วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

Ford Ranger Raptor ประกาศราคาขายในไทย 1,699,000 บาท

  หลังจากที่ได้ทำการเปิดตัว Ford Ranger Raptor ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่ผ่านมา ล่าสุดทาง Ford ก็ได้ประกาศราคาจำหน่ายออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยมีราคาอยู่ที่ 1,699,000 บาทและวางขายในรุ่นย่อยเดียว ผลิตที่โรงงาน Ford Thailand Manufacturing ที่จังหวัดระยอง

Ford Ranger Raptor ถูกสร้างขึ้นภายใต้พื้นฐานของ Ford Ranger (T6) เหมือนเดิม แต่ได้มีการออกแบบแซสซีส์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นโดยแซสซีส์ทำมาจาก High-strength Low-alloy (HSLA) หลายเกรดด้วยกัน ขนาดตัวถังถือว่ามีขนาดที่โตขึ้นกว่ารุ่นปกติพอสมควรอีกทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษด้วย โดยมีขนาดความยาว 5,398 มิลลิเมตร กว้าง 2,180 มิลลิเมตร และสูง 1,873 มิลลิเมตร (เทียบกับ Ranger Wildtrak ตัวปัจจุบันถือว่ายาวขึ้น 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 13 มิลลิเมตร สูงขึ้น 58 มิลลิเมตร) ระยะความสูงจากพื้นรถอยู่ที่ 283 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร) ออกแบบให้รถมีมุมไต่ 32.5 องศา มุมคร่อมและมุมจาก 24 องศาเท่ากัน
  อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกจะมากับไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม , ไฟตัดหมอกแบบ LED , กระจังหน้าแบบพิเศษ Raptor , บันไดข้างอะลูมิเนียม , แผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่องหนา 2.3 มิลลิเมตร , กันชนหน้าแบบรองรัยการกระแทกจากการขับออฟโรดความเร็วสูง , ชุดตะขอลากจูงคู่หน่าและหลัง , แก้มข้างรถแบบขยายกว้าง , คิ้วล้อ , ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ , ระบบปรับน้ำฝนอัตโนมัติ , กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว , ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ , ระบบช่วยผ่อนแรงที่ฝาท้ายกระบะ , พื้นปูกระบะท้าย และล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 17 นิ้วพร้อมยาง All-Terrain BF Goodrich ขนาดยาง 285/70 R17


  ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะติดตั้งพวงมาลัยแบบ Raptor ที่มีแถบสีแดงบอกองศาการหมุนพวงมาลัย , แป้น Paddle Shifter แบบแมกนีเซียม เบาะนั่งหุ้มหนัง Alcantara แบบโอบกระชับตัวโดยเบาะนั่งคนขับจะปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางได้ และยังมีเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางอีกด้วย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติจะเป็นแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา นอกจากนั้้นแล้วก็จะมีหน้าจอสีแสดงผลข้อมูลบนหน้าปัด 4 นิ้ว , กุญแจรีโมทและปุ่มสตาร์ท , ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control , กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ , กระจกเปิด-ปิดสัมผัสเดียวด้านคนขับ และปลั๊กไฟ 230V 

 สำหรับระบบเครื่องเสียงของรถจะทำการติดตั้งเครื่องเล่น CD,MP3,USB 2 จุด พร้อมหน้าจอสัมผัสแบบ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth , ระบบอินโฟเทนเมนต์ติดตั้งระบบ SYNC3 ของ Ford ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ยังมีลำโพง 6 ตัวและระบบนำทางมาให้ด้วย

   ขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Ecoblue แบบเทอร์โบคู่ มากับพละกำลังสูงสุดถึง213 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อม Paddle Shifter

   ทางด้านระบบแซสซีส์และระบบช่วงล่าง จะติดตั้งแซสซีส์พิเศษที่รองรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง , ระบบกันสะเทือนหน้าแบบปีกนกอะลูมิเนียม 2 ชั้นพร้อมโช้ค Fox Racing Shox แบบมีระบบบายพาสภายใน พร้อมด้วยเหล็กกันโคลง ส่วนระบบกันสะเทือนหลังแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคพร้อมโช้ค Fox Racing Shox แบบมีซับแท็งค์และระบบบายพาสภายในพร้อมด้วยวัตต์ลิงก์ , พวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้า EPAS 

ระบบขับเคลื่อนจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management System ที่มีโหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่
- โหมด Normal ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน
- โหมด Street ใช้ในการขับขี่ทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็ว
- โหมด Weather ใช้ในการขับขี่พื้นที่สภาพอากาศฝนตกหรือหิมะ
- โหมด Mud and Sand ใช้ในการลุยเส้นทางดินและทราย
- โหมด Baja ใช้ในการขับขี่ที่ใช้ความเร็วบนพื้นทราย
- โหมด Rock Crawl ใช้ในการขับขี่บนเส้นทางที่มีโขดหิน
สำหรับระบบเฟืองท้ายก็จะทำการติดตั้งเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential 

ทางด้านระบบความปลอดภัยจะมากับระบบดังต่อไปนี้
- ถุงลมนิรภัย 6 ใบ (คู่หน้า ด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย)
- กล้องมองหลังขณะถอยจอด
- ที่ล็อคฝากระบะท้าย
- ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
- ระบบควบคุมการลื่นไถล Traction Control
- ระบบช่วยออกตัวขณะอยูู่บนทางลาดชัน Hill Launch Assist (HLA)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control
- ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง Trailer Sway Mitigation
- สัญญาณเตือนระยะด้านหลัง
- สัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
- สัญญาณกันขโมยแบบ Volumetric
- ระบบกุญแจนิรภัย Immoblizer
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX

  สีตัวถังภายนอกมีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีเทา Conquer Grey , สีดำ Shadow Black , สีขาว Frozen White , สีน้ำเงิน Lighning Blue และสีแดง Race Red

      ทุกท่านสามารถไปชมโฉม Ford Ranger Raptor ได้ภายในงาน Bangkok Motor Show 2018 ในวันที่ 28 มี.ค. - 8 เม.ย. ที่อาคาร Challenger 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

Honda Brio Amaze Black Sport Special Edition ปรับเพิ่มความสปอร์ตให้เจ้าตัวเล็ก

   หลังจากที่ห่างหายจากการเคลื่อนไหวในตลาดอีโคคาร์มานานพอสมควร ค่าย Honda ได้กระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์ในค่ายอีกครั้งด้วยการแนะนำ Honda Brio Amaze Sport Special Edition ที่ได้ตกแต่งรูปโฉมภายนอกให้มีความสปอร์ตมากขึ้น

  Honda Brio Amaze Black Sport Special Edition จะตกแต่งภายใต้พื้นฐาน Brio Amaze รุ่น SV CVT โดยมีสิ่งที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้
- กระจังหน้าสีดำ Gloss Black
- ชุดตกแต่งสเกิร์ตรอบคันแบบสปอร์ต Modulo พร้อมตกแต่งด้วยลายเส้นสีส้ม
- ล้ออัลลอยแบบสปอร์ตสีพิเศษ Berlina Black
- ปลอกท่อไอเสียสแตนเลส

สำหรับภายในห้องโดยสารไม่มีการตกแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งภายในก็จะมีมาตรวัดแบบเรืองแสง , ปุ่มสตาร์ทและ Keyless Entry , จอแสดงผลข้อมูล MID , เครื่องเสียงแบบ 2 Din รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และช่องต่อ USB

   ขุมพลังนั้นยังใช้เครื่องยนต์บล็อกเดิม เบนซิน 1.2 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว มากับพละกำลัง 90 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 110 นิวตัน-เมตรที่ 8,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่พัฒนาภายใต้ EarthDream Technology

สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นก็มีให้ตามมาตรฐานของรถเล็ก ซึ่งทุกรุ่นจะได้ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD กุญแจนิรภัย Immoblizer ระบบสัญญาณกันขโมย

  สำหรับราคาของ Honda Brio Amaze Black Sport Special Edition มีราคาอยู่ที่ 579,000 บาท หรือเพิ่มเงินจากรุ่น SV CVT แค่ 2,000 บาทเท่านั้น

    ทุกท่านสามารถไปสัมผัส Honda Brio Amaze Black Sport Special Edition ได้ภายในงาน Bangkok Motor Show 2018 ในวันที่ 28 มี.ค. - 8 เม.ย. ที่อาคาร Challenger 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

ที่มา Honda

Honda BR-V MY2018 ปรับรุ่นย่อยใหม่ เพิ่มอุปกรณ์ บวกราคา 5,000 บาท

  Honda ประเทศไทยได้ทำการปรับอุปกรณ์เล็กน้อยในรถครอสโอเวอร์ MPV ของค่ายอย่าง Honda BR-V รุ่นปี 2018 ที่ได้มีการปรับรุ่นย่อยใหม่และเพิ่มอุปกรณ์ให้ครบครันมากขึ้น

  Honda BR-V MY2018 จะมีการปรับเปลี่ยนชื่อรุ่นย่อยใหม่ ดังต่อไปนี้
- รุ่น V CVT เปลี่ยนเป็น V+ CVT
- รุ่น SV CVT เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

  สำหรับ Honda BR-V รุ่น V+ CVT จะมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากรุ่น V CVT เดิมดังนี้
- เพิ่มกระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า
- เพิ่มระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว
- เพิ่มการรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone
- เพิ่มช่องต่อ HDMI
- เพิ่มกล้องส่องภาพด้านหลัง
ส่วนรุ่น SV CVT ยังคงออปชั่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

   ขุมพลังยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร SOHC 16 วาล์ว i-VTEC พละกำลัง 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิง E85

  ราคาค่าตัวของ Honda BR-V MY2018 จะมีดังต่อไปนี้ครับ
* รุ่น V+ CVT ราคา 755,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐาน
- ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์
- กระจังหน้าแบบโครเมี่ยม
- ราวหลังคา
- ไฟหน้าแบบ C Shape
- มือจับประตูภายนอกแบบโครเมี่ยม
- กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว
- ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบหน่วงเวลา
- ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง
- เสาอากาศแบบสั้น
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
- สีภายในสีดำ
- มือจับประตูด้านในสีเงิน
- พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำได้
- วัสดุตกแต่งคอนโซลแบบ Piano Black
- จำนวนที่นั่ง 5 ที่นั่ง
- เบาะผ้า
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
- กุญแจรีโมท
- เบาะนั่งแถวที่ 2 พับตลบแบบจังหวะเดียว พับแยกแบบ 60:40 พนักพิงปรับเอนได้ 3 ระดัับ
- กล่องอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งแถวที่ 2
- ถาดรองสัมภาระท้ายรถ
- มาตรวัดเรืองแสงสีขาว พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ MID
- ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด (Eco Indicator)
- ระบบเซ็นทรัลล็อคพร้อมสวิตซ์ควบคุมตำแหน่งคนขับ
- ช่องจ่ายไฟสำรอง
- กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า
- กระจกไฟฟ้า 4 บานพร้อมระบปรับขึ้นลงอัตโนมัติด้านคนขับ
- กระจกมองหลังแบบตัดแสง
- แผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าแบบมีฝาปิดด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
- ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า
- ที่วางแก้วน้ำ 11 ตำแหน่ง
- ไฟภายในห้องโดยสาร 2 ตำแหน่ง
- ราวมือจับ 4 ตำแหน่ง
- เครื่องเสียงแบบ 2 Din
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว
- ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมา่ลัย
- ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย Bluetooth
- รองรับการเชื่อมต่อ Smart Phone
- ช่องเชื่อมต่อ USB
- ช่องเชื่อมต่อ HDMI
- ช่อง AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง
- ลำโพง 4 ตัว
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA
- ไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมเสียงเตือน
- กล้องส่องภาพด้านหลัง
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารแถวที่ 2 แบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- ระบบกุญแจนิรภัย Immoblizer
- สัญญาณกันขโมย
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX
- กุญแจแบบ Wave Key
- ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

* รุ่น SV CVT ราคา 820,000 บาท (เพิ่ม 65,000 บาท จากรุ่น V+ CVT)
ไม่มี "กล่องอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งแถวที่ 2" และ "ถาดรองสัมภาระท้ายรถ"
- ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED
- ไฟตัดหมอกคู่หน้า
- พวงมาลัยหุ้มหนัง
- จำนวนที่นั่ง 7 ที่นั่ง
- เบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์
- ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
- ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ
- ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ
- เบาะนั่งแถวที่ 2 พับตลบแบบจังหวะเดียว พับแยกแบบ 60:40 เลื่อนหน้า-หลัง พนักพิงปรับเอนได้ 3 ระดัับ
- เบาะนั่งแถวที่ 3 พับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ พับแยกแบบ 60:40 เลื่อนหน้า-หลัง พนักพิงปรับเอนได้ 2 ระดัับ
- ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
- เข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารแถวที่ 3 แบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- ระบบล็อคประตูอัตโนมัติ (Auto Door Lock by Speed)

สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท
สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่มเงิน 6,000 บาท
สีน้ำตาลพรีเมียมแอมเบอร์ (เมทัลลิก) และ สีขาวออร์คิด (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น SV เท่านั้น
 
  พร้อมกันนี้ Honda ยังแนะนำชุดแต่ง Sport Package (ซึ่งมันก็คือชุดแต่ง Modulo ก่อนหน้านี้นั่นเอง ไม่ได้มีการปรับการออกแบบอะไรทั้งสิ้นเลย)

   ทุกท่านสามารถไปสัมผัส Honda BR-V MY2018 ได้ภายในงาน Bangkok Motor Show 2018 ในวันที่ 28 มี.ค. - 8 เม.ย. ที่อาคาร Challenger 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

Mercedes-Benz C-Class Coupe & Cabriolet Minor Change ปรับโฉมใหม่ตามตัวถังซีดานและแวกอน

  หลังจากที่ทางค่ายดาวสามแฉกได้เปิดตัว Mercedes-Benz C-Class Minor Change ในรูปแบบตัวถังซีดานและแวกอนแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของตัวถัง Coupe และเปิดประทุน Cabriolet แล้ว ซึ่งก็มีการอัปเกรดเครื่องยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆเช่นเดียวกับตัวถังซีดานและแวกอน

  การปรับปรุงภายนอกก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับตัวถังซีดานและแวกอน ด้วยการออกแบบกันชนหน้าใหม่ , ไฟหน้าแบบ LED High Performance , ปรับปรุงไฟท้าย LED ใหม่ และสำหรับรุ่นเปิดประทุนจะมีแพ็คเกจการตกแต่งแบบ  Night Package ให้เลือกด้วย

  เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสารที่มีการเปลี่ยนแปลงตามรุ่นซีดานและแวกอน โดยการเปลี่ยนแปลงพวงมาลัยทรงใหม่ที่มีปุ่มควบคุมแบบสัมผัส , แผงหน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว , หน้าจอตรงกลางที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น , ออกแบบปุ่ม Start/Stop ใหม่ และ อัปเดตระบบ Touchpad ใหม่ นอกจากนี้ยังมีไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ถึง 64 สี , ระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC ที่สามารถสั่งการให้ปรับอุ่นเบาะได้ การเปลี่ยนแปลงอื่นๆก็จะมีการปรับปรุงเบาะนั่งใหม่ และ ลายไม้ภายในรถใหม่น้ำตาลวอลนัท open-pore brown walnut และไม้โอ๊ค open-pore anthracite oak.

  ขุมพลังก็จะมีทางเลือกหลายแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
- รุ่น C200 / C200 4MATIC มากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ยังเป็นระบบ Mild-Hybrid ที่มีระบบ EQ Boost ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 48 โวลต์ ซึ่งสามารถเพิ่มพละกำลังได้อีก 14 แรงม้าได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.9 วินาที ก่อนจะทะยานสู่ความเร็วสูงสุดที่ 239 กม./ชม. ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 16.39 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ต่ำสุดที่ 140 กรัม/กม.

- รุ่น C220d มากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 194 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร เพิ่มขึ้นจากเดิม 24 แรงม้า บรรพบุรุษของมัน ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้วิ่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.0 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 240 กม./ชม. ในตัวถัง Coupe

- รุ่น AMG C43 ตัวแรงที่เอาใจคนชอบความไม่ธรรมดา มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ที่ถูกอัปเกรดสมรรถนะจนมีพละกำลังที่ 390 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร เพิ่มขึ้นจากเดิม 23 แรงม้า ทำให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลา 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.

  Mercedes-Benz C-Class Coupe และ Cabriolet Minor Change จะเริ่มวางขายในตลาดบ้านเกิดอย่างเยอรมนีในเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนเมืองไทยก็ต้องจับตาดูว่าทางค่ายจะเอามาจำหน่ายเมื่อไหร่

ที่มา Carscoops

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

Mitsubishi Pajero Sport GT-Premium 2WD Limited Edition เพิ่มความปลอดภัยและตกแต่งภายในด้วยสีเบจ

  ค่ายสามเพชร Mitsubishi ได้เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่จะซื้อ Pajero Sport ด้วยรุ่นย่อย "GT-Premium 2WD Limited Edition" ที่เพิ่มความพิเศษกว่ารุ่นปกติกับราคาที่บวกเพิ่มอีก 25,000 บาท

  รูปโฉมภายนอกไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีอะไรต่างจากเดิม เราจะมาว่ากันด้วยภายในห้องโดยสารที่เปลี่ยนจากโทนสีดำมาเป็นโทนสีเบจ เอาใจคนที่ชอบความหรูหราได้ดีทีเดียว นอกนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากรุ่นปกติแล้ว

  ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล Mivec VG Turbo ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม Sport Mode และ ระบบ INC (Idle Neutral Control) + G Sensor

  ระบบความปลอดภัยของรถนั้น จะมีการเพิ่ม "ถุงลมนิรภัย 7 ใบ" มาให้ จากเดิมที่มีให้ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆก็จะมี
- ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้า
- ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบลดกำลังเครื่องยนต์ เพื่อช่วยเบรก
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า พร้อมสวิตช์เปิด-ปิดและไฟแสดงผล สำหรับด้านผู้โดยสาร
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทางด้านคนขับ
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยแถวที่สองแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง พร้อมพนักพิงศรีษะ 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยแถวที่สามแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- ระบบล๊อกป้องกันการเปิดประตูหลังจากภายใน
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX ที่เบาะนั่งแถวที่ 2
- ไฟห้องโดยสารเปิดอัตโนมัติ เมื่อปลดล็อก
- ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อรถมีความเร็ว
- ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม
- ระบบสัญญาณกันขโมย
- ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA - Hill Start Assist System)
- ระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวขณะลากจูง (TSA - Trailer Stability Assist System)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM - Forward Collision Mitigation System)
- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง และรวดเร็ว (UMS - Ultrasonic Misacceleration Mitigation System)
- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา
- กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมเส้นกะระยะ และเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ
- กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด พร้อมเส้นกะระยะ
- สัญญาณกะระยะจอดด้านหน้า-หลัง
- ไล่ฝ้ากระจกหลัง พร้อมระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ
- ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน

  สำหรับราคาค่าตัว อย่างที่บอกในย่อหน้าแรกก็คือ จะเพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติ 25,000 บาท โดยมีราคาอยู่ที่ 1,424,000 บาท ส่วนใครสนใจชมคันจริงรอชมได้ที่งาน Bangkok Motor Show 2018 ที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 28 มี.ค. - 8 เม.ย. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561

Toyota GR Supra Racing Concept ประกาศศักดาถึงการกลับมาของสปอร์ตในตำนาน

  ในงาน Geneva Motor Show 2018 ที่เพิ่งปิดฉากไปไม่นาน ค่าย Toyota ก็ได้ทำการเปิดตัว Toyota GR Supra Racing Concept รถแข่งต้นแบบที่เป็นการบ่งบอกว่าสปอร์ตในตำนานอย่าง Supra จะกลับมาผงาดอีกครั้งแน่นอนหลังจากที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่ปี 2002

  หากใครที่รอคอยที่จะเห็นโฉมของ Toyota Supra โฉมใหม่รุ่นผลิตจริงก็ให้ดูต้นแบบรถแข่งคันนี้เลยเพราะโฉมจริงก็คงไม่ต่างจากรถแข่งคันนี้ เพียงแค่ลดทอนความดุดันจากชุดแต่งรอบคันและรายละเอียดปลีกย่อยหลายจุดก็กลายเป็นเวอร์ชั่นผลิตจริงแล้ว

  รูปลักษณ์ภายนอกของรถค่อนข้างมีความดุดันตามแบบฉบับรถแข่ง ด้วยกันชนด้านหน้าที่มากับช่องระบายอากาศขนาดใหญ่และครีบรีดอากาศบริเวณข้างกันชนหน้า ฝากระโปรงรถออกแบบให้มีรูระบายอากาศ ตัวรถถูกออกแบบให้มีซุ้มล้อใหญ่กว่าปกติ ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ รวมทั้งครีบรีดอากาศขนาดใหญ่ที่กันชนท้าย และอีกจุดที่สำคัญคือ หมายเลข 90 บนรถแข่งคันนี้ถือเป็นการอ้างอิงถึงรหัส Supra ในอดีตอีกด้วย

  ส่วนภายในห้องโดยสารแน่นอนว่าจะมาในรูปแบบของรถแข่ง ติดตั้งเบาะนั่งคนขับแบบบัคเก็ดซีท , โรลบาร์ภายในรถ , พวงมาลัยรถแข่ง , แผงประตูใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และ ตาข่ายภายในรถ

  ทางด้านข้อมูลทางเทคนิคนั้นทาง Toyota ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมา เพียงแต่บอกว่าตัวรถถูกพัฒนาโดย Gazoo Racing จะวางเครื่องยนต์ด้านหน้า และมีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

  เวอร์ชั่นขายจริงของ Toyota Supra น่าจะมาถึงภายในช่วงปี 2019 แต่ถ้าหากใจร้อนอยากจะขับแล้วก็สามารถไปเล่นในเกม Gran Turismo Sport ที่จะปล่อยขายภายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้แล้ว

ที่มา Carscoops
 

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

Range Rover SV Coupe เอสยูวีหรู 2 ประตูรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด 999 คัน

 ค่าย Land Rover ได้เปิดตัว Range Rover SV Coupe เอสยูวีหรู 3 ประตูรุ่นพิเศษที่ได้ชื่อว่าเป็น SUV 3 ประตูที่หรูหราที่สุดในโลก โดยสร้างขึ้นเพื่อรำลึกเวอร์ชั่น 3 ประตูรุ่นคลาสสิกที่เคยวางขายในช่วงปี 1970 

  เอสยูวีสุดพิเศษนี้สร้างขึ้นโดยความร่วมมือของ Land Rover Design กับแผนกยานพาหนะแบบพิเศษ SVO (Special Vehicle Operations) ทำให้เกิดรถเอสยูวีที่มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ธรรมดาและภายในห้องโดยสารที่มีความหรูหรายิ่งขึ้นกว่าเดิม

  Range Rover SV Coupe ได้รับการออกแบบในส่วนของกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ให้มีความแตกต่างจากรุ่นปกติ ในส่วนของตัวถังก็ได้รับการออกแบบใหม่โดยเฉพาะช่วงประตูคู่หน้าที่ถูกยืดประตูให้ยาวขึ้นเพื่อทดแทนประตูหลังที่หายไป ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มีช่วงหลังคาที่ดูลาดและมีสัดส่วนตัวถังที่ดูเตี้ยลงอีกด้วย ส่วนล้ออัลลอยนั้นจะมีทางเลือกล้อขนาด 23 นิ้วเต็มซุ้มล้อกันเลยทีเดียว

  ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะยกคอนโซลหน้ามาจาก Range Rover รุ่นปกติเลย เพียงแต่มีการรังสรรค์การตกแต่งให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้นกว่าต้นแบบ มีการจัดวางที่นั่งแบบ 2+2 เบาะหุ้มด้วยหนังคุณภาพสูงแบบ semi-aniline ตัดเย็บด้วยดีไซน์ที่คล้ายเพชร เบาะยังถูกตัดเย็บด้วยมือและสามารถเลือกโทนสีเบาะได้ตามต้องการ จะเลือกแถวหน้าแถวหลังเบาะคนละสีก็ย่อมได้ นอกจากนี้ยังตกแต่งรอบคันด้วยลายไม้ดีไซน์พิเศษและโลหะผิวมันวาว นอกจากนี้คอนโซลกลางยังถูกออกแบบให้ลากยาวจนไปถึงด้านหลังรถ แม้ด้านหลังจะมีที่เก็บของไม่มากนักแต่ก็มีช่องแอร์และตัวปรับอุณหภูมิแยกไว้เฉพาะสำหรับด้านหลังด้วย

  ขุมพลังของรถจะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 5.0 ลิตร V8 Supercharged พละกำลังสูงสุด 565 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลาราวๆ 5 วินาที เมื่อเทียบกับรุ่นปกติแล้ว ใน Range Rover SV Coupe มีระยะต่ำสุดจากพื้นรถเตี้ยกว่า 8 มิลลิเมตร แต่ก็ยังคงประสิทธิภาพการลุยในน้ำลึกสูงสุดได้ 900 มิลลิเมตร และสามารถลากจูงได้น้ำหนักสูงสุด 3.5 ตัน

  Range Rover SV Coupe จะถูกผลิตในจำนวนจำกัด 999 คัน คาดว่าน่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ในราคาเริ่มต้นที่ 240,000 ปอนด์ หรือประมาณ 10,593,000 บาทไทยไม่รวมภาษี

ที่มา Carscoops

Like Box