมมือของ Toyota และ Mazda นั้น เราจะเริ่มได้เห็นความร่วมมือของทั้งสองค่ายนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ อย่างเรื่องข้อตกลงที่ Mazda จะต้องส่งรถเล็กของพวกเขาไปให้ Toyota ขายในอเมริกาเหนือ ซึ่งก็ได้เห็นกันแล้วจาก Scion iA ของฝั่งมะกัน 

  และล่าสุดนั้นทางค่ายรถยักษ์ใหญ่รายนี้ก็ได้ทำการเปิดตัวรถเล็กคันใหม่นั่นก็คือ Toyota Yaris Sedan ซึ่งมองผิวเผินแล้ว ดูรู้เลยว่าเป็นการเอา Scion iA จากตลาดอเมริกามาแปะโลโก้ Toyota ขายในแคนาดานั่นเอง และเราก็น่าจะรู้กันว่า Scion iA ก็เป็นการเอา Mazda 2 มาแปลงหน้าใหม่อีกทีนั่นเอง

   แน่นอนว่าความแตกต่างจาก Mazda 2 ก็คือ การแปลงหน้าใหม่ทั้งหมด ซึ่งเปลี่ยนจากความโฉบเฉี่ยวสปอร์ตกลายเป็นหน้าตาที่มีแนวดุดันและบาดตาบาดใจกว่าเดิม ล้ออัลลอยนั้นก็เหมือน Mazda 2  เลยแต่ไม่ปัดเงาดำเท่านั้น ส่วนด้านท้ายก็มีการออกแบบไฟท้ายใหม่

   ภายในห้องโดยสารก็ยกมาจาก Mazda 2 แทบทั้งหมด มีการเปลี่ยนเพียงแค่โลโก้บนพวงมาลัย ปรับรายละเอียดมาตรวัดใหม่ ตกแต่งรอบคันรถด้วยโทนสีดำ-น้ำเงินรอบคัน แุละยังมี Cruise Control ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นอีกด้วย

  สำหรับขุมพลังนั้นก็เป็นขุมพลังจาก Mazda เช่นกัน โดยเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร มากับพละกำลัง 106 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแล้วแต่จะเลือก โดยในรุ่นเกียร์ธรรมดาจะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้  14.93 กม./ลิตร ส่วนในรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 15.3 กม./ลิตร โดยในรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะมี lock-up torque converter และ Sport-Mode ช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ที่มากกว่าเดิมอีกด้วย

   Toyota Yaris Sedan วางขายแล้วในแคนาดา สำหรับราคาค่าตัวนั้นสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดาจะมีราคาอยู่ที่ 16,955 ดอลลาร์แคนาดา (ราวๆ 469,833 บาทไทย) ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะมีราคาที่ 18,200 ดอลลาร์แคนาดา (ราวๆ 503,146 บาท) และในรุ่น Premium นั้นจะมีค่าตัว 20,200 ดอลลาร์แคนาดา (ราวๆ 558,46 บาทไทย) ซึ่งจะมีเบาะอุ่น หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ลำโพง 6 ตัง ช่องเชื่อมต่อ USB ล้ออะลูมินัมอัลลอย ไฟตัดหมอก และกล้องมองหลังเพิ่มเติมจากรุ่นมาตรฐาน
   
ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2558

All-New Tesla Model X รถอเนกประสงค์พลังไฟฟ้าสุดล้ำอนาคต

  ค่าย Tesla ที่หลายคนคงรู้จักกันดีในฐานะค่ายผู้ผลิตรถไฟฟ้าสุดล้ำ ที่ได้สร้างผลงานชิ้นเยี่ยมอย่าง Tesla Model S มาแล้ว และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วสำหรับก้าวใหม่ครั้งใหญ่ของพวกเขา กับ SUV พลังไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดของค่าย ภายใต้นามว่า Tesla Model X

  โดยโปรเจคต์ Tesla Model X นั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วง Tesla Model S เริ่มขายใหม่ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาได้ออกต้นแบบ Model X มาให้เราได้ยลโฉมกันเมื่อปี 2012 และก็มีการเปิดรับจองกันล่วงหน้าด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับเวอร์ชั่นขายจริงที่เปิดตัวออกมาแล้ว ก็ไม่ได้มีรายละเอียดที่ต่างกันมากเลย

   รูปร่างหน้าตาของรถนั้นอาจจะไม่ได้โดดเด่นเฟี้ยวฟ้าว แต่เป็นรถที่ดูล้ำและดูมีเสน่ห์ดึงดูดให้คนเข้ามาดูตัวรถได้ ด้านหน้ารถมากับไฟหน้า LED ทรงโฉบเฉี่ยว ส่วนกระจังหน้านั้นได้ออกแบบให้ต่างจาก Tesla Model S และต้นแบบของมันเอง ซึ่งจะมากับกระจังหน้าทรงเรียว เส้นสายด้านข้างแลดูปราดเปรียวและออกแบบหลังคาให้ลาดเท ส่วนด้านท้ายนั้นก็มีรูปร่างลักษณะไฟท้ายที่ไม่ต่างจาก Tesla Model S เลย ซึ่งโดยรวมแล้วก็คล้ายๆกับการเอา Tesla Model S มาบี้หัวกับท้ายให้แบน แล้วยกตัวถังให้สูงขึ้นอีกนิด

   จุดเด่นสำคัญของรถคันนี้เลยก็คือ ประตูบานท้ายที่มีลักษณะกลไกการเปิดคล้ายประตูปีกนกทั่วไป ซึ่งพวกเขาเรียกกันว่า "Falcon Wings" โดยจะมีกลไกข้อต่อเสริมอีกขั้นหนึ่ง ทำให้สามารถยกประตูขึ้นได้เสมือนการกางปีกของนกเหยี่ยวฟอลคอนสมชื่อเลย ซึ่งทาง Tesla บอกว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการเปิดประตูในพื้นที่จำกัดและทำให้ผู้โดยสารเข้าออกได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ภายในยังมีระบบช่วยกรองอากาศ Bio-weapon Defense (คล้ายๆ Nanoe ของ Toyota) ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อโรคที่จะเข้ามาภายในห้องโดยสาร

   ภายในห้องโดยสารนั้น คอนโซลหน้าแทบจะมีการออกแบบที่ไม่ต่างจาก Tesla Model S เลย แต่ความโดดเด่นที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือกระจกหน้าบานโตที่ออกแบบให้กินพื้นที่เข้าไปจนถึงหลังคากันเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้ทัศนวิสัยในการมองด้านหน้าของรถนั้นกว้างกว่ารถยี่ห้ออื่นๆที่ทำออกมากันเลยทีเดียว ความกว้างขวางภายในนั้น Tesla เคลมว่าจะกว้างขวางกว่ารถ SUV ขนาดเท่าๆกัน นอกจากนี้แล้วลูกค้ายังสามารถเลือกสีเบาะได้ไม่ว่าจะเป็นสีแทน สีดำ หรือสีขาว และยังจะเลือกได้ว่าจะเอาเป็น 6 ที่นั่ง (2+2+2) หรือ 7 ที่นั่ง (2+3+2) ได้อีกด้วย

   ส่วนขุมพลังนั้นแน่นอนว่ารถคันนี้ใช้กำลัง "ไฟฟ้า" เพียวๆในการขับเคลื่อน ซึ่งก็จะมีขุมพลังได้เลือก 2 ระดับ ได้แก่ รุ่น 90D ซึ่งมีพิสัยวิ่งสูงสุดถึง 413 กม. ที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 259 แรงม้า ซึ่งสร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 4.8 วินาที แค่นี้ก็ว่าเร็วแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในเวอร์ชั่น P90D มีพิสัยวิ่งสูงสุด 402 กม. ที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 259 แรงม้าที่ด้านหน้า และติดมอเตอร์ไฟฟ้า 503 แรงม้าที่ด้านหลัง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 3.8 วินาที และความไม่ธรรมดาคือโหมด Ludicrous Speed Package ที่ช่วยอัพสกิลรถคันนี้ขึ้นไปอีก ซึ่งจะทำให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 3.2 วินาทีเท่านั้น เร็วชนิดซูเปอร์คาร์ชั้นนำของโลกต้องอายม้วนไปตามๆกัน กลายเป็นรถอเนกประสงค์ที่เร็วที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

    สำหรับราคานั้นยังไม่มีประกาศออกมา แต่ว่าในรุ่นพิเศษเวอร์ชั่นเปิดตัว P90S "Signature Series" launch version ซึ่งจะเพิ่มแบตเตอรี่ขนาด 90kWh ซึ่งตัวรถจะมีราคาระหว่าง 132,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 142,000 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเพิ่มแพ็คแกจ "Ludicrous Speed Package" ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าภาษีจากรัฐบาลกลางออีก 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ

   Tesla Model X เริ่มส่งมอบแล้วสำหรับลูกค้าที่จองไว้ล่วงหน้า ส่วนใครที่จองตอนนี้บอกเลยว่าน่าจะได้รถในครึ่งปีหลังของปี 2016 ครับ

ที่มา Carscoops
   
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ต่อลมหายใจก่อนลาจาก! Mitsubishi Lancer Minor Change ในตลาดอเมริกาแล้ว

  Mitsubishi Lancer EX ในเมืองไทย แม้จะไม่ได้เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ แต่คนไทยหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่หลงใหลในหน้าตาของมัน ยิ่งในเวอร์ชั่น Evolution ถือว่าโดนใจสุดๆ ทำให้มันยังคงผูกพันกับความรู้สึกของแฟนๆหลายคน พอรู้ข่าวว่าจะเลิกผลิตนั้น ก็ทำให้หลายคนรู้สึกเสียดายมาก

   แต่สำหรับในตลาดอเมริกานั้นที่จะยังคงต่ออายุ Lancer ต่อไปจนกว่าจะเลิกผลิตในปี 2016 ฉะนั้นแล้วทาง Mitsubishi Motors จึงได้ทำการปรับปรุงโฉม Mitsubishi Lancer ที่มีอายุอานามกว่า 8 ปีแล้ว ในอเมริกาอีกครั้งก่อนที่ชื่อของ Lancer จะกลายเป็นแค่ตำนานให้เราได้จดจำต่อไป

   ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในแบบฉบับของอเมริกานั้น ไม่ได้มีการปรับปรุงหน้าตาขนานใหญ่หรือปรับโฉมให้เข้ากับธีม Dynamic Shield เลย แต่เพียงแค่ปรับชุดกระจังหน้าใหม่ให้เชื่อมติดกับไฟหน้าอันเป็นเทรนด์ของรถในยุคนี้ กันชนหน้าก็ได้ออกแบบให้เข้ากับกระจังหน้า พร้อมกรอบไฟตัดหมอก ซึ่งติดตั้งไฟ Daytime Running Lights มาให้ด้วย นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ให้เลือกทั้งขนาด 16 และ 18 นิ้วลายสวยงาม ส่วนด้านท้ายไม่ได้ปรุงแต่งเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มโทนสีใหม่ 2 สีได้แก่ Diamond White Pearl และ Alloy Silver

   ภายในห้องโดยสารนั้นแทบจะไม่มีการตกแต่งมากมาย มีการติดตั้งชุดหน้าจอสัมผัสแบบใหม่พร้อมระบบนำทางและมีพอร์ต USB มาให้ ปรับปรุงปุ่มปรับอากาศใหม่เล็กน้อยนอกจากนี้ยังมีกล้องมองหลังติดตั้งมาให้ และยังปรับปรุงเบาะนั่งกึ่งหนังให้โอบกระชับต่อร่างกายเรามากขึ้น

   สำหรับขุมพลังนั้นทาง Mitsubishi จะมีขุมพลังในอเมริกาให้เลือก 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร MIVEC พละกำลัง 148 แรงม้า และ เบนซิน 2.4 ลิตร MIVEC พละกำลัง 168 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ทางค่าย Mitsubishi บอกว่าได้ปรับปรุงให้ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้น ทำให้การขับขี่สมูทขึ้น มีเสียงรบกวนน้อยลง และทำอัตราเร่งได้ทันใจขึ้น

   ส่วนระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาก็จะมีถุงลมนิรภัย 7 ต่ำแหน่ง ระบบเบรก ABS EBD ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว ASC ระบบป้องกันการลื่นไถล TCL ระบบช่วยตรวจวัดแรงดันลมยาง เป็นต้น

   Mitsubishi Lancer Minor Change มีราคาเริ่มต้นในอเมริกาที่ 17,595 ดอลลาร์ (ประมาณ 642,138 บาท) จนถึง 23,495 ดอลลาร์ (ประมาณ 857,462 บาทไทย) ซึ่งก็ต้องรอดูกันครับว่าในเวอร์ชั่นของตลาดอื่นๆจะมีหน้าตาที่ต่างจากของอเมริกาหรือไม่ ส่วนเมืองไทยนั้นคาดว่าคงยากที่จะเข้ามาขายเพราะทาง Mitsubishi ก็ได้ปล่อยให้ Lancer EX ได้ออกจากตลาดบ้านเราแบบเงียบๆแล้ว
   
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

Like Box