เป็นข่าวฉาวมากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาสำหรับ Toyota Hilux เจเนเรชั่นล่าสุดที่ไม่ผ่านการทดสอบหักหลบสิ่งกีดขวาง หรือ Moose Test จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการทดสอบครั้งนั้น
แต่เมื่อ Toyota รับรู้ถึงผลการทดสอบจึงได้ไปหารือกับสื่อที่ทดสอบอย่าง Teknikens Värld เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและทำการปรับปรุงแก้ไขกระบะของพวกเขา จากนั้นจะนำมาทดสอบซ้ำอีกครั้งหนึ่ง อ่านรายละเอียดได้ที่ Toyota ปรับปรุงปัญหากระบะ Hilux หลังจากล้มเหลวในการทดสอบ Moose Test
บัดนี้ Toyota Hilux ได้รับการปรับปรุงแก้ไขปัญหาแล้ว การทดสอบครั้งใหม่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดการทดสอบขึ้นที่ศูนย์ทดสอบ IDIADA ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของบาร์เซโลนา ปะเทศสเปนซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเออร์ทั้งหลาย โดยมีทีมงานจาก Toyota 10 ชีวิตและทีมงานของ Teknikens Värld มาร่วมเป็นสักขีพยาน งานนี้นาย Takenari Yamaguchi (ผู้จัดการทั่วไปด้านเทคนิคของ Vehicle Performance Engineering)ได้มาเกริ่นนำถึงการแก้ไขรถในส่วนของระบบควบคุมการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่ และปรับค่าแรงดันลมยางให้สูงขึ้นอีก 0.3 บาร์
การทดสอบใหม่ครั้งนี้ทาง Toyota ได้นำ Ford Ranger มาเป็นตัวเปรียบเทียบการทดสอบด้วย ซึ่งผลออกมาก็ผ่านมาตรฐานการทดสอบ จากนั้นจึงนำ Toyota Hilux มาทดสอบเปรียบเทียบภายหลัง รถทดสอบกระบะ Toyota จะมีน้ำหนักบรรทุกรวม 3,210 กิโลกรัม การทดสอบที่ความเร็ว 55 กม./ชม. ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเพิ่มความเร็วเป็น 57 กม./ชม. ระบบควบคุมการทรงตัวของรถก็เริ่มทำงาน และยิ่งเพิ่มความเร็วเป็น 59, 61, 63 และ 65 กม./ชม. ระบบควบคุมการทรงตัวยิ่งมาช่วยแก้อาการของรถได้มากขึ้นโดยการลดความเร็วล้อทั้งสี่ และเมื่อไปถึงความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 67 กม./ชม. พวงมาลัยเริ่มทำงานไม่เต็มที่จนแข็งไปชั่วครู่ แต่ก็ยังผ่านการทดสอบมาได้
ผู้ขับทดสอบ Toyota Hilux คือนาย Ruben Börjesson ที่เป็นนักขับทดสอบของ Teknikens Värld และวางอุปกรณ์ต่างๆของเขาไว้ข้างหลังรถ เนื่องจากว่าเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าเต็มไปด้วยอุปกรณ์บันทึกผลการทดสอบของ Toyota
การทดสอบถูกดำเนินหลายครั้ง แต่ก็ไม่มีอาการยกล้อมาให้เห็นแม้แต่นิดเดียว ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงยืนยันได้แล้วว่า Toyota Hilux ใหม่ผ่านการทดสอบ Moose Test แล้ว โดยมีทีมงานขับทดสอบจาก Teknikens Värld ซึ่งได้แก่ Ruben Börjesson, Linus Pröjtz และ Marcus Engström ร่วมยืนยัน และสรุปได้ว่าระบบควบคุมการทรงตัวช่วยแก้ไขอาการทั้งหมดของรถได้
อย่างไรก็ตาม Toyota ได้บอกว่า Hilux ที่ได้รับการแก้ไขอาการเป็นเพียงแค่ตัวถัง Double Cab ที่ขายในยุโรปเท่านั้น ซึ่งเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยและแอฟริกาใต้ และยังได้ข้อมูลเพิ่มอีกว่าน้ำหนักรวมในการทดสอบจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคด้วย อย่างในยุโรปจะมีน้ำหนักรวมที่ 3,210 กิโลกรัม ในออสเตรเลีย 3,000 กิโลกรัม ในอาร์เจนติน่า 2,910 กิโลกรัม และประเทศไทย 2,750 กิโลกรัม (น้ำหนักรวมน้อยกว่านั่นหมายถึงน้ำหนักบรรทุกที่น้อยกว่าด้วย)
ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ Toyota มองเห็นจุดอ่อนของรถ รับรู้และแก้ไขอย่างรวดเร็ว ดีกว่ามานั่งแก้ต่างให้อย่างที่บางคนเขาทำกัน แต่น่าเสียดายที่เขาแก้ไขให้เฉพาะเวอร์ชั่นยุโรปเท่านั้น
ที่มา Teknikens Varld
VIDEO
ค่าย Maxus ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ SAIC เช่นเดียวกับแบรนด์ MG ล่าสุดได้มีการเปิดตัวรถใหม่ภายในงาน Shanghai Auto Show 2017 นั่นคือ Maxus D90 รถ SUV คันแรกที่ทำตลาดภายใต้แบรนด์ Maxus นั่นเอง
Maxus D90 คือรถอเนกประสงค์ SUV ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถกระบะ Maxus T60 (กระบะที่จะแปะตรา MG ขายในไทยปีหน้า) หรือจะเรียกง่ายๆแบบฉบับคนไทยก็คือรถ PPV นั่นเอง แต่ใน SUV ตัวนี้จะมีการเปลี่ยนระบบช่วงล่างด้านหลังไปใช้แบบอิสระ จะมากับภายในห้องโดยสารทั้งแบบ 2 และ 3 แถว แพลตฟอร์มของรถคันนี้อาจจะถูกนำไปใช้กับค่ายรถในเครือ SAIC อย่าง Roewe (อ่านว่า โรเว่) และ MG
ดีไซน์ภายนอกของ Maxus D90 ถือว่าแทบจะถอดแบบมาจากรถต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อปีก่อนหน้านี้เลย และแน่นอนว่ามีความแตกต่างจากกระบะอย่าง Maxus T60 แบบหนังคนละม้วนเลยก็ว่าได้ ภายนอกจะมากับชุดไฟหน้าทรงเรียวแหลม พร้อมกับกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ตรงกลาง
ดีไซน์กระจังหน้าจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่จำหน่าย อย่างประเทศจีนจะเป็นตะแกรงลายเพชร ส่วนประเทศอื่นจะเป็นแถบเส้นโครเมียมแนวนอน 3 เส้น เส้นสายด้านข้างดูเรียบง่ายแต่หรูหรา เมื่อสวมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ยิ่งทำให้ตัวรถดูดีมาก ด้านท้ายก็มากับโคมไฟท้ายแบบ LED และยังมีหลังคาแก้วแบบ Panoramic Roof มาด้วยเช่นกัน
ภายในห้องโดยสารจัดว่ามีความหรูหราเทียบเท่าแบรนด์ใหญ่ๆได้เลย ดีไซน์คอนโซลหน้าแอบชวนให้นึกถึงตราใบพัดฟ้าขาว ติดตั้งแผงหน้าปัดแบบดิจิตอล และชุดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12 นิ้ว ตกแต่งด้วยหนังรอบคันและลายไม้บริเวณแผงประตูเพิ่มความหรูหรา
สำหรับขุมพลังจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบจากรถตู้ MPV อย่าง Maxus G10 (หรือ MG GV ที่จะมาขายในไทย) มากับพละกำลัง 224 แรงม้า พร้อมแรงบิด 360 นิวตันเมตร และยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 136 แรงม้าและ 150 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทางเลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ
Maxus D90 จะเริ่มวางขายในประเทศจีนช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยมีคู่แข่งคือ Haval H9 แต่สำหรับตลาดประเทศอื่นๆจะมีคู่แข่งคือ Toyota Fortuner , Mitsubishi Pajero Sport , Ford Everest
มารอดูดีกว่าครับว่า ไหนๆ MG ก็จะเอากระบะ Maxus T60 มาขายในไทยปีหน้าแล้ว ทาง MG Thailand จะใจถึงพอเอารถอเนกประสงค์ Maxus D90 มาขายหรือไม่ต้องติดตาม
ที่มา Maxus / Autoreview.ru
ภายหลังการเปิดตัวต้นแบบ MG E-Motion Concept ในงาน Shanghai Auto Show 2017 (อ่านรายละเอียดตัวรถได้ที่ เผยแล้วกับ MG E-Motion Concept ต้นแบบรถสปอร์ตจากแบรนด์ผู้ดี (ภายใต้บริษัทจีน) ) ทางบริษัทได้ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะเปิดตัวรถสปอร์ตสู่ตลาดภายในปี 2020
Matthew Cheyne ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดของ MG ประเทศอังกฤษบอกว่า กระแสตอบรับต่อรถต้นแบบคันนี้ถือว่าได้รับความสนใจและได้กระแสอย่างท่วมท้น จึงมีความเป็นไปได้ว่ารถต้นแบบคันนี้จะถูกไฟเขียวให้นำเข้าสู่สายการผลิตจริงเพื่อมาแข่งกับกลุ่มตลาดรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า โดย MG ยังไม่ได้บอกว่า รุ่นผลิตขายจริงหรือ Production Car จะแตกต่างจากรถต้นแบบที่เห็นอยู่นี้มากแค่ไหน
รายละเอียดขุมพลังคร่าวๆก็คือ รถสปอร์ตคันนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่เกิน 4 วินา่ที และสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 500 กม.
ทั้งนี้ก็ต้องจับตาความคืบหน้ากันต่อไปครับ แต่ที่แน่ๆตอนนี้โอกาสที่จะได้เห็นรถสปอร์ตจาก MG อีกครั้งถือว่ามีมากพอสมควรเลย
ที่มา Carscoops
ค่ายรถหรูแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Lexus ได้ทำการปรับโฉมให้กับอเนกประสงค์ยอดนิยมอย่าง NX ที่เดินทางมาถึงช่วงกลางอายุตลาดแล้ว แม้ว่าการปรับโฉมจะไม่ได้ปรับเยอะๆมากนักแต่ Lexus ก็ให้คำมั่นว่า NX ใหม่จะมีความสะดุดตามากขึ้นแน่นอน
ภายนอกมากับชุดไฟหน้าที่ออกแบบรายละเอียดใหม่และไฟ Daylight แบบ LED ทรงบูมเมอแรงเหมือนเดิม มีการออกแบบรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับรุ่นพี่อย่าง RX ส่วนรุ่นตกแต่งอย่าง F-Sport ก็ได้มีการปรับรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ให้ดูโดดเด่นขึ้นเช่นกัน กันชนหน้ามีการออกแบบใหม่ให้ดูมีลูกเล่นน่ามองมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายมีการปรับปรุงรายละเอียดไฟท้ายใหม่และกันชนท้ายใหม่ให้ดูสะดุดตากว่าเดิม นอกจากนี้ทุกรุ่นจะมากับล้ออัลลอยลายใหม่ด้วย
ภายในห้องโดยสารยังคงตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงเหมือนเดิม การออกแบบยังคงเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงคือชุดหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งลดปุ่มควบคุมบริเวณกลาง แดชบอร์ดรถเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น
สำหรับขุมพลังนั้น ในรุ่น NX200t ถูกเรียกขานใหม่ในชื่อ NX300 ซึ่งมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จเหมือนเดิม และอีกรุ่นก็คือ NX300h ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน
แม้เครื่องยนต์จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่ Lexus ก็เน้นการปรับปรุงในจุดอื่น โดยปรับปรุงในส่วนของระบบกันสะเทือนใหม่ ในส่วนของสปริง เหล็กกันโคลงและบุช เพื่อตอบสนองในการเลี้ยวหรือเข้าโค้งได้ดีขึ้น และยังปรับปรุงในส่วนของโช็คอัพใหม่เพื่อรองรับการขับขี่ที่ดีขึ้นจากที่โดนตำหนิในรุ่นก่อนหน้านี้มา นอกจากนี้ยังมีการใส่ระบบช่วงล่างแบบปรับอัตโนมัติ Adaptive Variable Suspension เหมือนในสปอร์ต LC500 ซึ่งช่วยปรับแรงกดและลดแรงกระแทกได้ถึง 650 ครั้ง
Lexus NX Minor Change ยังไม่มีการประกาศราคาค่าตัวออกมาตอนนี้ ส่วนจะมีการนำเข้ามาขายในไทยเมื่อไหร่ก็ต้องรอติดตามต่อไปครับ
ที่มา Carscoops