แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถตู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถตู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Toyota Alphard & Vellfire MY2020 เตรียมเพิ่ม Toyota Safety Sense เปิดตัวในไทยเร็วๆนี้

   ภายหลังจากที่ Toyota เปิดตัวรถตู้หรู Majesty โฉมใหม่พร้อมความปลอดภัยจัดเต็ม โดยติดตั้ง Toyota Safety Sense มาให้ในราคา 2 ล้านกว่าๆ ทำให้รุ่นพี่ที่ขายอยู่ทั้ง Alphard และ Vellfire อาจจะต้องมองค้อน อย่างไรก็ตาม 2 รุ่นพี่ก็ยังมีความได้เปรียบที่เป็นรถ 7 ที่นั่งและนั่งสบายกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีการปรับเพิ่มออปชั่นเพื่อตามติดรุ่นน้อง

   ล่าสุดก็ได้ข่าวมาว่าต้นปีนี้ Toyota Alphard และ Vellfire เตรียมปรับอุปกรณ์ใหม่รับปี 2020 เติมเต็มออปชั่นหลายๆอย่างให้ครบครันขึ้น

  โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ภายนอกจะไม่มีอะไรเปลี่ยน จะเน้นการปรับภายในและเพิ่มความปลอดภัยเป็นหลัก ที่สำคัญจะมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ Alphard 2.5 HV และ Vellfire ส่วน Alphard 3.5 VIP ไม่มีการปรับอะไรเพิ่ม ยังขายสเปคเดิม ก็แปลกใจเหมือนกัน จริงๆน่าจะปรับให้ครบๆเลย

  ไฮไลต์สำคัญครั้งนี้คือการเพิ่มความปลอดภัย Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นล่าสุดเหมือนที่ติดตั้งใน Corolla Altis นั่นเอง ระบบเหล่านี้จะประกอบด้วย
- ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ DRCC (Dynamic Radar Cruise Control) แบบ All-speed Range
- ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ AHB (Automatic High Beam)
- ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS (Pre Collision System) 
- ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA (Lane Departure Alert with Steering Assist)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน LTA (Lane Tracing Assist) 
นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบความปลอดภัยอื่นๆอย่าง
- กล้องมองรอบคัน PVM (Panoranic View Monitor)
- ระบบแจ้งเตือนลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitoring System)
- กล้องวีดิโอบันทึกภาพติดรถยนต์ (DVR) ด้านหน้า-หลัง

    สิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงจะมีดังนี้
- เพิ่มชุดเซ็นเซอร์เปิด-ปิดฝาท้าย
- เปลี่ยนกระจกมองหลังแบบดิจิตอล (Digital Rear View Mirror) จากขนาด 7.6 นิ้วเป็น 9.6 นิ้ว
- เปลี่ยนวิทยุจอสัมผัสด้านหน้าใหม่ จากขนาด 7 นิ้วเป็น 10.5 นิ้ว เพิ่มการรองรับ Apple CarPlay
- เปลี่ยนหน้าจอด้านหลังสำหรับผู้โดยสาร จากขนาด 10.2 นิ้วเป็น 13.3 นิ้ว
- เพิ่มลำโพงจาก 8 จุดเป็น ลำโพง JBL 17 จุด

ขุมพลังก็คาดว่าคงไม่ต่างจากเดิม ประกอบไปด้วย
- เครื่องยนต์เบนซินความจุ 3.5 ลิตร Dual VVT-i V6 พละกำลังสูงสุด 296 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 361 นิวตัน-เมตรที่ 4,600-4,700 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ 8 สปีดแบบ Direct Shift
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Dual VVT-i 4 สูบ พละกำลัง 180 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Sequential Shift
- รุ่น Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson ความจุ 2.5 ลิตร พละกำลัง 150 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 206 นิวตัน-เมตรที่ 4,400-4,800 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 141 แรงม้าและมอเตอร์ที่ด้านท้ายอีกขนาด 67 แรงม้า รวมกำลังทั้งระบบ 197 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT

  Toyota ยังพยายามชูจุดเด่นของ Alphard และ Vellfire ที่เหนือกว่าผู้นำเข้าอิสระ (เกรย์มาร์เก็ต) ดังนี้
- ตกแต่งสเกิร์ตหน้า-หลังรอบคัน
- ชุดกล่องรับสัญญาณ Digital TV
- กล้องวีดิโอบันทึกภาพติดรถยนต์ (DVR) ด้านหน้า-หลัง
- ระบบบริหารหลังไฟฟ้า Air Lumba Pro (เฉพาะเบาะหลังแถวที่ 1)

  คาดว่า Toyota Alphard & Vellfire MY2020 น่าจะเปิดตัวเร็วๆนี้ ไม่น่าเกินช่วงงาน Bangkok Motor Show 2020 ที่จะเริ่มช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ หากมีความเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ ทาง Car News Update จะรีบรายงานให้ทราบโดยเร็วครับ

เรียบเรียงข้อมูลโดย Car News Update

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Hyundai Grand Starex MY2020 ปรับอุปกรณ์ใหม่รถตู้ 7 ที่นั่งระดับหรูแดนกิมจิ

  นอกจาก Hyundai H-1 ที่มีการปรับอุปกรณ์ใหม่แล้ว แน่นอนว่าเวอร์ชั่นหรูอย่าง Hyundai Grand Starex ก็มีการปรับปรุงตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ปรับเพิ่มโดยไม่มีการเพิ่มราคาแต่อย่างใด

  สีตัวถังมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีเงิน Hyper Metallic และ สีดำ Timeless Black 
มี 2 รุ่นอีกเช่นเคย
- Premium 2,349,000 บาท
- VIP 2,399,000 บาท


  การเปลี่ยนแปลงภายนอกทุกรุ่น
- กระจังหน้าใหม่แบบโครเมียม
- ล้อขนาด 17 นิ้วลายใหม่
- เพิ่มระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED
- เพิ่มสเกิร์ตรอบคัน เสริมด้วยโครเมียมเพิ่มความหรูหรา


  การเปลี่ยนแปลงภายใน
- ทุกรุ่นเพิ่มช่องจ่ายไฟ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
- ทุกรุ่นเพิ่มชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger), หน้าจอสัมผัสที่เพิ่มการรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto 
- รุ่น Premium เพิ่มช่องต่อ USB, HDMI และ Mirror Link สำหรับจอติดเพดาน
- รุ่น VIP เพิ่มช่องต่อ USB, HDMI และระบบ Mirror Link สำหรับเคาน์เตอร์บันเทิง

สำหรับข้อมูลทางเทคนิค สเปคและออปชั่นแต่ละรุ่นจะมีดังนี้
* เครื่องยนต์ดีเซล Commonrail Direct Injection ความจุ 2.5 ลิตรแบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พละกำลัง 175 แรงม้า (PS) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อม Sequential Shift
* มิติภายนอกยาว 5,169 มิลลิเมตร กว้าง 1,920 มิลลิเมตร สูง 1,925 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,200  มิลลิเมตร ระดับตํ่าสุดจากพื้น 190 มิลลิเมตร ปริมาตรถังนํ้ามัน 75 ลิตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร
* ระบบบังคับเลี้ยว Rack & Pinion with Hydraulic Assist
* ระบบช่วงล่าง (หน้า/หลัง) MacPherson Struts / 5-Link Rigid Axle, Coil Springs
* ระบบเบรก (หน้า/หลัง) Ventilated Discs / Discs
* ยางขนาด 235/60 R17

รุ่น Premium ราคา 2,349,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วดีไซน์ใหม่
  • กระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ใหม่
  • สเกิร์ตหน้า/ข้าง และกันชนหลังตกแต่งด้วยแถบโครเมียม
  • ไฟหน้าแบบ Projector Lens
  • ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟตัดหมอก
  • คิ้วป้ายทะเบียนหลังโครเมียม
  • ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างแบบ LED
  • กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า
  • สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง พร้อมรีโมท
  • ไฟส่องพื้นที่กระจกมองข้าง (Puddle Lamps)
  • ที่ปัดน้ำฝนหลัง
  • เสาอากาศแบบสั้น
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง
  • คันเกียร์หุ้มหนัง
  • เบาะหนัง
  • เบาะแถวที่ 2 แบบ VIP พร้อมพนักพิง และที่พักขาปรับด้วยไฟฟ้า
  • พนักพิงศีรษะแบบปีกผีเสื้อ
  • ระบบเบาะ อุ่น/เย็น สำหรับคนขับ
  • พวงมาลัยปรับระดับ สูง-ต่ำ เข้า-ออก
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแยกสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ภายในตกแต่งลายไม้
  • กระจกแบบ Flush Glass ที่ประตูสไลด์
  • กล่องเก็บแว่นตาที่คอนโซลเหนือศีรษะ
  • กุญแจรีโมทแบบพับเก็บ
  • ไฟที่ช่องเสียบกุญแจ
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
  • ไฟในห้องโดยสารแบบ LED พร้อม Mood Lighting
  • ช่องจ่ายไฟ 12V ด้านหน้า 2 ตำแหน่ง
  • ช่องจ่ายไฟ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • หน้าปัดแบบ Supervision Meters
  • ปุ่มควบคุมเครืองเสียงที่พวงมาลัย
  • ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ที่ปัดน้ำฝนหน้าแบบหน่วงเวลา
  • แผงบังแดดพร้อมกระจก และไฟส่อง
  • กระจกคนขับขึ้น-ลงอัตโนมัติ
  • เครื่องเสียง DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
  • ระบบนำทาง GPS
  • ระบบ WIFI เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
  • ช่องต่อ HDMI
  • ระบบบลูทูธ
  • รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
  • จอภาพ LCD ติดเพดานพับไฟฟ้าแบบ Full HD ขนาด 13.3 นิ้ว
  • ช่องต่อ USB, HDMI และระบบ Mirror Link สำหรับจอติดเพดานด้านหลัง
  • ลำโพง 6 ตัว
ระบบความปลอดภัย
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบ SRS
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง สำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP
  • ระบบสัญญาณกันขโมย
  • ระบบล็อกประตูสัมพันธ์กับความเร็ว
  • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางอัจฉริยะ Smart View
  • สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง
  • ระบบป้องกันการหนีบสำหรับกระจกไฟฟ้า (ฝั่งคนขับ)
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • เข็มขัดนิรภัย 3 จุด สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 1 และแถวที่ 2
รุ่น VIP ราคา 2,399,000 บาท (เพิ่ม 50,000 บาทจากรุ่น Premium)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกและความปลอดภัย เหมือนรุ่น Premium ทุกประการ
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น Premium)
  • เคาน์เตอร์บันเทิง (Entertainment Counter)
  • ไฟ Ambient Light ที่เคาน์เตอร์บันเทิงเปลี่ยนได้ 3 สี
  • ไฟส่องพื้นที่เคาน์เตอร์บันเทิง
  • กล่องใส่ของที่เคาน์เตอร์บันเทิงพร้อมไฟส่อง
  • ช่องจ่ายไฟ 12V ที่เคาน์เตอร์บันเทิง
  • ลำโพง 8 ตัว
  • เครื่องเสียง DVD จาก Pioneer ที่เคาน์เตอร์บันเทิงพร้อมช่อง USB
  • จอ LCD 22 นิ้ว แบบ FHD ขึ้น-ลง ด้วยระบบไฟฟ้าที่เคาน์เตอร์บันเทิง
  • ช่องต่อ USB, HDMI และระบบ Mirror Link สำหรับเคาน์เตอร์บันเทิง
บทความที่เกี่ยวข้อง
 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ส่อง Hyundai H-1 MY2020 ปรับเพิ่มความสดใหม่ให้รถตู้คันเก่ง

  ในงาน Motor Expo 2019 ที่ผ่านมา ค่าย Hyundai ก็ได้กระตุ้นตลาดด้วยการปรับอุปกรณ์ใหม่ให้กับรถตู้คันเก่งอย่าง Hyundai H-1 ในรุ่นปรับอุปกรณ์ปี 2020 (MY2020) ที่สำคัญคือ "ไม่มีการปรับราคาจำหน่ายเพิ่ม" อีกด้วย จะมีอะไรน่าสนใจบ้างลองไปอ่านกันต่อครับ

   Hyundai H-1 MY2020 ยังคงมีทั้งหมด 3 รุ่นเช่นเคย ได้แก่
- Touring ราคา 1,329,000 บาท
- Elite ราคา 1,529,000 บาท
- Deluxe 1,729,000 บาท

  มีสีตัวถัง 4 สี ได้แก่ สีเงิน Hyper Metallic, สีดำ Timeless Black, สีเทา Steel Graphite (เฉพาะรุ่น Elite) และ สีน้ำตาล  Tan Brown (เฉพาะรุ่น Deluxe)

   การเปลี่ยนแปลงภายนอก
- ทุกรุ่นจะได้กระจังหน้าใหม่ เฉพาะรุ่น Elite และ Deluxe จะเป็นกระจังหน้าดำสลับโครเมียม
- รุ่น Touring ได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วจาก Elite และ Deluxe รุ่นก่อนหน้า ส่วน Elite และ Deluxe จะได้ล้อลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว
- รุ่น Elite และ Deluxe เพิ่มระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED
- รุ่น Elite และ Deluxe เพิ่มสเกิร์ตรอบคัน เสริมด้วยโครเมียมเพิ่มความหรูหรา

  การเปลี่ยนแปลงภายในห้องโดยสาร
- รุ่น Elite และ Deluxe เพิ่มช่องจ่ายไฟ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
- เฉพาะรุ่น Deluxe ได้ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger), หน้าจอสัมผัสที่เพิ่มการรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รวมทั้งช่องต่อ USB, HDMI และ Mirror Link สำหรับจอติดเพดาน

สำหรับข้อมูลทางเทคนิค สเปคและออปชั่นแต่ละรุ่นจะมีดังนี้
* เครื่องยนต์ดีเซล Commonrail Direct Injection ความจุ 2.5 ลิตรแบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พละกำลัง 175 แรงม้า (PS) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อม Sequential Shift
* มิติภายนอกยาว 5,169 มิลลิเมตร กว้าง 1,920 มิลลิเมตร สูง 1,925 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 3,200  มิลลิเมตร ระดับตํ่าสุดจากพื้น 190 มิลลิเมตร ปริมาตรถังนํ้ามัน 75 ลิตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร
* ระบบบังคับเลี้ยว Rack & Pinion with Hydraulic Assist
* ระบบช่วงล่าง (หน้า/หลัง) MacPherson Struts / 5-Link Rigid Axle, Coil Springs
* ระบบเบรก (หน้า/หลัง) Ventilated Discs / Discs
* ยางขนาด 215/70 R16

Touring ราคา 1,329,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
  • กระจังหน้าสีดำ
  • สเกิร์ตหน้า / ข้าง และกันชนหลังตกแต่งด้วยแถบโครเมียม
  • ไฟหน้า Multi-Reflector
  • ไฟตัดหมอก
  • กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า
  • ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างแบบ LED
  • ที่ปัดน้ำฝนหลัง
  • เสาอากาศแบบสั้น
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • เบาะผ้า / เบาะแถวที่ 2 ปรับหมุน 180 องศา
  • พวงมาลัยปรับระดับ สูง-ต่ำ เข้า-ออก
  • ระบบปรับอากาศแบบแมนนวล
  • ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแยกสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • คอมพิวเตอร์แสดงข้อมูลการเดินทาง
  • กล่องเก็บแว่นตาที่คอนโซลเหนือศีรษะ
  • กุญแจรีโมทแบบพับเก็บ / ไฟช่องเสียบกุญแจ
  • ช่องเสียบไฟ 12V 2 ตำแหน่ง
  • หน้าปัดแบบ Supervision Meters
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
  • ที่ปัดน้ำฝนหน้าแบบหน่วงเวลา
  • แผงบังแดดพร้อมกระจกและไฟส่อง
  • กระจกคนขับขึ้น-ลงอัตโนมัติ
  • ช่องจ่ายไฟ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • เครื่องเสียงวิทยุ / CD 1 แผ่น รองรับไฟล์ MP3
  • ลำโพง 4 ตัว
  • ช่องเสียบ USB / AUX
ระบบความปลอดภัย
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้าแบบ SRS
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS
  • ระบบสัญญาณกันขโมย
  • ไฟเบรกดวงที่สาม
  • ระบบล็อกประตูสัมพันธ์กับความเร็ว
  • ระบบป้องกันการหนีบสำหรับกระจกไฟฟ้า(ฝั่งคนขับ)
  • เข็มขัดนิรภัย 3 จุด สำหรับห้องโดยสารด้านหน้า
Elite ราคา 1,529,000 บาท (เพิ่มเงิน 200,000 บาทจากรุ่น Touring)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มจากรุ่น Touring)
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วดีไซน์ใหม่
  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมสลับดำ
  • สเกิร์ตหน้า / ข้าง และกันชนหลังตกแต่งด้วยแถบโครเมียม
  • ไฟหน้า Projector Lens
  • ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED
  • คิ้วป้ายทะเบียนหลังโครเมียม
  • สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น Touring)
  • เบาะหนัง / เบาะแถวที่ 2 ปรับหมุน 180 องศา
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ภายในตกแต่งลายไม้
  • กระจกแบบ Flush Glass ที่ประตูสไลด์
  • ช่องจ่ายไฟ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 2 ตำแหน่ง
  • ลำโพง 6 ตัว
  • ระบบบลูทูธ
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มจากรุ่น Touring)
  • ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
  • สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง
Deluxe 1,729,000 บาท (เพิ่มเงิน 200,000 บาทจากรุ่น Elite)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มจากรุ่น Elite)
  • ประตูสไลด์ไฟฟ้าสองข้าง พร้อมรีโมท
  • ไฟส่องพื้นที่กระจกมองข้าง (Puddle Lamps)
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มจากรุ่น Elite)
  • พนักพิงศีรษะแบบปีกผีเสื้อ
  • ระบบเบาะ อุ่น/เย็น สำหรับคนขับ
  • พวงมาลัยหุ้มหนัง
  • คันเกียร์หุ้มหนัง
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
  • ไฟภายในห้องโดยสารแบบ LED พร้อม Mood Lighting เปลี่ยนได้ 6 สี
  • ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • เครื่องเสียง DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว
  • รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
  • ระบบนำทาง GPS
  • ระบบ WIFI สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
  • ช่องต่อ HDMI
  • จอภาพ LCD ติดเพดานพับไฟฟ้าแบบ Full HD 13.3 นิ้ว
  • ช่องต่อ USB, HDMI และ Mirror Link สำหรับจอติดเพดาน
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มจากรุ่น Elite)
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง สำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
  • ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางอัจฉริยะ Smart View
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-Benz EQV รถตู้หรูพลังงานไฟฟ้าคันแรกของโลก วิ่งได้ไกลสุด 405 กม.

  ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ยังคงมีแผนนำเสนอรถพลังงานไฟฟ้าล้วนต่อเนื่อง ล่าสุดก็ได้ทำการเปิดตัว "Mercedes-Benz EQV" รถตู้ MPV สุดหรูพลังงานไฟฟ้าคันแรกของค่ายและของโลก

  ขุมพลังของรถจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 362 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 160 กม./ชม.

  แบตเตอรี่ของรถจะเป็นแบบลิเธียมไอออนติดตั้งในพื้นที่บริเวณใต้ท้องรถเพื่อไม่ให้กระทบกับพื้นที่ภายในห้องโดยสาร สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 405 กิโลเมตร รองรับระบบการชาร์จ 11 กิโลวัตต์ หรือระบบการชาร์จเร็ว 110 กิโลวัตต์ ที่สามารถชาร์จจากแบตเตอรี่ 10% จนไปถึง 80% ในเวลา 45 นาทีเท่านั้น

  Mercedes-Benz EQV ก็คือการนำรถตู้หรูของค่ายอย่าง V-Class มาปรับดีไซน์ใหม่นั่นเอง เห็นได้ชัดจากงานออกแบบกระจังหน้าใหม่ที่ขนาดใหญ่ขึ้นคล้ายกับรถอเนกประสงค์ Mercedes-Benz EQC ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ รวมทั้งมีการปรับกันชนหน้าใหม่ให้รับกับกระจังหน้าและมีช่องเสียบชาร์จที่กันชน ส่วนด้านท้ายมีการปรับดีไซน์กันชนเล็กน้อย และยังมากับล้อลายใหม่ขนาด 18 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารมีการติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX พร้อมจอแสดงผลขนาด 10 นิ้วที่ให้การเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ และรองรับการสั่งงานด้วยเสียง ผู้ใช้รถสามารถวางแผนตั้งจุดหมายปลายทางที่พวกเขาจะไปได้รวมทั้งปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารล่วงหน้าผ่านทางแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน

   ลูกค้าสามารถเลือกซื้อ EQV ได้ทั้งรุ่นปกติที่มีขนาดตัวถังยาว 5,140 มิลลิเมตร และรุ่นฐานล้อยาว ที่มีขนาดตัวถังยาว 5,370 มม. โดยมีความยาวฐานล้อ 3,200 มิลลิเมตรและ 3,430 มิลลิเมตร นอกจากนี้การตกแต่งภายในยังสามารถเลือกปรับแต่งได้และรองรับการติดตั้งเบาะหลังแบบหรูหรือแบบแยกกันพร้อมรองรับผู้โดยสารสูงสุดได้ถึง 9 คน

   Mercedes-Benz EQV จะทำการผลิตที่โรงงานในเมือง Vitoria ประเทศสเปน ควบคู่ไปกับการผลิต Vito และ V-Class โดยเตรียมเปิดตัวต่อสาธารณะชนที่งาน Frankfurt Motor Show ในเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึงนี้

ที่มา Carscoops

     ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2562

All-New Toyota Majesty รถตู้หรูค่ายสามห่วง พร้อมอัดออปชั่นและความปลอดภัยสู้คู่แข่ง

สนใจออกรถ Mazda วันนี้ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ จัดหนักส่วนลด+ของแถม เพียงคุณแสดงตัวว่ากดติดตามเพจ Car News Update (แคปโพสต์ให้ดูด้วย) สามารถติดต่อและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line ID : anuntasooragath ครับ
---------------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

All-New Toyota Commuter เปิดตัวในไทยแล้ว ยกระดับรูปโฉมและความปลอดภัยอีกขั้น

   สิ้นสุดการรอคอยสำหรับชาวไทยแล้ว เมื่อ Toyota Motor Thailand ได้ทำการเปิดตัว All-New Toyota Commuter ในไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากนำไปโชว์ตัวภายในงาน ฺBangkok Motor Show 2019 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

  การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี และไฮไลต์สำคัญคงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็น Cab Over Engine หรือการวางเครื่องยนต์ไว้ใต้เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสาร มาเป็นแบบ Semi Bonnet ก็คือการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ไปไว้ด้านหน้าแทนนั่นเอง ด้วยผลการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าช่วยยกระดับความปลอดภัยได้มากทีเดียว ผู้โดยสารด้านหน้าก็อุ่นใจขึ้นด้วย การันตีผลการทดสอบการชน Euro NCAP 5 ดาวเต็ม

  ดีไซน์ด้านหน้ายาวขึ้นอย่างชัดเจนจากการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ การออกแบบด้านหน้ามีกลิ่นอายเล็กๆน้อยๆมาจาก Toyota Alphard และ Vellfire ส่วนดีไซน์เส้นสายด้านข้างและช่วงท้ายยังคงกลิ่นอายจากโฉมปัจจุบันอยู่แต่ถูกขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ส่วนล้อนั้นจะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบขนาด 16 นิ้ว

  ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น พวงมาลัยดีไซน์คุ้นตาจาก Toyota Innova โฉมล่าสุดนั่นเอง มีความกว้างขวางมากขึ้นกว่าเก่า รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 ที่นั่ง ส่วนในรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace GL จะรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง และ Hiace ตู้ทึบ มีทั้งหมด 3 ที่นั่ง นอกนั้นเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระเพียวๆ

  สำหรับขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV บล็อกเดียวกับ Hilux Revo , Fortuner และ Innova ความจุ 2.8 ลิตร แต่จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 - 2,200 รอบ/นาที (รุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,400 - 2,600 รอบ/นาที) ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (มีให้เลือกเฉพาะ Commuter)

 ระบบความปลอดภัยนั้น จะติดตั้งมาให้ดังต่อไปนี้
  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA
  • ระบบเบรก ABS
  • ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC)
  • ระบบเสริมแรงเบรก (BA)
  • ระบบควบคุมเฟืองท้าย (LSD)
  • ระบบแจ้งเตือนความเร็วที่ 100 กม./ชม. (เฉพาะ Commuter)
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • ไฟเบรกดวงที่สาม พร้อมระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน (ESS)
  • กระจกหลังส่องทาง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย (SRS Airbags) คู่หน้า (คนขับและผู้โดยสารด้านหน้า) และบริเวณหัวเข่า เฉพาะตำแหน่งคนขับ) (ยกเว้น Hiace GL ได้เพียงแค่คู่หน้าเท่านั้น)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหน้า ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ และ NR 2 จุด 1 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 4 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace Panel)
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace GL
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)  
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 ELR 3 จุด 4 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
  • ค้อนนิรภัยสำหรับทุบกระจกในกรณีฉุกเฉิน 2 ตำแหน่ง (ยกเว้น Hiace Panel)
  สีตัวถังจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว White และสีเงิน Silver Mica Metallic (บวกเงินเพิ่ม 6,000 บาท) มีทางเลือกรุ่นย่อยทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- Hiace Panel (ตู้ทึบ) 6MT ราคา 999,000 บาท
- Hiace GL 6MT ราคา 1,079,000 บาท
- Commuter 6MT ราคา 1,269,000 บาท
- Commuter 6AT ราคา 1,299,000 บาท

  All-New Toyota Commuter จะเริ่มลงโชว์รูมและจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป ส่วนรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะเริ่มจำหน่ายเดือนสิงหาคมนี้

Like Box