แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอสยูวี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอสยูวี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ส่องข้อมูลและสเปค All-New Toyota Corolla Cross รถ SUV รุ่นใหม่จากเจ้าตลาด พร้อมท้ารบคู่แข่งแล้วตอนนี้

     สิ้นสุดการรอคอย หยุดทุกการคาดเดา เมื่อทาง Toyota Motor Thailand ได้ทำการเปิดตัวรถ SUV รุ่นใหม่ "All-New Toyota Corolla Cross" เป็นครั้งแรกในโลก นับว่าคันนี้ถือว่าเป็นการเติมเต็มจุดบอดในส่วนที่ C-HR นั้นไม่สามารถให้ได้นั่นเอง 

  แม้ว่า Toyota จะบอกว่าคันนี้เป็น C-Segment SUV แต่ตำแหน่งทางการตลาดนั้นก็ยังคงเป็นคู่แข่งกับ Honda HR-V, Mazda CX-30, Nissan Kicks, Subaru XV แต่ทาง Toyota ก็ได้ชูจุดเด่นถึงขนาดตัวรถที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ด้วยขนาดมิติตัวถังที่ยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,640 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 161 มิลลิเมตร (เทียบกับ C-HR ตัวรถจะยาวกว่า 100 มิลลิเมตร กว้างกว่า 30 มิลลิเมตร สูงกว่า 55 มิลลิเมตร มีความยาวฐานล้อเท่ากัน และมีระยะต่ำสุดจากพื้นสูงกว่า 7 มิลลิเมตร)

   ดีไซน์ภายนอกเสมือนการนำ Toyota C-HR เข้าไปผสมกับ Toyota RAV4 และนำเอา DNA จาก Toyota หลายรุ่นมาใส่จนกลายมาเป็นรถ SUV คันนี้ ล้อมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 17-18 นิ้วแล้วแต่รุ่นย่อย ความน่าสนใจคือ รุ่น Hybrid ตัวรองและท็อปจะได้ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ และเซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick Activated พิเศษในตัวท็อปจะมีหลังคามูนรูฟและราวหลังคามาให้ด้วย

  เข้ามาภายในห้องโดยสาร จะพบกับคอนโซลจาก Toyota Corolla Altis เกือบทั้งดุ้น ต่างแค่ฐานคอนโซลกลาง หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น รวมทั้งการตกแต่งภายในใหม่ เข้ามาจะพบกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ T-Connect ที่ประกอบไปด้วย
  • Find My Car เช็คตำแหน่งรถผ่านแอพ
  • TheftTrack ติดตามรถหายเมื่อถูกโจรกรรมพร้อมประสานงาน ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.
  • Geo-Fencing ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนผ่านเขตพื้นที่ที่เจ้าของรถกำหนดไว้
  • SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมบางกรณี)
  • Maintenance Reminder แจ้งเตือนเข้าศูนย์บริการพร้อมประสานงานนัดหมาย
  • Vehicle Information แสดงสถานะรถยนต์ ข้อมูลการขับขี่ สรุปทริปการเดินทาง พร้อมแชร์ลงโซเชียลได้ อีกทั้งมีบริการแจ้งเตือนการต่อทะเบียนรถประจำปีด้วย
  • Insurance (PHYD) ประกันภัยรถ "ขับดี ลดให้" สิทธิพิเศษด้วยเบี้ยประกัน จ่ายตามพฤติกรรมการขับขี่และช่วยแจ้งเตือนต่อประกันภัยล่วงหน้าอัตโนมัติ (สำหรับการทำประกันภัยบริษัทฯ ตามที่กำหนดเท่านั้น)
  • Concierge Service บริการผู้ช่วยส่วนตัว
   ภายในสำหรับรุ่น Hybrid ตัวรองและตัวท็อปจะมีสีแดง Terra Rossa ให้เลือกด้วย (ขึ้นกับสีภายนอก) ส่วนนอกนั้นจะบังคับภายในดำทุกรุ่น  รายละเอียดอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมีเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, เบาะหลังปรับพับได้ 60:40 ,  พนักพิงด้านหลังปรับเอนได้ 6 องศา, พนักวางแขนด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ, ระบบปรับอากาศและช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง อีกทั้งยังมีความจุสัมภาระด้านหลังถึง 487 ลิตร มากกว่า C-HR 162 ลิตร อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับ C-HR ก็มีออปชั่นบางอย่างที่หายไป เช่น ระบบกรองอากาศ Nanoe, เบรกมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold เป็นต้น 
หรือถ้าเทียบกับ Corolla Altis เจ้า Corolla Cross ยังไม่มีหน้าจอ Head-Up Display, แท่นชาร์จไฟไร้สาย, ไม่มีเบาะผู้โดยสารหน้าปรับไฟฟ้า แถมยังได้ Dynamic Radar Cruise Control ที่ไม่ใช่ All-Speed อีกด้วย

  - เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 2ZR-FE ความจุ 1.8 ลิตร พละกำลัง 140 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร 

- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE Atkinson cycle 1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮไดรต์ รวมกำลังทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT ที่ทาง Toyota เคลมว่าสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 23.3 กม./ลิตร
 
  อีกหนึ่งความน่าแปลกใจก็คือ แม้ว่ารถคันนี้จะพัฒนาบนพื้นฐาน TNGA-C เหมือนกับ Corolla Altis และ C-HR แต่กลับมาใช้ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ผิดจากรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ๆ ของ Toyota ที่เป็นอิสระแบบปีกนกคู่หรือ Double Wishbone 

  ระบบความปลอดภัยของรถจะมีดังนี้
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-Start Assist Control)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED (เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety)
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS คู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ม่านด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS หัวเข่าฝั่งคนขับ
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) พร้อมมุมมองแบบ 3D View เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เฉพาะ Hybrid Premium และ Hybrid Premium Safety
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) มีทุกรุ่น ยกเว้น Hybrid Premium Safety จะเป็น Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)  เฉพาะ Hybrid Premium Safety
  • ระบบเตือนการโจรกรรม
  • สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
  สีตัวถังมีทั้งหมด 7 สี ดังนี้
- สีขาวมุก Platinum White Pearl
- สีดำ Attitude Black Mica 
- สีเทาฟ้า Celestite Grey Metallic
- สีบรอนซ์เงิน Metal Stream Metallic
- สีเทาอมน้ำตาล Graphite Metallic
- สีแดง Red Mica Metallic
- สีน้ำเงิน Nebula Blue

สีภายในห้องโดยสาร
- สีดำ ทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น HYBRID PREMIUM / HYBRID PREMIUM SAFETY สีขาวมุก, ดำ และ เทาฟ้า
- สีแดง Terra Rossa เฉพาะ HYBRID PREMIUM / HYBRID PREMIUM SAFETY สีขาวมุก, ดำ และ เทาฟ้า

ราคาจำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่
- 1.8 SPORT 989,000 บาท * ราคาพิเศษ 959,000 บาท (ณ วันเปิดตัว – 30 กันยายน มีจำนวนจำกัด)
- HYBRID SMART 1,019,000 บาท
- HYBRID PREMIUM 1,089,000 บาท
- HYBRID PREMIUM SAFETY 1,199,000 บาท

   Toyota Corolla Cross จะไปจัดแสดงให้เราได้สัมผัสและทดลองขับได้ภายในงาน ฺBangkok Motor Show 2020 ตั้งแต่วันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ ก่อนลงโชว์รูมพร้อมกันทั่วประเทศ 24 กรกฎาคมครับ

ข้อมูลและสเปค Toyota Corolla Cross
  •  มิติภายนอกยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร 
  • ฐานล้อยาว 2,640 มิลลิเมตร 
  • ระดับต่ำสุดจากพื้น (วัดจากจุดต่ำสุดของรถ) 161 มิลลิเมตร 
  • ระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
  • ระบบช่วงล่างหลังทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง
  • ระบบเบรกหน้าดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน / ระบบเบรกหลังดิสก์เบรก
  • พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร
  • ความจุถังน้ำมัน 36 ลิตร (Hybrid) และ 47 ลิตร (เบนซิน)
1.8 Sport ราคา 989,000 บาท
(ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 959,000 บาท)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • กระจังหน้าสีดำ
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Halogen
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติพร้อมระบบ Follow-Me-Home
  • ไฟท้ายLED 
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ
  • ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
  • เสาอากาศแบบครีมฉลาม
  • มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
  • คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ
  • แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว และฝาครอบล้อ พร้อมยางขนาด 215/60 R17
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก
  • สีภายในสีดำ
  • เบาะหนังและวัสดุสังเคราะห์
  • พวงมาลัยและวัสดุตกแต่งฐานเกียร์ หุ้มหนัง
  • มือเปิดประตูด้านในโครเมียม
  • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับได้แบบ 60:40
  • พนักพิงเบาะด้านหลังปรับเอนได้ 1 จังหวะ
  • พนักวางแขนด้านหน้าปรับเลื่อนหน้า-หลัง
  • พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • กระเป๋าหลังเบาะนั่งด้านหน้าเบาะผู้โดยสาร
  • กระจกหน้าต่างไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ 4 ตำแหน่ง
  • กระจกแต่งหน้า บริเวณแผงบังคับแดดคู่หน้าพร้อมไฟส่องสว่าง
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ไฟในห้องโดยสาร
  • แผงกั้นสัมภาระด้านท้าย
  • ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)
  • ราวมือจับ 4 ตำแหน่ง (Assist Grip) พร้อมราวแขวนเสื้อด้านหลัง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) 4.2 นิ้ว
  • จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และ USB
  • ระบบ Apple CarPlay
  • ระบบโทรออกด้วยเสียง
  • ระบบ T-Connect
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-Start Assist Control)
  • ระบบป้องกันการออกตัวฉุกเฉิน (Drive Start Control)
  • สัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน (Emergency Brake Signal)
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
  • เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS คู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS ม่านด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS หัวเข่าฝั่งคนขับ
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
  • ระบบเตือนการโจรกรรม
  • สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer
Hybrid Smart 1,019,000 บาท (เพิ่มเงิน 30,000-60,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED แบบ Hybrid
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) LED แบบ Light Guiding
  • ไฟเลี้ยวด้านหน้า LED
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding
  • กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass)
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/60 R17
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา
  • ระบบ EV Mode
  • ระบบ Sport และ ECO Mode
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น 1.8 Sport)
  • เหมือนกับ 1.8 SPORT ทุกประการ
Hybrid Premium 1,089,000 บาท (เพิ่มเงิน 70,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • กระจังหน้าสีดำเงา
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ พร้อมระบบ Reverse Link
  • คิ้วขอบกระจกประตูโครเมียม
  • ล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/50 R18
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • ภายในสีแดง Terra Rossa / สีดำ (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก)
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลกลางแบบ Piano Black
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
  • ไฟส่องสว่างบริเวณประตูคู่หน้าและที่วางแก้วน้ำ
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • เซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick Activated
  • ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้อัตโนมัติ
  • จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID (Multi Information Display) 7 นิ้ว
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Smart)
  • ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
  • ระบบแจ้งเตือนลมยาง (Tire Pressure Monitoring System)
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert)
Hybrid Premium Safety 1,199,000 บาท  (เพิ่มเงิน 110,000 บาทจาก 1.8 Sport)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า
  • ราวหลังคา
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน และสิ่งอำนวยความสะดวก (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic)
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น Hybrid Premium)
  • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) พร้อมมุมมองแบบ 3D View
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

ลือ Lexus เตรียมเปิดตัว "Lexus LQ" Flagship SUV คันใหม่ในปี 2022

  Lexus LS ถือเป็นรถซีดานระดับ Flagship ของค่ายที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน แต่ทางค่ายนั้นยังขาดรถ SUV ระดับ Flagship อย่างที่แบรนด์หรูหลายๆ ค่ายมี แต่ดูเหมือนว่าจะมีข่าวคราวล่าสุดของรถแนวที่ว่านี้ของ Lexus แล้ว ซึ่งรถที่ว่านี้อาจจะมาในชื่อ "Lexus LQ"


  อย่างที่รู้ว่ารถ SUV เป็นหนึ่งในรถที่ผู้ใช้ทั่วโลกให้การตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด ค่ายรถหรู ดังนั้น LQ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัพของพวกเขาให้ครบครันขึ้น คาดว่าตัวรถจะมีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นแบบ Lexus LF-1 Limitless Concept และใช้พื้นฐานหลายๆ อย่างร่วมกับ Lexus LS โฉมปัจจุบัน

     โดยเมื่อ 2 ปีก่อนนั้นทาง Lexus ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อ "LQ" ไว้ที่สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังการเปิดตัวต้นแบบ LF-1 ที่งาน Detroit Auto Show 2018 

   เมื่อใช้พื้นฐานร่วมกับ LS จะทำให้ Lexus LQ จะมากับขุมพลังเช่นเดียวกับ LS ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.5 ลิตร Twin-Turbo V6 พละกำลัง 416 แรงม้าจาก LS 500 และขุมพลัง Hybrid เบนซิน 3.5 ลิตร V6 ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พละกำลัง 354 แรงม้าใน LS 500h นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีตัวแรงรหัสพ่วงท้าย F ที่อาจจะมากับเครื่องเบนซิน Twin-turbo V8 พละกำลังไม่ต่ำกว่า 600 แรงม้า

   แน่นอนว่า Lexus LQ จะมาเป็นผู้ท้าชิงของ Mercedes-Benz GLS, BMW X7  รวมทั้ง Range Rover การเปิดตัวคาดว่าอาจจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2022 โดยราคาอาจจะอยู่ราวๆ 80,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 2.6 ล้าน-3.2 ล้านบาท) ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา Caranddriver

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




/

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

Toyota RAV4 ทำยอดขายสะสมทั่วโลกครบ 10 ล้านคันแล้ว

รถ SUV รุ่นดังของ Toyota อย่าง RAV4 สามารถทำยอดขายสะสมทั่วโลกครบ 10 ล้านแล้ว ในเวลา 26 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวเจเนเรชั่นแรกจนมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 5 แล้ว

   Toyota RAV4 เจเนเรชั่นแรกเปิดตัวในปี 1994 ที่งาน Geneva Motor Show พัฒนาขึ้นมาจากต้นแบบที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1989 พละกำลังของรถจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 127 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทาง Toyota ตั้งแต่ยอดขายในช่วงแรกนั้นที่ 4,500 คัน/เดือน แต่หลังจากเปิดตัวนั้นมียอดจองเข้ามากว่า 8,000 คันจึงทำให้ทาง Toyota ต้องเพิ่มการผลิตขึ้นเป็น 2 เท่า

   Toyota จำหน่าย RAV4 ไปทั้งหมด 53,000 คันในปี 1994 และมียอดขายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหลายเท่า หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ, รุ่น 3 ประตู, รุ่นหลังคาผ้าใบ 3 ประตู และรุ่นขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

   จากนั้นมาถึงเจเนเรชั่นที่ 2 ในปี 2000 ได้รับการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย มีทางเลือกทั้ง 3 และ 5 ประตู มาพร้อมขุมพลังเบนซิน 1.8 ลิตร พละกำลัง 121 แรงม้า / เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 148 แรงม้า / ดีเซล 2.0 ลิตร พละกำลัง 114 แรงม้า (อเมริกาจะมีทางเลือกเบนซิน 2.4 ลิตร 160 แรงม้าด้วย) ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full Time พร้อมเฟืองกลางแบบลิมิเต็ดสลิปมาให้จากโรงงาน 

  เข้ามาถึงเจเนเรชั่นที่ 3 ในปี 2006 RAV4 ได้ถูกขยายขนาดให้ใหญ่โตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยขนาดความยาวตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 8 นิ้วหรือราวๆ 20 เซนติเมตร คราวนี้เหลือการจำหน่ายแค่ตัวถัง 5 ประตู มีตัวเลือกเครื่องยนต์มากมาย อีกทั้งยังเป็นรถยนต์คันแรกของ Toyota ที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part Time

  เจเนเรชั่นที่ 4 ถูกเปิดตัวในช่วงปลายปี 2012 ใช้แพลตฟอร์มใหม่หมดจด และมีรูปโฉมที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นก่อนหน้าแบบมากโข ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ทำให้ RAV4 โฉมนี้สามารถติดตั้งขุมพลัง Hybrid ลงไปในรถ ด้วยขุมพลังเบนซิน 2.5 ลิตร Hybrid ทำให้รถสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 8.3 วินาที

  และเจเนเรชั่นล่าสุดที่เปิดตัวช่วงปี 2018 มาพร้อมเทคโรโลยี Hybrid ที่เพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้นและเร็วๆ นี้จะมีขุมพลัง Plug-In Hybrid ที่ให้พละกำลังมากกว่า 300 แรงม้าด้วย โดยในปี 2019 ที่ผ่านมาสามารถทำยอดขาย RAV4 ได้มากถึง 130,000 คันเลยทีเดียว

  นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อยครับ ต้องจุดพลุฉลอง!

ที่มา Motor1 / ภาพจาก Favcars

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

หลุด All-New Nissan Rogue / X-Trail เปิดตัวที่สหรัฐฯปีนี้ ส่วนไทยลุ้นเปิดตัวช่วงปีหน้า

  หลังจากที่เคยมีภาพหลุดสิมธิบัตรออกมา คราวนี้มาเป็นภาพคันจริงทั้งภายนอกและภายในเลย สำหรับ All-New Nissan X-Trail หรือในตลาดสหรัฐฯ ใช้ชื่อว่า Nissan Rogue เตรียมเปิดตัวภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

  รูปโฉมของ Rogue หรือ X-Trail เจเนเรชั่นใหม่ จะดูโดดเด่นกว่ารุ่นก่อนชัดเจน มีการออกแบบใหม่สไตล์สปอร์ตและการตกแต่งภายในที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายนอกเราจะเห็นกระจังหน้า V-Motion อันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายที่ออกแบบให้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม ขนาบข้างด้วยไฟ LED Daytime Running Light อยู่ตำแหน่งบนสุด ถัดลงมาจะเป็นไฟหน้าของรถ และกันชนหน้า

   รอบคันรถมีการหุ้มตัวถังด้วยพลาสติกกันกระแทกสีดำเสริมความแข็งแกร่ง ติดตั้งราวหลังคาสีเงิน มีการใส่ลูกเล่นเสา A-Pillar สีดำทำให้เพิ่มความโดดเด่นขึ้นไปอีก ด้านข้างมีการย้ายตำแหน่งกระจกมองข้างใหม่ และเส้นสายที่ดูปราดเปรียวกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายช่วงเสา D-pillar จะยังคงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยรุ่นก่อนหน้า

   ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายใหม่ที่เรียวขึ้น ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายที่ดูสปอร์ตกว่าเดิม กันชนท้ายมาพร้อมกันกระแทกสีเงินขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ภาพรวมของรถมีการสวยงามโฉบเฉี่ยวแต่ก็ยังคงความบึกบึนเหมือนเดิม 

   ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนแปลงใหม่ให้มีความล้ำสมัยกว่าเดิม เข้ามาจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ที่ไม่เคยใช้ใน Nissan รุ่นไหนมาก่อน อีกทั้งยังมากับหน้าปัดแบบดิจิตอลตามยุคสมัย ถัดจากพวงมาลัยจะพบกับหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นบนแดชบอร์ด ซึ่งทำให้ง่ายต่อการมองเห็นและการใช้งาน ช่องแอร์ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเรียวสวยงาม พร้อมทั้งปุ่มปรับระบบปรับอากาศดีไซน์ทันสมัย และยังมีหัวเกียร์ขนาดเล็กดีไซน์ล้ำสมัยพร้อมปุ่มปรับระบบขับเคลื่อน

    ภายในยังตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีการเดินด้ายตะเข็บจริงและบุนุ่มรอบคัน รวมทั้งตกแต่งด้วยลายไม้และโลหะ นอกจากนี้ยังมากับหลังคากระจกแบบพาโนรามาและเบาะหนังที่ผิวเบาะตัดเย็บเป็นรูปเพชร

  ทางด้านเครื่องยนต์นั้นยังไม่มีการยืนยัน แต่คาดว่าจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรใหม่บล็อกเดียวกับ Altima ที่มากับพละกำลัง 191 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 244 นิวตันเมตร และน่าจะมีขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียงเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 248 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร มาให้เป็นทางเลือกด้วย

  สำหรับการเปิดตัวทาง Nissan ได้ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า All-New Nissan Rogue / X-Trail จะมาถึงตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในฤดูใบไม้ร่วงหรือราวๆ เดือนกันยายนนี้ ส่วนเมืองไทยก็คงต้องรอลุ้นให้มีการเปิดตัวในช่วงปีหน้าครับ

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563

ส่องข้อมูล Toyota Fortuner Minor Change ก่อนเปิดตัวเร็วๆ นี้

   สืบจากบทความก่อนหน้า เจาะข้อมูล Toyota Hilux Revo Minor Change ก่อนเปิดตัวเร็วๆ นี้ ผมก็ยังมีข้อมูลของ Toyota Fortuner Minor Change ใหม่มาให้รับชมกันด้วย แน่นอนว่ารุ่นนี้ก็มีคนรอคอยไม่แพ้กระบะ Revo เช่นกัน จะมีอะไรน่าสนใจลองไปอ่านกันครับ

   Toyota Fortuner Minor Change จะปรับรุ่นย่อยใหม่ มีทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่นพิเศษ แต่ "รุ่นพิเศษ" นั้นยังไม่ระบุว่ามีชื่อว่าอะไร รุ่นย่อยต่างๆ จะมีดังนี้
- 2.4 G
- 2.4 V
- 2.4 V 4WD
- 2.4 รุ่นพิเศษ
- 2.4 รุ่นพิเศษ 4WD
- 2.8 รุ่นพิเศษ
- 2.8 รุ่นพิเศษ 4WD

  ทางด้านเครื่องยนต์นั้น ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการปรับปรุงสมรรถนะในเครื่องดีเซล 2.8 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรจะปรับปรุงอัตราการกินน้ำมันให้ดีขึ้น
- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ปรับอัตราสิ้นเปลืองให้ดีขึ้น 5%
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร ปรับพละกำลังใหม่เป็น 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุดเพิ่มเป็น 500 นิวตันเมตร  ปรับอัตราสิ้นเปลืองให้ดีขึ้น 4%

การเปลี่ยนแปลงภายนอก จะมีดังนี้
- กระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบโครเมียม (รุ่นพิเศษเป็นสีดำเงา)
- กันชนหน้าใหม่พร้อมชุดตกแต่ง
- ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-Beam LED Projector (รุ่นพิเศษเป็น LED Bi-Projector)
- ไฟท้ายแบบ LED (รุ่นพิเศษเป็นไฟท้าย LED แบบ Sequential)
- ล้อลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว (รุ่นพิเศษ 20 นิ้ว)
- กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ เฉพาะรุ่นพิเศษ
- บันไดข้างสีเงิน (รุ่นพิเศษเป็นสีดำ)
- คิ้วประตูท้ายสีดำเงา เฉพาะรุ่นพิเศษ
- ใหม่! ประตูท้ายไฟฟ้าแบบ Kick Activated เฉพาะรุ่นพิเศษ

การเปลี่ยนแปลงภายในห้องโดยสาร
- รุ่นมาตรฐาน เปลี่ยนภายในเป็นสีดำทั้งหมด
- รุ่นพิเศษ 2.4 ลิตรทุกระบบขับเคลื่อน และ 2.8 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ภายในทูโทนดำ/แดง Maroon
- รุ่นพิเศษ 2.8 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ  ภายในทูโทนดำ/เบจ Fromage
- ชุดมาตรวัดดีไซน์ใหม่
- หน้าจอเครื่องเสียงใหม่รองรับ Apple CarPlay (รุ่นมาตรฐาน 8 นิ้ว รุ่นพิเศษ 9 นิ้ว)
- ระบบ Telematic เพิ่มมาใน  ทุกรุ่นย่อย
- เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ทุกรุ่นย่อย
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ทุกรุ่นย่อย
- ใหม่! กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ รุ่น 2.4 V ขึ้นไป
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control รุ่น 2.4 V ขึ้นไป
- ใหม่! ช่อง USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง 2 ช่อง  เฉพาะรุ่นพิเศษ
- ใหม่! แท่นชาร์จไร้สาย  เฉพาะรุ่นพิเศษ
- ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร  เฉพาะรุ่นพิเศษ
- ลำโพง JBL 11 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์  เฉพาะรุ่นพิเศษ 2.8 ลิตร

ระบบความปลอดภัย
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ทุกรุ่นย่อย
- ใหม่! เซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน รุ่น 2.4 V ขึ้นไป
- ใหม่! กล้องมองภาพรอบคันพร้อมมุมมอง 3 มิติ เฉพาะรุ่นพิเศษ
- ใหม่! ชุดความปลอดภัย Toyota Safety Sense เฉพาะรุ่นพิเศษ 2.8 ลิตร
  * ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ DRCC 
  * ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS (Pre Collision System) 
 * ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)

  สีตัวถังจะมีให้เลือกทั้งหมด สีในรุ่นมาตรฐาน
- สีขาวมุก White Pearl Crystal 
- สีบรอนซ์เงิน Silver Metaliic 
- สีเทา Grey Metallic 
- ใหม่! สีแดง Emotional Red
- ใหม่! สีน้ำเงิน Dark Blue Metallic
- สีดำ Attitude Black Mica 
* ยกเลิก สีน้ำตาล Phantom Brown และ สีน้ำเงิน Nebula Blue 
 ส่วนรุ่นพิเศษ มี 3 สี ดังนี้
- สีดำ Attitude Black Mica 
- สีขาวหลังคาดำ White Pearl Crystal/Black Roof
-  ใหม่!  สีแดงหลังคาดำ Emotional Red/Black Roof

  ทั้งหมดนี้คือข้อมูลเบื้องต้น  Toyota Fortuner Minor Change  ที่น่าจะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากมีความคืบหน้าการเปิดตัวเมื่อไหร่ จะรีบแจ้งให้ทราบทันทีครับ

เรียบเรียงข้อมูลโดย Car News Update


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

All-New Kia Sorento อเนกประสงค์โฉมใหม่หมดจดจากแดนโสม

   หลายคนคงจำชื่อ Kia Sorento ใช้ เพราะเมืองไทยเคยนำเข้ามาจำหน่ายทั้งเจเนเรชั่นที่ 1 และ 2 จากนั้นก็ไม่มีมาจำหน่ายแล้ว ล่าสุด Kia Sorento ก็ได้เดินทางมาสู่เจเนเรเชั่นที่ 4 แล้ว
 
  All-New Kia Sorento ถือว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการออกแบบตามแนวทางของ Kia ยุคใหม่ ด้วยการออกแบบภายนอกที่โดดเด่น ซึ่งถือว่าฉีกแนวจากรุ่นก่อนหน้าอยู่มากทีเดียว

   นักออกแบบของ Kia มีแรงบันดาลใจจากแนวคิดในการพัฒนา Sorento โฉมใหม่ คือ "ความกล้าหาญที่มีความประณีต'  ด้านหน้าของรถ SUV คันนี้ยังคงมากับกระจังหน้าแบบ Tiger Nose อันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงไฟหน้าใหม่ที่มีไฟ LED Daytime Running Lights "Tiger Eye" และแผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้าเพิ่มความแกร่ง

   ด้านข้างจะเห็นได้ว่าสัดส่วนมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากรุ่นก่อนหน้า โดยมีความยาวเพิ่มขึ้น 10 มม. และมีระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าที่สั้นและด้านหลังที่สั้นกว่า องค์ประกอบการออกแบบที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ เสา D-wide ที่มีลักษณะเฉพาะ, ไฟท้ายแนวตั้งดีไซน์โดดเด่น และเส้นสายที่เด่นชัด สีตัวถังนั้นจะมีให้เลือกมากมายถึง 10 สี แล้วแต่ตลาด

  เข้ามาภายในห้องโดยสารจะพบดับดีไซน์ที่ค่อนข้างสวยสะดุดตาทีเดียว ติดตั้งแผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วทำงานร่วมกับระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วและระบบนำทาง มีปุ่มสัมผัสที่ไวต่อการสัมผัสอยู่รอบข้างจอ

  Kia ยังทุ่มเทมากกับการปรับปรุงวัสดุการตกแต่งรอบห้องโดยสาร ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยวัสดุผิวสีเมทัลลิก เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูง เบาะผ้าซาติน หรือผ้าสีดำผสมหนัง Nappa 

   All-New Kia Sorento สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ "N3" อันเป็นแพลตฟอร์มของ SUV ขนาดกลาง ส่งผลให้รถมีฐานล้อยาวขึ้น 35 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

  ขุมพลังสำหรับตลาดออสเตรเลียและยุโรป จะมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.2 ลิตร "Smartstream" พละกำลังสูงสุด 198 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Double Clutch 8 สปีดลูกใหม่ของ Kia

   แต่ความน่าสนใจคงหนีไม่พ้นการแนะนำขุมพลัง Smartstream Hybrid โดยจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 44.2 kW และชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโพลีเมอร์ 1.49 kWh มีพละกำลังรวม 227 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

 ทางด้านตลาดในอเมริกาเหนือนั้นจะมีขุมพลัง Smartstream Hybrid และเครื่องยนต์เบนซิน T-GDi ขนาด 2.5 ลิตรที่มีพละกำลัง 277 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 421 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 8 สปีด



   ระบบความปลอดภัยของ All-New Kia Sorento ก็ถือว่าค่อนข้างจัดเต็ม ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision-avoidance Assist
  • ระบบเตือนมุมอับสายตาด้านข้าง Blind-spot View Monitor
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง Surround View Mointor
  • ระบบ Blind-spot Collision-avoid Assist
  • ระบบช่วยจำกัดความเร็วอัตโนมัติ Intelligent Speed Limit Assist
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Smart Cruise control with Stop & Go
  • ระบบช่วยประคองพวงมาลัยให้อยู่ในเลน Lane Following Assist
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Warning
  • ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติบนถนนใหญ่ Highway Driving Assist
  • กล้องมองภาพด้านหลัง Rear View Monitor
  • ระบบช่วยเตือนการชนขณะถอยหลัง Reverse Parking Collision-Avoidance Assist
  • ระบบเตือนมุมอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross-traffic Collision-avoidance Assist
  อีกหนึ่งจุดเด่นของ All-New Kia Sorento ก็คือระบบ Remote Smart Parking Assist ของ Kia ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้าหรือออกจากที่จอดรถได้อย่างอิสระด้วยกุญแจรีโมท

   All-New Kia Sorento จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานผลิต Hwasung ของ Kia ในเกาหลีและโรงงานผลิตของ Kia ในจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาในขณะนี้

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


Like Box