วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2560

Toyota Hilux 2016 โฉมยุโรปผ่านการทดสอบ Moose Test แล้วหลังจากได้รับการปรับปรุงแก้ไข

   เป็นข่าวฉาวมากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาสำหรับ Toyota Hilux เจเนเรชั่นล่าสุดที่ไม่ผ่านการทดสอบหักหลบสิ่งกีดขวาง หรือ Moose Test จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการทดสอบครั้งนั้น


     แต่เมื่อ Toyota รับรู้ถึงผลการทดสอบจึงได้ไปหารือกับสื่อที่ทดสอบอย่าง Teknikens Värld เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและทำการปรับปรุงแก้ไขกระบะของพวกเขา จากนั้นจะนำมาทดสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อ่านรายละเอียดได้ที่ Toyota ปรับปรุงปัญหากระบะ Hilux หลังจากล้มเหลวในการทดสอบ Moose Test


   บัดนี้ Toyota Hilux ได้รับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาแล้ว การทดสอบครั้งใหม่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดการทดสอบขึ้นที่ศูนย์ทดสอบ IDIADA ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของบาร์เซโลนา ปะเทศสเปนซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเออร์ทั้งหลาย โดยมีทีมงานจาก Toyota 10 ชีวิตและทีมงานของ Teknikens Värld  มาร่วมเป็นสักขีพยาน งานนี้นาย Takenari Yamaguchi (ผู้จัดการทั่วไปด้านเทคนิคของ Vehicle Performance Engineering)ได้มาเกริ่นนำถึงการแก้ไขรถในส่วนของระบบควบคุมการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่ และปรับค่าแรงดันลมยางให้สูงขึ้นอีก 0.3 บาร์


   การทดสอบใหม่ครั้งนี้ทาง Toyota ได้นำ Ford Ranger มาเป็นตัวเปรียบเทียบการทดสอบด้วย ซึ่งผลออกมาก็ผ่านมาตรฐานการทดสอบ จากนั้นจึงนำ Toyota Hilux มาทดสอบเปรียบเทียบภายหลัง รถทดสอบกระบะ Toyota จะมีน้ำหนักบรรทุกรวม 3,210 กิโลกรัม การทดสอบที่ความเร็ว 55 กม./ชม. ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเพิ่มความเร็วเป็น 57 กม./ชม. ระบบควบคุมการทรงตัวของรถก็เริ่มทำงาน และยิ่งเพิ่มความเร็วเป็น  59, 61, 63 และ 65 กม./ชม. ระบบควบคุมการทรงตัวยิ่งมาช่วยแก้อาการของรถได้มากขึ้นโดยการลดความเร็วล้อทั้งสี่ และเมื่อไปถึงความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 67 กม./ชม. พวงมาลัยเริ่มทำงานไม่เต็มที่จนแข็งไปชั่วครู่ แต่ก็ยังผ่านการทดสอบมาได้


   ผู้ขับทดสอบ Toyota Hilux คือนาย  Ruben Börjesson ที่เป็นนักขับทดสอบของ Teknikens Värld และวางอุปกรณ์ต่างๆของเขาไว้ข้างหลังรถ เนื่องจากว่าเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าเต็มไปด้วยอุปกรณ์บันทึกผลการทดสอบของ Toyota

  การทดสอบถูกดำเนินหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีอาการยกล้อมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงยืนยันได้แล้วว่า Toyota Hilux ใหม่ผ่านการทดสอบ Moose Test แล้ว โดยมีทีมงานขับทดสอบจาก Teknikens Värld ซึ่งได้แก่ Ruben Börjesson, Linus Pröjtz และ Marcus Engström ร่วมยืนยัน และสรุปได้ว่าระบบควบคุมการทรงตัวช่วยแก้ไขอาการทั้งหมดของรถได้

  อย่างไรก็ตาม Toyota ได้บอกว่า Hilux ที่ได้รับการแก้ไขอาการเป็นเพียงแค่ตัวถัง Double Cab ที่ขายในยุโรปเท่านั้น ซึ่งเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยและแอฟริกาใต้ และยังได้ข้อมูลเพิ่มอีกว่าน้ำหนักรวมในการทดสอบจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคด้วย อย่างในยุโรปจะมีน้ำหนักรวมที่ 3,210 กิโลกรัม ในออสเตรเลีย 3,000 กิโลกรัม ในอาร์เจนติน่า 2,910 กิโลกรัม และประเทศไทย 2,750 กิโลกรัม (น้ำหนักรวมน้อยกว่านั่นหมายถึงน้ำหนักบรรทุกที่น้อยกว่าด้วย)

   ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ Toyota มองเห็นจุดอ่อนของรถ รับรู้และแก้ไขอย่างรวดเร็ว ดีกว่ามานั่งแก้ต่างให้อย่างที่บางคนเขาทำกัน แต่น่าเสียดายที่เขาแก้ไขให้เฉพาะเวอร์ชั่นยุโรปเท่านั้น

ที่มา Teknikens Varld

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

ชม Maxus D90 รถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ Maxus T60 (ว่าที่กระบะ MG)

  ค่าย Maxus ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ SAIC เช่นเดียวกับแบรนด์ MG ล่าสุดได้มีการเปิดตัวรถใหม่ภายในงาน Shanghai Auto Show 2017 นั่นคือ Maxus D90 รถ SUV คันแรกที่ทำตลาดภายใต้แบรนด์ Maxus นั่นเอง

   Maxus D90 คือรถอเนกประสงค์ SUV ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถกระบะ Maxus T60 (กระบะที่จะแปะตรา MG ขายในไทยปีหน้า) หรือจะเรียกง่ายๆแบบฉบับคนไทยก็คือรถ PPV นั่นเอง แต่ใน SUV ตัวนี้จะมีการเปลี่ยนระบบช่วงล่างด้านหลังไปใช้แบบอิสระ จะมากับภายในห้องโดยสารทั้งแบบ 2 และ 3 แถว แพลตฟอร์มของรถคันนี้อาจจะถูกนำไปใช้กับค่ายรถในเครือ SAIC อย่าง Roewe (อ่านว่า โรเว่) และ MG

   ดีไซน์ภายนอกของ Maxus D90 ถือว่าแทบจะถอดแบบมาจากรถต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อปีก่อนหน้านี้เลย และแน่นอนว่ามีความแตกต่างจากกระบะอย่าง Maxus T60 แบบหนังคนละม้วนเลยก็ว่าได้ ภายนอกจะมากับชุดไฟหน้าทรงเรียวแหลม พร้อมกับกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ตรงกลาง 

ดีไซน์กระจังหน้าจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่จำหน่าย อย่างประเทศจีนจะเป็นตะแกรงลายเพชร ส่วนประเทศอื่นจะเป็นแถบเส้นโครเมียมแนวนอน 3 เส้น เส้นสายด้านข้างดูเรียบง่ายแต่หรูหรา เมื่อสวมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ยิ่งทำให้ตัวรถดูดีมาก ด้านท้ายก็มากับโคมไฟท้ายแบบ LED และยังมีหลังคาแก้วแบบ Panoramic Roof มาด้วยเช่นกัน

  ภายในห้องโดยสารจัดว่ามีความหรูหราเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ๆได้เลย ดีไซน์คอนโซลหน้าแอบชวนให้นึกถึงตราใบพัดฟ้าขาว ติดตั้งแผงหน้าปัดแบบดิจิตอล และชุดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ตกแต่งด้วยหนังรอบคันและลายไม้บริเวณแผงประตูเพิ่มความหรูหรา

  สำหรับขุมพลังจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบจากรถตู้ MPV อย่าง Maxus G10 (หรือ MG GV ที่จะมาขายในไทย) มากับพละกำลัง 224 แรงม้า พร้อมแรงบิด 360 นิวตันเมตร และยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 136 แรงม้าและ 150 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทางเลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ

   Maxus D90 จะเริ่มวางขายในประเทศจีนช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยมีคู่แข่งคือ Haval H9 แต่สำหรับตลาดประเทศอื่นๆจะมีคู่แข่งคือ Toyota Fortuner , Mitsubishi Pajero Sport , Ford Everest 

   มารอดูดีกว่าครับว่า ไหนๆ MG ก็จะเอากระบะ Maxus T60 มาขายในไทยปีหน้าแล้ว ทาง MG Thailand จะใจถึงพอเอารถอเนกประสงค์ Maxus D90 มาขายหรือไม่ต้องติดตาม

ที่มา Maxus / Autoreview.ru

Mercedes-Benz S-Class Minor Change ซาลูนหรูปรับใหม่มากด้วยเทคโนโลยี

   ภายในงาน Shanghai Auto Show 2017 ที่จีนแผ่นดินใหญ่ตอนนี้ ก็มีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจจากค่ายรถหรูเยอรมันอย่าง Mercedes-Benz นั่นก็คือ S-Class Minor Change ซาลูนระดับหรูของค่ายที่ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่ในช่วงกลางอายุตลาด


  การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นชัดเจนก็คือ โคมไฟหน้าทรงใหม่แบบ Multibeam LED ซึ่งมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม ไฟหน้าใหม่ที่ดูเพรียวขึ้นทำให้กระจังหน้าของรถดูใหญ่และโดดเด่นกว่าเดิม ในส่วนของกันชนหน้าก็มีการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น มีการเสริมโครเมียมเพิ่มความหรูหรา ยิ่งในรุ่น Maybach จะเสริมโครเมียมมากกว่ารุ่นปกติ รุ่น AMG ก็จะออกแบบกันชนหน้าให้ดูเท่และดุดันซึ่งแอบคล้ายคลึงกับรุ่นน้อง E-Class 


ต่อเนื่องจนถึงด้านท้ายจะมีการปรับปรุงรายละเอียดกันชนท้ายใหม่ ออกแบบรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น โดยเป็นไฟท้ายแบบ LED 3 เส้นสวยงาม นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 17 จนไปถึง 20 นิ้วเลย


   ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็คือจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบดิจิตอล 12.3 นิ้ว ที่แบ่งเป็น 2 จอด้วยกัน มีการออกแบบจอใหม่ให้เหมือนรุ่นน้อง E-Class ที่เปิดตัวไป พวงมาลัยออกแบบทรงใหม่ที่มาพร้อมระบบมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส ควบคุมโดยการกวาดนิ้วเหมือนจิ้มสมาร์ทโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย การตกแต่งภายในห้องโดยสารได้มีการออกแบบการตัดเย็บหนังบุนุ่มรอบคันให้ดูน่ามองมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการใช้โทนสีใหม่ๆในการตกแต่งห้องโดยสาร

และนอกจากระบบนวด ENERGIZING Comfort Control ใน S-Class แล้ว ยังมีการนำเสนอฟังก์ชันใหม่ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกในรถระดับเดียวกัน ซึ่งจะผสานความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันโดยมีระบบปรับอากาศ เบาะนั่ง ระบบปรับอุ่น แสงไฟในห้องโดยสารและบรรยากาศเสียงดนตรี โดยระบบเหล่านี้จะตั้งค่าร่วมกันให้เหมาะสมกับอารมณ์และความต้องการของผู้ขับขี่รถ ผู้ขับขี่สามารถเลือกโปรแกรมนี้ได้ 6 แบบด้วยกัน ได้แก่ Freshness, Warmth, Vitality, Joy, Comfort และ Training ในส่วนระบบหลังสุด Training สามารถแยกย่อยออกไปอีกเป็น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การกระตุ้นกล้ามเนื้อ และความสมดุลของร่างกาย โดยระบบจะใช้เวลาคำนวณเป็นเวลา 10 นาที และจะแสดงผลผ่านหน้าจอสี 


Mercedes-Maybach
   สำหรับขุมพลังของรถนั้น เบื้องต้นจะมีการนำเสนอรุ่น S560 4Matic ที่นำเสนอด้วยเครื่องยนต์ใหม่แบบ V8 ฺBi-Turbo มากับพละกำลัง 469 แรงม้า พร้อมแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร Mercedes-Benz กล่าวว่าเครื่องใหม่นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่อง V8 ที่ประหยัดที่สุดของโลกโดยมีการใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารุ่นเก่า 10% เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง 4 จาก 8 กระบอกสูบ

   สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลจะมีรุ่น S350d 4Matic ความจุ 3.0 ลิตร V6 มากับพละกำลัง 286 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 18.18 กม./ลิตร มีค่าการปล่อยไอเสีย CO2 อยู่ที่ 145 กรัม/กม. ตามด้วยรุ่น S400d 4Matic มากับความจุเครื่องยนต์เท่ากัน แต่มากับพละกำลัง 340 แรงม้า พร้อมแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 17.86 กม./ลิตร มีค่าการปล่อยไอเสีย CO2 อยู่ที่ 147 กรัม/กม. โดยทั้งสองเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับกฎหมายการปล่อยมลพิษในอนาคต (RDE - Real Driving Emissions) อีกด้วย

นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังมีเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ และ Plug-In Hybrid ที่มีระยะทางวิ่งด้วยระบบไฟฟ้า 50 กิโลเมตรรอเปิดตัวในอนาคตด้วย
   
   Mercedes-Benz S-Class ใหม่ได้ยกระดับระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้ก้าวเข้าสู่การขับขี่กึ่งอัตโนมัติมากขึ้น  โดยมีระบบช่วยเหลือการขับขี่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยลดความเร็วเพื่อไม่ให้ประชิดรถคันหน้า DISTRONIC Active Proximity Assist,ระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย Active Steer Assist, ระบบช่วยควบคุมการเปลี่ยนเลน Active Lane Change Assist, ระบบช่วยเหลือเหตุฉุกเฉินและ ระบบเตือนด้วยป้ายจราจรTraffic Sign Assist นอกจากนี้เจ้าของ S-Class ใหม่จะสามารถใช้ฟังก์ชัน Remote Parking Assist เพื่อนำรถไปจอดในพื้นที่จำกัด หรือจอดในโรงรถ โดยควบคุมผ่านทางสมาร์ทโฟนได้

นอกเหนือจากนั้นแล้ว S-Class ใหม่ยังมีฟังก์ชันช่วยให้รถเอียงไปตามการเลี้ยวของรถได้ถึง 2.65 องศา เพื่อลดแรงเหวี่ยงที่จะเข้ามาภายในห้องโดยสาร และยังมีฟังก์ชันการชาร์จแบบไร้สายมาให้ และยังมี ระบบ Multifunction Telephony , Bluetooth handset ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ อีกทั้งยังอัพเดตเครื่องเสียง Burmester 3D ใหม่ด้วย

Mercedes-AMG S63 4MATIC+
  ต่อด้วยที่เวอร์ชั่นแรงอย่าง Mercedes-AMG S63 4MATIC+ และ S65 ก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ๆและเปิดตัวไปพร้อมๆกับ S-Class รุ่นอื่นๆ โดย S63 จะทดแทนเครื่องยนต์ 5.5 ลิตร Biturbo V8  ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ความจุ 4.0 ลิตร Biturbo V8 มากับพละกำลังสูงสุด 612 แรงม้า เพิ่มขึ่น 27 แรงม้าจากรุ่นที่แล้ว พร้อมแรงบิดสูงสุดถึง 900 นิวตัน-เมตรที่ช่วยทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 3.5 วินาที  นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดใหม่ เป็นเกียร์สปอร์ต AMG SPEEDSHIFT MCT  9 สปีดที่ทำงานร่วมกันระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ 

Mercedes-AMG S65
   และเรือธงอย่าง S65 จะมากับเครื่องยนต์ 6.0 ลิตร V12 Biturbo ยังคงมากับพละกำลัง 630 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 1,000 นิวตัน-เมตร 

   สำหรับตัวแรง AMG ทั้งหลายจะมากับท่อไอเสียใหม่ที่ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนได้ปรับปรุงใหม่ให้รองรับการระบบช่วยเอียงตัวรถอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และยังมีมีระบบบังคับเลี้ยวแบบตอบสนองต่อความเร็วอย่างฉับไว (Speed-Sensitive Steering) ระบบเบรคประสิทธิภาพสูง (ลดน้ำหนักwx 20%) และฟังก์ชัน RACE START 

   ดีไซน์ภายนอกได้มีการออกแบบใหม่ให้ดูดุดันมากยิ่งขึ้น ทุกรุ่นจะมากับไฟหน้าแบบ Multibeam LED ออกแบบกันชนหน้าทรงใหม่ให้ดูดุดันน่าเกรงขามซึ่งมีดีไซน์คล้ายคลึงกับปีกเครื่องบินเจ็ท กันชนหลังมีการออกแบบครีบรีดอากาศ Diffuser ใหม่พร้อมท่อคู่ทรงเหลี่ยม ล้อในรุ่น S63 จะมากับขนาด 19 นิ้วเป็นมาตรฐานและรุ่น S65 จะมากับล้อ 20 นิ้ว แบบ 16 ก้าน

 ภายในห้องโดยสารจะมากับชุดเบาะ AMG Power Sports Seats พวงมาลัยพาวเวอร์แบบ 3 ก้านดีไซน์สปอร์ตพร้อมแพดเดิลชิพ มีฟังก์ชันการแสดงผลเครื่องยนต์ อุณหภูมิน้ำมันเกียร์ ความเร่งตามแนววืถีโค้งและความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลางของตัวรถ กำลังเครื่องยนต์ แรงบิด แรงดันลมยางและอื่นๆอีกมากมาย

   Mercedes-Benz S-Class Minor Change น่าจะลงโชว์รูมท้องถิ่นอย่างยุโรปในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ส่วนเมืองไทยน่าจะเปิดตัวตามหลังไม่คลาดกันมากเท่าไหร่นัก สาวกตราดาวต้องติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา Carscoops / Digitaltrends

วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

MG E-Motion Concept อาจเข้าสู่สายการผลิตภายในปี 2020

  ภายหลังการเปิดตัวต้นแบบ MG E-Motion Concept ในงาน Shanghai Auto Show 2017 (อ่านรายละเอียดตัวรถได้ที่ เผยแล้วกับ MG E-Motion Concept ต้นแบบรถสปอร์ตจากแบรนด์ผู้ดี (ภายใต้บริษัทจีน)) ทางบริษัทได้ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะเปิดตัวรถสปอร์ตสู่ตลาดภายในปี 2020


   Matthew Cheyne ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของ MG ประเทศอังกฤษบอกว่า กระแสตอบรับต่อรถต้นแบบคันนี้ถือว่าได้รับความสนใจและได้กระแสอย่างท่วมท้น จึงมีความเป็นไปได้ว่ารถต้นแบบคันนี้จะถูกไฟเขียวให้นำเข้าสู่สายการผลิตจริงเพื่อมาแข่งกับกลุ่มตลาดรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า โดย MG ยังไม่ได้บอกว่า รุ่นผลิตขายจริงหรือ Production Car จะแตกต่างจากรถต้นแบบที่เห็นอยู่นี้มากแค่ไหน

  รายละเอียดขุมพลังคร่าวๆก็คือ รถสปอร์ตคันนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่เกิน 4 วินา่ที และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กม.

  ทั้งนี้ก็ต้องจับตาความคืบหน้ากันต่อไปครับ แต่ที่แน่ๆตอนนี้โอกาสที่จะได้เห็นรถสปอร์ตจาก MG อีกครั้งถือว่ามีมากพอสมควรเลย

ที่มา Carscoops

Lexus NX Minor Change ปรับโฉมและปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น

  ค่ายรถหรูแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Lexus ได้ทำการปรับโฉมให้กับอเนกประสงค์ยอดนิยมอย่าง NX ที่เดินทางมาถึงช่วงกลางอายุตลาดแล้ว แม้ว่าการปรับโฉมจะไม่ได้ปรับเยอะๆมากนักแต่ Lexus ก็ให้คำมั่นว่า NX ใหม่จะมีความสะดุดตามากขึ้นแน่นอน

  ภายนอกมากับชุดไฟหน้าที่ออกแบบรายละเอียดใหม่และไฟ Daylight แบบ LED ทรงบูมเมอแรงเหมือนเดิม มีการออกแบบรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง RX ส่วนรุ่นตกแต่งอย่าง F-Sport ก็ได้มีการปรับรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ให้ดูโดดเด่นขึ้นเช่นกัน กันชนหน้ามีการออกแบบใหม่ให้ดูมีลูกเล่นน่ามองมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายมีการปรับปรุงรายละเอียดไฟท้ายใหม่และกันชนท้ายใหม่ให้ดูสะดุดตากว่าเดิม นอกจากนี้ทุกรุ่นจะมากับล้ออัลลอยลายใหม่ด้วย

   ภายในห้องโดยสารยังคงตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงเหมือนเดิม การออกแบบยังคงเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงคือชุดหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งลดปุ่มควบคุมบริเวณกลางแดชบอร์ดรถเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

   สำหรับขุมพลังนั้น ในรุ่น NX200t ถูกเรียกขานใหม่ในชื่อ NX300 ซึ่งมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จเหมือนเดิม และอีกรุ่นก็คือ NX300h ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

  แม้เครื่องยนต์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่ Lexus ก็เน้นการปรับปรุงในจุดอื่น โดยปรับปรุงในส่วนของระบบกันสะเทือนใหม่ ในส่วนของสปริง เหล็กกันโคลงและบุช เพื่อตอบสนองในการเลี้ยวหรือเข้าโค้งได้ดีขึ้น และยังปรับปรุงในส่วนของโช็คอัพใหม่เพื่อรองรับการขับขี่ที่ดีขึ้นจากที่โดนตำหนิในรุ่นก่อนหน้านี้มา นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติ Adaptive Variable Suspension เหมือนในสปอร์ต LC500 ซึ่งช่วยปรับแรงกดและลดแรงกระแทกได้ถึง 650 ครั้ง

   Lexus NX Minor Change ยังไม่มีการประกาศราคาค่าตัวออกมาตอนนี้ ส่วนจะมีการนำเข้ามาขายในไทยเมื่อไหร่ก็ต้องรอติดตามต่อไปครับ

ที่มา Carscoops
   

Like Box