วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เผยโฉมหน้า Chevrolet Trailblazer Minor Change ปรับลุคใหม่โดนใจกว่าเดิม

  หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัวต้นแบบ Chevrolet Trailblazer Premier ที่แสดงทิศทางการออกแบบของ Trailblazer รุ่นปรับโฉม ภายในงาน Bangkok Motor Show 2016 ช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และล่าสุดไม่นานมานี้ทาง General Motors หรือ GM ก็ได้ทำการเผยแพร่ภาพของ Chevrolet Trailblazer Minor Change รุ้นจำหน่ายจริงออกมาเป็นที่เรียบร้อย

   ภายนอกของรถมีการปรับปรุงหน้าตาใหม่ทั้งหมดแบบ Big Minor Change แทบไม่เหลือแนวการออกแบบรุ่นเดิม แต่จะมีการออกแบบดีไซน์ด้านหน้าที่เหมือนกับ Colorado Minor Change เป๊ะๆ ต่างกันแค่มีการเสริมแถบโครเมียม และบริเวณแถบที่ติดตั้งโลโก้พ่นสีเดียวกับตัวรถ และใครที่ยังหวังไฟหน้าโปรเจคเตอร์ใน Trailblazer หลังจากผิดหวังใน  Colorado Minor Change ก็ต้องพลาดหวังอีกเพราะไม่มีให้ตามเคย แต่จะได้ชุดไฟส่องสว่างกลางวัน Daytime Running Lights แบบ LED มาให้เหมือนกระบะไม่มีผิด ส่วนล้ออัลลอยนั้นได้ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว คล้ายๆลายล้อของ Colorado รุ่นธรรมดาตัวบน แต่ต่างกันแค่ใน Trailblazer จะพ่นล้อให้เงาเพื่อเพิ่มความหรู ส่วนรายละเอียดด้านท้ายไม่มีการเปลี่ยนแปลง

   ภายในห้องโดยสารนั้นมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นกัน และยกคอนโซลหน้าจาก Colorado รุ่นใหม่มาใส่เลย ซึ่งก็ไม่ได้มีความต่างจาก Colorado รุ่นใหม่ แต่ต่างจากคู่แข่งร่วมพื้นฐานอย่าง Isuzu MU-X แบบลิบลับ ยังคงติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ระบบอินโฟเทนเมนต์ MyLink ระบบสั่งการด้วยเสียง / Siri Eyes Free /รวมทั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ

   สำหรับขุมพลังนั้นในตลาดต่างประเทศ ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร Duramax พละกำลัง 200 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ตลาดไทยนั้นคาดว่าจะมีขุมพลังดีเซล Duramax ขนาด 2.5 ลิตรให้เลือกเพียงบล็อกเดียว ที่อัพเกรดขุมพลังจากเดิม 163 แรงม้าเป็น 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เช่นกัน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตรนั้นก็มีแววที่จะหายไป เพราะไม่ผ่านข้อกำหนดเรื่องภาษีในเมืองไทยนั้น แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ก็ต้องรอดูต่อไป

   ส่วนระบบความปลอดภัยของรถนั้นยังไม่มีข้อมูล แต่ก็คาดว่าจะจัดเต็มเหมือน Colorado เช่นกันครับ

   คาดว่า Chevrolet Trailblazer จะมีการเปิดตัวในเมืองไทยราวๆ 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งใกล้ๆกับช่วงเวลาที่จะวางขาย Colorado Minor Change อย่างเป็นทางการในไทยพอดี

ภาพจาก Casrcoops และ indianautosblog
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Spyshot ครั้งแรกกับกระบะ Mercedes-Benz GLT-Class

   ก่อนหน้านี้ Mercedes-Benz เคยเอากระบะ Nissan NP300 Navara มาสวมตัวถังครอบงานวิศวกรรมกระบะใหม่ของตน และล่าสุดคราวนี้ก็มีภาพชุดแรกๆของว่าที่กระบะใหม่ของ Mercedes-Benz ที่น่าจะเป็นรุ่น Prototype ก่อนการผลิตจริงแล้ว

   ตอนแรกก็อดคิดไม่ได้ว่านี่อาจจะเป็นรถทดสอบ Nissan NP300 Navara Minor Change ก็ได้ แต่ทว่าเมื่อดูจากสติ๊กเกอร์ลายพรางแล้วนั้นจะเป็นลายเดียวกับสติ๊กเกอร์ของรถทดสอบ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆที่วิ่งทดสอบด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า นี่แหละรถทดสอบว่าที่กระบะใหม่ Mercedes-Benz ที่น่าจะมีชื่อว่า GLT-Class ไม่ก็ X-Class อย่างใดอย่างนึง

   จากภาพจะเห็นว่าตัวถังยังคงพรางตัวมิดชิด ทำให้ยากที่จะเดาแนวการออกแบบหน้าตา อย่างไรก็ตามก็พอรู้ว่าเจ้ากระบะใหม่ Mercedes-Benz ยังคงใช้โครงสร้างตัวถังร่วมกับ Nissan NP300 Navara มีชิ้นส่วนหลายชิ้นที่ยังใช้ร่วมกับ Nissan ด้วยเช่นกัน แต่ถ้าสังเกตดีๆจากรถทดสอบจะเห็นว่าบริเวณโป่งล้อรถทั้งหน้าและหลังจะมีการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น และกันชนหลังที่ใหญ่ขึ้นพอประมาณ

   สำหรับภายในห้องโดยสารนั้นยังคงปิดผ้ามิดชิด ซึ่งคาดว่าทางวิศวกรน่าจะกำลังพยายามหาทางปรับภายในของกระบะ Mercedes-Benz ให้มีความหรูที่เหนือชั้นกว่ากระบะต้นแบบ Nissan NP300 Navara และ Mercedes-Benz อาจจะมีการตกแต่งภายในของกระบะพวกเขา 2 แบบที่แตกต่างกันตามการใช้งาน ซึ่งก็จะมีกลุ่มเป้าหมายสำหรับลูกค้าที่จะซื้อไปใช้ในเชิงพาณิชย์ และ กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความหรูหราในรถกระบะ

   สำหรับเครื่องยนต์นั้นยังไม่มีการยืนยัน แต่คาดว่าน่าจะมีขุมพลังทั้งดีเซลและเบนซิน 4 ถึง 6 สูบให้เลือก นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเรื่องขุมพลังไฮบริดแต่ยังไม่มีที่มาแน่ชัด

   คาดว่า Mercedes-Benz จะมีการเผยโฉมรถต้นแบบแสดงแนวคิดกระบะของตนภายในงาน Paris Motor Show 2016 ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ส่วนรุ่นผลิตจริงต้องรออีก 1 ปีหลังจากนั้นและน่าจะขึ้นสายการผลิตจริงในช่วงปลายปี 2017 ส่วนเมืองไทยนั้นก็มีสิทธิ์มากทีเดียวที่ Mercedes-Benz เมืองไทยจะนำเข้ามาขาย
 
ที่มา Motor1
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

All-New Nissan Kicks รถอเนกประสงค์รุ่นเล็กที่เมืองไทยก็มีสิทธิ์ใช้

   ในวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ค่าย Nissan ได้ทำการเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นามว่า "Kicks" ซึ่งมันไม่ใช่รถที่จะมาแทนที่ Juke ในตลาดโลก (ส่วนเมืองไทยนั้นน่าจะมาแทน) และจะวางจำหน่ายใน 80 กว่าประเทศทั่วโลกด้วย

   ภายนอกของรถยังคงมีดีไซน์ในแบบที่คุ้นเคยของ Nissan ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าทรง V-Shape พรัอมตะแกรงกันชนหน้าเป็นช่องรูกลมๆ ไฟหน้าธรรมดาแต่ออกแบบไฟ Daytime Running Lights ทรงบูมเมอแรงอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ในตัวโคม ออกแบบซุ้มล้อรอบคันสไตล์แกร่ง เส้นสายด้านข้างตัวรถตั้งแต่หน้าจรดท้ายที่ออกแบบเสา C สไตล์ Floating Roof นอกจากนี้ภายนอกมีการเสริมลูกเล่นด้วยการทำสีหลังคาและสีตัวถังรถให้เป็นแนว Two Tone และล้ออัลลอยลายงามๆปัดขอบเงาดำ

   ภายในห้องโดยสารนั้น กล้าบอกได้เลยว่า นี่คือดีไซน์ภายในของ Nissan ที่สวยและดูดีสุดๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง Nissan เปรยๆว่าเป็นภายในที่มีทั้งคุณภาพและแนวการออกแบบแห่งอนาคต มีการตกแต่งสีทูโทนในรถเพิ่มความโดดเด่น พวงมาลัยทรง 3 ก้านสุดสวย พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ Smart Phone กล้องส่องภาพรอบคัน และฟีเจอร์เด่นอย่าง ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบรถ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน

   Nissan จะผลิต Kicks รุ่นใหม่ในโรงงาน  Aguascalientes ที่เม็กซิโก และยังมีแผนผลิตที่โรงงาน  Resende ในรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิลด้วย โดยมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 192 ล้านดอลลาร์

   Nissan Kicks จะเริ่มการวางขายอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมนี้ในประเทศบราซิล และจะวางจำหน่ายอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีสิทธิ์การนำมาขายเช่นกันครับ แต่จะมาตอนไหน และราคาเท่าไหร่ ต้องรอดูต่อไปครับ

ที่มา Carscoops
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

เผยโฉม Volkswagen Amarok Minor Change ปรับหน้าเล็กๆพร้อมขุมพลังใหม่

  ค่าย Volkswagen ซึ่งห่างหายจากการเปิดตัวกระบะมานานเพราะลากขายกระบะอย่าง Amarok มาราวๆ 6 ปีแล้ว และล่าสุดค่าย Volkswagen ก็ได้ทำการกระตุ้นตลาดกระบะด้วยการเปิดตัว Amarok Minor Change ซึ่งมีการปรับปรุงภายนอกให้ทันสมัยเพื่อต่อกรกับคู่แข่งได้สมศักดิ์ศรีขึ้น

   จะเห็นว่าภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงชุดกันชนหน้าใหม่ให้ทันสมัยขึ้น และปรับกระจังหน้าใหม่ให้เหมือนกับรถรุ่นใหม่ๆในค่าย พร้อมทั้งปรับรายละเอียดไฟหน้าใหม่ให้ดูดีขึ้น ล้ออัลลอยวงโตลายใหม่ โคมไฟท้ายใหม่รมดำให้เข้มขึ้น กระบะท้ายมีสติกเกอร์ 4Motion เพิ่มเติมเข้ามาด้วย พร้อมกล้องมองหลังบริเวณฝาท้าย ส่วนภายในห้องโดยสารยังไม่มีภาพออกมาตอนนี้ แต่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายในใหม่ พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ทันสมัยขึ้น

   นอกจากนี้แล้ว Amarok ใหม่ยังคงมีความสามารถในการบรรทุกได้มากกว่า 1 ตัน และนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการลากจูงจากเดิม 3.2 ตันเป็น 3.5 ตันด้วย

   ส่วนขุมพลังนั้นทางค่าย VW นำเสนอขุมพลังดีเซล 3.0 ลิตร TDI V6 บล็อกใหม่ ที่มากับพละกำลัง 3 ระดับ ได้แก่ 163 แรงม้า , 204 แรงม้า และ 224 แรงม้า

   VW Amarok Minor Change จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในยุโรปช่วงสิ้นเดือนกันยายน ซึ่งน่าจะมีการเปิดเผยข้อมูล ราคาและรุ่นย่อย โดยรุ่นท็อปสุดนั้นจะถูกนำเสนอเป็นอันดับแรก ส่วนเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงน่าจะตามมาทีหลัง

ที่มา carscoops
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Mazda MX-5 ผลิตครบ 1 ล้านคันแล้ว

  หนึ่งได้สปอร์ตโรดสเตอร์ที่ทั่วโลกให้การยอมรับและชื่นชมมากที่สุดอย่าง Mazda MX-5 ได้รับการฉลองการผลิตครบ 1 ล้านคันแล้ว ซึ่งเป็นเวลา 27 ปีแล้ว นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่นแรกในปี 1989

   Mazda MX-5 รุ่นล่าสุดคันที่ 1,000,000 ของสายการผลิตจะถูกนำไปแสดงตัวในงานต่างๆทั่วโลก เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมนี้ในงานเทศกาลดอกไม้ในเมืองฮิโรชิมา ก่อนที่จะนำไปแสดงในงาน Goodwood ประเทศอังกฤษช่วงเดือนมิถุนายน และจะเดินสายโชว์ตัวอีกทั่วโลก

  ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมาสำหรับ MX-5 นั้นได้กวาดรางวัลมาแล้วกว่า 250 รางวัล และล่าสุดกับรางวัล 2016 World Car of the Year และ World Car Design of the Year นอกจากนี้ Mazda MX-5 ยังเคยถูกบันทึกในกินเนสส์บุ๊คในปี 2000 ว่าเป็นสปอร์ต 2 ที่นั่งที่ขายดีที่สุดอีกด้วย

  สำหรับ Mazda MX-5 โฉมปัจจุบันได้รับการเผยโฉมครั้งแรกเดือนกันยายนปี 2014 กับขนาดที่สั้นกว่ารุ่นก่อน 150 มม. เตี้ยลง 10 มม. แต่กว้างขึ้น 15 มม. และฐานล้อที่สั้นกว่าเดิม และล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็มีการเปิดตัวเวอร์ชั่น Targa ในรุ่น MX-5 RF นั่นเอง

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของแบรนด์ที่ทำรถสวยๆขับสนุกอย่าง Mazda

ที่มา Carscoops

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Jaguar XFL รุ่นฐานล้อยาวเพื่อชาวแดนมังกร

  ค่ายรถหรูแดนผู้ดีอย่าง Jaguar ก็เป็นอีกหนึ่งค่ายที่ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ Jaguar XFL รุ่นฐานล้อยาวมาเอาใจตลาดเมืองจีนโดยเฉพาะ ซึ่งเปิดตัวภายในงาน Beijng Auto Show 2016 และเปิดตัวไปพร้อมๆคู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz E-Class L โฉมใหม่ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในงานเดียวกัน
 
   จุดประสงค์สำคัญของการทำ XFL ขึ้นมาก็เพื่อมาเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีเงินพอหรือไม่ต้องการซื้อ XJ ภายนอกมีการเพิ่มความยาวฐานล้อจากรุ่นปกติ 140 มม. ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นจะมีการขยาย Legroom ให้เพิ่มขึ้น 157 มม. และยังมีมีพื้นที่สำหรับหัวเข่ามากขึ้น 116 มม.

   เมื่อเทียบกับ XF รุ่นมาตรฐาน XFL จะมีความแตกต่างตรงที่ประตูหลังที่ยืดระยะออกไปมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายในห้องโดยสารด้านหลังจะมีหน้าจอขนาด 8 นิ้วฝังอยู่บริเวณเบาะหน้าพร้อมกับหูฟังไร้สายแบบดิจิตอล ส่วนบริเวณด้านหน้าจะได้หน้าจอสัมผัสขนาด 10.2 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์  InControl Touch ชุดเครื่องเสียงจาก Meridian พร้อมลำโพงรอบทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
4 โซน ช่องต่อ HDMI 2 ช่อง ช่องต่อ USB 2 ช่อง และช่องจ่ายไฟ 12V นอกจากนี้ด้านหลังของรถยังมีโต๊ะทำงานพับเก็บได้ เบาะด้านหลังปรับอุณหภูมิร้อน-เย็น พร้อมฟังก์ชันการนวด ม่านหลังไฟฟ้า

   ทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามาส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นราวๆ 200 กก. กันเลยทีเดียว ลูกค้าสามารถเลือกขุมพลังได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลัง 200 แรงม้า หรือ 240 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ V6 พละกำลัง 340 แรงม้า ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด

   และจะเป็นครั้งแรกที่ Jaguar จะผลิต XFL ที่โรงงาน Changshu  JLR ซึ่งเป็นบริษัทที่ร่วมทุนกับค่าย Chery การขายจะเริ่มต้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016

ที่มา Carscoops

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Audi TT RS คูเป้ตัวจิ๊ดคันใหม่จากค่ายสี่ห่วง

   ภายในงาน Beijing Auto Show 2016 ที่กำลังจัดขึ้นในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แบรนด์สี่ห่วง Audi ขอเอาใจชาวแดนมังกรผู้รักความแรง ด้วยการเปิดตัว Audi TT RS ภายในงานนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งก็มีให้เลือกทั้งตัวถังคูเป้และเปิดประทุน

  ด้านนอกของรถมากับกันชนหน้าใหม่ที่มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ และออกแบบตัวกันชนให้ดุดันขึ้นจากรุ่นมาตรฐาน ส่วนด้านท้ายนั้นเพิ่มเติมความต่างด้วยการติดโลโก้ RS บนฝาท้าย ออกแบบชุดกันชนท้ายใหม่ให้ดุดันขึ้นและท่อรูปทรงไข่ นอกจากนี้ยังติดสปอยเลอร์หลัง สเกิร์ตด้านข้าง กระจกมองข้างคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมไฟหน้าแบบ LED นอกจากนี้แล้ว Audi ยังมีไฮไลต์ใหม่คือไฟท้ายแบบ Matrix OLED ซึ่งมีให้เลือกเป็นออปชั่น

   โดยหัวใจของรถคันนี้มากับขุมพลังเบนซิน 2.5 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 5 สูบ ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียม ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ราวๆ 10 กก. แต่สามารถสร้างพละกำลังได้ถึง 400 แรงม้า PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 สปีดพร้อมแป้น Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ทีพวงมาลัย สำหรับคนที่ชอบสับเกียร์ต้องขอแสดงความเสียใจเพราะไม่มีเกียร์ธรรมดาให้เลือกนะครับ และยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro กระจายแรงอย่างอิสระระหว่างเพลา มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.7 วินาทีสำหรับรุ่น Coupe และ 3.9 วินาที ในรุ่น Roadster

   เพื่อการปรับปรุงการขับขี่ให้ดีขึ้น Audi ลดความสูงของตัวรถลง 10 มม. พร้อมออปชั่นระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตพร้อมช่วงล่างแบบปรับความแข็งอัตโนมัติ Adaptive damping หรือ Audi Magnetic Ride ในรุ่นมาตรฐานจะได้ล้อขนาด 19 นิ้ว และจานเบรกขนาด 370 มม. ส่วนล้อขนาด 20 นิ้ว และ Carbon Fiber-Ceramic ดิสก์เบรกจะมีให้เลือกเป็นออปชั่น

   Audi TT RS จะวางขายในยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยมีราคาค่าตัวในรุ่น Coupe อยู่ 66,400 ยูโร (ราวๆ 2,646,000 บาทไทย ไม่รวมภาษี) และ รุ่น Roadster ราคา 69,200 ยูโร (ราวๆ 2,757,000 บาทไทย ไม่รวมภาษี) ส่วนเมืองไทยคงต้องรอทางเกรย์มาร์เก็ตน่าจะมีโอกาสนำเข้ามาง่ายกว่าครับ

ที่มา Carscoops
   
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 


   

Like Box