วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562

ชม Mazda CX-3 EXCLUSIVE MODS รุ่นตกแต่งพิเศษเพิ่มเติมออปชั่นและความหรูหรามากขึ้น

  และในงาน Bangkok Motor Show 2019 ทางค่าย Mazda ก็ได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ก็คือ "Mazda CX-3 EXCLUSIVE MODS" รุ่นตกแต่งพิเศษที่ได้ปรับเพิ่มเติมออปชั่นและยกระดับความหรูหรามากขึ้นกว่าเดิม

  โดย Mazda CX-3 Exclusive Mods จะตกแต่งภายใต้พื้นฐานของ CX-3 รุ่น 2.0 SP สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมเข้ามาทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารก็จะมี
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วสีเงิน Dark Silver
  • สัญลักษณ์ EXCLUSIVE MODS ที่ท้ายรถ
  • ระบบอินโฟเทนเมนต์ MZD CONNECT ที่รองรับ Apple® CarPlay
  • เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมระบบบันทึกตําแหน่งและปรับดันหลังไฟฟ้า
  • เบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red พร้อมแถบสีขาว Pure White
  ทางด้านเครื่องยนต์แน่นอนว่าจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SkyActiv-G แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว มากับพละกำลัง 156 แรงม้าที่ 1,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตรที่ 2,800 รอบ/นาที สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้
  
ส่วนระบบความปลอดภัยของรถจะมีดังต่อไปนี้
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
  •  ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าและม่านถุงลมนิรภัย 
  •  ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) 
  •  ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System) 
  •  ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS (Smart City Brake Support) 
  •  ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse) 
  •  ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert) 
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control) 
  •  ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360º View Monitor) พร้อมระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด
  •  กล้องมองหลัง
  Mazda CX-3 EXCLUSIVE MODS มีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง Soul Red Crystal สีเทา Machine Gray และสีขาวมุก Snowflake White Pearl โดยมีราคาจำหน่ายเพิ่มเติมจากรุ่นปกติ 20,000 บาท เมื่อรวมกับค่าสีรถแต่ละสีนั้นก็จะเป็นดังต่อไปนี้ครับ
  • รถสีขาวมุก Snowflake White Pearl ราคา 1,110,000 บาท
  • รถสีเทา Machine Gray ราคา 1,113,000 บาท
  • รถสีแดง Soul Red Crystal ราคา 1,115,000 บาท
ชมภาพคันจริงได้ตามด้านล่างนี้เลยครับ


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

ส่อง All-New Ford Escape อเนกประสงค์จากแบรนด์วงรีฟ้าที่ไม่มีขายในไทย

  ค่ายวงรีสีฟ้า Ford ได้ฤกษ์เปิดตัว All-New Ford Escape เจเนเรชั่นใหม่ในแผ่นดินสหรัฐฯ  ยกระดับทั้งรูปลักษณ์ เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยท่วมกัน อีกทั้งยังมีทางเลือกขุมพลัง Plug-In Hybrid และ Hybrid แบบปกติมาให้เลือกใช้

 Ford ตั้งเป้าให้ Escape เจเนเรชั่นใหม่ สามารถวิ่งได้ในระยะทางไม่ต่ำกว่า 643 กิโลเมตรในรุ่น Hybrid ปกติ และเหนือกว่านั้นในรุ่น Plug-In Hybrid ที่สามารถวิ่งได้ในระยะทางกว่า 885 กิโลเมตรตามมาตรฐาน EPA (Environmental Protection Agency : สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ) ซึ่งถือว่าดีที่สุดในกลุ่มคู่แข่ง

   All-New Ford Escape จะมากับความสูงที่เตี้ยลง กว้างขึ้น และยาวขึ้น อีกทั้งยังมีน้ำหนักที่เบาลงราวๆ 90.7 กิโลกรัม ดีไซน์ด้านหน้ามากับกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมคางหมูมีแรงบันดาลใจจาก Ford Mustang และส่วนกันชนได้แรงบันดาลใจจาก Ford GT แต่เมื่อดูองค์รวมแล้วกลับทำให้นึกถึงดีไซน์ใน Ford Focus โฉมล่าสุด

   ขุมพลังนั้นจะมีทางเลือกได้แก่ 
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Ecoboost มีจำหน่ายในเกรด Titanium ซึ่งเป็นเกรดท็อปสุด มากับพละกำลังทั้งหมด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 372 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. เร็วกว่ารุ่นเก่าประมาณ 10% มีกำลังลากจูง 1,587 กิโลกรัม
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร Ecoboost มีจำหน่ายในเกรดเริ่มต้น S ตามด้วย SE และ SEL พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร มีกำลังลากจูง 907 กิโลกรัม
- Hybrid มีจำหน่ายในเกรด SE Sport และ Titanium ที่มากับเครื่องยนตเบนซิน 2.5 ลิตร Atkinson Cycle กำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า มากับพละกำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 198 แรงม้า สามารถทำความเร็วในโหมดไฟฟ้าล้วนที่ 136 กม./ชม 
- Plug-In Hybrid มีจำหน่ายทุกรุ่นยกเว้น S และ SE Sport สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ในระยะทาง 48 กม สำหรับเวลาในการชาร์จจะใช้เวลา 10 ถึง 11 ชั่วโมงเมื่อใช้เครื่องชาร์จไฟ 110 โวลต์ หรือเมื่อใช้เครื่องชาร์จไฟกำลัง 240 โวลต์จะลดเวลาลงเหลือ 3.5 ชั่วโมง

  รุ่นเครื่องยนต์ Hybrid ทั้ง 2 แบบ จะมีโหมดไฟฟ้าให้เลือกถึง 4 แบบ ได้แก่ Auto EV (รถจะตัดสินใจเอ งว่าจะวิ่งด้วยแก๊สหรือไฟฟ้า), EV Now (ผู้ขับขี่เลือกการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน), EV Later (การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้ประหยัดน้ำมันในภายหลัง) และ โหมด EV Charge 

  สำหรับรุ่นเครื่องยนต์เบนซินล้วนๆ จะมากับเบาะแถวที่สองที่สามารถปรับเลื่อนได้ซึ่งส่งผลดีต่อการวางขาด้านหลัง ในขณะที่ความจุสัมภาระด้านหลังจะอยู่ที่ 1,061 ลิตร ในขณะที่รุ่น Hybrid จะมีขนาดแบตที่วางด้านหลังลดลงโดยมีขนาดเล็กกว่ารุ่นเก่าราวๆ 1 ใน 3 เท่านั้น

  สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะในรุ่นท็อป Titanium จะมีการติดตั้งระบบแสดงผล Head-Up Display ซึ่งเป็นครั้งแรกของ Ford ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบช่วยถอยจอดอัตโนมัติ Active Park Assist 2.0 , ระบบหักพวงมาลัยอัตโนมัติเพื่อเลี่ยงการปะทะรถด้านหน้า Evasive Steering Assist , ชุดระบบความปลอดภัย Ford Co-Pilot360 นอกจากนี้ยังมี Adaptive Cruise Control พร้อมระบบ Stop-and-go และระบบ Lane Centering
\
  ทุกรุ่นจะมีการติดตั้ง FordPass Connect รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE Wi-Fi สำหรับอุปกรณ์สูงสุด 10 เครื่อง นอกจากนี้ยังมีระบบการชาร์จแบบไร้สาย , หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว (มาตรฐานสำหรับรุ่น SE ขึ้นไป), มาตรวัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว , ระบบอินโฟเทนเมนต์ SYNC3 พร้อมรองรับการเชื่อม Apple CarPlay, Android Auto, ระบบนำทาง Ford Alexa และ Waze , ชุดเครื่องเสียง B&O 10 ลำโพง กำลัง 575 วัตต์

    All-New Ford Escape จะมีจำหน่ายในเกรด S, SE, SE Sport, SEL และ Titanium โดยจะทำการผลิตที่ โรงงาน Louisville ในรัฐเคนตักกี้ โดยรุ่นเบนซินและ Hybrid จะมาถึงโชว์รูมในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ส่วนรุ่น Plug-In Hybrid จะจำหน่ายช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือเดือนมีนาคมปีหน้า

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2562

ชมโฉม All-New Chevrolet Captiva พร้อมขายจริงในไทยกลางปีในราคาเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้าน

  ค่าย Chevrolet แทบจะห่างหายจากการเปิดตัวรถโมเดลใหม่ในไทยมาราวๆ 6-7 ปีได้แล้ว โดยที่ผ่านมาก็เห็นเพียงแค่การปรับโฉมและเปิดตัวรุ่นพิเศษประคองตลาดเท่านั้น และภายในปีนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีเพราะเราจะได้เห็นรถโมเดลใหม่ของ Chevrolet เปิดตัวในไทย รถที่ว่าก็คือ All-New Chevrolet Captiva นั่นเอง ซึ่งก็ได้เผยโฉมภายในงาน Bangkok Motor Show 2019 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  สิ่งที่ต้องรู้ก็คือ All-New Chevrolet Captiva คันที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่อเมริกันพันธุ์แท้ 100% เพราะสร้างบนพื้นฐานของรถอเนกประสงค์จีนอย่าง Baojun 530 แต่อย่างไรก็ตามรุ่นนี้ทาง GM Motors ก็ได้พัฒนาร่วมด้วย ส่วนตลาดเพื่อนบ้านเราอย่างอินโดนีเซียจะจำหน่ายรุ่นนี้ในชื่อ Wuling Almaz และประเทศอินเดียก็จะนำรุ่นนี้ไปแปะตรา MG ขายในชื่อ MG Hector อีกด้วย


  และถึงแม้จะใช้พื้นฐานเดียวกับรถจีน ก็ได้มีการปรับรายละเอียดบางจุดให้แตกต่าง เช่น ดีไซน์กระจังหน้า รวมทั้งโลโก้รอบคันรถ โดยภายนอกจะมีความโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED อีกทั้งยังมีหลังคา Panoramic Roof มาให้อีกด้วย


   เนื่องจากว่ารถที่มาโชว์ภายในงานยังคงติดฟิล์มดำมิดอยู่ เดาว่าคงเป็นรถ Prototype รุ่นใกล้เคียงจำหน่ายจริง เลยยังไม่รู้ว่าดีไซน์ภายในห้องโดยสารจะเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นไปได้ว่าภายในห้องโดยสารอาจจะเหมือนกับ Wuling Almaz ที่จำหน่ายในประเทศอินโดนีเซียก็เป็นได้

  เรื่องขุมพลังก็ยังไม่มีการประกาศออกมา หากอ้างอิงจาก Wuling Almaz ของอินโดนีเซีย จะมีติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง พละกำลังสูงสุด 140 แรงม้าที่ 6,200 รอบนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 - 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 

  ส่วนขุมพลังอื่นๆที่จำหน่ายภายใต้ตัวถังนี้ก็จะมี
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 139 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 186 นิวตันเมตร ที่ 3,600 – 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 152 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 – 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 173 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
สุดท้ายแล้วก็ต้องมาลุ้นกันว่าเมืองไทยจะได้ขุมพลังไหน พละกำลังเท่าไหร่?

  อีกสิ่งที่รู้ก็คือคราวนี้ All-New Chevrolet Captiva จะปรับลดตำแหน่งทางการตลาดจากเดิมที่แข่งกับตระกูล C-SUV ทั้งหลาย คราวนี้ตำแหน่งทางการตลาดจะมีความคาบเกี่ยวระหว่างรถแนว B-SUV (Toyota C-HR , Honda HR-V ฯลฯ) และ C-SUV (Honda CR-V , Mazda CX-5 ฯลฯ) หรือจะเรียกว่าเป็น BC-SUV ก็ไม่ผิดนัก โดยมีตัวรถที่ขนาดใหญ่กว่า B-SUV ทั่วไป แต่เล็กกว่า C-SUV นั่นเอง

  และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือราคาค่าตัวนั้น ทาง Chevrolet บอกมาเล็กๆน้อยๆว่าราคาค่าตัวเริ่มต้น "ไม่ถึง 1 ล้านบาท" กับตัวถังที่ใหญ่ขนาดนี้ ก็ต้องมาลุ้นกันอีกว่าออปชั่นและระบบความปลอดภัยจะเด็ดแค่ไหน กลางปีนี้คงได้รู้กันครับ!

ชมภาพคันจริงได้ด้านล่างนี้ครับ


วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562

ชม Toyota Yaris Hatchback โฉมอเมริกา พื้นฐานเดียวกับ Mazda 2

  แม้ว่า Mazda 2 ไม่ได้จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาแบบตรงๆ แต่ก็มีวิธีอ้อมๆคือทาง Toyota จะนำตัวถังของ Mazda 2 ไปแปลงหน้าขายในสหรัฐอเมริกา ในชื่อ Toyota Yaris โดยปัจจุบันมีการจำหน่ายในรูปแบบตัวถังซีดาน และล่าสุดทาง Toyota ก็ได้เปิดตัวอีกหนึ่งตัวถังนั่นคือ Hatchback 5 ประตู อย่างที่เห็นในรูปนั่นเอง

  อย่าเข้าใจผิดว่านี่คือการ Copy Mazda เพราะนี่คือการนำรถ Mazda 2 ตัวถัง Hatchback มาแปลงหน้าใหม่แล้วแปะตรา Toyota ขายในสหรัฐอเมริกา เสมือนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน โดย Mazda ได้เทคโนโลยีไฮบริดของ Toyota ไปพัฒนาในรถยนต์ของตัวเองต่อ ส่วน Toyota ก็ได้รถเก๋งเล็กของ Mazda ไปขายในสหรัฐอเมริกาและแปะตรา Toyota ขาย ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะเหมือนกับ Mazda ทุกอย่าง ต่างแค่โลโก้และรูปแบบการตกแต่งเท่านั้น 

  Toyota Yaris Hatchback คันนี้ยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรของ Mazda พละกำลังสูงสุด 106 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเป็นมาตรฐาน

  Toyota Yaris Hatchback ใหม่จะมีตัวเลือกรุ่นย่อย ได้แก่ LE และ XLE โดยจะมีอุปกรณ์มาตรฐาน ได้แก่ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว, ไฟตัดหมอกหน้า, กระจกมองข้างไฟฟ้าสีเดียวกับตัวรถ และ ท่อไอเสียโครเมี่ยมส่วนภายในห้องโดยสารจะมากับหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Android Auto และ Apple CarPlay และ ระบบสั่งการด้วยเสียง ทางด้านระบบความปลอดภัยจะติดตั้งกล้องมองภาพด้านหลังเป็นมาตรฐาน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ และ ระบบความปลอดภัยอีกมากมาย

  Toyota Yaris Hatchback เตรียมจัดแสดงภายในงาน New York Auto Show 2019 ที่จะเริ่มขึ้นปลายเดือนนี้

ที่มา Carscoops


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

ส่องสเปคและออปชั่นรถตู้สัญชาติอังกฤษ-จีน MG V80 คุ้มค่าสมราคาหรือไม่?

   MG Thailand ก็ได้ทำการเปิดตัวรถตู้คันใหม่ MG V80 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งอาจจะผิดความคาดหมายของใครหลายๆคน เพราะส่วนใหญ่น่าจะรอการมาของ MG GV ที่จะเป็นคู่แข่งสายตรงของ Hyundai H-1 แต่ไปๆมาๆกลายเป็นว่าเปิดตัวรุ่นนี้แทน ซึ่งเป็นการเอารถตู้ Maxus V80 มาแปะตรา MG จำหน่ายนั่นเอง และรถตู้คันใหม่รุ่นนี้จะมีสเปคออปชั่นและราคาที่คุ้มค่าตัวหรือไม่ ลองไปอ่านรายละเอียดกันครับ


MG V80 มีจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่
- 2.5 L MT ราคา 988,000 บาท
- 2.5 L Selematic ราคา 1,038,000 บาท
พิเศษจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถรุ่นนี้จะได้ซื้อในราคาโปรโมชั่น ซึ่งจะลดจากราคาปกติรุ่นละ 65,000 บาท
- 2.5 L MT ราคา 923,000 บาท
- 2.5 L Selematic ราคา 973,000 บาท

ข้อมูลทางเทคนิค
  • มิติภายนอก ยาว 4,950 มิลลิเมตร กว้าง 1,998 มิลลิเมตร สูง 2,132 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 3,100 มิลลิเมตร
  • ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า 1,734 มิลลิเมตร คู่หลัง 1,728 มิลลิเมตร
  • ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 215/75 R16C
  • เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ หัวฉีดไดเรคอินเจคชัน คอมมอนเรล ความจุ 2.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 136 แรงม้าที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที
  • ระบบส่งกำลัง เกียร์ธรรมดา 6 สปีด / เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแบบ Selematic (พร้อมโหมดเกียร์ธรรมดา)
  • ระบบพวงมาลัย พาวเวอร์ระบบไฮดรอลิก
  • รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 6.2 เมตร
  • ระบบช่วงล่างหน้า แมคเฟอร์สันสตรัท / หลัง แหนบซ้อนพร้อมโช้คอัพ
  • ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน / หลัง ดิสก์เบรก
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก

  • ไฟหน้าฮาโลเจนพร้อมไฟหรี่แบบ LED
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • ไฟตัดหมอกหลัง
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 
  • กระจกมองหลังปรับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว และระบบไล่ฝ้า
  • ระบบปัดน้ำฝนกระจกหน้า แบบตั้งเวลาหน่วง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ประตูท้ายบานคู่ เปิดได้ 2 ระดับ : 90 และ 180 องศา
  • บันไดข้างไฟฟ้าซ้าย-ขวาแบบอัตโนมัติ (Electric Side Steps) 
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • สีภายในสีเทา
  • วัสดุหุ้มเบาะ : ผ้า
  • เบาะนั่งคนขับปรับ 8 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 2 ทิศทาง
  • เบาะแถวที่ 1 : 2 ที่นั่งพร้อมพนักวางแขน
  • เบาะแถวที่ 2 : 2 ที่นั่งพร้อมพนักวางแขน
  • เบาะแถวที่ 3 : 3 ที่นั่ง
  • เบาะแถวที่ 4 : 4 ที่นั่ง
  • หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ (Multi-Function Display)
  • กระจกไฟฟ้าคู่หน้า (One Touch Down เฉพาะด้านคนขับ)
  • กระจกมองหลังตัดแสง
  • ระบบปรับอากาศ แยกส่วนหน้า-หลัง
  • ไฟส่องแผนที่
  • ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V
  • ระบบกุญแจรีโมท
  • ระบบเครื่องเสียงวิทยุ MP3
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ / ช่องเชื่อมต่อ USB
  • ลำโพง 4 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • ระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย BFI (Body Frameless Intregrated)
  • ระบบความปลอดภัย ESP (Electronic Stability Program ประกอบไปด้วย)
      - ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-Lock Braking System)
      - ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
      - ระบบเสริมแรงเบรก BAS (Brake Assist System)
      - ระบบควบคุมการทรงตัว VDC (Vehicle Dynamic Control)
      - ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
      - ระบบลดความเสี่ยงที่จะทำให้พลิกคว่ำ RMI (Roll Movement Intervention)
      - ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HHC (Hill Hold Control)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
  • เข็มขัดนิรภัยแถวที่ 1 แบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง ดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • เข็มขัดนิรภัยแถวที่ 2 แบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยแถวที่ 3 แบบ 2 จุด 3 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยแถวที่ 4 แบบ 2 จุด 4 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
  • สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง
  • ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immoblizer
ความคิดเห็นจาก Car News Update
    สำหรับผมแล้ว ดีไซน์ภายนอกของ MG V80 ก็ยังถือว่า "ไม่ได้เลวร้าย" ยังพอมีความร่วมสมัยอยู่บ้าง ชอบตรงประตูท้ายเปิดแบบตู้กับข้าวที่ไม่ค่อยมีค่ายอื่นในราคาประมาณนี้เขาทำกัน อีกจุดเด่นคือบันไดข้างไฟฟ้าที่ทำให้ขึ้นลงสะดวก

  ส่วนภายในห้องโดยสารสิ่งเดียวที่ทำให้เห็นถึงความเป็นรถยุค 2019 ได้ดีที่สุดคือตรงกลางแดชบอร์ดในส่วนของช่องแอร์และวิทยุเท่านั้น แต่รายละเอียดการออกแบบจุดอื่นนั้นค่อนข้างเชยอย่างมาก ยิ่งเฉพาะช่องแอร์ทรงวงรีบริเวณฝั่งคนขับและผู้โดยสาร รวมทั้งมือจับประตูภายในและที่ล็อกรถที่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค 90s วัสดุและการตกแต่งภายในก็เป็นไปตามราคารถ อย่างไรก็ตามรถก็ยังมีดีในเรื่องความกว้างขวาง พื้นที่ศีรษะเหลือเฟือและยังมีช่องว่างให้เดินไปมาหากันระหว่างแถวได้สะดวก

  ด้วยราคา 988,000-1,038,000 บาท และช่วงนี้ยังลดราคาอีก 65,000 บาท สำหรับผมมองว่าก็สมเหตุสมผลกับออปชั่นและความปลอดภัยที่ให้มา มีค่ายไหนบ้างที่ทำรถตู้ 11 ที่นั่ง มีครบทั้งระบบควบคุมการทรงตัวในราคาไม่เกินล้าน แต่อย่างที่บอกครับราคาถูก วัสดุและการตกแต่งภายในมันก็ดูถูกๆตามไปด้วย และด้วยชื่อชั้นของแบรนด์ที่หลายคนอาจจะกลัวเรื่องปัญหาตัวรถในแบรนด์นี้ รวมทั้งเรื่องศูนย์บริการ และอะไหล่ ตามที่มีข่าวให้เห็นในเฟซบุ๊กบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องติดตามกันยาวๆ


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box