วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ส่องข้อมูลและสเปค All-New Toyota Corolla Cross รถ SUV รุ่นใหม่จากเจ้าตลาด พร้อมท้ารบคู่แข่งแล้วตอนนี้

     สิ้นสุดการรอคอย หยุดทุกการคาดเดา เมื่อทาง Toyota Motor Thailand ได้ทำการเปิดตัวรถ SUV รุ่นใหม่ "All-New Toyota Corolla Cross" เป็นครั้งแรกในโลก นับว่าคันนี้ถือว่าเป็นการเติมเต็มจุดบอดในส่วนที่ C-HR นั้นไม่สามารถให้ได้นั่นเอง 

  แม้ว่า Toyota จะบอกว่าคันนี้เป็น C-Segment SUV แต่ตำแหน่งทางการตลาดนั้นก็ยังคงเป็นคู่แข่งกับ Honda HR-V, Mazda CX-30, Nissan Kicks, Subaru XV แต่ทาง Toyota ก็ได้ชูจุดเด่นถึงขนาดตัวรถที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ด้วยขนาดมิติตัวถังที่ยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 161 มิลลิเมตร (เทียบกับ C-HR ตัวรถจะยาวกว่า 100 มิลลิเมตร กว้างกว่า 30 มิลลิเมตร สูงกว่า 55 มิลลิเมตร มีความยาวฐานล้อเท่ากัน และมีระยะต่ำสุดจากพื้นสูงกว่า 7 มิลลิเมตร)

   ดีไซน์ภายนอกเสมือนการนำ Toyota C-HR เข้าไปผสมกับ Toyota RAV4 และนำเอา DNA จาก Toyota หลายรุ่นมาใส่จนกลายมาเป็นรถ SUV คันนี้ ล้อมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 17-18 นิ้วแล้วแต่รุ่นย่อย ความน่าสนใจคือ รุ่น Hybrid ตัวรองและท็อปจะได้ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ และเซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick Activated พิเศษในตัวท็อปจะมีหลังคามูนรูฟและราวหลังคามาให้ด้วย

  เข้ามาภายในห้องโดยสาร จะพบกับคอนโซลจาก Toyota Corolla Altis เกือบทั้งดุ้น ต่างแค่ฐานคอนโซลกลาง หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งการตกแต่งภายในใหม่ เข้ามาจะพบกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ T-Connect ที่ประกอบไปด้วย
  • Find My Car เช็คตำแหน่งรถผ่านแอพ
  • TheftTrack ติดตามรถหายเมื่อถูกโจรกรรมพร้อมประสานงาน ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.
  • Geo-Fencing ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนผ่านเขตพื้นที่ที่เจ้าของรถกำหนดไว้
  • SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางกรณี)
  • Maintenance Reminder แจ้งเตือนเข้าศูนย์บริการพร้อมประสานงานนัดหมาย
  • Vehicle Information แสดงสถานะรถยนต์ ข้อมูลการขับขี่ สรุปทริปการเดินทาง พร้อมแชร์ลงโซเชียลได้ อีกทั้งมีบริการแจ้งเตือนการต่อทะเบียนรถประจำปีด้วย
  • Insurance (PHYD) ประกันภัยรถ "ขับดี ลดให้" สิทธิพิเศษด้วยเบี้ยประกัน จ่ายตามพฤติกรรมการขับขี่และช่วยแจ้งเตือนต่อประกันภัยล่วงหน้าอัตโนมัติ (สำหรับการทำประกันภัยบริษัทฯ ตามที่กำหนดเท่านั้น)
  • Concierge Service บริการผู้ช่วยส่วนตัว
   ภายในสำหรับรุ่น Hybrid ตัวรองและตัวท็อปจะมีสีแดง Terra Rossa ให้เลือกด้วย (ขึ้นกับสีภายนอก) ส่วนนอกนั้นจะบังคับภายในดำทุกรุ่น  รายละเอียดอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมีเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, เบาะหลังปรับพับได้ 60:40 ,  พนักพิงด้านหลังปรับเอนได้ 6 องศา, พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ, ระบบปรับอากาศและช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง อีกทั้งยังมีความจุสัมภาระด้านหลังถึง 487 ลิตร มากกว่า C-HR 162 ลิตร อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับ C-HR ก็มีออปชั่นบางอย่างที่หายไป เช่น ระบบกรองอากาศ Nanoe, เบรกมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold เป็นต้น 
หรือถ้าเทียบกับ Corolla Altis เจ้า Corolla Cross ยังไม่มีหน้าจอ Head-Up Display, แท่นชาร์จไฟไร้สาย, ไม่มีเบาะผู้โดยสารหน้าปรับไฟฟ้า แถมยังได้ Dynamic Radar Cruise Control ที่ไม่ใช่ All-Speed อีกด้วย

  - เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 2ZR-FE ความจุ 1.8 ลิตร พละกำลัง 140 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร 

- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE Atkinson cycle 1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮไดรต์ รวมกำลังทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT ที่ทาง Toyota เคลมว่าสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 23.3 กม./ลิตร
 
  อีกหนึ่งความน่าแปลกใจก็คือ แม้ว่ารถคันนี้จะพัฒนาบนพื้นฐาน TNGA-C เหมือนกับ Corolla Altis และ C-HR แต่กลับมาใช้ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ผิดจากรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆ ของ Toyota ที่เป็นอิสระแบบปีกนกคู่หรือ Double Wishbone 

  ระบบความปลอดภัยของรถจะมีดังนี้
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-Start Assist Control)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED (เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety)
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS คู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ม่านด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS หัวเข่าฝั่งคนขับ
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) พร้อมมุมมองแบบ 3D View เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) มีทุกรุ่น ยกเว้น Hybrid Premium Safety จะเป็น Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบเตือนการโจรกรรม
  • สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
  สีตัวถังมีทั้งหมด 7 สี ดังนี้
- สีขาวมุก Platinum White Pearl
- สีดำ Attitude Black Mica 
- สีเทาฟ้า Celestite Grey Metallic
- สีบรอนซ์เงิน Metal Stream Metallic
- สีเทาอมน้ำตาล Graphite Metallic
- สีแดง Red Mica Metallic
- สีน้ำเงิน Nebula Blue

สีภายในห้องโดยสาร
- สีดำ ทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น HYBRID PREMIUM / HYBRID PREMIUM SAFETY สีขาวมุก, ดำ และ เทาฟ้า
- สีแดง Terra Rossa เฉพาะ HYBRID PREMIUM / HYBRID PREMIUM SAFETY สีขาวมุก, ดำ และ เทาฟ้า

ราคาจำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่
- 1.8 SPORT 989,000 บาท * ราคาพิเศษ 959,000 บาท (ณ วันเปิดตัว – 30 กันยายน มีจำนวนจำกัด)
- HYBRID SMART 1,019,000 บาท
- HYBRID PREMIUM 1,089,000 บาท
- HYBRID PREMIUM SAFETY 1,199,000 บาท

   Toyota Corolla Cross จะไปจัดแสดงให้เราได้สัมผัสและทดลองขับได้ภายในงาน ฺBangkok Motor Show 2020 ตั้งแต่วันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ ก่อนลงโชว์รูมพร้อมกันทั่วประเทศ 24 กรกฎาคมครับ

ข้อมูลและสเปค Toyota Corolla Cross
  •  มิติภายนอกยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร 
  • ฐานล้อยาว 2,640 มิลลิเมตร 
  • ระดับต่ำสุดจากพื้น (วัดจากจุดต่ำสุดของรถ) 161 มิลลิเมตร 
  • ระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
  • ระบบช่วงล่างหลังทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
  • ระบบเบรกหน้าดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน / ระบบเบรกหลังดิสก์เบรก
  • พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร
  • ความจุถังน้ำมัน 36 ลิตร (Hybrid) และ 47 ลิตร (เบนซิน)
1.8 Sport ราคา 989,000 บาท
(ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 959,000 บาท)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • กระจังหน้าสีดำ
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Halogen
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติพร้อมระบบ Follow-Me-Home
  • ไฟท้ายLED 
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ
  • ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
  • เสาอากาศแบบครีมฉลาม
  • มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
  • คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ
  • แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว และฝาครอบล้อ พร้อมยางขนาด 215/60 R17
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก
  • สีภายในสีดำ
  • เบาะหนังและวัสดุสังเคราะห์
  • พวงมาลัยและวัสดุตกแต่งฐานเกียร์ หุ้มหนัง
  • มือเปิดประตูด้านในโครเมียม
  • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้แบบ 60:40
  • พนักพิงเบาะด้านหลังปรับเอนได้ 1 จังหวะ
  • พนักวางแขนด้านหน้าปรับเลื่อนหน้า-หลัง
  • พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • กระเป๋าหลังเบาะนั่งด้านหน้าเบาะผู้โดยสาร
  • กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ 4 ตำแหน่ง
  • กระจกแต่งหน้า บริเวณแผงบังคับแดดคู่หน้าพร้อมไฟส่องสว่าง
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ไฟในห้องโดยสาร
  • แผงกั้นสัมภาระด้านท้าย
  • ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)
  • ราวมือจับ 4 ตำแหน่ง (Assist Grip) พร้อมราวแขวนเสื้อด้านหลัง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) 4.2 นิ้ว
  • จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และ USB
  • ระบบ Apple CarPlay
  • ระบบโทรออกด้วยเสียง
  • ระบบ T-Connect
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-Start Assist Control)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS คู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ม่านด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS หัวเข่าฝั่งคนขับ
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
  • ระบบเตือนการโจรกรรม
  • สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
Hybrid Smart 1,019,000 บาท (เพิ่มเงิน 30,000-60,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED แบบ Hybrid
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) LED แบบ Light Guiding
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า LED
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding
  • กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass)
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/60 R17
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา
  • ระบบ EV Mode
  • ระบบ Sport และ ECO Mode
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • เหมือนกับ 1.8 SPORT ทุกประการ
Hybrid Premium 1,089,000 บาท (เพิ่มเงิน 70,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • กระจังหน้าสีดำเงา
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมระบบ Reverse Link
  • คิ้วขอบกระจกประตูโครเมียม
  • ล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/50 R18
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • ภายในสีแดง Terra Rossa / สีดำ (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก)
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลกลางแบบ Piano Black
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ไฟส่องสว่างบริเวณประตูคู่หน้าและที่วางแก้วน้ำ
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • เซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick Activated
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้อัตโนมัติ
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) 7 นิ้ว
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
  • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (Tire Pressure Monitoring System)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
Hybrid Premium Safety 1,199,000 บาท  (เพิ่มเงิน 110,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า
  • ราวหลังคา
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic)
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) พร้อมมุมมองแบบ 3D View
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ชม INEOS Grenadier รถสายลุยสุดแกร่งจากผู้ผลิตมากความทะเยอทะยาน พร้อมทำตลาดในปี 2021

    ค่ายรถอเนกประสงค์พันธุ์แกร่งไฟแรงนาม INEOS เผยภาพดีไซน์ภายนอกของ "INEOS Grenadier" รถยนต์ 4x4 แบบเน้นการใช้งานเป็นหลักที่ใกล้จะพร้อมเปิดตัวให้สาธารณชนได้ชมกันในอนาคตอันใกล้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสู่การเริ่มต้นผลิตจริง

   รถคันนี้ถูกพัฒนาโดย INEOS Automotive ซึ่งก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทย่อยของ INEOS Group (www.ineos.com) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี สารเคมีชนิดพิเศษ และผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน มีพนักงาน 23,000 คน จาก 34 ธุรกิจ พร้อมเครือข่ายการผลิตที่ประกอบด้วยโรงงาน 183 แห่ง ใน 26 ประเทศ ตั้งแต่สีไปจนถึงพลาสติก สิ่งทอไปจนถึงเทคโนโลยี ยาไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ทุกอย่างที่ INEOS ผลิต ล้วนมีส่วนช่วยพัฒนาวิถีชีวิตสมัยใหม่เกือบจะทุกด้าน ในปี 2019 INEOS มียอดขายประมาณ 61,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

   ในปี 2017 Sir Jim Ratcliffe ประธานของ INEOS ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์และนักผจญภัย ได้เล็งเห็นโอกาสในการทำตลาดรถ 4x4 แบบเปลือยดิบ stripped back ที่เน้นการใช้งานหนักเป็นพิเศษ โดยผ่านการวางแผนทางวิศวกรรมเพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับของยุคสมัยใหม่ และมีความเชื่อถือได้สูง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ INEOS Automotive Limited โดยได้รวมตัวทีมผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ระดับอาวุโส เพื่อร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ให้เป็นจริง

   จากการผสมผสานความสมบุกสมบันตามแบบฉบับอังกฤษ เข้ากับกระบวนการวิศวกรรมอันเคร่งครัดตามแบบฉบับเยอรมัน ทำให้บริษัทเคลมว่า Grenadier เป็นรถ 4x4 ที่โดดเด่นในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง สามารถรองรับการใช้งานในทุกสภาวะแวดล้อมทั่วโลกมีความสามารถในการใช้งานบนทางวิบากระดับแนวหน้ของกลุ่ม พร้อมความทนทานและความเชื่อถือได้ 

   ทางด้านงานวิศวกรรม ณ ตอนนี้ยังอยู่ในระยะของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนจาก Magna Steyr พาร์ทเนอร์ด้านวิศวกรรมของบริษัท โดยอยู่ระหว่างการทดสอบรถต้นแบบกันอยู่และมีเป้าหมายที่จะทำระยะทางการวิ่งสะสมทั้งบนถนนและบนทางวิบากให้ถึง 1.8 ล้านกิโลเมตร ก่อนเริ่มผลิตจริงในช่วงปลายปี 2021

แนวคิดการพัฒนาของ INEOS Grenadier

   Toby Ecuyer หัวหน้าฝ่ายออกแบบกล่าวว่า “ข้อสรุปของเรา เป็นอะไรที่เรียบง่าย เราต้องการออกแบบรถยนต์ 4x4 สมัยใหม่ ที่เน้นการใช้งานจริง และสมรรถนะสูง โดยยึดประโยชน์ใช้สอยเป็นหัวใจสำคัญ โดยเป็นดีไซน์ที่ ‘เข้าใจง่าย’ เพียงเห็นก็รู้ได้ทันทีว่า Grenadier มีไว้เพื่อใช้ทำอะไร รถคันนี้จะมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องใช้ และไม่มีสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับคุณ ไม่มีชิ้นส่วนใดที่ใส่ไว้เพียงเพื่อความสวยงาม เทคนิคการวางแผนทางวิศวกรรมและการผลิตสมัยใหม่ ช่วยให้มั่นใจได้ว่า Grenadier จะมีสมรรถนะระดับสูง โดยที่เรายังคงยึดมั่นตามแก่นแท้ของการสร้างรถยนต์ที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ซึ่งจะต้องมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด” 

    Dirk Heilmann, CEO ของ INEOS Automotive กล่าวว่า “เรายินดีที่ได้มีโอกาสเปิดเผยดีไซน์ของ Grenadier ตั้งแต่ช่วงแรกของกระบวนการทำงาน ผู้ผลิตส่วนใหญ่มักจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่เราเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจ ที่อยู่ระหว่างการสร้างแบรนด์ เราจึงต้องการให้ผู้คนได้มีโอกาสติดตามความก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กับเรา ในการเดินทางสุดเร้าใจครั้งนี้ 

   "การเปิดเผยดีไซน์ตั้งแต่ตอนนี้ จะช่วยให้เราสามารถเน้นไปที่ขั้นตอนสำคัญในลำดับถัดไป ซึ่งได้แก่ การพัฒนา การทดสอบสมรรถนะ และความทนทานของตัวรถ เรายังมีโครงการที่ท้าทายสูงรอเราอยู่ ซึ่งได้แก่การนำรถต้นแบบไปทดลองวิ่งในทุกสภาวะ โดยมีเป้าหมายคือการสะสมระยะทางการวิ่งทดสอบให้ได้ 1.8 ล้านกิโลเมตร ในช่วงปีถัดจากนี้ไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง การได้ทดสอบ ‘แบบเปิดเผย’ โดยไม่ต้องหาวัสดุมาปิดซ่อน ไม่ต้องใช้บล็อกโฟม หรือแผงครอบปลอม ถือเป็นข้อดีที่เพิ่มเข้ามา” 

    Sir Jim Ratcliffe ประธานของ INEOS กล่าวว่า “โปรเจค Grenadier ถือกำเนิดขึ้นจากการค้นพบโอกาสในตลาด ที่ผู้ผลิตหลายรายไม่ได้ให้ความสนใจ ซึ่งได้แก่ รถยนต์ทางวิบากที่เน้นประโยชน์ใช้สอย จึงช่วยให้เราได้รับพิมพ์เขียวสำหรับการวางแผนทางวิศวกรรมของ รถยนต์ 4x4 สมรรถนะสูง ความทนทานสูง และเชื่อถือได้ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันที่สุดในโลก แต่ภาพลักษณ์ก็จะต้องเข้ากับรูปแบบการใช้งานด้วยเช่นกัน ดังที่ทุกท่านได้เห็นในวันนี้ Toby และทีมงานของเขา ทำผลงานด้านดีไซน์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีครบทั้งความโดดเด่นเฉพาะตัว และตรงตามวัตถุประสงค์การใช้” 

คุณลักษณะด้านดีไซน์ที่สำคัญ 
  • รูปทรงตามประโยชน์ใช้สอย โดยให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นอันดับต้น ๆ รถยนต์ 4x4 ที่เน้นประโยชน์ใช้สอย ควรมีภาพลักษณ์ที่สมกับความเป็นรถยนต์ 4x4 เสมอ Grenadier จึงถูกออกแบบให้เป็นรถยนต์ที่ ‘เข้าใจง่าย’ ภายใต้ ‘วัตถุประสงค์การใช้งาน’ ที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
  • เป็นรถยนต์ที่ใช้งานได้สะดวกสบาย ตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคในศตวรรษที่ 21 ได้ ทั้งในระดับความยอดเยี่ยมของอุปกรณ์ และระบบความปลอดภัย
  • มีสัดส่วนที่ลงตัว เพราะปราศจากข้อจำกัดของแพลตฟอร์มแบบเก่า โดยออกแบบทุกอย่างใหม่หมด เพื่อให้รถคันนี้โดดเด่นในทุก ๆ ด้าน 
  • ความสามารถในการปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการ เพื่อให้สมฐานะรถยนต์ 4x4 ที่เน้นประโยชน์ใช้สอย และยังพร้อมสำหรับการเป็นรถยนต์ที่จะกลายมา ‘เป็นสมาชิกในครอบครัว’ ของลูกค้าได้อีกด้วย 
  • รถยนต์รุ่นนี้ถูกออกแบบให้เป็นเสมือน "ผืนผ้าใบที่ว่างเปล่า" พร้อมรองรับอุปกรณ์เสริมที่หลากหลาย ลูกค้าจึงสามารถปรับเปลี่ยน Grenadier ได้ตามความต้องการใช้งาน (ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง) ของลูกค้าแต่ละคน 
  • "โอเพนซอร์ส’ คือหลักการของค่ายอันเป็นหลักในการดีไซน์ทั้งภายในและภายนอก ทางค่ายจะเตรียมอุปกรณ์เสริมที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายเอาไว้จำนวนหนึ่ง ทางบริษัทต้องการให้เจ้าของ Grenadier สามารถติดตั้งชุดอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมของแต่ละคนลงในรถยนต์รุ่นใหม่คันนี้ได้ด้วย และยังสนับสนุนให้ผู้ผลิตที่เป็นเธิร์ดปาร์ตี้สามารถพัฒนากลุ่มอุปกรณ์เสริมทสามารถนำมาใช้งานร่วมกันกับรถคันนี้ได้ด้วยเช่นกัน
  • สายเข็มขัดนั้นสามารถนำมาใช้งานได้ – โดยใช้เป็นแนวกันกระแทกบริเวณประตู หรือใช้เป็น ‘เข็มขัดสารพัดประโยชน์’ เสริม ที่ยึดบริเวณประตูและท้ายรถ เพื่อรับน้ำหนักสิ่งของที่บรรทุก หรือติดตั้งอุปกรณ์เสริม อาทิ ถังแกลลอนน้ำมัน (jerry can) 
  • ช่วงท้ายของ Grenadier นั้น สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สะดุดตา โดยสามารถเปิดประตูท้ายขนาดเล็กเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนย้ายสิ่งของ ขนาดเล็กขึ้นลงจากรถได้ ลูกค้าสามารถติดตั้งบันไดไว้ที่ท้ายรถ เพื่ออำนวยความสะดวกใน การปีนขึ้นไปบนหลังคา โดยออกแบบมาให้บันไดอยู่ในแนวเดียวกับรอยต่อขณะปิดประตูท้าย Grenadier สามารถขนพาเลทขนาดมาตรฐานยูโรได้ด้วย 
  • มีการเดินสายไฟภายนอกไว้ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมีจุดเชื่อมต่ออยู่บนหลังคาทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ลูกค้าจึงสามารถเชื่อมต่อไฟเสริม ไฟส่องสว่างขณะปฏิบัติงาน หรือไฟสัญญาณ เพิ่มเติมได้สะดวก 
  • โคมไฟทรงกลมที่ด้านหน้าและด้านหลัง สื่อให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของท่อตรงที่เดินยาวจากหน้ารถ ถึงท้ายรถ ไฟส่องสว่างเสริมตรงกลาง (ติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน) ก็ถูกผสานไว้เป็นส่วนหนึ่งของดีไซน์ ไฟหน้าจะใช้ยูนิตเดียวกันทั้งด้านซ้ายและขวา ช่วยอำนวยความสะดวกในการซ่อมบำรุง และการเตรียมชิ้นส่วนอะไหล่โดยที่ไฟท้ายเองก็เป็นยูนิตเดียวกันเช่นกัน 
  • บังโคลนหน้าที่แข็งแรงจนขึ้นไปนั่งได้สบายๆ 
  • บาร์และสตริปบนหลังคารถ ช่วยให้สามารถบรรทุกสิ่งของและยึดให้แน่นหนาได้โดยตรง แม้จะไม่มีแร็คหลังคา (แต่แน่นอนว่าลูกค้าก็สามารถติดตั้งแร็คหลังคาเพิ่มได้ โดยไม่ยุ่งยากเช่นกัน)  และยังมีกล่องเก็บของบริเวณด้านข้าง ที่สามารถเปิดปิดได้จากนอกตัวรถ สำหรับเก็บอุปกรณ์ และเครื่องมือที่สกปรกและมีกลิ่นเหม็นได้
 
  และทั้งหมดนี้คือข้อมูลของ INEOS Grenadier ที่ถือว่ามีความทะเยอทะยานในการสร้างรถออกมาทำตลาดไม่น้อย ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Grenadier ได้ที่ www.ineosgrenadier.com ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ส่องข้อมูลและสเปค Suzuki XL7 เปิดราคาจำหน่ายในไทยช่วงเปิดตัวที่ 779,000 บาท

   หลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประเทศอินโดนีเซียได้ทำการเปิดตัว Suzuki XL7 ไปแล้ว มีหรือประเทศไทยที่จะไม่นำมาจำหน่าย และในวันนี้ทาง Suzuki ประเทศไทยก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Suzuki XL7 ให้ลูกค้าชาวไทยได้จับจองเป็นที่เรียบร้อย

   Suzuki XL7 จะมีการออกแบบภายนอกให้มีความแตกต่างจาก Suzuki Ertiga ค่อนข้างเยอะทีเดียว ด้านหน้ามีการออกแบบใหม่ทั้งหมด มากับไฟหน้า LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights ออกแบบให้เชื่อมติดกับกระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ รอบคันมีตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำเพิ่มความบึกบึน

    ด้านท้ายยังคงไฟท้ายเดิมจาก Ertiga แต่มีการตกแต่งฝาท้ายเหนือป้ายทะเบียนด้วยสีดำเงา และตกแต่งขอบตำแหน่งกรอบป้ายทะเบียนด้วยโครเมียม อีกทั้งมีการออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้ดูแข็งแกร่งบึกบึนขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเสริมด้วยราวหลังคา และล้อลายใหม่แบบปัดเงาดำขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60 R16 รุ่นท็อปในอินโดนีเซีย จะมีสีตัวถังแบบทูโทนหลังคาดำและกระจกมองข้างสีดำให้เลือกอีกด้วย

    มิติตัวถังของ Suzuki XL7 จะมีความยาว 4,450 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,710 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.1 เมตร ความสูงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร
(เทียบกับ Ertiga แล้ว XL7 จะยาวขึ้น 55 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร สูงขึ้น 20 มิลลิเมตร)

    ภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เหมือนกับ Ertiga แต่จะแตกต่างกันในส่วนของการตกแต่ง คอนโซลหน้าจะมีการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาลายคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับหน้าปัดที่มีการออกแบบใหม่ ความบันเทิงยังคงมากับจอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว เครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA พร้อมระบบ Bluetooth  พร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto 

   ทางด้านขุมพลังก็ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุดที่ 108 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

   มีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic, สีเงิน Metallic Magma Gray, สีขาวมุก Pearl Snow White และสัดำ Cool Black Metallic
   Suzuki XL7 มีรุ่นย่อยเดียวในไทยคือ GLX 4AT มากับราคาจำหน่าย 779,000 บาท  ซึ่งเป็นราคาพิเศษเฉพาะช่วงแนะนำ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

รายละเอียดสเปคและออปชั่น Suzuki XL7 
รายละเอียดทางเทคนิค
* มิติตัวถังยาว 4,450 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,710 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร ความสูงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร
* ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 45 ลิตร
* ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียน
* ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน
* ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรกแบบฝักนำและฝักตาม
* ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง
* ระบบกันสะเทือนหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง

GLX 4AT ราคา 779,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • กระจังหน้าตกแต่งโครเมียม
  • ไฟหน้า LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guides
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้า
  • กระจกสีตัดแสง
  • กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวในตัว
  • ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบหน่วงเวลา 2 จังหวะพร้อมที่ฉีดน้ำ
  • ที่ปัดน้ำฝนด้านหลังแบบหน่วงเวลา 1 จังหวะพร้อมที่ฉีดน้ำ
  • มือจับประตูด้านนอกโครเมียม
  • วัสดุตกแต่งประตูท้ายโครเมียมพร้อมไฟส่องป้ายทะเบียน
  • ราวหลังคา
  • ซุ้มล้อสีดำ
  • บังโคลนบริเวณล้อด้านหน้าและด้านหลัง
  • ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยแบบทูโทนขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60 R16
  • ล้อและยางอะไหล่ ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยแบบทูโทนขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60 R16
อุปกรณ์มาตรฐานภายในและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • พวงมาลัย 3 ก้าน เป็นพาวเวอร์ไฟฟ้าแบบหุ้มหนังปรับระดับสูง-ต่ำได้
  • ปุ่มระบบสั่งการโทรศัพท์บนพวงมาลัย
  • จอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว เครื่องเล่นวิทยุ MP3 และ WMA พร้อมระบบ Bluetooth 
  • ระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto 
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า+คู่หลัง+ทวีตเตอร์)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB HDMI
  • กระจกไฟฟ้าด้านคนขับปรับขึ้นอัตโนมัติ
  • กระจกไฟฟ้าด้านหลัง
  • ระบบเซ็นทรัลล็อค
  • กุญแจรีโมทแบบไฟกะพริบและเสียงสัญญาณตอบรับ
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Keyless Entry
  • ระบบกรองอากาศ
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้า
  • ระบบปรับอากาศบริเวณที่นั่งผู้โดยสารแถวหลัง
  • เบาะผ้าตกแต่งหนัง
  • เบาะแถวหน้า
    •  เบาะนั่งด้านคนขับปรับระดับสูงต่ำได้
    •  เบาะปรับเลื่อนหน้า-หลังพร้อมฟังก์ชั่นปรับเอนเบาะ
    •  ช่องเก็บของหลังที่นั่งผู้โดยสารข้างคนขับ
    •  พนักพิงศีรษะแบบแยกส่วน 2 ตำแหน่ง
  • เบาะแถวสอง
    • ปรับพับได้แบบ 60:40 
    • เบาะปรับเลื่อนหน้า-หลังพร้อมฟังก์ชั่นปรับเอนเบาะ
    • พนักพิงศีรษะแบบแยกส่วน 3 ตำแหน่ง
  • เบาะแถวสาม
    •  ปรับพับได้แบบ 50:50
    • พนักพิงศีรษะแบบแยกส่วน 2 ตำแหน่ง
  • มาตรวัดความเร็วและรอบเครื่อง
  • จอแสดงผลระดับน้ำมัน / อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง / ค่าเฉลี่ยการใช้น้ำมันต่อระยะทาง / ระยะเดินทาง / ตำแหน่งเกียร์
  • สัญญาณไฟเตือนบนหน้าจอ 
    •  เตือนระบบเบรก ABS / ถุงลมนิรภัย / การทำงานระบบ ESP / เตือนเมื่อประตูปิดไม่สนิท / เตือนเมื่อระดับน้ำมันใกล้หมด / เตือนเมื่ออุณหภูมิน้ำหล่อเย็นสูง
  • เสียงสัญญาณเตือน
    • เตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารข้างคนขับพร้อมไฟเตือน / เตือนเมื่อลืมปิดไฟหน้า / เตือนเมื่อลืมกุญแจ
  • ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารบริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและกลางห้องโดยสาร
  • แผงบังแดดคู่หน้าพร้อมกระจกแต่งหน้าฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า
  • คอนโซลหน้าตกแต่ง Carbon Fiber และคิ้วโครเมียม
  • มือจับผู้โดยสาร 5 ตำแหน่ง
  • กล่องเก็บของอเนกประสงค์และใต้ห้องเก็บสัมภาระพร้อมฝาเปิด-ปิดแบบอิสระ 50:50
ระบบความปลอดภัย
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
  • ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Hold Control
  • คานกันกระแทกด้านข้าง
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้า ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็มขัดนิรภัยแถวสอง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยแถวสาม ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
  • ระบบล็อคนิรภัยป้องกันเด็กเปิดประตูหลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immoblizer
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ระบบสัญญาณเตือนภัย
  • เซ็นเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน
  • กล้องมองหลัง

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Mazda CX-3 MY2020 ยังคงขายเหมือนเดิมแต่ปรับราคาลง ตัดออปชั่นทำราคา

   แน่นอนว่าการมาของ Mazda CX-30 อาจทำให้หลายคนสงสัยถึงชะตากรรมว่า CX-3 ที่จำหน่ายอยู่จะทำอย่างไรต่อไป จะเลิกขายหรือจะลดราคาให้ถูกลงแล้วขายต่อเพื่อเป็นทางเลือกเสริม

   ปรากฏว่า Mazda ทำอย่างหลังครับ โดยล่าสุดก็มีการเปิดตัว Mazda CX-3 รุ่นอุปกรณ์ปี 2020 (MY2020) ที่หั่นราคาลงสูงสุดหลักแสนบาท แต่ก็มีการตัดออปชั่นออกไปหลายรายการเพื่อจะได้ทำราคาถูกลงและไม่ใกล้เคียงกับ CX-30 มากเกินไปนั่นเอง 

  นอกจากนั้นแล้วยังมีการปรับการเรียกเกรดรุ่นย่อยใหม่ โดยมีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- 2.0 BASE 768,000 บาท (รุ่นเทียบเคียง 2.0 E ถูกกว่า 111,000 บาท)
- 2.0 COMFORT 848,000 บาท (รุ่นเทียบเคียง 2.0 C ถูกกว่า 107,000 บาท)
- 2.0 PROACTIVE 948,000 บาท (รุ่นเทียบเคียง 2.0 S ถูกกว่า 81,000 บาท)
- 2.0 STYLE 1,048,000 บาท (รุ่นเทียบเคียง 2.0 SP EXCLUSIVE MODS ถูกกว่า 62,000 บาท)
* เฉพาะ Snowflake White Pearl เพิ่ม 7,000 บาท / Machine Gray เพิ่ม 10,000 บาท และ Soul Red Crystal เพิ่ม 12,000 บาท

สีภายนอกที่มีการตัดสีน้ำตาล Titanium Flash และสีน้ำเงิน Eternal Blue ออกไป 
คงเหลือแค่ 5 สี ได้แก่ สีแดง Soul Red Crystal, สีเทา Machine Gray, สีขาว Ceramic Metallic , สีดำ Jet Black และสีขาวมุก Snowflake White Pearl

    ขุมพลังเหลือทางเลือกเดียวคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SkyActiv-G แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว มากับพละกำลัง 156 แรงม้าที่ 1,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 204 นิวตันเมตรที่ 2,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ SKYACTIV-DRIVE อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Active Matic ***ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล ยกเลิกทำตลาดแล้วครับ***

ข้อมูลสเปคและออปชั่น Mazda CX-3 MY2020
  • มิติตัวถังภายนอก : ยาว 4,275 มิลลิเมตร กว้าง 1,765 มิลลิเมตร สูง 1,535 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 160 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.3 เมตร น้ำหนักรถ 1,291-1,303 กิโลกรัม (เทียบกับ CX-30 แล้ว CX-3 จะสั้นกว่า 120 มิลลิเมตร แคบกว่า 30 มิลลิเมตร เตี้ยกว่า 5 มิลลิเมตร ฐานล้อสั้นกว่า 85 มิลลิเมตร)
  • ระบบเบรกหน้า : ดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน / เบรกหลัง : ดิสก์เบรก
  • ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS
  • ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทและเหล็กกันโคลง / ระบบกันสะเทือนหลังแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม
เทคโนโลยี
  • Skyactic-Vehicle Dynamics ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control (GVC)
  • ระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP
  • สวิตซ์ Drive Selection
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold
2.0 BASE 768,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน
  • ที่ปัดน้ำฝนกระจกด้านหน้าแบบปรับหน่วงเวลาได้
  • ที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง
  • กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว
  • เสาประตูด้านนอกสีดำ
  • สปอยเลอร์หลังและเสาอากาศแบบครีบฉลาม
  • ท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต พร้อมปลายท่อโครเมียม
  • ล้ออัลลอยขนาด 16x6.5J พร้อมยาง 215/60 R16
  • ขนาดยางอะไหล่ 185/60 R16
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • เบาะผ้าสีดำ/ด้ายสีเทา
  • เบาะนั่งคนขับปรับมือได้ 6 ทิศทาง
  • เบาะนั่งด้านหลังพร้อมพนักพิงเบาะหลังพับได้แบบ 60:40
  • พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มยูรีเทน
  • แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยหนังสีดำ/ด้ายสีเทา
  • แผงข้างประตูตกแต่งด้วยหนังสีดำ
  • ตกแต่งกรอบช่องแอร์ด้วยสีเงิน ขอบด้านในสีดำเปียโน
  • มือจับประตูด้านในสีเงิน
  • มาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อก
  • จอแสดงผลข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและข้อมูลการขับขี่
  • พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button)
  • ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา
  • ไฟอ่านแผนที่แบบแยกซ้าย-ขวา
  • ไฟในห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระ
  • แผงบังแดดคู่หน้า พร้อมกระจกแต่งหน้า
  • ช่องเก็บแว่นตา และช่องใส่เอกสารหลังพนักพิงเบาะคู่หน้า
  • ที่วางแก้วน้ำคอนโซลกลาง
  • พนักวางแขนด้านหน้า พร้อมช่องใส่ของแบบอเนกประสงค์
  • ที่วางขวดน้ำที่ประตูคู่หน้าและคู่หลัง
  • ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V
  • แผ่นปิดสัมภาระด้านท้าย
  • หน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander
  • วิทยุ FM/AM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่องและช่องเชื่อมต่อ AUX
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านบลูทูธ (Bluetooth) และระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Recognition)
  • สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนพวงมาลัย
  • ล่าโพง 6 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • กุญแจนิรภัย (Immoblizer) และสัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และระบบล็อคและปลดล็อคประตูอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
  • ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter)
  • พวงมาลัยยุบตัวตามการทำงานของถุงลมนิรภัยและแป้นเบรกแบบยุบตัวได้
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดสำหรับทุกที่นั่ง
  • ไฟเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับเบาะคู่หน้า
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • พวงมาลัยยุบตัวแปรผันตามการทำงานของถุงลมนิรภัย พร้อมแป้นเบรกยุบตัวได้
  • คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง
2.0 COMFORT 848,000 บาท (เพิ่มเงิน 80,000 บาทจากรุ่น 2.0 BASE)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มจากรุ่น 2.0 BASE)
  • เสาประตูด้านนอกสีดำเปียโน
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น 2.0 BASE)
  • เบาะหนังและผ้าสีดำ/ด้ายสีเทา
  • พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำและเงินซาติน
  • แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยหนังสีเทาเข้ม/ด้ายสีเทา
  • แผงข้างประตูตกแต่งด้วยหนังสีเทาเข้ม/ด้ายสีเทา
  • ตกแต่งด้านข้างคอนโซลกลางและพนักวางแขนบริเวณแผงประตูด้วยหนังสีดำ/ด้ายสีเทา
  • ตกแต่งกรอบช่องแอร์ด้วยสีดำเปียโน ขอบด้านในสีเงินซาติน
  • มือจับประตูด้านในสีเงินซาติน
  • ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)
  • พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มจากรุ่น 2.0 BASE)
  • กล้องมองหลัง
  • ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)
2.0 PROACTIVE 948,000 บาท (เพิ่มเงิน 100,000 บาทจากรุ่น 2.0 COMFORT)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มจากรุ่น 2.0 COMFORT)
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED
  • ไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟ Daytime Running Lamp แบบ LED Signature
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED Signature
  • ที่ปัดน้ำฝนกระจกด้านหน้าแบบอัตโนมัติ
  • กันชนหน้าและแผงกันกระแทกด้านข้างตกแต่งด้วยโครเมียม
  • ล้ออัลลอยขนาด 18x7J พร้อมยาง 215/50 R18
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น 2.0 COMFORT)
  • เบาะหนังสีดำ/ด้ายสีเทา
  • แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยผ้า Grand Luxe Suede สีเทา/ด้ายสีเทา
  • แผงข้างประตูตกแต่งด้วยผ้า Grand Luxe Suede สีเทา/ด้ายสีเทา
  • ตกแต่งกรอบช่องแอร์ด้วยสีเงินซาติน ขอบด้านในสีแดง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มจากรุ่น 2.0 COMFORT)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
2.0 STYLE 1,048,000 บาท (เพิ่มเงิน 100,000 บาทจากรุ่น 2.0 PROACTIVE)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มจากรุ่น 2.0 PROACTIVE)
  • หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า
  • ล้ออัลลอยขนาด 18x7J สีเงิน Dark Silver พร้อมยาง 215/50 R18
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น 2.0 PROACTIVE)
  • เบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red พร้อมแถบสีขาว Pure White
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า
  • ระบบบันทึกตําแหน่งของเบาะนั่งคนขับ 2 ตำแหน่ง
  • แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยหนังสีขาว Pure White/ด้ายสีขาว
  • แผงข้างประตูตกแต่งด้วยหนังสีขาว Pure White/ด้ายสีขาว
  • ตกแต่งด้านข้างคอนโซลกลางและพนักวางแขนบริเวณแผงประตูด้วยหนังสีแดง Deep Red/ด้ายสีขาว
  • ตกแต่งกรอบช่องแอร์ด้วยสีเงินซาติน ขอบด้านในสีขาว Pure White
  • หน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี
  • มาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล
  • หน้าจอรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
  • ระบบนำทาง Navigation System
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มจากรุ่น 2.0 PROACTIVE)
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย
  • ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุดและด้านหลัง 4 จุด
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง (360 View Monitor)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control) 
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS (Smart City Brake Support) 

Like Box