วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-Benz SLC Final Edition โรดสเตอร์รุ่นพิเศษสั่งลาปลายโมเดล

  หากพูดถึง Mercedes-Benz SLK หลายคนต้องนึกถึงโรดสเตอร์เปิดประทุนหลังคาแข็งคันงามที่เปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1996 และได้รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งโมเดลปัจจุบันที่มาในชื่อ SLC แต่แน่นอนว่าความนิยมนั้นก็เริ่มถดถอยไปตามกาลเวลา และก็ยังไม่มีข่าวคราวใดๆเกี่ยวกับการพัฒนา SLC เจเนเรชั่นใหม่เลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่รู้ตอนนี้ก็คือทางค่ายดาวสามแฉกได้แนะนำ SLC Final Edition รุ่นพิเศษส่งท้ายปลายโมเดลออกมา

  SLC Final Edition จะจำหน่ายทั้งในตลาดยุโรปและสหรัฐฯ สร้างบนพื้นฐานของ SLC300 และ SLC43 สำหรับภายนอกของ SLC 300 จะมากับสีเทา Selenite Grey เน้นการตกแต่งสีดำเงาที่ภายนอกและมากับล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษขนาด 18 นิ้วสี Gloss Black และตกแต่งด้วยชุดแต่ง AMG ภายนอกซึ่งมากับกันหน้าดีไซน์สปอร์ต รวมทั้งอัปเกรดระบบช่วงล่างและเบรกอีกด้วย

 ทางด้านตัวแรงอย่าง SLC43 จะมากับสีตัวถังสีเหลือง Sun Yellow ที่ชวนให้นึกถึงสีเหลืองที่ใช้เปิดตัวใน SLK เจเนเรชั่นแรก เน้นการตกแต่งสีดำเงาที่ภายนอก และล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 18 นิ้วสีดำด้าน

  ภายในห้องโดยสารของทั้งสองรุ่นจะมากับสีทูโทนดำ-เทา มีเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa , สายเข็มขัดนิรภัยสีเทา และตกแต่งเบาะด้วยหนังลายคาร์บอนไฟเบอร์ รวมทั้งตกแต่งรอบคันด้วยอะลูมิเนียม พวงมาลัยตกแต่งด้วยหนังคาร์บอนทรงฐานตัด และมีพรมปูพื้นแบบพิเศษ นอกจากนี้ยังมีระบบปรับความอุ่นที่คอ AIRSCRAF และเครื่องหมาย "Final Edition" อยู่มากมายรอบคันรถ

  ขุมพลังของรถที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกาจะมีดังนี้
- SLC300 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ พละกำลังสูงสุด 244 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 5.8 วินาทีก่อนทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

- SLC43 เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ 3.0 พละกำลังสูงสุด 390 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร  สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เท่ากันกับ SLC300

ส่วนลูกค้าชาวยุโรปนั้นจะมีทางเลือกเพิ่มเติมอีก 2 แบบ ได้แก่
- SLC180 เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ พละกำลังสูงสุด 156 แรงม้า (PS)  แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
- SLC200 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า (PS)  แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร

   Mercedes-Benz SLC Final Edition จะเริ่มจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯช่วงปีหน้า แต่สำหรับลูกค้ายุโรปจะเริ่มส่งมอบรถกันแล้วโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 41,536.95 ยูโร (ประมาณ 1,502,000 บาทไทย) สำหรับรุ่น SLC180 จนถึงรุ่นท็อปสุด SLC43 ในราคา 65,045.40 ยูโร  (ประมาณ 2,352,000 บาทไทย)

ที่มา Carscoops
  


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2562

Jaguar XE Minor Change ปรับโฉมซาลูนหรูรุ่นเล็กแดนผู้ดี

  ค่ายรถหรูแดนผู้ดีได้ทำการเผยโฉม Jaguar XE Minor Change รถซาลูนสุดหรูน้องเล็กของค่าย ให้มีความสวยงามและทันสมัยขึ้น เพื่อต่อกรกับคู่แข่งเยอรมันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อขึ้น

  ภายนอกมีดีไซน์ที่ค่อนข้างดุดันขึ้น ด้วยโคมไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูเฉียบคมซึ่งมีรายละเอียดไฟ LED ภายในเป็นรูปตัว J พร้อมกับปรับกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีรูรับอากาศขนาดใหญ่ขึ้น เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้าย LED ทรงใหม่ที่ทรวดทรงเรียวขึ้นและดีไซน์มีลูกเล่นนูนลงมาเล็กน้อย และกันชนท้ายใหม่ที่ดูมีมิติกว่าเดิม สำหรับใครที่อยากได้ความสปอร์ตเพิ่มขึ้นก็ต้องเลือกรุ่น R-Dynamic ที่จะมากับกันชนหน้าที่ดุดันขึ้น กระจังหน้าโทนสีเข้ม และมีตัวเลือกล้อดีไซน์สปอร์ต เช่นเดียวกับภายในที่จะมากับเบาะนั่งทรงสปอร์ต ดีไซน์การตัดเย็บที่ดูแตกต่างจากรุ่นปกติ และสครัพเพลทพร้อมสัญลักษณ์ R-Dynamic

  ส่วนภายในห้องโดยสารจะมีการปรับเปลี่ยนพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ แดชบอร์ดตรงกลางมากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับระบบอินโฟเทนเมนต์ Touch Pro Duo ถัดลงไปจะเป็นในส่วนควบคุมระบบปรับอากาศมีชุดหน้าจอสัมผัสขนาดเล็ก 5.5 นิ้วแทนที่รุ่นเดิมที่ใช้แบบปุ่ม ลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วและกระจกมองหลังที่มาพร้อมเทคโนโลยี ClearSight ซึ่งเพิ่มมุมมองในการมองด้านหลังได้มากขึ้น 



  อย่างอื่นที่น่าสนใจก็จะมีแท่นชาร์จไร้สาย และคันเกียร์ที่ยกชุดมาจากสปอร์ต F-Type นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเรียนรู้การตั้งค่าของผู้ขับขี่ที่ไม่ซ้ำคนได้ และรวมถึงการปรับการตั้งค่าเบาะนั่ง กระจก ระบบเสียง และอุณหภูมิได้โดยอัตโนมัติ

  ทางด้านขุมพลังของรถจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่
- D180 เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ  พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที
- P250 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ  พละกำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 365 นิวตันเมตร ที่ 1,300-4,500 รอบ/นาที
- P300 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ  พละกำลังสูงสุด 300 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,500 รอบ/นาที
ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เครื่องยนต์ดีเซลจะมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่วนเบนซิน P250 จะมีให้เลือกแค่ระบบขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้น และเบนซินท็อปสุด P300 มีให้เลือกแค่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น

  Jaguar XE Minor Change เริ่มจำหน่ายในอังกฤษแล้วในราคาเริ่มต้นที่ 33,915 ปอนด์ หรือประมาณ 1,424,000 บาท ไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย ส่วนตลาดบ้านเราจะมีการเปิดตัวเมื่อไหร่ต้องติดตามต่อไปครับ

ที่มา Carscoops


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-AMG GLE53 4Matic+ อเนกประสงค์ตัวแรงด้วยขุมพลังเบนซิน Mild Hybrid

  ค่ายดาวสามแฉกเผยโฉมอเนกประสงค์ตัวแรงคันใหม่ล่าสุดในตระกูล AMG อย่าง "Mercedes-AMG GLE53 4Matic+" ก่อนนำไปโชว์ตัวภายในงาน Geneva Motor Show 2019 ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ แม้จะไม่ได้แรงสุดแบบ AMG63 แต่ก็แรงมากพอที่จะให้ความน่าตื่นเต้นเท่าที่ต้องการสำหรับรถแนว SUV แบบนี้



  ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์แบบ Mild-Hybrid ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 แถวเรียง จับคู่กับระบบประจุไฟฟ้าที่ทำงานโดยใช้คอมเพรสเซอร์ช่วยที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Auxiliary Compressor) 

  ทั้งหมดนี้ส่งผลให้รถมีพละกำลังสูงสุดที่ 435 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร และยังสามารถเรียกพละกำลังเพิ่มเติมจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังอีก 22 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ใน 5.3 วินาที ก่อนทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม.

  โดยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กหรือ EQ Boost จะติดตั้งไว้ระหว่างเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังและยังเสริมกำลังให้กับระบบไฟฟ้า 48V ภายในรถด้วย ซึ่งไม่เพียงแค่เพิ่มพละกำลังและแรงบิด แต่ยังช่วยลดอาการรอรอบที่มักเกิดกับรถเครื่องยนต์เทอร์โบทั่วๆไปอีกด้วย และแน่นอนว่ายังช่วยในเรื่องการประหยัดน้ำมันที่เพิ่มขึ้นและลดการปล่อยไอเสียออกสู่โลกภายนอก 

  ระบบส่งกำลังจะทำการติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ AMG Speedshift TCT 9 สปีดและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4Matic+ ที่สามารถคำนวณการกระจายแรงบิดไปยังแต่ละเพลาให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่องซึ่งจะช่วยปรับปรุงแรงฉุดได้ในทุกสภาวะ

  GLE53 4Matic+ จะมากับระบบช่วงล่างแบบถุงลม ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกปรับช่วงล่างได้ 3 โหมด ได้แก่ Comfort, Sport และ Sport+ นอกจากนี้ยังมีโหมด Trail และ Sand รองรับการลุยเส้นทางออฟโรดอีกด้วย

  ระบบช่วงล่างแบบถุงลมนั้นยังรวมถึงระบบการตั้งค่าความสูงเพลาหน้า-หลังเองได้ เพื่อรักษาระดับรถให้คงที่และนุ่มนวลแม้ผ่านเส้นทางขรุขระโดยตัวรถสามารถปรับความสูงได้สูงสุด 55 มิลลิเมตร

  ดีไซน์ภายนอกแน่นอนว่าต้องออกแบบให้มีความดุดันสมกับตัวแรง ด้วยกระจังหน้าซี่ลวดตั้งตรงแบบ  Panamericana  อันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG ยุคใหม่ กันชนหน้าดีไซน์ดุดันที่มีการเสริมวัสดุสีดำเงาเพิ่มเติม ด้านท้ายมากับท่อไอเสียคู่ 4 ท่อทรงกลม ฝั่งละ 2 ท่อและครีบรีดอากาศที่กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ เช่นเดียวกับล้อที่มากับลายใหม่ที่ดูสวยสปอร์ตมากขึ้น

  ภายในห้องโดยสารติดตั้งพวงมาลัย 3 ก้านดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Performance ตกแต่งรอบคันรถด้วยหนัง Nappa สีดำพร้อมเดินตะเข็บสีแดง และยังมีแพดเดิลชิพเปลี่ยนเกียร์ทำจากอลูมิเนียมอีกด้วย

  สำหรับราคาค่าตัวและการจำหน่ายนั้นทางค่าย Mercedes-Benz ยังไม่ปล่อยข้อมูลออกมาแต่อย่างใด

ที่มา Carscoops


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

All-New Honda Accord เจเนเรชั่นที่ 10 เตรียมเปิดตัวในไทยวันที่ 19 มี.ค. นี้

   หลังจากที่ Honda Thailand นำรถ All-New Honda Accord ไปอวดโฉมภายในงาน Motor Expo 2018 เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดในปีนี้ทาง Honda เตรียมพร้อมที่จะเปิดตัว Accord เจเนเรชั่นที่ 10 ในวันที่ 19 มีนาคมที่กำลังจะถึงนี้

  สิ่งที่ทราบแล้วชัดเจนว่า All-New Honda Accord จะทำตลาดไทยด้วย 2 ขุมพลัง ได้แก่
-  เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Direct-Injection Turbo พละกำลัง 192 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 260 นิวตันเมตรที่ 1,500-5,000 รอบ/นาที 
รุ่นไฮบริดที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน I-VTEC Hybrid Atkinson cycle 2.0 ลิตร พละกำลัง 143 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวพละกำลัง 181 แรงม้า แรงบิด 315 นิวตันเมตร รวมกำลังทั้งระบบ 212 แรงม้า ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 

  ทางด้านระบบความปลอดภัย แน่นอนว่าไฮไลต์สำคัญหนีไม่พ้น Honda Sensing ซึ่งจะประกอบด้วย
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และคอยเบรกเพื่อช่วยรักษาระยะห่าง รวมทั้งตรวจจับป้ายจราจรด้านหน้า Adaptive Cruise Control (ACC) with Low-Speed Follow and Traffic Sign Recognition
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ Lane Keeping Assist System (LKAS)
- ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ Road Departure Mitigation System (RDM) with Lane Departure Warning (LDW)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและเรดาร์พร้อมระบบช่วยเบรก Collision Mitigation Braking System™ (CMBS™)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Auto High-Beam (AHB)

และสิ่งที่พิเศษสำหรับเวอร์ชั่นไทยคือการติดตั้งระบบความปลอดภัยเพิ่มเติมเข้ามาอีกก็คือ
- ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)
- ระบบเตือนเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor)
- ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)

   เท่าที่ทราบคือ All-New Honda Accord จะแบ่งการทำตลาดในไทยทั้งหมด 3 รุ่นย่อย คือ เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ 1 รุ่น และ 2.0 ลิตรไฮบริด 2 รุ่นย่อยที่มีให้เลือกทั้งรุ่นปกติและรุ่นท็อป ซึ่งการจัดแบ่งออปชั่นและระบบความปลอดภัยจะแบ่งออปชั่นกระจายแต่ละรุ่นย่อยอย่างไรบ้างต้องรอติดตามครับ

  โดยทาง Honda จะจัดงานเปิดตัว Accord เจเนเรชั่นใหม่ในชื่องานว่า "Official Unveiling of All-new Honda Accord” ณ คอนเวนชัน ฮอลล์ 1 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ วันที่ 19 มี.ค. ก่อนนำไปจัดแสดงภายในงาน Bangkok International Motor Show 2019 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 27 มี.ค. - 7 เม.ย. ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

  ส่วนการจำหน่ายและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ต้องมาลุ้นกันครับว่าราคาจะถูกลงหรือแพงขึ้นแค่ไหน เพราะหลังจากที่ Toyota Camry โฉมใหม่นั้นปรับลดราคารุ่นไฮบริดเหลือไม่เกิน 1.8 ล้านบาทแล้ว ส่วนข้อมูลและสเปคจะมีอะไรน่าสนใจบ้างคงต้องรอชมวันที่ 19 มี.ค. ครับ




ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box