แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม็คลาเรน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม็คลาเรน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563

McLaren 765LT ซูเปอร์คาร์ผู้ดีพันธุ์แรง 765 แรงม้า ผลิต 765 คัน

  ค่ายซูเปอร์คาร์แดนผู้ดี McLaren ได้ทำการเปิดตัว McLaren 765LT (LT ย่อมาจาก Longtail) ตัวแรงที่ถูกพัฒนาให้เบากว่าและทรงพลังกว่ารุ่น 720S ที่ค่อนข้างทำผลงานได้น่าประทับใจอยู่แล้ว

   ภายนอกมีการแพ็คเกจแอโรไดนามิกที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยมากับลิ้นด้านหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าใหม่ สเกิร์ตรอบคันใหม่ คิ้วประตูดีไซน์ใหม่เฉพาะ ดิฟฟิวเซอร์ (ครีบรีดอากาศ) กันชนท้ายขนาดใหญ่กว่าเดิมและกันชนท้ายใหม่

  บริเวณด้านหลังถือเป็นจุดที่โดดเด่นเพราะเป็นตำแหน่งห้องเครื่อง ซึ่งมีการออกแบบที่ช่องระบายอากาศฝาท้ายและช่องบริเวณไฟท้ายใหม่ ด้านท้ายมีตะแกรงที่ระบายอากาศได้และระบบไอเสียไทเทเนียมแบบ 4 ท่อซึ่งเบากว่าเหล็กถึง 40% นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น Airbrake พร้อมทั้งมีรูปแบบตั้งค่าให้เลือกมากมายโดยสามารถปรับลดแรงกดหรือลดแรงฉุดได้

  นอกเหนือจากปีกหลังที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว 765LT ยังมีล้อฟอร์จที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษพร้อมสลักเกลียวทำจากไทเทเนียม หุ้มด้วยยาง Pirelli P Zero Trofeo R ล้อจะเป็นแบบ 10 ก้าน และยังมากับชุดเบรกคาร์บอนเซรามิกพร้อมคาลิเปอร์ที่ยกมาจากพี่ใหญ่ Senna 

  หากนั่นยังไม่น่าประทับใจพอ ลูกค้าสามารถเลือกแพ็คเกจ Track Brake ซึ่งมีผ้าเบรคและจานเบรกคาร์บอนเซรามิกจาก Senna โดยจานเบรกแผ่นหลังมีความแข็งแกร่งกว่าจานเบรกคาร์บอนเซรามิกทั่วไปถึง 60% และมีการนำความร้อนได้ดีขึ้น 4 เท่าเพื่อลดการสึกหรอและการซีดจาง

  เข้ามาภายในห้องโดยสาร คุณจะพบกับหลายจุดที่ได้หั่นน้ำหนักลงไป ผู้ขับขี่จะพบเบาะนั่งที่ตัวเบาะทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เสริมด้วย Alcantanra ที่มีน้ำหนักเบากว่าเบาะนั่งสปอร์ตใน 720S ถึง 18 กิโลกรัม หรือแม้กระทั่งระบบปรับอากาศ ระบบเครื่องเสียงก็ถูกถอดออก มีตาข่ายน้ำหนักเบาแทนที่ช่องเก็บสัมภาระที่แผงประตู อย่างไรก็ตามรายการเหล่านี้สามารถขอติดตั้งเพิ่มได้ และมีระบบ Infotainment พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกการปรับแต่งอีกมากมายให้เลือกตามชอบ

  หนึ่งในออปชั่นที่น่าสนใจคือแผงกระจกสองชั้นด้านหลังเบาะที่ทำให้เห็นหัวใจสำคัญของรถ นั่นก็คือ เครื่องยนต์ V8  มันถูกรวมเข้ากับโครงคาร์บอนไฟเบอร์ของโมเดลและแปะเครื่องหมาย 765LT 

  ขุมพลังจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ 4.0 ลิตรที่ปรับแต่งใหม่ ทำให้มีพละกำลังสูงสุด 765 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 799 นิวตันเมตร ได้แรงม้าเพิ่มขึ้น 45 แรงม้า (PS) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 30 นิวตันเมตรจาก 720S

  การอัปเกรดขุมพลังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะรุ่นนี้มากับระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ 7 สปีดที่ปรับปรุงใหม่ ช่วยให้เร่งดีขึ้นอีก 15% จาก 720S และทำเวลาต่อรอบได้เร็วที่สุดใน McLaren Super Series ทุกรุ่น

  ตัวเกียร์ยังมีฟังก์ชั่นใหม่ “limit downshift” เมื่อผู้ขับขี่ต้องการลดเกียร์ลง แต่การเปลี่ยนเกียร์ฉับพลันจะทำให้รถ over-rev หรือรอบสูงเกินไป ฟังก์ชั่นนี้จะทำงานเมื่อความเร็วและรอบขณะขับขี่อยู่ในช่วงที่เหมาะสม

   ในแง่ของประสิทธิภาพ 765LT สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 2.7 วินาทีและ 0-200 กม./ชม.ใน 7.2 วินาที สามารถวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ในเวลาต่ำกว่า 10 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 330 กม./ชม.

 McLaren กล่าวว่ารถมีน้ำหนักน้อยกว่า 720s อยู่ที่ 79 กิโลกรัม  และมีน้ำหนักไม่รวมของเหลวแค่ 1,229 กิโลกรัมเท่านั้น ความหลงใหลในการลดน้ำหนักของ McLaren ทำให้พวกเขาลดความหนาของกระจกหน้าต่างด้านข้างเป็นครั้งแรกในตัวพิเศษ LT ยุคใหม่ กระจกหน้ายิ่งบางกว่าในขณะที่ด้านหลังใช้วัสดุโพลีคาร์บอเนตน้ำหนักเบา

  765LT ยังมากับช่วงล่างที่ปรับแต่งด้วยสปริงและโช้คอัพใหม่ รถรุ่นนี้มีระยะแทร็คด้านหน้าที่กว้างขึ้นตำแหน่งเบาะนั่งต่ำลง มีระบบแซสซีส์ Proactive Chassis Control II พร้อมซอฟต์แวร์ที่ได้รับการปรับปรุงซึ่งสัญญาว่าจะให้ "ความแม่นยำและการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น" นอกจากนี้ระบบบังคับเลี้ยวยังได้รับการปรับอัตราทดไวขึ้นและปรับเพลาทอร์ชั่นบาร์ให้แข็งขึ้น

   การผลิตของ McLaren 765LT จะจำกัดที่ 765 คัน และการเริ่มส่งมอบครั้งแรกจะมีขึ้นในเดือนกันยายน และยังไม่มีการประกาศราคาออกมา ณ ตอนนี้ ส่วนชาวไทยนั้นต้องรอดูว่าจะมีเข้ามาในไทยสักกี่คันครับ

ที่มา Carscoops
  

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

All-New McLaren GT เปิดนิยามใหม่ของสปอร์ตหรูที่มาพร้อมกับสรรพประโยชน์

  ค่ายรถสปอร์ตแดนผู้ดี McLaren ได้ทำการเปิดตัวรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ "McLaren GT" ถือเป็นรุ่นที่ 4 ภายใต้แผนธุรกิจ "Track25" ซึ่งมีการเปิดจองแล้วและจะเริ่มส่งมอบได้ภายในช่วงปลายปีนี้

   ลูกค้าชาวอังกฤษสามารถสั่งซื้อได้ในราคารวมภาษีอยู่ที่ 163,000 ปอนด์ หรือประมาณ  6,598,000 บาท (แต่ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย) 

   McLaren GT ถือเป็นการสร้างแนวคิดใหม่ของรถสปอร์ตแบบ GT หรือ Grand Tourer ตามแบบฉบับของค่าย McLaren ด้วยสมรรถนะที่เป็นเลิศ รูปทรงที่ดูสวยงามโฉบเฉี่ยว น้ำหนักเบา ภายในกว้างขวางนั่งสบายและมีพื้นที่ใช้สอยเยอะเท่าที่ลูกค้าคาดหวังจากรถแนว GT แต่กลับมีความคล่องแคล่วในการขับขี่ในแบบซูเปอร์คาร์ตัวแรงหลายรุ่น

  McLaren GT ถูกพัฒนาขึ้นแบนแพลตฟอร์มแบบโมโนค็อกในชื่อ MonoCell II-T ซึ่งทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ มีพื้นที่ด้านหลังรองรับการจุสัมภาระได้ราวๆ  14.8 ลูกบาศก์ฟุต หรือประมาณ 420 ลิตรกันเลยทีเดียว และยังมีฝาปิดด้านท้ายพร้อมระบบการปิดแบบ Soft-Close และสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าได้ด้วย 

  จากข้อมูลของ McLaren ยังระบุว่าด้านท้ายสามารถรองรับถุงกอล์ฟ สกีความยาว 185 ซม. รองเท้าบู๊ต และ กระเป๋าเดินทางอีกใบ นอกจากนี้ในส่วนด้านหน้ายังมีความจุสัมภาระอีก 150 ลิตร ส่งผลให้ McLaren GT สามารถรองรับการจุสัมภาระมากถึง 570 ลิตรเลยทีเดียว

  ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบที่สวยงามและหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงโดยจะใช้หนัง Nappa เป็นมาตรฐาน ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชั่นเป็นหนังพิเศษที่มีความอ่อนนุ่มกว่าหรือหนัง Alcantara ก็ได้  โดยช่วงปลายปีนี้่จะมีหนัง Cashmere ให้เลือกเพิ่มเติมอีกด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกที่นำหนังชนิดนี้มาตกแต่งในรถยนต์ เบาะนั่งทรงสปอร์ตสามารถปรับไฟฟ้าและปรับอุ่นได้ การตกแต่งภายในรถยังใช้อะลูมิเนียมและวัสดุสี Gloss Black

  หน้าปัดรถจะใช้หน้าจอสี TFT ขนาด 12.3 นิ้วที่มีการออกแบบกราฟิกคล้ายกับบนเครื่องบิน กลางคอนโซลจะเป็นพื้นที่ของหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว มาพร้อมกับระบบนำทางและข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ สำหรับความบันเทิงนั้นก็จะมีสิ่งที่มาเติมเต็มก็คือ เครื่องเสียงระดับพรีเมียม 12 ลำโพงของ Bowers & Wilkins พร้อมซัฟวูฟเฟอร์ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และชุดลำโพงเสียงกลางทำจากเคฟลาร์

  ในส่วนพละกำลังของรถนั้นจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุด 620 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 630 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SSG 7 สปีด เมื่อเปิดระบบ Launch Control ส่งผลให้รถเร่งจาก 0 ถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมง (96 กม. /ชม.) ในเวลาเพียง 3.1 วินาทีเท่านั้น ในขณะที่ 0-124 ไมล์ต่อชั่วโมง (0-200 กม./ชม.) จะทำได้ที่ 9 วินาที จนทะยานไปสู่ท็อปสปีดที่ 203 ไมล์ต่อชั่วโมง (326 กม./ชม.)

  ด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,530 กิโลกรัมส่งผลให้ McLaren GT มีน้ำหนักเบากว่า "คู่แข่งหลักที่พิกัดใกล้เคียงกัน" ถึงราวๆ 130 กิโลกรัม  นอกจากนี้ยังมีอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักอยู่ที่ 399 แรงม้าต่อตัน

  ระบบช่วงล่าง พวงมาลัย และเบรกนั้นได้รับการปรับแต่งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ในแบบฉบับรถแกรนด์ทัวริ่งซึ่งปรับให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงให้การตอบสนองที่ดีและความแม่นยำในการขับขี่ ด้วยชุดโช้คอัพไฮดรอลิก (Proactive Damping Control) ทำให้ McLaren GT สามารถนำเสนอการขับขี่ที่สะดวกสบายในโหมด Comfort แต่ถ้าใครรักสนุกก็ยังสามารถเลือกใช้โหมด Sport และ Track ได้

   สำหรับลูกค้าชาวไทยนั้น เชื่อว่าทางตัวแทนจำหน่ายอย่าง Niche Cars ก็คงไม่พลาดที่จะนำตัวนี้มาขาย แต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้นก็ต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

  

Like Box