วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ชำแหละสเปค Nissan Kicks e-POWER เปิดตัวในไทยเรียบร้อยกับ 4 รุ่นย่อย

   สิ้นสุดการรอคอยเสียทีกับการเปิดตัว All-New Nissan Kicks e-POWER เป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย จากเดิมที่กำหนดการเปิดตัวนั้นคือวันที่ 19 มี.ค. แต่ก็ต้องถูกเลื่อนพร้อมโควิด-19 ล่าสุดวันนี้ทาง Nissan ก็ได้เลือกเปิดตัวและเปิดราคากันทางออนไลน์เป็นที่เรียบร้อย

   เปิดราคาจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยใน 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- S 889,000 บาท
- E 949,000 บาท
- V 999,000 บาท
- VL 1,049,000 บาท
โดยราคานี้เป็น "ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว" เท่านั้น  ทุกรุ่นจะมีการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี รับประกันระบบไฟฟ้า 5 ปี และรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ส่วนตัวรถจะเริ่มลงโชว์รูมและส่งมอบในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

E-Power คืออะไร มีหลักการทำงานยังไง?
   e-POWER เป็นเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของ Nissan ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนอยู่ ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟแบบ EV หลายรุ่น ไม่ใช่เครื่อง Hybrid ธรรมดา , Plug-In Hybrid หรือ Mild Hybrid ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน

   เพราะ e-POWER นั้นจะติดตั้งเครื่องยนต์เหมือนกับรถทั่วไป อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ไม่ใช่กำลังหลักที่ส่งไปยังล้อทั้งสี่ แต่จะเป็นตัวช่วยในการผลิตกระแสไฟฟ้าร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าส่งไปที่แบตเตอรี่ของรถซึ่งเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และส่งผ่านไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าอันเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน

   แม้ว่าทาง Nissan จะโปรโมทหน้าเว็บว่าเป็น "รถพลังงานไฟฟ้า 100%" ก็มีส่วนจริงอยู่ว่ากำลังหลักที่ส่งไปสู่ล้อมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ เครื่องยนต์เพียงแค่ทำหน้าที่ช่วยปั่นไฟเข้าไปกับที่แบตเตอรี่ส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า แต่จะว่าไป e-POWER ก็เสมือนเป็นขุมพลัง "Hybrid" ประเภทหนึ่ง 

   เมื่อเครื่องยนต์เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ทำให้รถยังคงกินน้ำมันแบบ Hybrid ยังคงปล่อยไอเสีย CO2 แบบ Hybrid ธรรมดาทั่วไป อาจจะไม่ได้รักษ์โลกแบบ 100% อย่าง EV ล้วน แต่อย่างน้อยก็ประหยัดและไม่ได้ปล่อยไอเสียเยอะแบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน 

   และด้วยกำลังหลักคือมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถคันนี้จะมีรูปแบบการขับเคลื่อนที่ไม่ต่างจากรถไฟฟ้า EV เลย ตอนคุณกดคันเร่ง แรงบิดจะมาตั้งแต่ 0 รอบ/นาที เหมือนรถ EV ล้วน ทำให้คุณสัมผัสถึงความพุ่ง ความดึงได้ในช่วงออกตัว (การขับรถไฟฟ้าล้วนมันฟินตรงนี้แหละ) และอีกข้อดีก็คือเรื่องเชื้อเพลิงที่สามารถเติมน้ำมันได้แบบรถทั่วไป ไม่จำเป็นต้องหาที่เสียบชาร์จ เจอปั๊มไหนก็เข้าได้เลย ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางวิ่งด้วย
   
ข้อมูลและสเปค All-New Nissan Kicks e-POWER
* มิติตัวถัง ยาว 4,290 มิลลิเมตร กว้าง 1,760 มิลลิเมตร สูง 1,615 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อยาว 2,615 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.1 เมตร ความจุถังน้ำมัน 41 ลิตร
* ระบบช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง /หลังแบบทอร์ชันบีม คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
* ระบบพวงมาลัยแร็ค แอนด์ พิเนียน พร้อมระบบเพาเวอร์ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
* ระบบเบรกหน้าดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน /เบรกหลัง ดิสก์เบรก
* เครื่องยนต์สำหรับการสร้างกระแสไฟฟ้า เครื่องเบนซิน HR12DE 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว ความจุ 1.2 ลิตร 1,198 ซีซี. พละกำลังสูงสุด 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตรที่ 3,600-5,200 รอบ/นาที  สร้างพลังงานให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่เป็นกำลังหลักสำหรับขับเคลื่อน พละกำลัง 129 แรงม้าที่ 4,000-8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตรที่ 500-3,008 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Single Speed Gear Reduction
* มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่
- Normal Mode ให้อัตราเร่งดีเยี่ยมเหมือนรถไฟฟ้า ตอบสนองการเบรกเหมือนรถทั่วไป
- Smart Mode ให้อัตราเร่งดีเยี่ยมเหมือนรถไฟฟ้า ประหยัดเชื้อเพลิงกว่าโหมดแรก ตอบสนองการเบรกในแบบรถไฟฟ้า
- ECO Mode อัตราเร่งนุ่มนวลกว่าทั้ง 2 โหมดก่อนหน้า ประหยัดขึ้นไปอีก
* ตัวรถยังมีมีคันเร่งแบบหน่วง One Pedal เหมือน Nissan Leaf อีกด้วย และถึงจะเป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ใช้น้ำมัน แต่เจ้า Kicks e-POWER สามารถจอดรถเข็นได้ ไม่เหมือนรถไฟฟ้าทั่วไป เพราะมีโหมดเกียร์ว่าง N มาให้
* นอกจากนี้ยังมีมีปุ่ม EV Mode ตัดการทำงานเครื่องยนต์หากผู้ขับขี่อยู่บนเส้นทางที่ต้องใช้ความเงียบ เช่น เขตหมู่บ้าน ชุมชน หรือแอบกลับบ้านตอนดึกไม่ให้เมียรู้ตัว / เดี๋ยวๆๆ
* หรือสามารถเปิด Charge Modeให้เครื่องยนต์ติดเพื่อชาร์จไฟเข้าแบตฯล่วงหน้า มากพอที่จะขับด้วยไฟฟ้าเพียวๆ ได้
รุ่น S ราคา 889,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • กระจังหน้าสีดำเงาตกแต่งพร้อมขอบโครเมียม
  • กันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถ
  • แผงกันกระแทกประตูด้านข้าง - สีดำ
  • มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
  • ไฟหน้าแบบ LED พร้อม LED Signature Light
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED
  • ไฟหน้า Follow-me-home
  • สวิตช์ปรับระดับไฟหน้า
  • ไฟท้ายแบบ LED Signature Light พร้อมไฟเบรกแบบ LED
  • กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
  • กระจกข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว
  • กระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อครถ
  • ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบตั้งเวลาหน่วง / ระบบปัดน้ำฝนด้านหลังแบบหน่วงเวลา
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลังแบบตั้งเวลา
  • ราวหลังคา
  • สปอยเลอร์หลัง
  • เสาอากาศแบบ Shark Fin
  • ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วพร้อมยาง 205/55 R17
  • ชุดซ่อมยางแบบฉุกเฉิน
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • โทนสีภายในดำ
  • เบาะผ้าสีดำ
  • เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำ
  • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบแยกพับ 60 : 40
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้า - หุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์สีดำ แบบเดินตะเข็บด้าย
  • วัสดุตกแต่งภายในบริเวณช่องแอร์ด้านข้าง - ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำ
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลกลาง - ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำ
  • วัสดุตกแต่งภายในบริเวณหัวเกียร์ - ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน และ วัสดุสีดำ เปียโน แบล็ค
  • พนักวางแขนด้านหน้าพร้อมที่เก็บของและช่องจ่ายไฟแบบ USB 2 ตำแหน่ง
  • พวงมาลัยทรงสปอร์ตตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินปรับได้ 4 ทิศทาง หุ้มยูรีเธน
  • พวงมาลัยพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และระบบโทรศัพท์บนพวงมาลัย และสวิตช์ควบคุมหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • กุญแจรีโมทอัจริยะ (Intelligent Key - I-Key)
  • ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ (Push Start Button)
  • ปุ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ (Drive mode switch)
  • ปุ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า (EV mode switch)
  • ระบบการขับขี่แบบคันเร่งเดียว One Pedal
  • มาตรวัดแบบเรืองแสง Fine Vision Meter แบบ Digital ผ่านหน้าจอ TFT
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ TFT หน้าจอสีขนาด 7 นิ้ว
  • มาตรวัดอุณหภูมิภายนอก
  • กระจกไฟฟ้ารอบคัน พร้อมระบบป้องกันการหนีบ (Anti-jam Protection) ด้านคนขับ
  • ที่บังแดดด้านหน้า พร้อมกระจกแต่งหน้า ด้านคนขับ
  • ที่บังแดดด้านหน้า พร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่องสว่าง ด้านผู้โดยสาร
  • วัสดุตกแต่งแผงประตู - ผ้าสีดำ
  • ช่องเก็บเอกสารหลังเบาะที่นั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า
  • พนักพิงศีรษะสำหรับเบาะนั่งด้านหน้า แบบปรับสูง-ต่ำได้
  • พนักพิงศีรษะสำหรับเบาะนั่งด้านหลัง 3 ตำแหน่ง แบบปรับสูง-ต่ำได้
  • ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้า
  • ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร
  • ไฟห้องสัมภาระท้าย
  • ที่วางแก้วตอนหน้า 2 ตำแหน่ง
  • ช่องวางขวดน้ำบริเวณแผงประตูหน้าและหลัง 4 ตำแหน่ง
  • กล่องเก็บของด้านหน้า
  • มือจับด้านใน 4 ตำแหน่ง : คนขับ x 1, ผู้โดยสารตอนหน้า x 1, ผู้โดยสารตอนหลัง x 2
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ
  • ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V
  • ระบบเครื่องเสียง วิทยุ พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooth®, USB และ AUX-IN
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth
  • ลำโพง 4 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
  • ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
  • เทคโนโลยีช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control (IRC)
  • เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง Intelligent Trace Control (ITC)
  • ถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า
  • ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค Anti-lock Braking System (ABS)
  • ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution System (EBD)
  • ระบบเสริมแรงเบรก Brake Assist (BA)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)
  • ระบบ Auto Brake Hold
  • ระบบกุญแจ Immobilizer
  • สัญญาณกันขโมย
  • ปุ่มควบคุมระบบเซ็นทรัลล็อค
  • เข็มขัดนิรภัยคนขับ ELR แบบดึงกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติแบบสองทิศทาง (Double Pre-tentioner with Load Limiter)
  • เข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า ELR แบบดึงกลับ และผ่อนแรงอัตโนมัติ (Single Pre-tentioner with Load Limiter)
  • เข็มขัดนิรภัยที่นั่งด้านหลัง ELR แบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
  • จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX
  • ระบบป้องกันเด็กเปิดประตูหลังจากภายในรถ
  • ระบบโครงสร้างเพื่อความปลอดภัย Zone Body Concept
  • ไฟเบรกดวงที่สาม
รุ่น E ราคา 949,000 บาท (เพิ่ม 60,000 บาทจากรุ่น S)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น S)
  • ไม่มีอะไรต่างจากรุ่น S
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจากรุ่น S)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยสีเงินสไตล์สปอร์ตพร้อมปรับระดับได้
  • แผงประตูตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น S)
  • สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและหลัง
  • ระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ Intelligent Forward Collision Warning (FCW)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking (IEB)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Alert (DAA)
รุ่น V ราคา 999,000 บาท (เพิ่ม 50,000 บาทจากรุ่น E)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น E)
  • แผงกันกระแทกประตูด้านข้างสีดำพร้อมแถบสีเงิน
  • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจากรุ่น E)
  • เบาะหนังสีดำ
  • วัสดุตกแต่งภายในบริเวณช่องแอร์ด้านข้าง - ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน และ วัสดุสีดำ เปียโน แบล็ค
  • วัสดุตกแต่งแผงประตู - หนังสังเคราะห์สีดำ
  • มือจับเปิดประตูด้านในแบบโครเมียม
  • ระบบข้อมูลและความบันเทิง Nissan Connect หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมช่องเชื่อมต่อ Bluetooth®, USB และ AUX IN สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Apple CarPlay® (สำหรับระบบปฏิบัติการณ์ iOS)
  • ลำโพง 6 ตัว
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น E)
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbags)
  • ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM)
  • ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุที่เคลื่อนไหว Moving Object Detection (MOD)
รุ่น VL ราคา 1,049,000 บาท (เพิ่ม 50,000 บาทจากรุ่น V)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจากรุ่น V)
  • ไม่ต่างจากรุ่น V
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจากรุ่น V)
  • เบาะหนังสีดำ หรือทูโทน สีดำ-ส้มแทน
  • โทนสีภายในดำ หรือทูโทน สีดำ-ส้มแทน
  • วัสดุตกแต่งภายในบริเวณช่องแอร์ด้านข้าง - ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน และ วัสดุสีดำ เปียโน แบล็ค
  • วัสดุตกแต่งแผงประตู - หนังสีดำ หรือสีส้มแทน
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากรุ่น V)
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน พร้อมกล้องส่องภาพจากภายนอก Intelligent Rear View Monitor (IRVM)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ Intelligent Cruise Control (ICC)
  • ระบบเตือนจุดอับสายตาบนกระจกมองข้าง Blind Spot Warning system (BSW)
  • ระบบเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
สีตัวถังจะมีให้เลือกดังนี้
  • สีดำ Black Star
  • สีขาว Storm White (ยกเว้นรุ่น VL)
  • สีแดง Radiant Red (เฉพาะรุ่น V)
  • สีเทา Gun Metallic (ยกเว้นรุ่น VL)
  • สีเงิน Brilliant Silver
  • สีส้ม Monarch Orange (เฉพาะรุ่น V)
  • สีส้มพร้อมหลังคาดำ Monarch Orange with Black Roof (เฉพาะรุ่น VL)
  • สีแดงพร้อมหลังคาดำ Radiant Red with Black Roof (เฉพาะรุ่น VL)
  • สีเทาพร้อมหลังคาดำ Gun Metallic with Black Roof (เฉพาะรุ่น VL)
  • สีขาวพร้อมหลังคาดำ  Storm White with Black Roof (เฉพาะรุ่น VL)
รูปภาพเพิ่มเติม

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2563

หลุด Toyota Vios/Vios FS Minor Change ในจีน ก่อนเปิดตัวเร็วๆนี้

   Toyota Vios และ Yaris ในจีนนั้น ต้องบอกกันก่อนว่าจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ต่างจากประเทศไทย แถมประเทศจีนยังมีแยกจำหน่ายเป็น 2 บริษัทคือ FAW Toyota และ GAC Toyota ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้จะเป็นของ FAW Toyota ที่จะมีการปรับโฉมให้กับ Vios และตัวถังแฮตซ์แบ็คในชื่อ Vios FS อีกรอบ

  ทั้ง Toyota Vios และ Vios FS จะใช้ใบหน้าเดียวกัน เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้าอันเป็นใบหน้าเดียวกับ Vios บ้านเรา ตามข้อมูลต่อไปนี้ ชมอีกหนึ่งของแปลกจากเมืองจีน Toyota Vios FS (Vios Hatchback) เมื่อเทียบกันแล้ว จะเห็นว่างานออกแบบก็ไม่ได้หนีไปจากเดิมมากนัก แต่ก็เปลี่ยนรายละเอียดหลายจุดอยู่เหมือนกัน

  ทรวดทรงกระจังหน้าจะดูคล้ายเดิม แต่มีการปรับรายละเอียดในส่วนของไฟหน้าทรงใหม่ นอกจากนี้ยังออกแบบกันชนหน้าใหม่ให้อ้าปากน้อยลง ว่ากันง่ายๆ คือ ช่องระบายอากาศด้านหน้าดูเล็กลง นอกจากนี้ยังแยกส่วนของกรอบไฟตัดหมอกออกมาจากช่องระบายอากาศกันชนหน้าแล้ว 

   ทุกท่านจะสังเกตเห็นความต่างของทั้งสองตัวถัง ในตัวซีดานหรือ Vios จะมากับตะแกรงเส้นตรง แต่ Vios FS จะเป็นตะแกรงแบบรังผึ้ง ส่วนด้านท้ายของทั้งคู่จะปรับรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ และจะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบลายใหม่ รวมทั้งล้อทรงคุ้นตา (จาก Yaris ATIV นั่นเอง)

  ยังไม่มีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของห้องโดยสาร แต่ก็คาดว่าจะไม่ปรับปรุงอะไรมากมาย ส่วนขุมพลังมีแนวโน้มสูงว่าจะตัดทางเลือกเครื่องเบนซิน 1.3 ลิตรออก เหลือเพียงเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 5NR-FE มากับพละกำลัง 107 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตัน-เมตรที่ 4,200 รอบ/นาที ทุกรุ่นมีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ CVT

  คาดว่า Toyota Vios และ Vios FS Minor Change คงจะเปิดตัวที่จีนในเร็ววันนี้ และต้องลุ้นว่าหน้านี้จะมาลงใน Vios บ้านเราหรือไม่?

 ภาพจาก Autohome 1 และ 2

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




/

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2563

All-New Porsche 911 GT3 กับขั้นสุดท้ายของการทดสอบก่อนเปิดตัว

  ที่คุณกำลังเห็นอยู่นี้ก็คือภาพการทดสอบของ Porsche 911 GT3 เจเนเรชั่นใหม่รหัสตัวถัง 992 บนสนามแข่ง Nurburgring ที่เผยสัดส่วนตัวถังให้เห็นแบบครบถ้วน ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นช่วงขั้นสุดท้ายของการพัฒนาและการทดสอบแล้ว คาดว่าในอนาคตไม่ไกลจะมีการเปิดตัวออกมา

  โดยภายนอกจะมากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ดุดันขึ้น ฝากระโปรงหน้าใหม่พร้อมรูระบายอากาศ ส่วนด้านท้ายจะมากับกันชนดีไซน์ใหม่ที่ดุดัน (ที่ยังคงปิดบังรายละเอียดเต็มๆ อยู่) พร้อมท่อไอเสียคู่ตรงกลาง นอกจากนั้นแล้วยังมากับดุมล้อแบบล็อคตรงกลาง และปีกด้านหลังขนาดใหญ่

   Porsche 911 GT3 โฉมใหม่จะยังคงเป็นรุ่นเดียวในตระกูลที่มากับเครื่องยนต์ไร้เทอร์โบ ไร้ระบบอัดอากาศ โดยจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร 6 สูบเหมือนใน 911 Speedster และ Cayman GT4 ตัวเครื่องจะติดตั้งตัวกรองอนุภาค ซึ่งน่าจะปล่อยพละกำลังได้ราวๆ 520 แรงม้า กำหนดรอบสูงสุดไว้ถึง 9,000 รอบต่อนาที จะมีทางเลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและอัตโนมัติ Dual Clutch นอกจากนี้คาดว่าอาจจะมีเวอร์ชั่น Touring แบบไร้ปีกหลัง ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นที่แล้ว

 911 GT3 โฉมใหม่จะถูกพัฒนาอย่างมากในการปรับปรุงค่าแรงกด (Downforce) ปรับปรุงแชสซีส์ให้แข็งแกร่งมากขึ้นและระบบช่วงล่างใหม่ที่ช่วยให้หักเลี้ยวโค้งได้แม่นยำกว่าเดิม

   คาดว่าจะเปิดตัว All-New Porsche 911 GT3 อาจเกิดขึ้นช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ครับ

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




/

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2563

Lexus LC Coupe MY2021 สปอร์ตหรูล้ำกับการปรับปรุงสเปคใหม่

   เมื่อไม่นานมานี้ทาง Lexus ได้เผยโฉม Lexus LC Coupe รุ่นปรับปรุงปี 2021 (MY2021) ที่ได้รับการปรับปรุงสเปคใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะมีอะไรน่าสนใจบ้างลองไปชมกันครับ

  ภายนอกไม่ได้มีการปรับปรุงอะไรมากมาย โดยตัวถังภายนอกจะมีการเพิ่มทางเลือกสีใหม่ 2 สี ได้แก่ สีส้ม Cadmium Orange และสีเขียว Nori Green Pearl พร้อมกันนี้ ในส่วนของล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วยังมีการปรับปรุงที่มาพร้อมสี  Dark Graphite นอกนั้นก็จะยังคงดีไซน์ที่สวยล้ำสมัยเช่นเดิม

   เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสารที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรมากเช่นกัน โดยในส่วนของระบบ Infotainment ขนาด 10.3 นิ้วได้รับการปรับปรุงให้รองรับ Android Auto จากเดิมที่รองรับได้เพียงแค่ Apple CarPlay เท่านั้น นอกจากนั้นแล้วยังมีการปรับปรุงตัวเลือกเบาะ โดยยกเลิกเบาะหนังสีขาวแบบ Bespoke White  และนอกจากนี้ยังมีเบาะสีแดงใหม่ Flare Red แทนที่สี Rioja Red เดิม

   อีกหนึ่งความน่าสนใจของ LC Coupe MY2021 ก็คือวิศวกรสามารถลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็นของรถได้ราวๆ 10 กิโลกรัม อันเป็นผลมาจากการติดตั้งระบบกันสะเทือนใหม่ คอยล์สปริงใหม่ทำจากจากอลูมิเนียมที่มีความแข็งแรงสูง และล้อหลังที่มีน้ำหนักเบาลง

   โดยระบบกันสะเทือนได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เกาะถนน มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งด้านหน้าและหลัง เช่นเดียวกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Active Cornering Assist ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าโค้งของรถได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังปรับปรุงการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ทำงานราบรื่นขึ้นและช่วยในการเร่งได้ดีขึ้นด้วย

ท้ายสุด แต่ไม่ท้ายสุดระบบส่งความเร็วอัตโนมัติ 10 ระดับของ LC 500 ได้รับการติดตั้ง shift shift แบบใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีความเร็วสูงขึ้นก่อนเปลี่ยนเกียร์ Lexus กล่าวว่าพวกเขามุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เรียกว่า“ active zone” ซึ่งเป็น“ ที่ซึ่งผู้ขับขี่ส่วนใหญ่พบตัวเองในช่วงเค้น 50-70%”

   ทางเลือกของเครื่องยนต์นั้นจะมีขุมพลังเบนซินขนาด 5.0 ลิตร V8 ที่ให้พละกำลัง 478 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 539 นิวตันเมตร ช่วยให้ LC 500 สามารถเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที

  ส่วนลูกค้าที่มองหาขุมพลังที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องไป LC 500h ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร V6 พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ปล่อยพละกำลังรวมทั้งระบบที่ 359 แรงม้า (PS)

   Lexus LC Coupe MY2021 ยังไม่มีการเปิดราคาจำหน่ายออกมา โดยตลาดสหรัฐฯ จะเปิดตัวช่วงฤดูร้อนหรือเดือนมิถุนายนนี้ 

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




/

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

ลือ Lexus เตรียมเปิดตัว "Lexus LQ" Flagship SUV คันใหม่ในปี 2022

  Lexus LS ถือเป็นรถซีดานระดับ Flagship ของค่ายที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน แต่ทางค่ายนั้นยังขาดรถ SUV ระดับ Flagship อย่างที่แบรนด์หรูหลายๆ ค่ายมี แต่ดูเหมือนว่าจะมีข่าวคราวล่าสุดของรถแนวที่ว่านี้ของ Lexus แล้ว ซึ่งรถที่ว่านี้อาจจะมาในชื่อ "Lexus LQ"


  อย่างที่รู้ว่ารถ SUV เป็นหนึ่งในรถที่ผู้ใช้ทั่วโลกให้การตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด ค่ายรถหรู ดังนั้น LQ จะมาช่วยเติมเต็มไลน์อัพของพวกเขาให้ครบครันขึ้น คาดว่าตัวรถจะมีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นแบบ Lexus LF-1 Limitless Concept และใช้พื้นฐานหลายๆ อย่างร่วมกับ Lexus LS โฉมปัจจุบัน

     โดยเมื่อ 2 ปีก่อนนั้นทาง Lexus ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อ "LQ" ไว้ที่สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังการเปิดตัวต้นแบบ LF-1 ที่งาน Detroit Auto Show 2018 

   เมื่อใช้พื้นฐานร่วมกับ LS จะทำให้ Lexus LQ จะมากับขุมพลังเช่นเดียวกับ LS ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.5 ลิตร Twin-Turbo V6 พละกำลัง 416 แรงม้าจาก LS 500 และขุมพลัง Hybrid เบนซิน 3.5 ลิตร V6 ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว พละกำลัง 354 แรงม้าใน LS 500h นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีตัวแรงรหัสพ่วงท้าย F ที่อาจจะมากับเครื่องเบนซิน Twin-turbo V8 พละกำลังไม่ต่ำกว่า 600 แรงม้า

   แน่นอนว่า Lexus LQ จะมาเป็นผู้ท้าชิงของ Mercedes-Benz GLS, BMW X7  รวมทั้ง Range Rover การเปิดตัวคาดว่าอาจจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2022 โดยราคาอาจจะอยู่ราวๆ 80,000-100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 2.6 ล้าน-3.2 ล้านบาท) ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา Caranddriver

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




/

Like Box