วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Tesla Cybertruck กระบะไฟฟ้าดีไซน์หลุดโลก ไม่มีใครเหมือน แต่สเปคเทพ!

  ค่ายรถพลังงานไฟฟ้ายักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาอย่าง Tesla ภายใต้การบริหารของ Elon Musk ได้ฤกษ์เผยโฉม "Tesla Cybertruck" รถกระบะพลังงานไฟฟ้าคันแรกของค่ายที่มีดีไซน์ค่อนข้างหลุดโลกและไม่เหมือนใคร โดยทางค่ายหวังมาชิงส่วนแบ่งยอดขายกระบะ Full Size ในสหรัฐฯที่มีอัตราการเติบโตด้านยอดขายที่ค่อนข้างสูง

  กระบะ Cybertruck หรือ "CYBRTRK" ใช้เวลาในการพัฒนาถึง 7 ปี ดีไซน์ของตัวรถค่อนข้างแปลกแหวกแนวและไม่เหมือนกับกระบะคันไหนในโลกเลย ด้วยดีไซน์ที่มีเส้นสายเป็นเรขาคณิตง่ายๆ มีแต่เส้นตรง ทรงเหลี่ยม และทรงกล่อง (เห็นโค้งๆก็แค่ตรงล้อรถ) ตัวรถมีขนาดความยาว 5,885 มิลลิเมตร กว้าง  2,027 มิลลิเมตรและสูง 1,905 มิลลิเมตร จัดวางตำแหน่งที่นั่งแบบ 6 ที่นั่ง

   ภายในห้องโดยสารมีการเปิดเผยภาพออกมาแค่ภาพเดียวมุมเดียว จะเห็นถึงดีไซน์ที่มาแนวเรียบๆธรรมดา มากับคอนโซลทรงเหลี่ยมเรียบโล่งที่มีพื้นผิวคล้ายแผ่นหินอ่อนควอตซ์ รวมทั้งพวงมาลัยที่มีทรวดทรงเหมือนยกมาจากพวงมาลัยรถแข่ง

 แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ๆถือว่าเด่นกว่าดีไซน์ภายนอกและภายในเห็นจะเป็นสมรรถนะของรถ โดยท็อปเกรดสุด Tri-Motor AWD ที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ทรงพลังสุดๆด้วยการเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลาแค่ 2.9 วินาที ถือว่าน้องๆ Supercar เลย และสามารถวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ 10.8 วินาที สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตรเลยทีเดียว ทำความเร็วสูงสุดได้ทื่ 209 กม./ชม. รุ่นนี้จำหน่ายในราคา 69,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,111,000 บาทไทย)

  และยังมีอีกสองรุ่นให้เลือก ได้แก่ มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง ราคาอยู่ที่ 39,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,205,000 บาทไทย) วิ่งได้สูงสุดมากกว่า 400 กม. อัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ใน 6.5 วินาที และรุ่นกลางที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ราคาเริ่มที่ 49,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,507,000 บาทไทย) สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที วิ่งได้ระยะทางสูงสุดมากกว่า 480 กิโลเมตร

  ด้วยมุมเงย 35 องศา มุมจาก 28 องศาและระยะต่ำสุดจากพื้นถึง 16 นิ้ว (ประมาณ 400 มิลลิเมตร) ในด้านการลากจูงนั้น Tesla Cybertruck สามารถทำลายสถิติ Ford F-150 ในการลากจูง ซึ่งมีประสิทธิภาพการลากจูงได้สูงสุดระหว่าง 3,401-6,350 กิโลกรัมเลยทีเดียว

   Elon Musk ให้ข้อมูลว่า Tesla Cybertruck สร้างขึ้นบนโครงสร้างแบบโมโนค็อก ไม่ใช่บอดี้ออนเฟรมแบบคู่แข่ง ตัวถังทำจากวัสดุสแตนเลสชนิดพิเศษที่มีความแข็งแรงสูง ในงานเปิดตัวมีการโชว์ทุบตัวถังด้วยค้อนแต่รถไม่มีร่องรอยความเสียหาย อีกทั้งรถยังมีกระจกแบบกันกระสุนด้วย ซึ่ง Elon ก็โชว์ด้วยการขว้างลูกเหล็กใสา ผลคือกระจกแตก!

   ไฮไลท์อื่น ๆ ก็จะมีระบบช่วงล่างแบบถุงลม กระบะขนาดใหญ่ถึง 2 เมตร ที่ Tesla เรียกว่า Vault และมีฝาปิดที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์แบบล็อคได้ซึ่งมีพื้นที่จัดภายในมากถึง  2,831 ลิตร ซึ่งมากพอที่จะขนรถ ATV 1 คันได้

   Tesla Cybertruck เปิดรับจองแล้วด้วยจำนวนเงิน 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,020 บาท) และสามารถขอคืนเงินจองได้เต็มจำนวน โดยมีกำหนดจะเข้าสู่การผลิตในปี 2021 นี้

ที่มา Carscoops



 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Aston Martin DBX ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นแรกจากค่ายสปอร์ตหรูผู้ดี

  ค่ายสปอร์ตหรูแดนผู้ดีอย่าง Aston Martin ได้ฤกษ์ปล่อยรถ Crossover SUV รุ่นแรกของค่ายอย่าง Aston Martin DBX ที่มาพร้อมกับความหรูหราและสมรรถนะสูงสมกับแบรนด์ Aston Martin

  รถคันนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน Twin-Turbo 4.0 ลิตร V8 จาก AMG ที่มากับพละกำลังสูงสุด 542 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร เหมือนที่ใช้ใน Vantage และ DB11 V8 สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.5 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 291 กม./ชม. ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter 9 สปีด ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพร้อมเฟืองท้ายแบบแอคทีฟ ทั้ง Active Central Differential และ Rear Limited-Slip Differential ซึ่งจะช่วยควบคุมแรงบิดกระจายไปยังเพลาแต่ละเพลา

  การออกแบบภายนอกยังคงเป็นไปตามแนวทางของ Aston Martin โดยมากับกระจังหน้าแบบกว้างและไฟหน้ารูปไข่ นอกจากนี้ยังมีไฟ LED Daytime Running Lights รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมโค้ง รถที่เห็นตามภาพประกอบจะเป็นสีดำ แต่ส่วนล่างชายล่างกันชนหน้าและด้านข้างทั้งหมดจะพ่นด้วยสีดำซึ่งช่วยทำให้รถดูสูง

   ด้านท้ายจะได้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจาก Vantage ที่มาพร้อมไฟท้าย LED ที่ลากยาวซ้ายจรดขวา นอกจากนี้ยังมีสปอยเลอร์ทรงหางเป็ดที่โดดเด่นที่ด้านหลัง เช่นเดียวกับสปอยเลอร์ที่หนึ่งตำแหน่งที่ติดตั้งบริเวณหลังคารถช่วงฝาท้าย

   ภายในห้องโดยสารเป็นที่ชัดเจนว่า Aston Martin ตั้งใจที่จะทำให้ DBX เป็นสถานที่สุดพิเศษที่จะทำให้ใช้เวลาอยู่กับมันได้มาก ตรงหน้าของคนขับจะพบกับพวงมาลัยสามก้านหุ้มด้วยหนังและมีคันเปลี่ยนเกียร์ และมีแผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ขนาด 10.25 นิ้วอันเป็นที่ตั้งของระบบ Infotainment ที่รองรับ Apple CarPlay เป็นมาตรฐาน ถัดลงมาจากหน้าจอจะเป็นช่องระบบปรับอากาศและปุ่มจำนวนหนึ่ง ลงไปอีกจะเป็นปุ่มควบคุมต่าง ๆ สำหรับระบบปรับอากาศและระบบทำความร้อน คอนโซลกลางจะมีชุดควบคุมทรงคล้ายเมาส์ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมหน้าจอรวมทั้งระบบความบันเทิงภายในห้องโดยสารได้ อยู่ด้านใดด้านหนึ่งของตัวควบคุมนี้เป็นโฮสต์ของปุ่ม

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของการตกแต่งภายในของ DBX คือคอนโซลกลางแบบลอยตัวซึ่งเพิ่มความรู้สึกกว้างขวางของรถ นอกจากนี้ยังมีหลังคากระจกแบบ Panoramic รวมทั้งตกแต่งด้วยหนังระดับพรีเมี่ยมในทุกพื้นผิวและเบาะที่เสริมด้วยวัสดุ Alcantara

  Aston Martin DBX มีน้ำหนัก 2,245 กิโลกรัม และมาพร้อมกับมาตรฐานด้วยระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ปรับได้ 3 ระดับโดยใช้ระบบไฟฟ้า 48 โวลต์และโช้คอัพแบบปรับตัวอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งนี้หมายความว่า DBX สามารถเพิ่มความสูงได้มากสุด 45 มิลลิเมตร หรือลดลงต่ำสุด 50 มม. ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นผิวถนน

   Andy Palmer ผู้บริหารสูงสุดของ Aston Martin  กล่าวว่า “ DBX เป็นรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์ครั้งแรกในการเป็นเจ้าของ Aston Martinให้กับหลาย ๆ คน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความรู้สึกในการสัมผัสนั้นเหมือนกับรถสปอร์ตของเรา ในขณะเดียวกันก็ยังมอบความหลากหลายในการใช้ชีวิตตามสไตล์ SUV ระดับหรู การได้ผลิตรถที่สวยงามที่สร้างด้วยมือแต่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจมากสำหรับ Aston Martin”

   Aston Martin DBX จะมีราคาเริ่มต้นที่ 158,000 ปอนด์ (ประมาณ 6,175,000 บาทไทย) ส่วนเมืองไทยนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะนำเข้ามาให้เศรษฐ๊ไทยได้จับจองกันครับ

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

Mercedes-Maybach GLS 600 เอสยูวีหรูระดับเรือธงคันล่าสุดจากค่ายตราดาว

  ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ได้ทำการเผยโฉม Mercedes-Maybach GLS 600 รถหรูภายใต้แบรนด์ Maybach ที่อยู่ในร่างของ SUV หรูขนาดใหญ่อย่าง GLS

  แน่นอนว่าสุดยอด SUV หรูแบบนี้ก็ต้องใช้ขุมพลังที่สุดยอดเช่นกัน โดยจะทำการติดตั้งเครื่องยนต๋เบนซิน Twin-turbo V8 4.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 558 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 - 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 730 นิวตันเมตรที่ 2,500 - 5,000 รอบต่อนาที เครื่องบล็อกนี้ได้รับการพัฒนาสำหรับ Maybach โดยเฉพาะ 

  รถคันนี้ยังเป็นระบบ Mild Hybrid ซึ่งจะมีการติดตั้งระบบ EQ Boost 48 โวลต์ซึ่งเพิ่มกำลัง 22 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตรในชั่วระยะหนึ่งได้ด้วย

   ขุมพลังนี้ช่วยนำพารถ Mercedes-Maybach GLS 600 ที่มีน้ำหนักตัว 2.78 ตัน เร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาทีเท่านั้นและความเร็วสูงสุดล็อคไว้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 11.7 ลิตร/100 กม. (8.55 กม./ลิตร) โดยมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 266 กรัม/กิโลเมตร

  งานออกแบบภายนอกนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงจาก GLS รุ่นมาตรฐานคือ กระจังหน้าใหม่แบบซี่ลวดแนวตั้งตามสไตล์ Maybach, คิ้วขอบหน้าต่างโครเมี่ยมและเสา B โครเมียม, เช่นเดียวกับโครเมี่ยมบริเวณคิ้วสเกิร์ตด้านข้าง, ล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 22 นิ้ว (23 นิ้วมีให้เป็นออปชั่น) เช่นเดียวกับบริเวณกันชนท้ายและรอบๆท่อมีการเสริมด้วยโครเมียมและมีสัญลักษณ์ Maybach บริเวณเสา D

 แต่อีกความต่างแบบชัดเจนก็คือโทนสีตัวถังแบบทูโทนที่มีให้เลือกถึง 8 สีที่แตกต่างกัน Mercedes-Maybach GLS ยังมีความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือบันไดข้างแบบไฟฟ้าที่เก็บซ่อนได้ซึ่งมีพื้นผิวอะลูมิเนียมเสริมด้วยแถบยางสีดำ สามารถส่องสว่างอยู่ในความมืดได้

  ภายในห้องโดยสารนั้น ยกระดับความหรูหราด้วยการติดตั้งที่นั่งแบบ 2 แถวเท่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่ามีพื้นที่มากที่สุดในบริเวณด้านหลัง ผู้โดยสารเบาะหลังได้ที่นั่งแบบ 2 ที่นั่งเช่นเดียวกับใน Mercedes-Maybach S-Class เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด

  ตัวเบาะทำจากหนัง Nappa ชั้นดี อีกทั้งยังมีหลังคาซันรูฟแบบ Panoramic พร้อมม่านบังตาแบบทึบแสงเบาะนั่งพร้อมฟังก์ชั่นนวดและปรับอุณหภูมิให้อุ่นหรือเย็น ม่านบังแดดด้านไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศแยกสำหรับเบาะหลัง, ระบบช่วงล่างแบบ Airmatic และอีกหลายรายการ

  ด้านหลังยังมาพร้อมกับแท็บเล็ตที่รองรับระบบ MBUX เป็นมาตรฐาน ติดตั้งที่คอนโซลกลางหรือที่เท้าแขนระหว่างที่นั่งด้านหลัง ช่วยให้ผู้โดยสารหลังสามารถควบคุมฟังก์ชั่นความสะดวกสบายและความบันเทิงได้ สำหรับคอนโซลกลางแบบติดตั้งถาวรจะมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม ติดตั้งได้พร้อมกับโต๊ะที่สามารถกางออกและพับได้และยังมีตู้เย็นพร้อมพื้นที่สำหรับวางขวดแชมเปญได้ด้วย

   Mercedes-Benz ยังได้พัฒนาน้ำหอมกลิ่นเฉพาะ (กลิ่นดอกขาวออสมานัส) สำหรับ Mercedes-Maybach GLS เป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจสร้างสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร ออปชั่นอื่นๆที่มีให้เลือกก็จะมี ระบบช่วงล่างแบบ E-Active Body Control ซึ่งติดตั้งโปรแกรมการตั้งค่าสำหรับ Maybach โดยเฉพาะเพื่อให้มั่นใจว่าการขับขี่จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

   Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC จะมาถึงตัวแทนจำหน่ายในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 โดยทางค่ายยังไม่มีการประกาศราคา แต่คาดว่าจะเริ่มต้นที่ประมาณ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,046,000 บาท) โดยมีคู่แข่งสำคัญคือ Bentley Bentayga, Aston Martin DBX และรุ่นอื่นที่พิกัดใกล้เคียง

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box