วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2563

All-New Audi A3 Sedan ซีดานหรูน้องเล็กจากแบรนด์สี่ห่วง

   Audi ได้เปิดผ้าคลุมของ All-New Audi A3 Sedan เจเนเรชั่นที่ 2 ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามติด Audi A3 Sportback ที่เปิดตัวเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

   แน่นอนว่า A3 Sedan จะสร้างบนพื้นฐานเดียวกันกับ A3 Sportback มีความแตกต่างในส่วนของครึ่งคันหลังเป็นต้นไป ซึ่งยังคงออกแบบตามแนวทางของ Audi ยุคใหม่ เสริมด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมขุมพลังใหม่ๆ

  All-New Audi A3 Sedan โฉมใหม่สร้างขึ้นแพลตฟอร์ม MQB Evo โดยจะมีความยาวกว่ารุ่นก่อน 40 มิลลิเมตร ส่งผลมให้มีความยาวรวมที่ 4,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร (+20 มิลลิเมตร) สูง 1,430 มิลลิเมตร (+10 มิลลิเมตร) ส่วนความยาวฐานล้อยังคงเท่ารุ่นเก่า เทียบกับรุ่น Sportback ตัวซีดานจะยาวกว่า 150 มิลลิเมตร

   ด้วยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และวางตำแหน่งเบาะนั่งคนขับให้ต่ำลง ส่งผลให้มีเนื้อที่ข้อศอกด้านหน้าเพิ่มขึ้นอีก 20 มิลลิเมตร ส่วนความจุสัมภาระท้ายยังคงเท่าเดิมที่ 425 ลิตร

   ภายในห้องโดยสาร แน่นอนว่าจะถูกออกแบบให้เหมือนกับ A3 Sportback ที่มีมาพร้อมกับแผงหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องระบบปรับอากาศทรงเหลี่ยมที่ล้อมรับฝั่งคนขับที่ค่อนข้างให้อารมณ์เหมือน Lamborghini เอามากๆ หน้าจอระบบความบันเทิงแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10.1 นิ้วออกแบบให้เอียงเข้าหาคนขับเล็กน้อย ในรุ่นใหม่ถูกวางตำแหน่งไว้บนคอนโซลเหมือนเดิมรวมทั้งยังมีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศดีไซน์ใหม่ แผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้วและหน้าจอสัมผัส MMI กลางขนาด 10.1 นิ้วเอียงไปทางคนขับเล็กน้อย ทางค่ายยังมีการอัปเดตระบบการเชื่อมต่อให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบบนำทาง MMI และออปชั่นเสริมทั้งหลาย

   ช่วงแรกของการเปิดตัว All-New Audi A3 Sedan จะมีทางเลือกขุมพลัง 2 แบบ ได้แก่
-  35 TFSI เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,500-3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรืออัตโนมัติ S Tronic 7 สปีดแบบ Dual Clutch อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 8.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 232 กม./ชม. สำหรับใครที่เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ S Tronic จะมีการติดตั้งระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์เป็นมาตรฐานด้วย 
- 35 TDI มากับเครื่องดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่  3,000-4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,750 รอบ/นาที มีทางเลือกระบบส่งกำลังเดียวคืออัตโนมัติ S Tronic 7 สปีดแบบ Dual Clutch h อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 8.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 232 กม./ชม. เท่ารุ่นเบนซิน

   สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จะมีการติดตั้งระบบ Audi Pre Sense front, ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน adaptive cruise assist, efficiency assist, exit warning, ระบบแจ้งเตือนเมื่อถอยหลังจากที่จอด และอีกหลายรายการ

   All-New Audi A3 Sedan จะเริ่มจำหน่ายก่อนสิ้นเดือนเมษายนในเยอรมนีและตลาดยุโรปอื่น ๆ พร้อมกำหนดการส่งมอบในช่วงฤดูร้อน (ราวๆเดือนมิถุนายน) ราคาเริ่มต้นที่ 29,800 ยูโร (ราวๆ 1,051,000 บาทไทย) 

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2563

ส่องข้อมูลเบื้องต้น Suzuki XL7 เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย...เมืองไทยรอลุ้นทำตลาด

  เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Suzuki ประเทศอินโดนีเซีย ได้ทำการเปิดตัว Suzuki XL7 รถ MPV สไตล์ Crossover ที่ต่อยอดจาก Ertiga ได้รับการออกแบบให้ดูแข็งแกร่งและบึกบึนขึ้นตามสไตล์รถ SUV อีกทั้งยังเป็นที่น่าจับตาไม่น้อยเหมือนกันว่า รุ่นนี้มีแววสูงมากที่จะมาจำหน่ายในไทย

   ความน่าสนใจคือ Suzuki XL7 จะมีการออกแบบภายนอกให้มีความแตกต่างจาก Suzuki Ertiga ค่อนข้างเยอะทีเดียว ด้านหน้ามีการออกแบบใหม่ทั้งหมด มากับไฟหน้า LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights  ออกแบบให้เชื่อมติดกับกระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ รอบคันมีตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำเพิ่มความบึกบึน 

 ด้านท้ายยังคงไฟท้ายเดิมจาก Ertiga แต่มีการตกแต่งฝาท้ายเหนือป้ายทะเบียนด้วยสีดำเงา และตกแต่งขอบตำแหน่งกรอบป้ายทะเบียนด้วยโครเมียม อีกทั้งมีการออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้ดูแข็งแกร่งบึกบึนขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเสริมด้วยราวหลังคา และล้อลายใหม่แบบปัดเงาดำขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 195/60 R16 รุ่นท็อปในอินโดนีเซีย จะมีสีตัวถังแบบทูโทนหลังคาดำและกระจกมองข้างสีดำให้เลือกอีกด้วย

    มิติตัวถังของ Suzuki XL7 จะมีความยาว 4,450 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร สูง 1,710 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.1 เมตร ความสูงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร
(เทียบกับ Ertiga แล้ว XL7 จะยาวขึ้น 55 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร สูงขึ้น 20 มิลลิเมตร)

  ภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เหมือนกับ Ertiga แต่จะแตกต่างกันในส่วนของการตกแต่ง คอนโซลหน้าจะมีการตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาลายคาร์บอนไฟเบอร์ เช่นเดียวกับหน้าปัดที่มีการออกแบบใหม่ มีการตัดตั้งออปชั่นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น กระจกมองหลังแบบดิจิตอลแสดงภาพจากกล้องมองหลัง Smart E-Mirror นอกจากนี้ก็ยังคงมีออปชั่นสำคัญๆ ครบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ช่อง Power Outlet สำหรับผู้โดยสารทุกแถว

  ขุมพลังของรถยังคงติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินรหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุดที่ 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดและเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

  ระบบความปลอดภัย จะเหมือนกับ Ertiga แทบทุกอย่าง อันประกอบไปด้วย
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
- ระบบช่วยเบรก Brake Assist
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Hold Control
- คานกันกระแทกด้านข้าง
- ระบบล็อคนิรภัยป้องกันเด็กเปิดประตูหลัง
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง
- ระบบกุญแจนิรภัย Immoblizer
- ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- ระบบสัญญาณเตือนภัย
- เซ็นเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน
- กล้องมองหลัง

  Suzuki XL7 เวอร์ชั่นประเทศอินโดนีเซีย จะมีราคาเริ่มต้นที่ 230 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 480,000 บาท จนไปถึงท็อปสุด 267 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 557,000 บาทไทย

  เป็นไปได้ว่า Suzuki XL7 จะมาทำตลาดในไทยค่อนข้างสูง คู่แข่งอย่าง Mitsubishi ก็เอา Xpander Cross มาลงตลาดแล้ว มีหรือที่ Suzuki จะไม่เอา XL7 มาสู้ ยังไงก็ต้องรอติดตามครับ

ที่มา Suzuki Indo

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

Toyota RAV4 ทำยอดขายสะสมทั่วโลกครบ 10 ล้านคันแล้ว

รถ SUV รุ่นดังของ Toyota อย่าง RAV4 สามารถทำยอดขายสะสมทั่วโลกครบ 10 ล้านแล้ว ในเวลา 26 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวเจเนเรชั่นแรกจนมาถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 5 แล้ว

   Toyota RAV4 เจเนเรชั่นแรกเปิดตัวในปี 1994 ที่งาน Geneva Motor Show พัฒนาขึ้นมาจากต้นแบบที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 1989 พละกำลังของรถจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 127 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทาง Toyota ตั้งแต่ยอดขายในช่วงแรกนั้นที่ 4,500 คัน/เดือน แต่หลังจากเปิดตัวนั้นมียอดจองเข้ามากว่า 8,000 คันจึงทำให้ทาง Toyota ต้องเพิ่มการผลิตขึ้นเป็น 2 เท่า

   Toyota จำหน่าย RAV4 ไปทั้งหมด 53,000 คันในปี 1994 และมียอดขายที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกหลายเท่า หลังจากนั้นก็มีการเพิ่มรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ, รุ่น 3 ประตู, รุ่นหลังคาผ้าใบ 3 ประตู และรุ่นขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

   จากนั้นมาถึงเจเนเรชั่นที่ 2 ในปี 2000 ได้รับการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ ซึ่งมีขนาดตัวถังใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย มีทางเลือกทั้ง 3 และ 5 ประตู มาพร้อมขุมพลังเบนซิน 1.8 ลิตร พละกำลัง 121 แรงม้า / เบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 148 แรงม้า / ดีเซล 2.0 ลิตร พละกำลัง 114 แรงม้า (อเมริกาจะมีทางเลือกเบนซิน 2.4 ลิตร 160 แรงม้าด้วย) ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Full Time พร้อมเฟืองกลางแบบลิมิเต็ดสลิปมาให้จากโรงงาน 

  เข้ามาถึงเจเนเรชั่นที่ 3 ในปี 2006 RAV4 ได้ถูกขยายขนาดให้ใหญ่โตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยขนาดความยาวตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 8 นิ้วหรือราวๆ 20 เซนติเมตร คราวนี้เหลือการจำหน่ายแค่ตัวถัง 5 ประตู มีตัวเลือกเครื่องยนต์มากมาย อีกทั้งยังเป็นรถยนต์คันแรกของ Toyota ที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Part Time

  เจเนเรชั่นที่ 4 ถูกเปิดตัวในช่วงปลายปี 2012 ใช้แพลตฟอร์มใหม่หมดจด และมีรูปโฉมที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นก่อนหน้าแบบมากโข ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ทำให้ RAV4 โฉมนี้สามารถติดตั้งขุมพลัง Hybrid ลงไปในรถ ด้วยขุมพลังเบนซิน 2.5 ลิตร Hybrid ทำให้รถสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 8.3 วินาที

  และเจเนเรชั่นล่าสุดที่เปิดตัวช่วงปี 2018 มาพร้อมเทคโรโลยี Hybrid ที่เพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้นและเร็วๆ นี้จะมีขุมพลัง Plug-In Hybrid ที่ให้พละกำลังมากกว่า 300 แรงม้าด้วย โดยในปี 2019 ที่ผ่านมาสามารถทำยอดขาย RAV4 ได้มากถึง 130,000 คันเลยทีเดียว

  นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีไม่น้อยครับ ต้องจุดพลุฉลอง!

ที่มา Motor1 / ภาพจาก Favcars

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ




วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

หลุด All-New Nissan Rogue / X-Trail เปิดตัวที่สหรัฐฯปีนี้ ส่วนไทยลุ้นเปิดตัวช่วงปีหน้า

  หลังจากที่เคยมีภาพหลุดสิมธิบัตรออกมา คราวนี้มาเป็นภาพคันจริงทั้งภายนอกและภายในเลย สำหรับ All-New Nissan X-Trail หรือในตลาดสหรัฐฯ ใช้ชื่อว่า Nissan Rogue เตรียมเปิดตัวภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

  รูปโฉมของ Rogue หรือ X-Trail เจเนเรชั่นใหม่ จะดูโดดเด่นกว่ารุ่นก่อนชัดเจน มีการออกแบบใหม่สไตล์สปอร์ตและการตกแต่งภายในที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภายนอกเราจะเห็นกระจังหน้า V-Motion อันเป็นเอกลักษณ์ของค่ายที่ออกแบบให้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม ขนาบข้างด้วยไฟ LED Daytime Running Light อยู่ตำแหน่งบนสุด ถัดลงมาจะเป็นไฟหน้าของรถ และกันชนหน้า

   รอบคันรถมีการหุ้มตัวถังด้วยพลาสติกกันกระแทกสีดำเสริมความแข็งแกร่ง ติดตั้งราวหลังคาสีเงิน มีการใส่ลูกเล่นเสา A-Pillar สีดำทำให้เพิ่มความโดดเด่นขึ้นไปอีก ด้านข้างมีการย้ายตำแหน่งกระจกมองข้างใหม่ และเส้นสายที่ดูปราดเปรียวกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายช่วงเสา D-pillar จะยังคงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยรุ่นก่อนหน้า

   ด้านท้ายมาพร้อมกับไฟท้ายใหม่ที่เรียวขึ้น ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายที่ดูสปอร์ตกว่าเดิม กันชนท้ายมาพร้อมกันกระแทกสีเงินขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ภาพรวมของรถมีการสวยงามโฉบเฉี่ยวแต่ก็ยังคงความบึกบึนเหมือนเดิม 

   ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนแปลงใหม่ให้มีความล้ำสมัยกว่าเดิม เข้ามาจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ที่ไม่เคยใช้ใน Nissan รุ่นไหนมาก่อน อีกทั้งยังมากับหน้าปัดแบบดิจิตอลตามยุคสมัย ถัดจากพวงมาลัยจะพบกับหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นบนแดชบอร์ด ซึ่งทำให้ง่ายต่อการมองเห็นและการใช้งาน ช่องแอร์ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเรียวสวยงาม พร้อมทั้งปุ่มปรับระบบปรับอากาศดีไซน์ทันสมัย และยังมีหัวเกียร์ขนาดเล็กดีไซน์ล้ำสมัยพร้อมปุ่มปรับระบบขับเคลื่อน

    ภายในยังตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีการเดินด้ายตะเข็บจริงและบุนุ่มรอบคัน รวมทั้งตกแต่งด้วยลายไม้และโลหะ นอกจากนี้ยังมากับหลังคากระจกแบบพาโนรามาและเบาะหนังที่ผิวเบาะตัดเย็บเป็นรูปเพชร

  ทางด้านเครื่องยนต์นั้นยังไม่มีการยืนยัน แต่คาดว่าจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตรใหม่บล็อกเดียวกับ Altima ที่มากับพละกำลัง 191 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 244 นิวตันเมตร และน่าจะมีขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียงเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 248 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร มาให้เป็นทางเลือกด้วย

  สำหรับการเปิดตัวทาง Nissan ได้ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า All-New Nissan Rogue / X-Trail จะมาถึงตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในฤดูใบไม้ร่วงหรือราวๆ เดือนกันยายนนี้ ส่วนเมืองไทยก็คงต้องรอลุ้นให้มีการเปิดตัวในช่วงปีหน้าครับ

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

หลุด MG6 Minor Change ก่อนเปิดตัวที่จีนเร็วๆ นี้

   MG Motor เปิดตัว MG6 โฉมปัจจุบันตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2017 แล้ว ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวกันกับ Roewe i6 มีทั้งทางเลือกเครื่องยนต์เบนซินและ Plug-In Hybrid แถมมีดีไซน์ที่ค่อนข้างสวยโดนใจ แต่เมืองไทยมียอดขายที่ไม่ดีนักทำให้โฉมนี้ไม่ได้นำมาจำหน่าย

  ถ้านับเวลาปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ซึ่งก็คงได้เวลาสำหรับปรับโฉมกระตุ้นตลาด และล่าสุดก็มีภาพหลุดของ MG6 Minor Change จากสื่อจีนให้เราได้รับชมกันแล้ว 

   ภายนอกของ MG6 Minor Change จะมีการออกแบบด้านหน้าใหม่ให้มีความดุดันมากกว่าเดิม ด้วยกระจังหน้าใหม่ทรง 6 เหลี่ยม คล้ายกับกระจังหน้าใน MG ZS Minor Change เช่นเดียวกับไฟหน้าทรงใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม กันชนหน้าออกแบบใหม่ให้มีช่องระบายอากาศที่ใหญ่ขึ้น 

  ด้านท้ายมีการปรับรายละเอียดไฟท้ายใหม่  จากแถบ LED 2 เส้นเป็น 3 เส้น ออกแบบกันชนท้ายใหม่ และท่อไอเสียใหม่แบบท่อคู่ซึ่งมีทรวดทรงกลมรี นอกจากนี้ยังมีในส่วนของอุปกรณ์ตกแต่งที่มีให้เลือกทั้งกระจังหน้าสีดำ คิ้วขอบกระจกประตูสีดำ คิ้วฝาท้ายสีดำ และสปอยเลอร์ท้าย 

  ส่วนภายในยังไม่มีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงออกมา แต่คาดว่าอาจจะมีการอัปเกรดชุดหน้าปัดใหม่แบบดิจิตอล รวมทั้งหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเหมือนกับ MG HS และ ZS รุ่นล่าสุด

  ขุมพลังนั้นมีรายงานว่าจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ ที่ปรับเพิ่มพละกำลังเป็น 180 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 12 แรงม้า

  ยังไม่มีข้อมูลในส่วนของขุมพลัง Plug-In Hybrid แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร ผสานการทำงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า รวมกำลังทั้งระบบ 228 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่มากถึง 622 นิวตันเมตร

  หลุดมาขนาดนี้แล้ว คาดว่า MG6 Minor Change น่าจะมีการเปิดตัวในจีนเร็วๆ นี้

ที่มา Xincheping

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2563

All-New Toyota Harrier อเนกประสงค์พันธุ์หรูคันใหม่จากแดนอาทิตย์อุทัย

   Toyota ได้เปิดเผยภาพชุดแรกและรายละเอียดของ All-New Toyota Harrier เจเนเรชั่นที่ 4 สำหรับตลาดญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย

 โดย All-New Toyota Harrier จะพร้อมวางตลาดในตัวแทนจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นเดือนมิถุนายนปีนี้ ตัวรถสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TNGA (GA-K) ซึ่งหมายความว่ารถจะใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Toyota RAV4 รุ่นล่าสุด ไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Lexus RX แบบ 2 เจเนเรชั่นแรก

  ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ส่งผลให้ตัวถังมีความแข็งแกร่งสูงขึ้นพร้อมจุดศูนย์ถ่วงต่ำต่ำลง ให้ทั้งความสะดวกสบายในการขับขี่และสมรรถนะที่เต็มเปี่ยมโดยให้ความสำคัญกับคนขับด้วย ตัวรถจะมากับระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และปีกนกสองชั้นที่ด้านหลัง ผลลัพธ์คือทำให้รถมีการขับขี่ที่ “ มีทั้งความแข็งแกร่งและสง่างาม” ตามที่ผู้ผลิตรถยนต์บอกมา

  การใช้แพลตฟอร์ม TNGA (GA-K) ส่งผลให้ Harrier โฉมใหม่มากับขุมพลังทางเลือกคือ เครื่องเบนซิน Dynamic Force Engine บล็อกล่าสุดของโตโยต้าและเกียร์อัตโนมัติ Direct Shift-CVT อีกทั้งยังมีขุมพลัง Hybrid ของ Toyota อย่าง Toyota Hybrid System (THS II) 

   เครื่องยนต์เบนซิน Dynamic Force 2.0 ลิตร 4 สูบ มากับพละกำลังสูงสุด 171 แรงม้า (PS) ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 207 นิวตันเมตรที่ 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Direct Shift-CVT เป็นมาตรฐาน มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

   และอีกขุมพลังก็คือ เครื่องยนต์ไฮบริดอันเป็นระบบไฮบริด THS II ของค่าย มีทางเลือกระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD - เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 4 สูบ พละกำลังสูงสุด 178 แรงม้า (PS) ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 3,600-5,200 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 120 แรงม้า (PS) รวมกำลังทั้งระบบ 218 แรงม้า (PS) พิเศษในรุ่น AWD จะเพิ่มมอเตอร์ไฟฟ้า 54 แรงม้า (PS) อีก 1 ตัวที่ด้านหลัง ส่งผลให้มีพละกำลังรวม 222 แรงม้า (PS) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT

   ขนาดของ Harrier โฉมใหม่นั้น จะมีตัวรถที่ใหญ่ขึ้นไม่มาก โดยมากับความยาว 4,740 มิลลิเมตร (+20 มิลลิเมตร) ความกว้าง 1,855 มิลลิเมตร (+20 มิลลิเมตร) ความสูง 1,660 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 30 มิลลิเมตร) และมีฐานล้อยาว  2,690 มิลลิเมตร (+30 มิลลิเมตร) 

    รูปร่างภายนอกยังคงได้กลิ่นอายจาก Harrier โฉมก่อนหน้า แต่ได้ออกแบบให้มีความบึกบึนมากขึ้น  โดยจะมากับไฟหน้า LED ใหม่ที่เพรียวบางกว่าเดิม เติมแต่งด้วยเส้นโครเมียมที่ลากยาวใต้ไฟหน้าและกระจังหน้า เช่นเดียวกับกันชนหน้าใหม่ดีไซน์ดุ ออกแบบแนวเส้นหลังคาให้ลาดเทเหมือนรถคูเป้ ด้านท้ายสะดุดตาด้วยไฟท้าย LED แนวนอนเพรียวบางที่ลากยาวครอบคลุมด้านท้าย

  ภายในออกแบบและตกแต่งให้ดูสวยล้ำสมัยมากขึ้น เข้ามาจะพบกับหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วตั้งโดดเด่นกลางคอนโซล ติดตั้งระบบนำทาง T-Connect SD และยังรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay รวมทั้ง Android Auto ด้วย รอบคันตกแต่งด้วยหนังบุนุ่มและเดินด้ายตะเข็บจริงที่ช่วยเสริมความหรูหราได้เป็นอย่างดี
 
  ห้องโดยสารใช้หนังสังเคราะห์ที่สัมผัสได้ มีโทนสีและลายไม้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไม้กฤษณา ไฮไลท์อีกอย่างคือหลังคากระจกพาโนรามาที่สามารถปรับเฉดสีได้อัตโนมัติเช่นเดียวกับกระจกรถที่มีฟังก์ชั่นนี้เช่นกัน Toyota อ้างว่าการตกแต่งภายในใหม่ของ Harrier โฉมใหม่นี้จะมอบความสะดวกสบายและความเงียบสงบที่มากขึ้นด้วยการใช้วัสดุดูดซับเสียงและควบคุมการสั่นสะเทือน รวมทั้งหน้าต่างดูดซับเสียงที่มีประสิทธิภาพสูง

  All-New Toyota Harrier จะมาพร้อมกับ Toyota Safety Sense เป็นมาตรฐานซึ่งแน่นอนว่าจะรวมถึงระบบเตือนก่อนการชน Pre-Collision Safety พร้อมตรวจจับคนเดินเท้าในช่วงกลางวันและกลางคืนรวมถึงนักปั่นจักรยานด้วย

  นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยขั้นสูงอื่น ๆ เช่น ระบบ Intelligent Clearance Sonar พร้อมระบบช่วยจอดรถ (ตรวจจับวัตถุเคลื่อนที่) ที่ช่วยป้องกันการชนระหว่างการขับรถด้วยความเร็วต่ำในลานจอดรถหรือกระจกมองหลังแบบ Digital Inner Mirror ที่สามารถบันทึกภาพด้านหน้าและด้านหลังของยานพาหนะขณะขับรถ และยังมีระบบ Active Cornering Assist (ACA) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมการเบรกขณะเลี้ยวหรือเข้าโค้ง

  แน่นอนว่าชาวไทยที่รอ All-New Toyota Harrier ก็รอทางเกรย์มาร์เก็ต (ผู้นำเข้าอิสระ) นำมาจำหน่ายในไทยครับ เพราะ Toyota Motor Thailand ไม่มีทางนำเข้ามาขายแน่นอน

ที่มา Toyota / Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


Like Box