วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Toyota Vios GT Street 2018 เสริมชุดแต่งพิเศษจำนวนจำกัด 100 คัน

   ภายในงาน Big Motor Sale 2018 ค่ายยักษ์ใหญ่ Toyota ได้นำรถรุ่นตกแต่งพิเศษอย่าง "Toyota Vios GT Street" มาโชว์ตัวภายในงานอย่างเงียบๆ นอกจากการอัปเกรดภายนอกรถแล้วยังมีการอัปเกรดระบบช่วงล่างของรถด้วยเช่นเดียวกัน จำกัดจำนวนแค่ 100 คันเท่านั้น

  Toyota Vios GT Street คันที่เห็นในรูปตกแต่งบนพื้นฐานของ Vios รุ่น 1.5 E ราคา 679,000 บาท และเสริมชุดแต่งภายนอกและภายในหลายจุดด้วยกัน ภายนอกจะติดตั้งชุดแต่งรอบคันซึ่งก็จะมีสเกิร์ตรอบคัน (หน้า-ข้าง-หลัง) รวมทั้งสปอยเลอร์ท้าย ด้านข้างตัวรถจะมีสติ๊กเกอร์ GT Street คล้ายๆ Vios รุ่นเก่า เสริมความแตกต่างด้วยล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 17 นิ้วพร้อมน็อตตกแต่งล้อ TRD หุ้มด้วยยาง 205/45R17 ส่วนภายในห้องโดยสารจะติดตั้งเพลท GT Street บริเวณใต้ช่องแอร์ฝั่งผู้โดยสาร พร้อมระบุจำนวนรถจาก 100 คัน 

   ส่วนการปรับปรุงการขับขี่ ทาง Toyota จะติดตั้งค้ำโช้คหน้า , ค้ำตัวถังกลาง , ค้ำตัวถังท้าย และสปริงโหลดมาให้

  ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2NR-FBE 1.5 ลิตร Dual VVT-i มากับพละกำลัง 108 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential Shift รองรับเชื้อเพลิง E85

  สำหรับใครที่อยากได้ชุดแต่ง GT Street ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 76,000 บาท อย่างในภาพ Vios รุ่น 1.5 E ราคา 679,000 บาท ก็จะถูกเพิ่มราคาเป็น 755,000 บาท และมีจำนวนจำกัด 100 คันเท่านั้น โดยมีรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนตามเงื่อนไขการรับประกันของบริษัท ทีอาร์ดี เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด และหากใครสนใจก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และส่วนประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากผู้แทนจำหน่ายครับ

วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เผยโฉม Suzuki Ciaz Minor Change โฉมแดนภารตะกับลุคใหม่ที่ดูหรูเนี้ยบขึ้น

   Maruti Suzuki ผู้จำหน่ายรถ Suzuki ในอินเดียได้ทำการเปิดตัว Suzuki Ciaz Minor Change ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความสวยงามหรูหรามากขึ้น อีกทั้งยังมีการแนะนำขุมพลังใหม่อีกด้วย

  ด้วยขุมพลังเบนซิน Smart Hybrid 1.5 ลิตรรหัสเครื่องยนต์ K15 มากับพละกำลังสูงสุด 103 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ติดตั้งพร้อมกับแบตเตอรี่ไฮบริดแบบลิเธียมไอออนขนาดกะทัดรัด มีระบบ Auto Start/Stop , ระบบช่วยชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่อัตโนมัติ Brake Energy Recuperation และระบบช่วยเพิ่มแรงบิดขณะกำลังเร่ง Torque Boost Under Acceleration ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยที่ 21.56 กม./ลิตรเมื่อใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และยังมีทางเลือกอัตโนมัติ 4 สปีดอีกด้วย

   นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 1.3 ลิตร DDiS Smart Hybrid มากับพละกำลังสูงสุด 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตรเป็นทางเลือกด้วยเช่นกัน

  ด้านการออกแบบภายนอกของรถนั้น จะมีการติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม  กระจังหน้าถูกออกแบบให้เชื่อมติดกับไฟหน้าตามสไตล์รถสมัยนี้ เช่นเดียวกับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมแถบโครเมียมบริเวณกรอบไฟตัดหมอกที่เสริมความหรูหราให้กับรถได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ด้านท้ายยังมากับโคมไฟท้ายแบบ LED และมีล้ออัลลอยลายใหม่ปัดขอบเงาดำขนาด 16 นิ้ว

  ส่วนภายในห้องโดยสารของเวอร์ชั่นอินเดียจะตกแต่งด้วยโทนสีเบจพร้อมลายไม้รอบคันรถซึ่งทำให้ดูหรูหรามากขึ้น มีการออกแบบมาตรวัดใหม่ซึ่งมีการติดตั้งหน้าจอแสดงผลการขับขี่บริเวณหน้าปัดขนาด 4.2 นิ้ว มาตรวัดสามารถปรับสีตามรูปแบบการขับขี่ได้ ส่วนฟังก์ชั่นอื่นๆที่น่าสนใจก็จะกระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติมาให้ในรุ่นบนๆ

  ระบบความปลอดภัยทุกรุ่นจะติดตั้งระบบเบรก ABS และ EBD , ถุงลมนิรภัยคู่หน้า , ระบบเตือนเมื่อใช้ความเร็วสูง Speed Alert System เป็นมาตรฐาน ส่วนระบบควบคุมการทรงตัว และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันจะมีเฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น

  Suzuki Ciaz Minor Change วางจำหน่ายที่ประเทศอินเดียในราคาเริ่มต้นที่ 819,000 - 1,097,000 รูปี หรือประมาณ 383,000 - 513,000 บาท

  สำหรับชาวไทยนั้นจะมีการปรับโฉมตามประเทศอินเดียหรือไม่ และจะมาเมื่อไหร่ก็ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา Suzuki India

ชมภาพรถทดสอบ All-New Porsche 911 (รหัสตัวถัง 992) มาดใหม่สปอร์ตหน้ากบ

   รถสปอร์ตคันเก่งของค่ายรถหน้ากบอย่าง Porsche 911 ใกล้ได้เวลาสำหรับการเปลี่ยนโฉมใหม่แล้ว และก็มีการทดสอบรถเจเนเรชั่นใหม่กันมานานพอสมควร และนี่คือภาพรถทดสอบชุดล่าสุดที่พรางตัวรถน้อยมาก บ่งบอกว่ารถใกล้จะเปิดตัวแล้ว

  All-New Porsche 911 ที่เรากำลังเห็นนี้ก็คือโฉมใหม่ภายใต้รหัสตัวถัง 992 เมื่อดูรูปทรงของรถแล้วก็ดูไม่ค่อยต่างจากรุ่นก่อน (รหัสตัวถัง 991) เลย ซึ่งเห็นถึงการรักษาเอกลักษณ์เดิมๆไว้ อย่างไรก็ตามตัวรถก็มีการพัฒนาด้านการออกแบบในหลายๆจุดเช่นเดียวกัน

  เริ่มจากด้านหน้าที่เปลี่ยนการออกแบบฝากระโปรงหน้าให้ดูแตกต่างจากเดิม เช่นเดียวกับไฟ LED บริเวณกันชนหน้าที่ดูเรียวลงและกลมกลืนกับช่องระบายอากาศที่กันชนหน้า ส่วนไฟหน้านั้นยังคงพรางด้วยสติ๊กเกอร๋อยู่ซึ่งคาดว่าน่าจะมีรายละเอียดในโคมแบบ Porsche รุ่นใหม่ๆ

  แม้ทรวดทรงตัวรถจะดูคล้ายเดิม แต่เมื่อพิจารณาดีๆแล้วจะเห็นว่าตัวถังดูมีความเพรียวบางมากขึ้นกว่าเดิม ยังรวมถึงการออกแบบกระจกมองข้างทรงใหม่และมือจับประตูที่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมอีกด้วย

  การเปลี่ยนแปลงภายนอกที่เห็นชัดเจนสุดคงจะเป็นด้านท้าย ที่มีการออกแบบโคมไฟท้ายใหม่ที่ดูเรียวขึ้นและดูมีมิติมากขึ้นเหมือนกับไฟท้ายของ Cayenne , Macan Minor Change และ Panamera ซึ่งมีการเสริมลูกเล่นไฟให้ลากเชื่อมทั้งสองไฟท้ายเข้าด้วยกันด้วย กันชนท้ายยังได้รับการออกแบบใหม่โดยมีการย้ายตำแหน่งติดป้ายทะเบียนที่อยู่ระหว่างท่อไอเสียรถ ฝากระโปรงท้ายยังมีการออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน

  ภายในห้องโดยสาร อ้างอิงจากภาพที่เคยหลุดก่อนหน้านี้ก็จะพบว่าเปลี่ยนเยอะมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยทรงใหม่ การติดตั้งหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ที่ขนาดใหญ่ขึ้น และแน่นอนว่ามีดีไซน์ที่ทันสมัยด้วย

  ขุมพลังของรถยังไม่มีข้อมูลออกมา แต่มีการคาดการณ์ว่าในรุ่นปกติ จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุดประมาณ 390 แรงม้า ส่วนในรุ่นแรงกว่า Carrera S จะมีพละกำลังราวๆ 450 แรงม้า

  คาดว่า All-New Porsche 911 จะเปิดตัวต่อสาธารณะชนอย่างเร็วที่สุดภายในงาน Paris Motor Show 2018 ที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ส่องโฉม Honda Civic Minor Change โฉมอเมริกา ทำหน้าใหม่เล็กน้อย เพิ่มเติมเทคโนโลยี

  ค่าย Honda ในตลาดสหรัฐฯได้เผยแพร่ภาพชุดแรกของ Honda Civic Minor Change รุ่นปี 2019 ที่มีการปรับหน้าใหม่เล็กน้อย รวมทั้งเพิ่มรุ่นย่อยใหม่และเพิ่มเติมระบบความปลอดภัย Honda Sensing อีกด้วย

  สิ่งที่เห็นชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการออกแบบกันชนหน้าใหม่เล็กน้อย ด้วยการปรับดีไซน์ช่องระบายอากาศกันชนหน้า และตกแต่งบริเวณกรอบไฟตัดหมอกใหม่ด้วยโครเมียม ส่วนทรวดทรงไฟหน้าก็ยังคงเหมือนเดิมและมีทั้งไฟหน้าแบบฮาโลเจนรวมทั้ง LED กระจังหน้ามีการพ่นสีดำเงา Piano Black เพิ่มเติมความดุดัน

  ในส่วนของด้านท้ายรถในตัวถัง 4 ประตูจะมีการเติมแต่งโครเมียมบริเวณกันชนท้าย ในขณะที่เกรด Touring ซึ่งเป็นเกรดการตกแต่งท็อปสุดยังมีการปรับเปลี่ยนล้ออัลลอยเป็นขนาด 18 นิ้วปัดขอบเงาดำอีกด้วย

  อีกหนึ่งความน่าสนใจก็คือ การเพิ่มเกรดการตกแต่งใหม่ "Sport" ที่มาแทรกกลางระหว่างรุ่น LX และ EX โดยจะมีการตกแต่งรอบคันด้วยวัสดุสีดำเงา Piano Black ไม่ว่าจะเป็นในส่วนด้านหน้าและด้านข้าง ในตัวถังซีดานจะเพิ่มสปอยเลอร์ท้ายมาให้ และปลายท่อไอเสียแบบโครเมียมทรงเหลี่ยม

  Civic Sport จะทำการติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 10 ก้านพ่นสีดำ Berlina Black ภายในติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto

  ขุมพลังจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร VTEC ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดเป็นมาตรฐาน ส่วนเกียร์อัตโนมัติ CVT จะมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม ทาง Honda ยังไม่ยืนยันตัวเลขพละกำลัง แต่คาดว่าน่าจะมีพละกำลังที่ 158 แรงม้าแบบหลายรุ่นที่ขายอยู่

 นอกจากนี้ใน Honda Civic Minor Change โฉมอเมริกายังทำการติดตั้งชุดระบบความปลอดภัย Honda Sensing ซึ่งประกอบด้วย
- ระบบ Adaptive Cruise Control (ACC)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก Collision Mitigation Braking System (CMBS)
- ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ Lane Keeping Assist System (LKAS) & Lane Departure Warning (LDW)
- ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ Road Departure Warning (RDW) & Mitigation (RDM) 
เป็นมาตรฐานในทุกเกรดรุ่นอีกด้วย

  ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของ Honda ในสหรัฐฯที่จะยกระดับความปลอดภัยรถขึ้นอีกคัน ทาง Honda เมืองลุงแซมเองยังมีแผนนำเสนอระบบความปลอดภัยเหล่านี้เป็นมาตรฐานให้ครบทุกรุ่นที่มาขายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในปี 2022 อีกด้วย

   ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น Honda Civic Minor Change เวอร์ชั่นสหรัฐฯที่เผยออกมา และยังไม่มีการประกาศราคาขายออกมา ส่วนข้อมูลและรูปภาพแบบเต็มๆจะมาเมื่อไหร่ต้องติดตามต่อไป

ที่มา Carscoops

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561

All-New Mitsubishi Xpander เปิดตัวในไทย พร้อมรบคู่แข่งในราคา 779,000-849,000 บาท

  ได้ฤกษ์เปิดตัวแล้วสำหรับรถอเนกประสงค์ MPV 7 ที่นั่งคันงามอย่าง All-New Mitsubishi Xpander ภายใต้นิยาม "EXPAND YOUR POSSIBILITIES ครอสโอเวอร์ที่เป็นได้มากกว่า" หวังท้าชนกับคู่แข่งอย่าง Toyota Sienta/Avanza , Honda BR-V/Mobilio และ Suzuki Ertiga 

    Mitsubishi Xpander จะมากับรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างรถอเนกประสงค์ SUV Crossover กับรถ MPV เหมือนเช่น Honda BR-V แต่ Xpander จะมีดีไซน์ที่ค่อนข้างบึกบึนและดูล้ำกว่า BR-V อยู่หลายขุมทีเดียว

  ภายนอกไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเวอร์ชั่นอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย ดีไซน์ด้านหน้ามากับ Design Language ยุคล่าสุดของค่ายอย่าง Dynamic Sheild ส่วนบนสุดจะเป็นโคมไฟหรี่ LED แบบคริสตัล ถัดลงมาจะเป็นไฟหน้าทรงเหลี่ยมคางหมูขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ฮาโลเจน และลงมาอีกก็จะเป็นไฟตัดหมอก ด้วยดีไซน์กันชนหน้า-ท้าย และซุ้มล้อขนาดใหญ่ทำให้รถดูบึกบึนเหมือน SUV ไม่น้อย ด้านข้างมีการเสริมขอบโครเมี่ยมบริเวณประตูเพิ่มความหรูหรา ดีไซน์เส้นสายมาในแนว Floating Roof  ต่อเนื่องไปถึงส่วนไฟท้ายนั้นจะเป็นแบบ LED ทรงสวย ล้ออัลลอยจะมีตั้งแต่ขนาด 15-16 นิ้วแล้วแต่รุ่น

   Mitsubishi Xpander มีสัดส่วนความยาวตัวถัง 4,475 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร  มีระยะฐานล้อยาว 2,775 มิลลิเมตร  ระยะความสูงจากพื้นดินถึงพื้นรถ 200-205 มิลลิเมตร

  แม้ภายนอกจะมีดีไซน์ที่ดูล้ำและฉีกแนวจากคู่แข่ง แต่ภายในจะมาแนวเรียบๆ มีการขึ้นรูปตะเข็บปลอมบริเวณคอนโซลและแผงประตู พวงมาลัยใช้ทรงเดียวกับ Mitsubishi Mirage มาตรวัดออกแบบให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยพร้อมจอ LCD แสดงผลข้อมูลการขับขี่ตรงกลาง ระบบอินโฟเทนเมนต์จะทำติดตั้งเครื่องเล่น DVD ชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้วในรุ่นท็อป รุ่นรองลงมาจะเป็นวิทยุ CD แบบ 2 Din  นอกจากนี้ในรุ่นท็อปจะติดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติมาให้อีกด้วย

  ขุมพลังจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ MIVEC DOHC 16 วาล์ว พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด E20

  ระบบบังคับเลี้ยวจะเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และเหล็กค้ำหัวโช้ค ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบทอร์ชั่นบีม เบรกหน้าดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนและเบรกหลังดรัมเบรก

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถจะทำการติดตั้ง
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว
- ระบบป้องกันการลื่นไถล
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
- ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก
- ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์
- ระบบเสริมแรงเบรก
- ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน
- ระบบป้องกันการโจรกรรม และระบบสัญญาณกันขโมย
- ระบบล็อกป้องกันการเปิดประตูหลังจากภายใน
- ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
- ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ และระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่สอง แบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่สาม แบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง
- กล้องมองภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด (เฉพาะรุ่น GT)

  All-New Mitsubishi Xpander มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีบรอนซ์เงิน STERLING SILVER , สีเทา TITANIUM GRAY , สีขาว WHITE PEARL และสีดำ JET BLACK MICA มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่
- GLS-Ltd ราคา 779,000 บาท
- GT ราคา 849,000 บาท
ทุกท่านสามารถไปชมคันจริง All-New Mitsubishi Xpander ได้ที่งาน Big Motor Sale 2018 ตั้งแต่วันที่ 18-26 สิงหาคมนี้ที่ไบเทค บางนา
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความต่างออปชั่นและระบบความปลอดภัยของแต่ละรุ่นย่อย
Mitsubishi Xpander 1.5 GLS-Ltd 4AT ราคา 779,000 บาท
- ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วพร้อมยาง 185/65 R15
- ไฟหน้ามัลติรีเฟล็กซ์เตอร์แบบฮาโลเจน
- ไฟหรี่แบบคริสตัล LED
- ไฟท้ายแบบ LED L-Illumination Tube พร้อมแผ่นสะท้อนแสงบริเวณกันชนท้าย
- สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
- กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน
- กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
- มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
- คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ
- แผงกันกระแทกด้านหน้า-หลัง และคิ้วด้านข้างสีดำ
- ระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก และระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์
- ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้า-หลัง แบบปรับหน่วงเวลา
- ไล่ฝ้ากระจกหลัง
- ภายในตกแต่งวัสดุสีเงิน และแบบเปียโนแบล็ค
- จอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์
- ไฟแสดงการขับขี่แบบประหยัด
- แผงควบคุมระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติด้านคนขับ
- พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออก
- พวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรกมือยูรีเทน
- สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
- กุญแจรีโมท
- เซ็นทรัลล็อก
- เครื่องเสียง 2DIN - วิทยุ, ซีดี, เอ็มพี 3
- ช่องต่ออุปกรณ์ USB
- เบาะผ้า
- เบาะนั่งด้านคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้
- เบาะแถวที่ 2 แยกพับแบบ 40:60 ปรับเลื่อน หน้า-หลัง พร้อมที่พักแขน 
- เบาะแถวที่ 2 พนักพิงหลังแยกพับแบบ 40:20:40 ปรับเอนและพับไปด้านหน้าได้
- เบาะแถวที่ 3 แยกพับ 50:50
- ช่องเก็บของข้างประตูคู่หน้า
- ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งคู่หน้า
- ช่องเก็บของอเนกประสงค์หลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า
- ช่องใส่ขวดน้ำข้างประตูคู่หน้าและคู่หลัง
- ช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางแบบสไลด์เปิด-ปิด พร้อมช่องวางแก้วน้ำ
- ช่องวางแก้วน้ำสำหรับผู้โดยสารแถวที่สาม
- ถาดเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าแบบ 2 Way
- ตะขอสำหรับแขวนของบริเวณเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า
- ราวมือจับเหนือศีรษะ 5 ตำแหน่ง
- กล่องเก็บของใต้ห้องเก็บสัมภาระพร้อมฝาปิด
- ช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง
- ลำโพง 4 ตัว
- พรมรองพื้นห้องโดยสาร
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว
- ระบบป้องกันการลื่นไถล
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
- ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก
- ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์
- ระบบเสริมแรงเบรก
- ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน
- ระบบป้องกันการโจรกรรม และระบบสัญญาณกันขโมย
- ระบบล็อกป้องกันการเปิดประตูหลังจากภายใน
- ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
- ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับ และระบบผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่สอง แบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารแถวที่สาม แบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง

Mitsubishi Xpander 1.5 GT 4AT ราคา 849,000 บาท (+70,000 บาทจากรุ่น GLS-Ltd)
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 205/55 R16
- ไฟตัดหมอกคู่หน้า
- มือจับประตูด้านนอกโครเมียม
- คิ้วขอบกระจกประตูโครเมียม
- แผงกันกระแทกด้านหน้า-หลัง และคิ้วด้านข้างสีเงิน
- จอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์ 4.2" TFT Color LCD with 3D Animation
- มาตรวัดการขับขี่แบบ High Contrast
- ไฟแสดงระดับ และคะแนนการขับขี่แบบประหยัด
- พวงมาลัย หัวเกียร์ และเบรกมือหุ้มหนัง
- สวิตช์ควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย
- ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย
- กุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์
- เครื่องเสียง 2DIN - วิทยุ, ดีวีดี, ซีดี, เอ็มพี 3, จอภาพระบบสัมผัส ขนาด 6.2 นิ้ว
- ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย
- เบาะหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์
- ลำโพง 6 ตัว
- กล้องมองภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เผยโฉม All-New Nissan Terra รถ PPV น้องใหม่พร้อมลุยตลาดไทย ราคาเริ่มที่ 1,316,000-1,427,000 บาท

  สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อค่าย Nissan เมืองไทย ได้ทำการเผยโฉม All-New Nissan Terra รถอเนกประสงค์กระบะดัดแปลง (PPV) น้องใหม่ในตลาดไทย ก่อนทำการเปิดตัวต่อสาธารณะชนอย่างเป็นทางการอีกครั้งที่งาน Big Motor Sale 2018 ที่จะเริ่มขึ้นวันที่ 18-26 สิงหาคมนี้ที่ไบเทค บางนา

  ในด้านรูปทรงไม่ได้มีอะไรให้ตื่นเต้น เพราะเหมือนกับเวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้เลย ภายนอกจะมากับโคมไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม กระจังหน้าทรงใหม่แบบ V-Motion ที่ออกแบบขนาดใหญ่โตกว่า Navara ออกแบบกันชนหน้าให้ดูทันสมัยมากขึ้น กระจกมองข้างจะเป็นสีเดียวกับตัวรถ (พร้อมไฟเลี้ยวในตัว) ดีไซน์เส้นสายด้านข้างมาแนวเรียบหรูสบายตา เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้ายแนวยาวพร้อม LED Light Guide ในตัวโคม บริเวณแถบโครเมี่ยมเหนือป้ายทะเบียนจะสลักตัวอักษร Terra ไว้ด้วย ทุกรุ่นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/60R18 น้ำหนักตัวรถ 2,043-2,118 กิโลกรัม

  สัดส่วนภายนอกรถ จะมีความยาว 4,885 มิลลิเมตร กว้าง 1,865 มิลลิเมตร สูง 1,835 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,850 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้นรถ 225 มิลลิเมตร

   ภายในห้องโดยสารยกคอนโซลหน้ามาจาก Navara แบบเต็มๆ แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การตกแต่งภายในห้องโดยสารรุ่นท็อปสุดจะใช้โทนสีน้ำตาล ยกเว้นรุ่นอื่นจะเป็นสีดำ ติดตั้งฟีเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวกหลายเช่น ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดพร้อมจอ TFT สีแบบ 3 มิติ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ที่ติดมาให้ทุกรุ่นย่อย ระบบอินโฟเทนเมนต์จะมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รวมทั้ง USB และ HDMI พร้อมระบบนำทาง (ยกเว้นรุ่นล่าง) อีกทั้งยังมีหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้ทุกรุ่นด้วย

 นอกจากนี้ทุกรุ่นจะได้เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า เบาะผู้โดยสารปรับมือ 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซนซ้าย-ขวา และระบบปรับความเย็นตอนหลังแบบ 360 องศา อีกจุดขายที่มีมาให้ทุกรุ่นก็คือระบบพับเบาะแถวที่ 2 อัตโนมัติจากที่นั่งคนขับ โดยที่คนขับไม่จำเป็นต้องลงจากรถไปพับเบาะด้วยมืออีกต่อไป

  อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจก็คือขุมพลังที่มีการแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ รหัส YS23DDTT ความจุ 2.3 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว เทอร์โบคู่แปรผัน VGS อินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดพร้อมโหมดแมนวล

  ระบบกันสะเทือนหน้าทุกรุ่นจะได้แบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังจะเป็นแบบ 5 ลิงค์คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ระบบเบรกหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน ระบบเบรกหลังเป็นแบบดรัมเบรก ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พีเนียนโดยมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.7 เมตร

  ระบบความปลอดภัยของรถถือว่าให้มาเยอะพอสมควร โดยจะมีระบบต่อไปนี้
- ระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA
- ถุงลม 6 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลม
- ระบบลิมิเต็ดสลิป B-LSD
- ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) เฉพาะรุ่น 2.3 VL 7AT 4WD
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
- ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกทาง Lane Departure Warning (LDW) ยกเว้นรุ่น 2.3 V 7AT 2WD
- ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) ยกเว้นรุ่น 2.3 V 7AT 2WD
- กระจกบังลมหน้าแบบป้องกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) แบบอัดซ้อนนิรภัย (Laminated Glass)
- แผงลวดไล่ฝ้ากระจกหลัง
- ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 1 ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และระบบแจ้งเตือนเพื่อรัดเข็มขัดนิรภัย
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 2 ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 3 ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยปรับระดับได้เบาะนั่งแถวที่ 1 ด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX
- กุญแจรีโมทพร้อม Immobilizer และสัญญาณกันขโมย
- ระบบกุญแจอัจฉริยะ
- กล้องมองหลัง
- กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (iAVM) ยกเว้นรุ่น 2.3 V 7AT 2WD
- ระบบตรวจจับและส่งเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ยกเว้นรุ่น 2.3 V 7AT 2WD
- สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง 4 จุด
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง
- โครงสร้างนิรภัย Zone Body
- คานกันกระแทกด้านข้าง
- พวงมาลัยแบบยุบตัวได้ เมื่อเกิดการชนด้านหน้า
- ระบบตัดวาล์วน้ำมันเชื้อเพลิงอัตโนมัติ ในกรณีรถพลิกคว่ำ

  All-New Nissan Terra มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Earth Brown , สีดำ Black Star , สีขาว White Pearl , สีเงิน Brilliant Silver และ สีเทา Twilight Gray แบ่งการจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- 2.3 V 7AT 2WD ราคา 1,316,000 บาท
- 2.3 VL 7AT 2WD ราคา 1,349,000 บาท
- 2.3 VL 7AT 4WD ราคา 1,427,000 บาท

ซึ่งราคานี้เป็นราคาพิเศษช่วงแนะนำจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 61 เท่านั้น หลังจากนั้นจะทำการปรับราคาขึ้น 50,000 บาท

******************************************************************************
ความแตกต่างด้านออปชั่นและระบบความปลอดภัยในแต่ละรุ่นย่อย
Nissan Terra 2.3 V 7AT 2WD ราคา 1,316,000 บาท
- กระจังหน้าโครเมียม
- กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ
- กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถ
- คิ้วขอบหน้าต่างสีดำ
- ราวหลังคา
- เสาอากาศ
- ไฟหน้า LED Projector พร้อมไฟหรี่แบบ LED
- ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ
- ไฟท้ายพร้อม LED Light Guide
- ไฟส่องสว่างกลางวัน Daytime Running Lights
- ไฟตัดหมอกหน้าพร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม
- กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ปรับและพับเก็บไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
- มือจับประตูโครเมียมแบบ Grip Type
- บันไดข้าง
- ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบ 2 จังหวะ พร้อมระบบหน่วงเวลา
- ที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง
- บังโคลนหน้าและหลัง
- โทนสีภายในสีดำ
- แผงควบคุมเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศ สีดำ
- ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 12V 4 จุด
- ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3
- ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกโซนซ้าย-ขวาพร้อมระบบควบคุมความเร็วพัดลมเบาะตอนหลัง
- ช่องเก็บขวดน้ำที่แผงประตูแถว 1 , แถว 2 และด้านข้างแถว 3
- เครื่องเสียงวิทยุ FM/AM DVD MP3 พร้อมจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว
- ลำโพง 6 ตำแหน่ง
- จอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- ช่องต่ออุปกรณ์ USB/HDMI
- พวงมาลัยพาวเวอร์ปรับระดับได้ ชนิดหุ้มหนัง3ก้าน พร้อมตกแต่งสีเงิน ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง
- หัวเกียร์หุ้มหนัง
- เบรกมือหุ้มหนัง
- มาตรวัดรอบและมาตรวัดระยะทาง
- มาตรวัดแสดงผลข้อมูลการขับขี่ TFT 5 นิ้วและ Off Road Meter
- รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth
- นาฬิกาดิจิตอล
- กระจกไฟฟ้าขึ้น-ลงอัตโนมัติ พร้อมระบบป้องกันการหนึบเฉพาะด้านผู้ขับขี่
- เซ็นทรัลล็อค
- เบาะนั่งชนิดแบบแยกมีช่องเก็บของด้านหลังเบาะ (หลังเบาะหลังและผู้โดยสาร) วัสดุหุ้มเบาะและแผงประตูหนังแท้และวัสดุสังเคราะห์ สีดำ
- เบาะนั่งแถวที่ 1 ฝั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมหมอนรองศีรษะ
- เบาะนั่งแถวที่ 2 ชนิด แบบแยก 60:40 ปรับระดับได้ เลื่อนตำแหน่งหน้า-หลัง, ปรับเอนและพับได้จากตำแหน่งคนขับ พร้อมหมอนรองศีรษะสำหรับ 2 ที่นั่ง
- เบาะนั่งแถวที่ 3 ชนิดแบบแยก 50:50 ปรับระดับได้ ปรับแบนราบกับพื้นห้องโดยสารได้ พร้อมหมอนรองศีรษะสำหรับ 2 ที่นั่ง
- ที่บังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
- ไฟส่องสว่างให้ห้องผู้โดยสารแบบ LED
- ไฟอ่านแผนที่
- ช่องเก็บแว่นกันแดด
- กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนพร้อมกล้องส่องภาพจากภายนอก (Intelligent Rearview Mirror)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
- ระบบ Push Start
- ระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA
- ถุงลม 6 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลม
- ระบบลิมิเต็ดสลิป B-LSD
- ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
- กระจกบังลมหน้าแบบป้องกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) แบบอัดซ้อนนิรภัย (Laminated Glass)
- แผงลวดไล่ฝ้ากระจกหลัง
- ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 1 ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ และระบบแจ้งเตือนเพื่อรัดเข็มขัดนิรภัย
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 2 ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งแถวที่ 3 ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยปรับระดับได้เบาะนั่งแถวที่1 ด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX
- กุญแจรีโมทพร้อม Immobilizer และสัญญาณกันขโมย
- ระบบกุญแจอัจฉริยะ
- กล้องมองหลัง
- สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง 4 จุด
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง
- โครงสร้างนิรภัย Zone Body
- คานกันกระแทกด้านข้าง
- พวงมาลัยแบบยุบตัวได้ เมื่อเกิดการชนด้านหน้า
- ระบบตัดวาล์วน้ำมันเชื้อเพลิงอัตโนมัติ ในกรณีรถพลิกคว่ำ

Nissan Terra 2.3 VL 7AT 2WD ราคา 1,349,000 บาท (+33,000 บาท จาก 2.3 V 7AT 2WD)
- ระบบนำทาง
- ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกทาง Lane Departure Warning (LDW)
- ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW)
- กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (iAVM) 
- ระบบตรวจจับและส่งเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection (MOD)

Nissan Terra 2.3 VL 7AT 4WD ราคา 1,427,000 บาท (+78,000 บาท จาก 2.3 V 7AT 2WD)
- ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อม Shift-On-The-Fly
- ระบบล็อคเฟืองท้าย E Locking Rear Differential
- โทนสีภายในสีน้ำตาล
- เบาะนั่งหุ้มหนังสีน้ำตาล
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC)

Like Box