Hyundai H-1 ในตลาดประเทศเกาหลีใต้นั้นจะทำตลาดในชื่อ Grand Starex แต่สำหรับตลาดไทยชื่อนี้คือเวอร์ชั่นที่ยกระดับความหรูของ Hyundai H-1 ขึ้นไปอีกระดับ และล่าสุดที่เกาหลีใต้ก็มีการปรับโฉมหน้าครั้งใหญ่ให้กับ Grand Starex อีกแล้ว แม้ว่าโฉมนี้จะวางขายมาทศวรรษหนึ่งแล้วก็ตาม
Hyundai Grand Starex ในเกาหลีใต้จะมี 2 รูปแบบ ก็คือรุ่นพื้นฐาน (คันสีเงิน) และ Urban (คันสีน้ำตาล)
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อยู่ที่ใบหน้าของรถที่มีการออกแบบตามยุคสมัยใหม่ของ Hyundai มากับไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์ที่วางตามแนวยาว กระจังหน้ามีขนาดใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมมีการเสริมลูกเล่นให้เส้นสายกระจังหน้าเชื่อมติดกับไฟหน้า นอกจากนี้ก็ยังมีการออกแบบกันชนหน้าใหม่ให้รับกับกระจังหน้าด้วยเช่นกัน กระจกมองข้างมีการเปลี่ยนทรวดทรงใหม่ ดีไซน์ตัวถังก็ยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มีการออกแบบรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่แบบ LED นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วด้วย ส่วนรุ่นพื้นฐานจะได้หน้าใหม่เหมือนกันแต่เป็นไฟหน้าฮาโลเจน ไฟท้ายเดิม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงการออกแบบภายในครั้งใหญ่ให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น (รุ่นรองๆลงมาจะใช้คอนโซลเดิม) มากับพวงมาลัยทรงใหม่ คอนโซลหน้าใหม่ที่มีการบุหนังนุ่มๆพร้อมเดินด้ายตะเข็บเพิ่มความหรูหรา ออกแบบช่องแอร์ทรงใหม่ในรูปแบบแนวนอน ตรงกลางคอนโซลติดตั้งชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่ออกแบบให้ดูลอยๆเหนือคอนโซล นอกจากนี้ยังออกแบบปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใหม่ หัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งภายในด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ม
ขุมพลังนั้น Hyundai H-1/Grand Starex ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร CRDi ที่มีพละกำลัง 2 ระดับ ได้แก่ 140 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 353 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และพละกำลัง 175 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 451 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ในตลาดเกาหลีใต้มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ
ระบบความปลอดภัยของรถก็จะมีการติดตั้งระบบเบรก ABS EBD BAS , ระบบควบคุมการทรงตัว , ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน , เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง , ไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน , ระบบเตือนแรงดันลมยาง , ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและหัวเข่าคนขับ นอกจากนี้ Hyundai ยังมีการปรับปรุงการเก็บเสียงภายในของรถให้มีความเงียบมากขึ้นด้วย
Hyundai Grand Starex ของเกาหลีมีราคาค่าตัวดังนี้
- รุ่นพื้นฐาน ราคาเริ่มต้นที่ 21,100,000-27,500,000 เยน (ราวๆ 639,305-833,217 บาทไทย)
- รุ่น Urban ราคาเริ่มต้นที่ 27,000,000-27,500,000 เยน (ราวๆ 818,069-913,510 บาทไทย)
สุดท้ายนี้มารอดูกันครับว่า Hyundai H-1 และ Grand Starex จะทำการ Minor Change ตามเกาหลีใต้เมื่อไหร่ ต้องติดตามชม
ที่มา Hyundai Korea 1 / 2
อัพเดตข่าวรถใหม่ 2022-2023 เกาะติดทุกความเคลื่อนไหวในวงการยานยนต์เมืองไทยและต่างประเทศ
วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ยืนยันแล้ว! Ford Ranger Raptor เตรียมเปิดตัวในไทยวันที่ 7 ก.พ. ปีหน้า
ใกล้การเปิดตัวเข้ามาเต็มที่แล้วสำหรับกระบะ Ford Ranger Raptor ที่ถือว่าเป็นกระบะระดับตัวท็อปสุดของตระกูล Ranger เลยก็ว่าได้ ล่าสุดได้รับการยืนยันจากสื่อหลายสำนักแล้วว่าจะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่กรุงเทพ ประเทศไทย ภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2018
แน่นอนว่า Ford Ranger Raptor จะวางตำแหน่งทางการตลาดที่สูงกว่า Wildtrak อย่างแน่นอน การตกแต่งรูปโฉมภายนอกนั้นจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากพี่ใหญ่ที่ขายในอเมริกาอย่าง Ford F-150 Raptor ที่ขายดีมากในตลาดสหรัฐ เชื่อว่า Ford คงมองถึงจุดนี้จึงทำให้พวกเขาได้ถ่ายทอดความแข็งแกร่งและความเท่จากรุ่นพี่ F-150 มาสู่รุ่นน้องอย่าง Ranger ด้วย
ภายนอกเท่าที่เห็นจะมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ให้ดูแข็งแกร่งและมีความเป็นออฟโรดมากขึ้น ออกแบบซุ้มล้อให้ใหญ่โตกว่ารุ่นปกติและยกตัวถังให้สูงขึ้น ขยายความกว้างในช่วงล้อหน้าและหลัง ทำให้รถดูใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นปกติพอสมควร นอกจากนี้คาดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในส่วนของระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อรองรับการลุยและเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นยังไม่มีภาพการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ออกมา
แต่ที่แน่ๆตอนนี้สามารถยืนยันได้ชัดแล้วว่า Ford Ranger Raptor จะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 แบบด้วยกัน ซึ่งอ้างอิงจากคลิปทีเซอร์ที่ปล่อยมาล่าสุด โดยมีโหมดต่างๆดังนี้
- โหมด Normal ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน
- โหมด Street ใช้ในการขับขี่ทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็ว
- โหมด Weather ใช้ในการขับขี่พื้นที่สภาพอากาศฝนตกหรือหิมะ
- โหมด Mud and Sand ใช้ในการลุยเส้นทางดินและทราย
- โหมด Baja ใช้ในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วบนพื้นทราย
- โหมด Rock Crawl ใช้ในการขับขี่บนเส้นทางที่มีโขดหิน
ขุมพลังนั้นมีข่าวคร่าวว่าจะมากับเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่แบบ Ecoblue ซึ่งมีชื่อตระกูลให้เรียกเล่นๆว่า "แพนเธอร์ (Panther)" โดยจะมีขุมพลัง 2 แบบ ได้แก่
- เครื่องดีเซลความจุ 2.0 ลิตรแบบเทอร์โบเดี่ยว พละกำลังประมาณ 180-190 แรงม้า
- เครื่องดีเซลความจุ 2.0 ลิตรแบบเทอร์โบคู่ พละกำลังประมาณ 213 แรงม้า
ระบบส่งกำลังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
แน่นอนว่า Ford Ranger Raptor จะวางตำแหน่งทางการตลาดที่สูงกว่า Wildtrak อย่างแน่นอน การตกแต่งรูปโฉมภายนอกนั้นจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากพี่ใหญ่ที่ขายในอเมริกาอย่าง Ford F-150 Raptor ที่ขายดีมากในตลาดสหรัฐ เชื่อว่า Ford คงมองถึงจุดนี้จึงทำให้พวกเขาได้ถ่ายทอดความแข็งแกร่งและความเท่จากรุ่นพี่ F-150 มาสู่รุ่นน้องอย่าง Ranger ด้วย
ภายนอกเท่าที่เห็นจะมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ให้ดูแข็งแกร่งและมีความเป็นออฟโรดมากขึ้น ออกแบบซุ้มล้อให้ใหญ่โตกว่ารุ่นปกติและยกตัวถังให้สูงขึ้น ขยายความกว้างในช่วงล้อหน้าและหลัง ทำให้รถดูใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นปกติพอสมควร นอกจากนี้คาดว่าน่าจะมีการปรับปรุงในส่วนของระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อรองรับการลุยและเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นยังไม่มีภาพการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ออกมา
แต่ที่แน่ๆตอนนี้สามารถยืนยันได้ชัดแล้วว่า Ford Ranger Raptor จะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 แบบด้วยกัน ซึ่งอ้างอิงจากคลิปทีเซอร์ที่ปล่อยมาล่าสุด โดยมีโหมดต่างๆดังนี้
- โหมด Normal ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน
- โหมด Street ใช้ในการขับขี่ทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็ว
- โหมด Weather ใช้ในการขับขี่พื้นที่สภาพอากาศฝนตกหรือหิมะ
- โหมด Mud and Sand ใช้ในการลุยเส้นทางดินและทราย
- โหมด Baja ใช้ในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วบนพื้นทราย
- โหมด Rock Crawl ใช้ในการขับขี่บนเส้นทางที่มีโขดหิน
ขุมพลังนั้นมีข่าวคร่าวว่าจะมากับเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่แบบ Ecoblue ซึ่งมีชื่อตระกูลให้เรียกเล่นๆว่า "แพนเธอร์ (Panther)" โดยจะมีขุมพลัง 2 แบบ ได้แก่
- เครื่องดีเซลความจุ 2.0 ลิตรแบบเทอร์โบเดี่ยว พละกำลังประมาณ 180-190 แรงม้า
- เครื่องดีเซลความจุ 2.0 ลิตรแบบเทอร์โบคู่ พละกำลังประมาณ 213 แรงม้า
ระบบส่งกำลังมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
![]() |
| ขึ้นหน้าเว็บแบบนี้ ยืนยันว่ามาไทยแน่นอน! |
ส่วนราคาค่าตัวนั้นยังไม่ทราบเพราะรถยังไม่เปิดตัว แต่คิดว่าน่าจะมีราคาที่แพงแน่นอน แต่จะมีทีเด็ดอะไรนอกเหนือจากที่กล่าวมาหรือไม่ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ปีหน้า รู้กัน!
ภาพจากคลิปที่เพจ Ford Australia
วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ชมภาพ Honda Insight โฉมต้นแบบ Prototype ก่อนเปิดตัวที่สหรัฐต้นปีหน้า
หลายท่านน่าจะรู้จัก Honda Insight ในฐานะรถแฮตซ์แบ็ค 5 ประตูพลังงานไฮบริดคู่แข่งของ Toyota Prius มาถึงตอนนี้มันก็ได้เวลาสำหรับการเปลี่ยนโฉมใหม่แล้ว และล่าสุดทาง Honda ก็ได้ปล่อยภาพของ Honda Insight เจเนเรชั่นใหม่ออกมาแล้วในรูปแบบของรถ Prototype (รถต้นแบบก่อนการผลิตจริง) ก่อนเปิดตัวที่ดีทรอยต์ต้นปีหน้า
เมื่อดูภายนอกแล้วจะพบว่าตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ Civic โฉมล่าสุดแต่มีการปรับดีไซน์ด้านหน้าและท้ายให้มีความแตกต่างกันเสมือนเป็นรถคนละคัน นั่นหมายความว่า Insight โฉมใหม่จะพลิกโฉมจากเดิมที่เป็นทรงแฮตซ์แบ็ค 5 ประตูกลายเป็นซีดาน 4 ประตู 5 ที่นั่งแทน
ดีไซน์ด้านหน้านั้นเห็นได้ชัดเลยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Honda Accord โฉมล่าสุดมาเต็มๆ จะมากับไฟหน้าแบบ LED ทรงเรียวยาว พร้อมกระจังหน้าที่มีแถบโครเมี่ยมลากยาวไปทะลุไฟหน้า กันชนหน้าออกแบบให้ดูทันสมัยและรับกับกระจังหน้าได้เป็นอย่างดี
และด้วยความที่ใช้โครงสร้างเดียวกับ Civic FC ทำให้ Insight เจเนเรชั่นใหม่จะมีรูปโฉมที่ดูสปอร์ตดุดันมากกว่าเดิม มีเส้นแนวหลังคาที่ดูโค้งและช่วงท้ายที่ดูลาดเอียงเหมือนรถคูเป้ ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบโคมไฟท้ายแบบ LED วางตามแนวยาว ซึ่งมีความแตกต่างจากต้นแบบฉบับอย่าง Civic FC ชัดเจน
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบคอนโซลหน้าให้แตกต่างจาก Civic โดยมากับพวงมาลัยทรงใหม่ ช่องแอร์ทรงใหม่ ชุดมาตรวัดแบบใหม่ และออกแบบให้หน้าจอสัมผัสดูโดดเด่นขึ้นมาจากเดิม นอกจากนี้ยังออกแบบบริเวณฐานเกียร์ใหม่ และใช้เกียร์ปุ่มคล้ายๆของ CR-V รุ่นดีเซลในไทย
Honda Insight โฉมใหม่จะขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริดที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ซึ่งทาง Honda กล่าวว่าจะทำให้รถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กับคู่แข่งรายอื่นๆในตลาด
Henio Arcangeli Jr. ผู้บริหารของ Honda บอกว่า "ด้วยรูปโฉมที่ดูน่าเกรงขามและพลิ้วไหวมากขึ้น พื่นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และมีสมรรถนะดีที่สุดในกลุ่ม Insight เจเนเรชั่นใหม่จะช่วยเป็นแนวทางของ Honda ในการสร้างรถพลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการต่อลูกค้าได้หลากหลาย"
Henio Arcangeli Jr. ยังกล่าวเสริมว่าภายในงาน North American International Auto Show 2017 ที่ผ่านมา ทาง Honda ได้ประกาศนโยบายการสร้างรถพลังงานไฟฟ้าของค่าย และ Honda เองต้องการให้ยอดขายจาก 2 ใน 3 ของ Honda ทั่วโลกเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 ซึ่ง Honda Insight ที่จะเปิดตัวภายในปี 2018 จะเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว
ที่มา Carscoops
เมื่อดูภายนอกแล้วจะพบว่าตัวรถถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานเดียวกับ Civic โฉมล่าสุดแต่มีการปรับดีไซน์ด้านหน้าและท้ายให้มีความแตกต่างกันเสมือนเป็นรถคนละคัน นั่นหมายความว่า Insight โฉมใหม่จะพลิกโฉมจากเดิมที่เป็นทรงแฮตซ์แบ็ค 5 ประตูกลายเป็นซีดาน 4 ประตู 5 ที่นั่งแทน
ดีไซน์ด้านหน้านั้นเห็นได้ชัดเลยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Honda Accord โฉมล่าสุดมาเต็มๆ จะมากับไฟหน้าแบบ LED ทรงเรียวยาว พร้อมกระจังหน้าที่มีแถบโครเมี่ยมลากยาวไปทะลุไฟหน้า กันชนหน้าออกแบบให้ดูทันสมัยและรับกับกระจังหน้าได้เป็นอย่างดี
และด้วยความที่ใช้โครงสร้างเดียวกับ Civic FC ทำให้ Insight เจเนเรชั่นใหม่จะมีรูปโฉมที่ดูสปอร์ตดุดันมากกว่าเดิม มีเส้นแนวหลังคาที่ดูโค้งและช่วงท้ายที่ดูลาดเอียงเหมือนรถคูเป้ ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบโคมไฟท้ายแบบ LED วางตามแนวยาว ซึ่งมีความแตกต่างจากต้นแบบฉบับอย่าง Civic FC ชัดเจน
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบคอนโซลหน้าให้แตกต่างจาก Civic โดยมากับพวงมาลัยทรงใหม่ ช่องแอร์ทรงใหม่ ชุดมาตรวัดแบบใหม่ และออกแบบให้หน้าจอสัมผัสดูโดดเด่นขึ้นมาจากเดิม นอกจากนี้ยังออกแบบบริเวณฐานเกียร์ใหม่ และใช้เกียร์ปุ่มคล้ายๆของ CR-V รุ่นดีเซลในไทย
Honda Insight โฉมใหม่จะขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริดที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ซึ่งทาง Honda กล่าวว่าจะทำให้รถมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กับคู่แข่งรายอื่นๆในตลาด
Henio Arcangeli Jr. ผู้บริหารของ Honda บอกว่า "ด้วยรูปโฉมที่ดูน่าเกรงขามและพลิ้วไหวมากขึ้น พื่นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง และมีสมรรถนะดีที่สุดในกลุ่ม Insight เจเนเรชั่นใหม่จะช่วยเป็นแนวทางของ Honda ในการสร้างรถพลังงานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการต่อลูกค้าได้หลากหลาย"
Henio Arcangeli Jr. ยังกล่าวเสริมว่าภายในงาน North American International Auto Show 2017 ที่ผ่านมา ทาง Honda ได้ประกาศนโยบายการสร้างรถพลังงานไฟฟ้าของค่าย และ Honda เองต้องการให้ยอดขายจาก 2 ใน 3 ของ Honda ทั่วโลกเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 ซึ่ง Honda Insight ที่จะเปิดตัวภายในปี 2018 จะเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว
ที่มา Carscoops
ชมภาพรถทดสอบ All-New Ford Focus ทั้งตัวถัง Hatchback และ Sedan กับสัดส่วนตัวถังที่ชัดเจนชิ้น
น่าจะเป็นช่วงท้ายๆของการทดสอบรถคอมแพ็กต์คาร์จากค่ายวงรีสีเงินอย่าง Ford Focus เจเนเรชั่นใหม่ ที่คราวนี้เราจะได้เห็นภาพรถทดสอบที่ยังคงพรางตัวอยู่ แต่ได้เปิดเผยสัดส่วนของตัวรถที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้เราพอจินตนาการได้เลยว่า All-New Ford Focus จะมีดีไซน์เป็นไปในทิศทางไหน
การออกแบบของ All-New Ford Focus ทั้งตัวถัง Hatchback และ Sedan จะมีดีไซน์ที่มีความโค้งมนและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น จากเดิมที่ดูสวยแบบเรียบๆ ด้านหน้าจะเห็นว่าได้แนวการออกแบบใหม่เหมือนใน Ford Fiesta โฉมล่าสุด จะเห็นไฟหน้าที่ดูสั้นลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับกันชนที่ดูทันสมัยกว่าเดิม
ใน Focus โฉมนี้ทั้ง 2 รูปแบบตัวถังจะมีการตัดกระจกโอเปร่าออก และมีการออกแบบให้ใช้ประตูหลังบานเดียวกันเหมือนใน Mazda 3 (ยกเว้นตัวถัง Wagon) กรอบประตูรถออกแบบให้มีความโค้งมนมากขึ้นกว่าเดิม
ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้ายทรงใหม่จากเดิมที่เป็นก้อน คราวนี้มาเป็นไฟท้ายทรงเรียววางตามแนวนอน ซึ่งก็ถือว่าดูสวยและทันสมัยกว่าเดิม
ส่วนภาพภายในห้องโดยสารยังไม่มีภาพหลุดใหม่ๆออกมา แต่ก็ยังคงเห็นภาพเดิมซึ่งทำให้เราเห็นว่าแนวการออกแบบภายในจะคล้ายคลึงกับ Fiesta ใหม่ มีการติดตั้งจอทรงคล้ายแท็บเล็ตเหนือช่องแอร์
เห็นเผยให้เห็นชัดขนาดนี้นั่นก็แปลว่าใกล้ถึงเวลาเปิดตัวแล้ว คาดว่า All-New Ford Focus จะมีการเปิดตัวต่อสาธารณชนภายในช่วงต้นปีหน้า ส่วนเมืองไทยนั้นจะมีโอกาสได้สัมผัสหรือไม่นั้น เราก็ยังไม่ทราบได้เพราะยอดขายปัจจุบันก็ค่อนข้างร่อแร่ เอาเป็นว่าสาวกก็ลุ้นกันต่อไปครับ
ภาพจาก Motor1 / Motorauthority
การออกแบบของ All-New Ford Focus ทั้งตัวถัง Hatchback และ Sedan จะมีดีไซน์ที่มีความโค้งมนและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น จากเดิมที่ดูสวยแบบเรียบๆ ด้านหน้าจะเห็นว่าได้แนวการออกแบบใหม่เหมือนใน Ford Fiesta โฉมล่าสุด จะเห็นไฟหน้าที่ดูสั้นลงแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับกันชนที่ดูทันสมัยกว่าเดิม
ใน Focus โฉมนี้ทั้ง 2 รูปแบบตัวถังจะมีการตัดกระจกโอเปร่าออก และมีการออกแบบให้ใช้ประตูหลังบานเดียวกันเหมือนใน Mazda 3 (ยกเว้นตัวถัง Wagon) กรอบประตูรถออกแบบให้มีความโค้งมนมากขึ้นกว่าเดิม
ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้ายทรงใหม่จากเดิมที่เป็นก้อน คราวนี้มาเป็นไฟท้ายทรงเรียววางตามแนวนอน ซึ่งก็ถือว่าดูสวยและทันสมัยกว่าเดิม
ส่วนภาพภายในห้องโดยสารยังไม่มีภาพหลุดใหม่ๆออกมา แต่ก็ยังคงเห็นภาพเดิมซึ่งทำให้เราเห็นว่าแนวการออกแบบภายในจะคล้ายคลึงกับ Fiesta ใหม่ มีการติดตั้งจอทรงคล้ายแท็บเล็ตเหนือช่องแอร์
เห็นเผยให้เห็นชัดขนาดนี้นั่นก็แปลว่าใกล้ถึงเวลาเปิดตัวแล้ว คาดว่า All-New Ford Focus จะมีการเปิดตัวต่อสาธารณชนภายในช่วงต้นปีหน้า ส่วนเมืองไทยนั้นจะมีโอกาสได้สัมผัสหรือไม่นั้น เราก็ยังไม่ทราบได้เพราะยอดขายปัจจุบันก็ค่อนข้างร่อแร่ เอาเป็นว่าสาวกก็ลุ้นกันต่อไปครับ
ภาพจาก Motor1 / Motorauthority
วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
ชมภาพภายในห้องโดยสาร Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่ก่อนเปิดตัวมกราคมปีหน้า
ใกล้การเปิดตัวแล้วสำหรับรถอเนกประสงค์ทรงกล่องสุดคลาสสิกจากค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz G-Class ที่ล่าสุดได้มีการปล่อยภาพภายในห้องโดยสารออกมายั่วน้ำลายสาวกเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะมีการเปิดตัวภายในงาน North American International Auto Show 2018 ช่วงเดือนมกราคมปีหน้า
ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่นั้นถือว่ายกระดับจากรุ่นปัจจุบันอย่างมาก มีการออกแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้นตามรอยรถรุ่นอื่นๆในค่าย แต่ก็ยังคงรักษาความคลาสสิกในแบบฉบับของ G-Class ไว้ครบถ้วน
เข้ามาภายในห้องโดยสารจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่เหมือนที่เห็นมาแล้วใน CLS โฉมล่าสุด ช่องแอร์ทรงใหม่แบบทรงกลมที่ยกมาจาก E-Coupe และ CLS รวมทั้งปุ่มควบคุมต่างๆนั้นก็ยกมาจาก Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือชุดหน้าจอตรงกลางขนาด 12.3 นิ้วขนาดใหญ่ และได้มาตรวัดแบบอนาล็อคเป็นมาตรฐาน ซึ่งถ้าสั่งออปชั่นเพิ่มก็จะได้มาตรวัดดิจิตอลและจอใหญ่ขนาด 12.3 นิ้วติดกัน 2 จอแบบในรูปเลย การตกแต่งภายในนั้นจะมีให้เลือกทั้งลายไม้ , โลหะสีเงิน หรือ คาร์บอนไฟเบอร์ สำหรับแผงประตูก็ได้มีการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้นแต่ก็ยังคงความคลาสสิกแบบรุ่นเดิมอยู่
Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่ จะทำการติดตั้งระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Burmester จำนวน 16 ลำโพง เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูงพร้อมระบบ Multicontour Seat ที่มีฟังก์ชั่นพิเศษซึ่งมีระบบปรับอุ่น , ระบบระบายอากาศและฟังก์ชั่นนวด และยังมีตัวเลือกการตกแต่งอื่นๆอีกมากมาย เช่น เบาะหนังแบบ Lugano ที่มีให้เลือกทั้งสีดำ Black, สีน้ำตาล Nut Brown หรือสีเบจ Macchiato Beige ทางเลือกการตกแต่งอื่น ๆ ได้แก่ ชุด Exclusive Interior Plus ซึ่งจะได้เบาะหนังหุ้มหนัง Nappa รวมทั้งหุ้มหนังบริเวณประตู , คอนโซลกลางและแดชบอร์ด
แม้ว่าจะมีการออกแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้น เสริมพร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ยังมีรายละเอียดบางจุดที่ยังคงความคลาสสิกไว้ เช่น บริเวณคอนโซลฝั่งผู้โดยสารที่มีมือจับ สวิตซ์ล็อคประตูรถแบบโครเมี่ยม , ที่วางแก้วกลางคอนโซล และช่องแอร์ทรงกลมเหมือนทรงไฟหน้า
Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่ จะมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ จะมีการขยายพื้นที่สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่วงขา , ไหล่ และข้อศอก แต่จุดสำคัญเลยก็คือการขยายเนื้อที่ห้องโดยสารหลังโดยมีการเพิ่มพื้นที่วางขาอีก 150 มิลลิเมตร
ทางค่าย Mercedes-Benz ยังไม่บอกว่า G-Class รุ่นใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ภายนอกเยอะแค่ไหน แต่แค่บอกว่าจะยังคงไว้ซึ่งการออกแบบเหมือนรุ่นเดิมที่อยู่มานานหลายทศวรรษ (ถ้าดูจากรูปรถทดสอบที่ผ่านๆมา ก็จะเห็นว่าไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก) โดยในรุ่นใหม่ก็ยังคงมีมือจับประตูดีไซน์คลาสสิก , แถบกันกระแทก และล้ออะไหล่ติดตั้งบริเวณฝากระโปรงท้ายไว้เหมือนเช่นเคย
สาวกชาวไทยก็รอติดตามเลยว่า Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่จะนำมาเปิดตัวช่วงไหน
ที่มา Carscoops , ภาพเพิ่มเติมจาก Motor1
ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่นั้นถือว่ายกระดับจากรุ่นปัจจุบันอย่างมาก มีการออกแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้นตามรอยรถรุ่นอื่นๆในค่าย แต่ก็ยังคงรักษาความคลาสสิกในแบบฉบับของ G-Class ไว้ครบถ้วน
เข้ามาภายในห้องโดยสารจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่เหมือนที่เห็นมาแล้วใน CLS โฉมล่าสุด ช่องแอร์ทรงใหม่แบบทรงกลมที่ยกมาจาก E-Coupe และ CLS รวมทั้งปุ่มควบคุมต่างๆนั้นก็ยกมาจาก Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือชุดหน้าจอตรงกลางขนาด 12.3 นิ้วขนาดใหญ่ และได้มาตรวัดแบบอนาล็อคเป็นมาตรฐาน ซึ่งถ้าสั่งออปชั่นเพิ่มก็จะได้มาตรวัดดิจิตอลและจอใหญ่ขนาด 12.3 นิ้วติดกัน 2 จอแบบในรูปเลย การตกแต่งภายในนั้นจะมีให้เลือกทั้งลายไม้ , โลหะสีเงิน หรือ คาร์บอนไฟเบอร์ สำหรับแผงประตูก็ได้มีการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้นแต่ก็ยังคงความคลาสสิกแบบรุ่นเดิมอยู่
Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่ จะทำการติดตั้งระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Burmester จำนวน 16 ลำโพง เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูงพร้อมระบบ Multicontour Seat ที่มีฟังก์ชั่นพิเศษซึ่งมีระบบปรับอุ่น , ระบบระบายอากาศและฟังก์ชั่นนวด และยังมีตัวเลือกการตกแต่งอื่นๆอีกมากมาย เช่น เบาะหนังแบบ Lugano ที่มีให้เลือกทั้งสีดำ Black, สีน้ำตาล Nut Brown หรือสีเบจ Macchiato Beige ทางเลือกการตกแต่งอื่น ๆ ได้แก่ ชุด Exclusive Interior Plus ซึ่งจะได้เบาะหนังหุ้มหนัง Nappa รวมทั้งหุ้มหนังบริเวณประตู , คอนโซลกลางและแดชบอร์ด
แม้ว่าจะมีการออกแบบที่ดูทันสมัยมากขึ้น เสริมพร้อมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ยังมีรายละเอียดบางจุดที่ยังคงความคลาสสิกไว้ เช่น บริเวณคอนโซลฝั่งผู้โดยสารที่มีมือจับ สวิตซ์ล็อคประตูรถแบบโครเมี่ยม , ที่วางแก้วกลางคอนโซล และช่องแอร์ทรงกลมเหมือนทรงไฟหน้า
Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่ จะมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้านี้ จะมีการขยายพื้นที่สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่วงขา , ไหล่ และข้อศอก แต่จุดสำคัญเลยก็คือการขยายเนื้อที่ห้องโดยสารหลังโดยมีการเพิ่มพื้นที่วางขาอีก 150 มิลลิเมตร
ทางค่าย Mercedes-Benz ยังไม่บอกว่า G-Class รุ่นใหม่จะมีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ภายนอกเยอะแค่ไหน แต่แค่บอกว่าจะยังคงไว้ซึ่งการออกแบบเหมือนรุ่นเดิมที่อยู่มานานหลายทศวรรษ (ถ้าดูจากรูปรถทดสอบที่ผ่านๆมา ก็จะเห็นว่าไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก) โดยในรุ่นใหม่ก็ยังคงมีมือจับประตูดีไซน์คลาสสิก , แถบกันกระแทก และล้ออะไหล่ติดตั้งบริเวณฝากระโปรงท้ายไว้เหมือนเช่นเคย
สาวกชาวไทยก็รอติดตามเลยว่า Mercedes-Benz G-Class รุ่นใหม่จะนำมาเปิดตัวช่วงไหน
ที่มา Carscoops , ภาพเพิ่มเติมจาก Motor1
โฉมหน้าแรกของ All-New Chevrolet Silverado ก่อนเปิดตัวที่สหรัฐฯ เดือนมกราคมปีหน้า
ค่าย Chevrolet ได้เผยภาพชุดแรกของ All-New Chevrolet Silverado รถกระบะ Full-Size โฉมใหม่หมดจด ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในงาน North American International Auto Show 2018 กลางเดือนมกราคมปีหน้า
ดีไซน์ภายนอกของรถมีการลบเหลี่ยมมุมต่างๆจากรุ่นเดิม ออกแบบซุ้มล้อใหม่แบบโค้งจากเดิมที่เหลี่ยม กระจังหน้ายังคงเป็นแบบ 2 ชั้นเหมือนเดิม มีการเสริมลูกเล่นแถบตรงกลางกระจังหน้าลากยาวจนทะลุสุดไฟหน้า โดยไฟหน้าจะเป็นแบบ LED และส่วนของแถบไฟล่างจะเป็นส่วนของไฟ LED Daytime Running Lights ในส่วนของกระจกมองข้างย้ายตำแหน่งติดตั้งใหม่ นอกจากนั้นยังมีออกแบบเส้นสายให้มีรายละเอียดและลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิมที่มาแนวเหลี่ยมๆและเส้นตรง
ด้านท้ายมีการออกแบบไฟท้ายทรงใหม่ที่ดูมีมิติและใส่ลูกเล่นรอยแหว่งมาให้ บริเวณฝากระโปรงท้ายมีการปั๊มนูนตรงส่วนของตัวอักษร Chevrolet เพิ่มความโดดเด่นและกันชนท้ายทรงใหม่ที่ดูเท่กว่าเดิม นอกจากนี้ก็จะมีท่อไอเสียคู่มาให้
จากภาพนั้นน่าจะเป็นรุ่นย่อย "Trailboss" ที่มีการตกแต่งภายนอกให้แข็งแกร่งดุดันขึ้น โดยภายนอกจะมากับกระจังหน้าสีดำ กันชนหน้าสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ อีกทั้งจะยังมีสารพัดการตกแต่งที่ช่วยในการขับขี่แบบออฟโรด รวมทั้งช่วงล่างที่มีการยกรถให้สูงกว่าเดิม 2 นิ้วอีกด้วย
สำหรับภาพภายในห้องโดยสารและขุมพลังนั้นยังไม่มีการปล่อยข้อมูลออกมา แต่ Chevrolet ระบุว่า Silverado เจเนเรชั่นใหม่จะสร้างขึ้นด้วยเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงและวัสดุอัลลอยด์เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้มีน้ำหนักที่เบาลงแต่แข็งแรงมากขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติมของ All-New Chevrolet Silverado คาดว่าน่าจะปล่อยออกมาช่วงที่มีการเปิดตัวภายในงาน North American International Auto Show 2018 วันที่ 14 มกราคมปีหน้า
ที่มา Carscoops
ดีไซน์ภายนอกของรถมีการลบเหลี่ยมมุมต่างๆจากรุ่นเดิม ออกแบบซุ้มล้อใหม่แบบโค้งจากเดิมที่เหลี่ยม กระจังหน้ายังคงเป็นแบบ 2 ชั้นเหมือนเดิม มีการเสริมลูกเล่นแถบตรงกลางกระจังหน้าลากยาวจนทะลุสุดไฟหน้า โดยไฟหน้าจะเป็นแบบ LED และส่วนของแถบไฟล่างจะเป็นส่วนของไฟ LED Daytime Running Lights ในส่วนของกระจกมองข้างย้ายตำแหน่งติดตั้งใหม่ นอกจากนั้นยังมีออกแบบเส้นสายให้มีรายละเอียดและลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิมที่มาแนวเหลี่ยมๆและเส้นตรง
ด้านท้ายมีการออกแบบไฟท้ายทรงใหม่ที่ดูมีมิติและใส่ลูกเล่นรอยแหว่งมาให้ บริเวณฝากระโปรงท้ายมีการปั๊มนูนตรงส่วนของตัวอักษร Chevrolet เพิ่มความโดดเด่นและกันชนท้ายทรงใหม่ที่ดูเท่กว่าเดิม นอกจากนี้ก็จะมีท่อไอเสียคู่มาให้
จากภาพนั้นน่าจะเป็นรุ่นย่อย "Trailboss" ที่มีการตกแต่งภายนอกให้แข็งแกร่งดุดันขึ้น โดยภายนอกจะมากับกระจังหน้าสีดำ กันชนหน้าสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ อีกทั้งจะยังมีสารพัดการตกแต่งที่ช่วยในการขับขี่แบบออฟโรด รวมทั้งช่วงล่างที่มีการยกรถให้สูงกว่าเดิม 2 นิ้วอีกด้วย
สำหรับภาพภายในห้องโดยสารและขุมพลังนั้นยังไม่มีการปล่อยข้อมูลออกมา แต่ Chevrolet ระบุว่า Silverado เจเนเรชั่นใหม่จะสร้างขึ้นด้วยเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงและวัสดุอัลลอยด์เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้มีน้ำหนักที่เบาลงแต่แข็งแรงมากขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติมของ All-New Chevrolet Silverado คาดว่าน่าจะปล่อยออกมาช่วงที่มีการเปิดตัวภายในงาน North American International Auto Show 2018 วันที่ 14 มกราคมปีหน้า
ที่มา Carscoops
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















































