แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lamborghini แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Lamborghini แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563

Lamborghini Huracan EVO RWD เวอร์ชั่นขับหลังของกระทิงดุจากอิตาลี

  เป็นเวลา 1 ปีแล้วที่ Lamborghini เปิดตัว Huracan EVO หรือ Huracan รุ่น Minor Change ที่ได้รับการปรับปรุงโฉมและสมรรถนะใหม่  และล่าสุดทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวเวอร์ชั่นขับเคลื่อนล้อหลังของซูเปอร์คาร์ตัวแรงคันนี้ภายใต้ชื่อ "Lamborghini Huracan EVO Rear-Wheel Drive (RWD)"

  เห็นชื่อแล้วอาจจะดูแปลกๆ แต่ก็ไม่ใช่ชื่อที่แย่ที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถซุปเปอร์คาร์ของอิตาลี อย่างไรก็ตามทาง Lamborghini ให้สัญญาว่าจะ "ทำให้คนขับเป็นจุดศูนย์กลางของประสบการณ์การขับขี่" เช่นเดียวกับเจเนเรชั่นก่อนอย่าง Gallardo LP 550-2 ปี 2009 ที่นำระบบขับเคลื่อนล้อหลัง RWD กลับมาสู่ไลน์อัพของ Lamborghini อีกครั้งในรอบหลายปี ต่อเนื่องมาจนถึง Huracan รุ่นก่อนปรับโฉม

    เครื่องยนต์ก็ยกมาจากรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อแต่นำมาปรับแต่งใหม่โดยใช้เครื่องเบนซิน V10 ที่ติดตั้งกลางลำตัวรถ เป็นเครื่องที่ไร้เทอร์โบ ความจุ 5.2 ลิตร สร้างพละกำลังสูงสุด 610 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังจะใช้เกียร์อัตโนมัติคลัตซ์คู่ 7 สปีดพร้อมระบบช่วยในการออกตัว Launch Control น้ำหนักตัวรถจะเบากว่ารุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD ราวๆ 33 กิโลกรัม เหลือ 1,389 กิโลกรัม

  อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 3.3 วินาที (ช้ากว่า AWD 0.4 วินาที) และเร่งถึง 200 กม./ชม. ในเวลา 9.3 วินาที (ช้ากว่า AWD 0.3 วินาที) ส่วนท็อปสปีดจะอยู่ที่ 325 กม./ชม. เท่ากับ AWD

  Lamborghini กล่าวว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง RWD ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานยิ่งขึ้นทั้งในสภาพพื้นแห้งและเปียก สิ่งเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยระบบควบคุมการลื่นไถล (P-TCS) ใหม่ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง โดยให้แรงบิดแม้ในขณะที่รถกำลังดริฟท์ก็ตาม

    ในขณะที่ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี "Normal" ช่วยในการแยกส่วนที่คมชัดและรอให้รถมีเสถียรภาพอย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะส่งแรงบิดอีกครั้ง ระบบ P-TCS จะส่งแรงบิดล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดแรงบิดที่กะทันหันและทำให้แรงดึงดีขึ้นเมื่อออกจากหัวมุมเลี้ยว นอกจากนี้รถยังมีการนำเสนอโหมดการขับขี่ที่คุ้นเคย 3 โหมดที่เลือกผ่านปุ่มพวงมาลัย ได้แก่ โหมด “STRADA”  "SPORT" ละ "CORSA" 

    รุ่น RWD ที่มีการกระจายน้ำหนักด้านหน้า / ด้านหลัง แบบ 40/60 มาพร้อมกับสปริงเหล็กและตัวหน่วงไฮดรอลิก ทางด้านตัวหน่วงแม่เหล็กไฟฟ้า“ MagneRide” ก็มีให้เลือกเช่นกัน

   Lamborghini ได้ออกแบบดีไซน์ใหม่ให้กับ Huracan EVO RWD เล็กน้อยเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างรุ่นขับหลังกับขับสี่ โดยมากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมลิ้นกันชนด้านหน้าขนาดใหญ่ กันชนหลังตกแต่งด้วยสีดำมันวาวสูงพร้อมครีบรีดอากาศใหม่ นอกจากนี้ยังได้ล้อขนาด 19 นิ้วลายใหม่หุ้มด้วยยาง Pirelli P Zero ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดยมีเบรกแบบระบายอากาศและ cross-drilled ในขณะที่ยังมีออปชั่นเพิ่มเติมเป็นล้อขนาด 20 นิ้วและเบรคคาร์โบเซรามิก

   ในสหราชอาณาจักร Huracan EVO RWD มีราคาเริ่มต้นที่ 137,000 ปอนด์ (ประมาณ 5,411,000 บาท) น้อยกว่ารุ่น AWD ประมาณ 28,000 ปอนด์ (ประมาณ 1,106,000 บาท)

   Lamborghini Huracan EVO RWD จะเริ่มส่งมอบในฤดูใบไม้ผลิหรือตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป ส่วนตลาดไทยจะมีการเปิดตัวเมื่อไหร่ต้องติดตามครับ

ที่มา Carscoops
   
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ  

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562

Lamborghini Aventador SVJ Roadster ซูเปอร์คาร์เปิดประทุนพลังแรง

 ภายในงาน Geneva Motor Show 2019 ที่กำลังจัดขึ้นอยู่ตอนนี้ ค่ายกระทิงดุ Lamborghini ได้ทำการเปิดตัว Lamborghini Aventador SVJ Roadster ซูเปอร์คาร์เปิดประทุนพลังแรงระดับเรือธงของค่าย

  ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 770 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 720 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ISR 7 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 2.9 วินาที หรือเร่งจนถึง 200 กม./ชม. ในเวลา 8.8 วินาที ก่อนทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ตัวเลขอัตราเร่งถือว่าช้ากว่ารุ่น Coupe เล็กน้อย (2.8 วินาที) ด้วยผลจากการที่ต้อองแบกน้ำหนักเพิ่มอีก 50 กิโลกรัมจากรุ่น  Coupe  นั่นเอง

  Lamborghini ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกถึงน้ำหนักตัวรถมากนัก แต่ก็ยืนยันว่า Aventador SVJ Roadster จะมีหลังคาที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์แบบแยกชิ้นจำนวน 2 แผ่น ซึ่งแต่ละแผ่นมีน้ำหนักแค่ 6 กิโลกรัมเท่านั้น แผ่นหลังคาสามารถถอดออกได้แบบรวดเร็วผ่านก้านปลดและเก็บไว้ใต้ฝากระโปรงหน้า

  เพื่อให้แน่ใจว่าห้องโดยสารยังคงให้ความสะดวกสบายเมื่อถอดหลังคาออก ด้านหลังมีการติดตั้งหน้าต่างขนาดเล็กซึ่งสามารถเปิดหรือปิดได้ด้วยการกดปุ่ม ภายในห้องโดยสารยังมากับแผงหน้าปัดแยยดิจิตอลพร้อมระบบนำทาง GPS และยังรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ได้อีกด้วย

    เช่นเดียวกับตัว Coupe ในรุ่น Roadster จะสามารถปรับแอโรไดนามิกให้ได้ค่าแรงกดสูงและมีแรงฉุดลากต่ำ  ซึ่งทำได้โดยการปรับตำแหน่งของลิ้นสเกิร์ตด้านหน้าและสปอยเลอร์ด้านหลังคาร์บอนไฟเบอร์
ถือเป็นระบบที่มีความทันสมัยสูงและใช้เพื่อปรับปรุงการเข้าโค้งได้ และยังสามารถปรับปีกสปอยเลอร์ข้างขวาหรือซ้ายเพื่อเพิ่มแรงกดและแรงฉุดฉากตามต้องการได้ด้วย

   Aventador SVJ Roadster ยังมีพวงมาลัยที่สามารถควบคุมการเลี้ยวล้อหลัง เบรกคาร์บอนเซรามิกและระบบช่วงล่างแบบ magneto rheological ที่มีเหล็กกันโคลงซึ่งมีความแข็งแรงกว่า 50% ที่ใช้ใน Aventador SV Roadster

   Lamborghini Aventador SVJ Roadster  จะผลิตจำนวนจำกัดแค่ 800 คันเท่านั้น การส่งมอบจะเริ่มในช่วงฤดูร้อนหรือกลางปีนี้ในราคาเริ่มต้นที่ € 387,007 หรือประมาณ 13,839,000 บาทไทย ไม่รวมภาษีสรรพสามิต ส่วนเมืองไทยจะมีโควตาเข้ามาสักกี่คันก็ต้องรอดูครับ

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562

Lamborghini Huracan Evo Spyder กระทิงดุรุ่นใหม่เวอร์ชั่นเปิดหลังคา

  หลังจากการเปิดตัว Lamborghini Huracan Evo ตัวถัง Coupe หลังคาแข็ง ไปเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนมีนาคมนี้ทางค่ายกระทิงดุก็ได้เปิดตัว Lamborghini Huracan Evo Spyder ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นเปิดหลังคารับลมภายในงาน Geneva Motor Show 2019

  แน่นอนว่าซูเปอร์คาร์คันนี้จะมากับหลังคาผ้าใบที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลา 17 วินาทีขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 50 กม./ชม. ด้านหลังยังมีกระจกกั้นซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกเปิดเพื่อรับฟังเสียงเครื่องยนต์ V10 อันทรงพลังก็ได้

  ก็เหมือนกับตัวถัง Coupe ในรุ่นเปิดประทุนจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 5.2 ลิตร V10 เหมือนเช่นเคย โดยมีพละกำลังสูงสุด 640 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรที่สูงสุดที่ 6,500  รอบ/นาที โดยมีน้ำหนักตัวถังไม่รวมของเหลวที่ 1,542 กิโลกรัม และอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก 2.41 กก./แรงม้า (PS)  มากับอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.1 วินาที (ช้ากว่า Coupe 0.2 วินาที) หรือเร่งจนถึง 200 กม./ชม.ใน เวลา 9.3 วินาที (ช้ากว่า Coupe 0.3 วินาที) และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 325 กม./ชม. เท่าตัวถัง Coupe

  และเช่นเดียวกันนี้ ในรุ่นเปิดประทุนจะติดตั้งเทคโนโลยี Lamborghini Dinamica Veicolo Integrata (LDVI) ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลกลางที่ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของรถในทุกแง่มุมได้ ซึ่งระบบนี้จะอาศัยการช่วยเหลือจากสมองกล Lamborghini’s Piattaforma Inerziale และยังรวมถึงระบบควบคุมพวงมาลัยที่ล้อหลัง , ระบบช่วยกระจายแรงบิดขณะเข้าโค้งที่ล้อทั้งสี่ล้อ , ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ megnetorheological ที่ปรับปรุงใหม่ , ระบบป้องกันการลื่นไถลแบบ Advance และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ได้รับการอัพเกรดใหม่

   Lamborghini Huracan Evo Spyder ยังมีการนำเสนอสีตัวถังใหม่ นั่นคือ สีเขียว Verde Selvans รวมทั้งล้อลายใหม่ขนาด 20 นิ้วพร้อมยาง Pirelli P Zero

  ภายในห้องโดยสารมีการใช้วัสดุทั้งหนังแท้และหนัง Alcantara ผสมกัน โดยมีรายละเอียดการตกแต่งและการเดินด้ายตะเข็บตามสีตัวถังรถภายนอก ติดตั้งหน้าจอตรงกลางขนาด 8.4 นิ้ว สามารถควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวนิ้วหลายนิ้วได้ (multi-finger gesture control) รวมทั้งการรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานแบบสมาร์ทโฟนในตัว , เชื่อมต่อระบบนำทาง , วิทยุออนไลน์ และมีฮาร์ดดิสก์ความจุสูงในตัว อีกทั้งยังมีกล้องแบบ Dual-Camera Telemetry System

  Lamborghini Huracan Evo Spyder จะมีราคาเริ่มต้น 202,437 ยูโร หรือประมาณ 7,220,000 บาท ไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย สุดท้ายสาวกต้องมารอดูกันว่ารุ่นนี้จะมาเปิดตัวในไทยเมื่อไหร่

ที่มา Carscoops
  

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562

Lamborghini Huracan Evo กระทิงดุมาดใหม่ พกพาม้า 640 ตัว 0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที

  ค่ายกระทิงดุแห่งอิตาลี Lamborghini ได้ทำการเผยโฉม Huracan รุ่นปรับโฉมใหม่ ภายใต้ชื่อว่า "Huracan Evo" ที่มีการปรับโฉมภายนอกให้ภายในใหม่ เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ และอัปเกรดขุมพลังให้แรงขึ้นอีกด้วย

  ดีไซน์ภายนอกของรถมีการปรับปรุงงานออกแบบกันชนหน้าใหม่ที่มาพร้อมลิ้นสีดำ ออกแบบให้มีการไหลเวียนอากาศได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันช่องรับอากาศที่กันชนหน้ายังดีไซน์ในรูปแบบ Y-Shape อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญใน Lamborghini หลากหลายรุ่น นอกจากนี้ยังมีล้อลายใหม่ รวมทั้งช่องระบายอากาศด้านข้างดีไซน์ใหม่

  เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มีการออกแบบใหม่ ตั้งแต่โคมไฟท้ายที่ปรับปรุงรายละเอียดใหม่ รวมทั้งดีไซน์กันชนท้ายให้มีความดุดันน่าเกรงขามขึ้น ท่อไอเสียมีการติดตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ด้านท้ายยังออกแบบให้มีสปอยเลอร์ในตัวเพื่อสร้างแรงกดให้กับรถเพิ่มขึ้น ด้วยการออกแบบทั้งหมดนี้ทางผู้ผลิตยังให้ข้อมูลว่า มันส่งผลต่อการสร้างแรงกดและมีแอโร่ไดนามิกที่ดีขึ้นถึง 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ Huracan รุ่นแรก

  ภายในห้องโดยสารมีการหุ้มหนังแท้และหนัง Alcantara ในรูปมีรายละเอียดการตกแต่งแบบ Arancio Dryope  ซึ่งใช้โทนสีส้มรอบคัน เพื่อให้เข้ากับสีโปรโมทภายนอก สีส้ม Arancio Xanto นอกจากนี้ยังเลือกตกแต่งบริเวณคอนโซลกลางและแผงประตูด้วยลวดลายคาร์บอนผสมแบบพิเศษ Carbon Forged Composites หรือวัสดุคาร์บอนแบบพิเศษที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Lamborghini เพื่อให้เข้ากันกับไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารที่สามารถปรับแต่งได้ หรือจะเลือกการตกแต่งภายในด้วยตัวเองโดยผ่านการตกแต่งโดย Ad Personam Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอของ Lamborghini

   อีกหนึ่งไฮไลต์ครั้งสำคัญคือการแทนที่ปุ่มต่างๆบริเวณคอนโซลกลางด้วยหน้าจอตรงกลางขนาด 8.4 นิ้ว สามารถควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวนิ้วหลายนิ้วได้ (multi-finger gesture control) รวมทั้งการรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานแบบสมาร์ทโฟนในตัว , เชื่อมต่อระบบนำทาง , วิทยุออนไลน์ และมีฮาร์ดดิสก์ความจุสูงในตัว อีกทั้งยังมีกล้องแบบ Dual-Camera Telemetry System

   ขุมพลังของรถจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 5.2 ลิตร V10 เหมือนเช่นเคย โดยมีพละกำลังสูงสุด 640 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรที่สูงสุดที่ 6,500  รอบ/นาที เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมถือว่ามีพละกำลังเพิ่มขึ้น 30 แรงม้า โดยมีน้ำหนักตัวรถไม่รวมของเหลวที่ 1,422 กิโลกรัม อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 2.9 วินาที หรือทะยานไปถึง 200 กม. / ชม. ในเวลา 9 วินาที  ในขณะที่การเบรกจาก 100 กม./ชม. จนหยุดนิ่งสามารถทำได้ในระยะ 31.9 เมตร ส่วนความเร็วสูงสุดของ Huracan EVO จะอยู่ที่ 325 กม./ชม

  Lamborghini Huracan Evo ยังมากับเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า Lamborghini Dinamica Veicolo Integrata (LDVI) ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลกลางที่ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของรถในทุกแง่มุมได้ ซึ่งระบบนี้จะอาศัยการช่วยเหลือจากสมองกล Lamborghini’s Piattaforma Inerziale 

   คุณสมบัติด้านการขับขี่อื่นๆที่สำคัญก็จะมี ระบบควบคุมพวงมาลัยที่ล้อหลัง , ระบบช่วยกระจายแรงบิดขณะเข้าโค้งที่ล้อทั้งสี่ล้อ , ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ megnetorheological ที่ปรับปรุงใหม่ , ระบบป้องกันการลื่นไถลแบบ Advance และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ได้รับการอัพเกรดใหม่

    สำหรับราคาของ Lamborghini Huracan Evo จะมีราคาเริ่มที่ 261,274 ดอลลาร์หรือประมาณ 8,351,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิต สำหรับเศรษฐีชาวไทยนั้นแน่นอนว่าทาง Lamborghini เมืองไทยไม่พลาดที่จะเอารุ่นนี้มาขายแน่นอน แต่จะมาเมื่อไหร่ต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Lamborghini Aventador SVJ กระทิงดุตัวจี๊ดพลังแรง 770 แรงม้า / 0-100 กม./ชม. 2.8 วินาที

  ค่ายกระทิงดุแห่งแดนมักกะโรนี Lamborghini ได้ทำการเผยโฉม Lamborghini Aventador SVJ ซูเปอร์คาร์เวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์ที่สุดในตระกูล Aventador เท่าที่เคยสร้างมา ยกระดับประสิทธิภาพต่างๆของรถให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังนำรถไปทดสอบวิ่งจับเวลาหลายต่อหลายรอบที่สนาม Nurburgring อีกด้วย

  ภายในห้องเครื่องของรถคันนี้จะมากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร พละกำลังสู
สุด 770 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 720 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม. / ชม. ในเวลา 2.8 วินาที ทะยานจนไปถึง 200 กม./ชม.ในเวลา 8.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 350 กม./ชม.

  เช่นเดียวกับ Aventador S  ในรุ่น SVJ ติดตั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังของ Lamborghini เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำและเสถียรภาพในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ISR 7 สปีดถ่ายทอดกำลังลงล้อที่หุ้มด้วยยาง Pirelli P Zero Corsa

  Lamborghini Aventador SVJ จะเป็นเวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์รุ่นที่ 2 ต่อจาก Lamborghini Huracan Performante ที่ติดตั้งเทคโนโลยี Aerodinamica Lamborghini Attiva (ALA) เวอร์ชั่นล่าสุดซึ่งช่วยสร้างแรงกดมากกว่า 40% และยังสามารถควมคุมอากาศรอบๆคันรถเพื่อสร้างเป็นแรงกดขณะเร่งความเร็วหรือเข้าโค้งได้ด้วย

  ภายนอกของ Lamborghini Aventador SVJ ได้รับการออกแบบให้มีความดุดันยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้านหน้ามากับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ด้านข้างตกแต่งบริเวณช่องระบายอากาศใหม่ ในส่วนด้านท้ายมากับฝากระโปรงหลังพร้อมช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ กันชนท้ายที่มากับดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ดุดันและท่อไอเสียคู่ นอกจากนี้ยังมากับหลังคาที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์อีกด้วย

   Lamborghini Aventador SVJ จะผลิตจำนวนจำกัด 900 คันเท่านั้น ในราคาขาย 517,700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,923,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิต

  หากใครคิดว่าคันนี้ยังพิเศษไม่พอ ทางค่าย Lamborghini ยังมีอีกรุ่นก็คือ "Aventador SVJ 63 " ที่ผลิตเพื่อเฉลิมฉลองในการก่อตั้งแบรนด์เมื่อปี 1963 ภายนอกมากับการตกแต่งด้วยโทนสีขาว ดำและทอง มีตัวเลข 63 บนตัวถังบ่งบอกความพิเศษ

ที่มา Carscoops

Like Box