สิ้นสุดการรอคอยสำหรับชาวไทยแล้ว เมื่อ Toyota Motor Thailand ได้ทำการเปิดตัว All-New Toyota Commuter ในไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากนำไปโชว์ตัวภายในงาน ฺBangkok Motor Show 2019 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี และไฮไลต์สำคัญคงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็น Cab Over Engine หรือการวางเครื่องยนต์ไว้ใต้เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสาร มาเป็นแบบ Semi Bonnet ก็คือการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ไปไว้ด้านหน้าแทนนั่นเอง ด้วยผลการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าช่วยยกระดับความปลอดภัยได้มากทีเดียว ผู้โดยสารด้านหน้าก็อุ่นใจขึ้นด้วย การันตีผลการทดสอบการชน Euro NCAP 5 ดาวเต็ม
ดีไซน์ด้านหน้ายาวขึ้นอย่างชัดเจนจากการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ การออกแบบด้านหน้ามีกลิ่นอายเล็กๆน้อยๆมาจาก Toyota Alphard และ Vellfire ส่วนดีไซน์เส้นสายด้านข้างและช่วงท้ายยังคงกลิ่นอายจากโฉมปัจจุบันอยู่แต่ถูกขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ส่วนล้อนั้นจะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบขนาด 16 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น พวงมาลัยดีไซน์คุ้นตาจาก Toyota Innova โฉมล่าสุดนั่นเอง มีความกว้างขวางมากขึ้นกว่าเก่า รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 ที่นั่ง ส่วนในรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace GL จะรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง และ Hiace ตู้ทึบ มีทั้งหมด 3 ที่นั่ง นอกนั้นเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระเพียวๆ
สำหรับขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV บล็อกเดียวกับ Hilux Revo , Fortuner และ Innova ความจุ 2.8 ลิตร แต่จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 - 2,200 รอบ/นาที (รุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,400 - 2,600 รอบ/นาที) ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (มีให้เลือกเฉพาะ Commuter)
ระบบความปลอดภัยนั้น จะติดตั้งมาให้ดังต่อไปนี้
- โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA
- ระบบเบรก ABS
- ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC)
- ระบบเสริมแรงเบรก (BA)
- ระบบควบคุมเฟืองท้าย (LSD)
- ระบบแจ้งเตือนความเร็วที่ 100 กม./ชม. (เฉพาะ Commuter)
- ไฟตัดหมอกหน้า
- ไฟเบรกดวงที่สาม พร้อมระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน (ESS)
- กระจกหลังส่องทาง
- ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
- ถุงลมเสริมความปลอดภัย (SRS Airbags) คู่หน้า (คนขับและผู้โดยสารด้านหน้า) และบริเวณหัวเข่า เฉพาะตำแหน่งคนขับ) (ยกเว้น Hiace GL ได้เพียงแค่คู่หน้าเท่านั้น)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหน้า ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ และ NR 2 จุด 1 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 4 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
- เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace Panel)
- เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace GL
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
- เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 ELR 3 จุด 4 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
- ค้อนนิรภัยสำหรับทุบกระจกในกรณีฉุกเฉิน 2 ตำแหน่ง (ยกเว้น Hiace Panel)
สีตัวถังจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว White และสีเงิน Silver Mica Metallic (บวกเงินเพิ่ม 6,000 บาท) มีทางเลือกรุ่นย่อยทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- Hiace Panel (ตู้ทึบ) 6MT ราคา 999,000 บาท
- Hiace GL 6MT ราคา 1,079,000 บาท
- Commuter 6MT ราคา 1,269,000 บาท
- Commuter 6AT ราคา 1,299,000 บาท
All-New Toyota Commuter จะเริ่มลงโชว์รูมและจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป ส่วนรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะเริ่มจำหน่ายเดือนสิงหาคมนี้


















