แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฮเอช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไฮเอช แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

All-New Toyota Commuter เปิดตัวในไทยแล้ว ยกระดับรูปโฉมและความปลอดภัยอีกขั้น

   สิ้นสุดการรอคอยสำหรับชาวไทยแล้ว เมื่อ Toyota Motor Thailand ได้ทำการเปิดตัว All-New Toyota Commuter ในไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากนำไปโชว์ตัวภายในงาน ฺBangkok Motor Show 2019 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

  การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี และไฮไลต์สำคัญคงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็น Cab Over Engine หรือการวางเครื่องยนต์ไว้ใต้เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสาร มาเป็นแบบ Semi Bonnet ก็คือการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ไปไว้ด้านหน้าแทนนั่นเอง ด้วยผลการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าช่วยยกระดับความปลอดภัยได้มากทีเดียว ผู้โดยสารด้านหน้าก็อุ่นใจขึ้นด้วย การันตีผลการทดสอบการชน Euro NCAP 5 ดาวเต็ม

  ดีไซน์ด้านหน้ายาวขึ้นอย่างชัดเจนจากการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ การออกแบบด้านหน้ามีกลิ่นอายเล็กๆน้อยๆมาจาก Toyota Alphard และ Vellfire ส่วนดีไซน์เส้นสายด้านข้างและช่วงท้ายยังคงกลิ่นอายจากโฉมปัจจุบันอยู่แต่ถูกขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากขึ้น ส่วนล้อนั้นจะได้ล้อกระทะพร้อมฝาครอบขนาด 16 นิ้ว

  ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น พวงมาลัยดีไซน์คุ้นตาจาก Toyota Innova โฉมล่าสุดนั่นเอง มีความกว้างขวางมากขึ้นกว่าเก่า รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 ที่นั่ง ส่วนในรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace GL จะรองรับผู้โดยสารได้ 12 ที่นั่ง และ Hiace ตู้ทึบ มีทั้งหมด 3 ที่นั่ง นอกนั้นเป็นพื้นที่เก็บสัมภาระเพียวๆ

  สำหรับขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV บล็อกเดียวกับ Hilux Revo , Fortuner และ Innova ความจุ 2.8 ลิตร แต่จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 - 2,200 รอบ/นาที (รุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะมากับพละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,400 - 2,600 รอบ/นาที) ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด (มีให้เลือกเฉพาะ Commuter)

 ระบบความปลอดภัยนั้น จะติดตั้งมาให้ดังต่อไปนี้
  • โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA
  • ระบบเบรก ABS
  • ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC)
  • ระบบเสริมแรงเบรก (BA)
  • ระบบควบคุมเฟืองท้าย (LSD)
  • ระบบแจ้งเตือนความเร็วที่ 100 กม./ชม. (เฉพาะ Commuter)
  • ไฟตัดหมอกหน้า
  • ไฟเบรกดวงที่สาม พร้อมระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเบรกกระทันหัน (ESS)
  • กระจกหลังส่องทาง
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัย (SRS Airbags) คู่หน้า (คนขับและผู้โดยสารด้านหน้า) และบริเวณหัวเข่า เฉพาะตำแหน่งคนขับ) (ยกเว้น Hiace GL ได้เพียงแค่คู่หน้าเท่านั้น)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหน้า ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ และ NR 2 จุด 1 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 4 NR 2 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Commuter)
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace Panel)
  • เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ (เฉพาะ Hiace GL
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 1 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)  
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 2 ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
  • เข็มขัดนิรภัย ห้องโดยสารด้านหลัง เบาะแถวที่ 3 ELR 3 จุด 4 ที่นั่ง (เฉพาะ Hiace GL)
  • ค้อนนิรภัยสำหรับทุบกระจกในกรณีฉุกเฉิน 2 ตำแหน่ง (ยกเว้น Hiace Panel)
  สีตัวถังจะมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีขาว White และสีเงิน Silver Mica Metallic (บวกเงินเพิ่ม 6,000 บาท) มีทางเลือกรุ่นย่อยทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- Hiace Panel (ตู้ทึบ) 6MT ราคา 999,000 บาท
- Hiace GL 6MT ราคา 1,079,000 บาท
- Commuter 6MT ราคา 1,269,000 บาท
- Commuter 6AT ราคา 1,299,000 บาท

  All-New Toyota Commuter จะเริ่มลงโชว์รูมและจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป ส่วนรุ่นหลังคาเตี้ย Hiace จะเริ่มจำหน่ายเดือนสิงหาคมนี้

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เผยโฉมแล้ว All-New Toyota Hiace / Commuter รถตู้ยอดนิยมที่ยกระดับทั้งหน้าตาและความปลอดภัย

  สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อค่าย Toyota ได้ทำการเปิดตัวรถตู้ยอดนิยมอย่าง All-New Toyota Hiace/Commuter ครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี ไฮไลต์สำคัญคงจะหนีไม่พ้นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็น Cab Over Engine หรือการวางเครื่องยนต์ไว้ใต้เบาะหน้าฝั่งผู้โดยสาร มาเป็นแบบ Semi Bonnet ก็คือการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ไปไว้ด้านหน้าแทนนั่นเอง

  ด้วยผลการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าช่วยยกระดับความปลอดภัยได้มากทีเดียว ผู้โดยสารด้านหน้าก็อุ่นใจขึ้นด้วย การันตีผลการทดสอบการชน Euro NCAP 5 ดาวเต็มกันเลยทีเดียว

  ดีไซน์ด้านหน้ายาวขึ้นอย่างชัดเจนจากการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์ การออกแบบด้านหน้ามีกลิ่นอายเล็กๆน้อยๆมาจาก Toyota Alphard และ Vellfire ส่วนดีไซน์เส้นสายด้านข้างและช่วงท้ายยังคงกลิ่นอายจากโฉมปัจจุบันอยู่แต่ถูกขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากขึ้น


   All-New Toyota Hiace / Commuter จะมีรูปแบบตัวถังทั้งแบบหลังคาเตี้ยฐานล้อสั้นและหลังคาสูงฐานล้อยาวเหมือนเช่นเคย โดยจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันดังนี้
* Short - Standard Roof (หลังคาเตี้ยฐานล้อสั้น) ยาว 5,265 มิลลิเมตร กว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 1,990 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 3,210 มิลลิเมตร (เทียบกับโฉมเก่า โฉมใหม่ยาวขึ้น 570 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 255 มิลลิเมตร สูงขึ้น 10 มิลลิเมตร และฐานล้อยาวขึ้น 640 มิลลิเมตร)


* Long - High Roof (หลังคาสูงฐานล้อยาว) ยาว 5,915 มิลลิเมตร กว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 2,280 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 3,860 มิลลิเมตร (เทียบกับโฉมเก่า โฉมใหม่ยาวขึ้น 535 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 70 มิลลิเมตร เตี้ยลง 5 มิลลิเมตร และฐานล้อยาวขึ้น 750 มิลลิเมตร)


   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น พวงมาลัยดีไซน์คุ้นตาจาก Toyota Innova โฉมล่าสุดนั่นเอง รูปแบบภายในห้องโดยสารจะแตกต่างกันตามรูปแบบการตกแต่งภายใน เริ่มที่ 
- "Commuter" สายเน้นจุผู้โดยสารเป็นหลัก สามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุดได้ถึง 17 ที่นั่ง


- "Tourism" สายเน้นความสบาย จะมีการตกแต่งภายในให้ดูดีกว่า Commuter เบาะหุ้มหนังอย่างดี และไม่โชว์เนื้อเหล็กตัวถังให้เห็นแบบ Commuter รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 13 ที่นั่ง


- "Van" สายเน้นบรรทุก นั่งได้เฉพาะเบาะคู่หน้า นอกนั้นใช้เป็นพื้นที่เก็บสัมภาระเพียวๆ

  ทางด้านขุมพลังนั้นจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV บล็อกเดียวกับ Hilux Revo , Fortuner และ Innova ความจุ 2.8 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุด 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,400 - 2,600 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์เบนซิน 7GR-FKS ความจุ 3.5 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุด 280 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 365 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที
  
  ทางด้านความปลอดภัยของรถจะมีการติดตั้งชุดระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense มาให้ด้วยเช่นกัน (เมืองไทยคงยากที่จะเห็นระบบนี้ในรถตู้)

  ส่วนเมืองไทยใครที่รออยู่นั้น คาดการณ์ว่า All-New Toyota Hiace / Commuter น่าจะมีการเปิดตัวภายในปลายปีนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด หรือไม่ก็ภายในปีหน้าเลย

ที่มา Toyota


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หลุดเต็มคัน All-New Toyota Hiace / Commuter มาดใหม่ของรถตู้ยอดนิยมจากค่ายสามห่วง

  ขวัญใจวินรถตู้เมืองไทยอย่าง Toyota Commuter ในโฉมตัวถังปัจจุบันนั้นถือว่าอยู่ในตลาดมาเกินทศวรรษแล้ว นับตั้งแต่การเปิดตัวในปี 2004 ดังนั้นตอนนี้น่าจะได้เวลาที่เปลี่ยนโฉมใหม่ถอดด้ามแล้ว และที่เห็นนี้ก็ถือภาพแอบถ่ายชุดล่าสุดของ All-New Toyota Hiace / Commuter  ที่หลายคนรอคอย

   จากภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ถูกแอบถ่ายระหว่างกำลังขนอยู่บนรถเทรลเลอร์และไม่มีการอำพรางภายนอกเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีภาพหลุดรถแบบเต็มคันมาให้ชมกันด้วย ทำให้เห็นรายละเอียดรอบคันอย่างชัดเจน


   แน่นอนว่าการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปีเลยก็ว่าได้ ซึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือการย้ายตำแหน่งห้องเครื่องจากใต้เบาะผู้โดยสารมาไว้ด้านหน้าแทนเพื่อความปลอดภัยทำให้ Toyota Hiace / Commuter โฉมใหม่มีช่วงด้านหน้าที่ยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การออกแบบด้านหน้ามีกลิ่นอายเล็กๆน้อยๆมาจาก Toyota Alphard และ Vellfire ส่วนดีไซน์เส้นสายด้านข้างและช่วงท้ายยังคงกลิ่นอายจากโฉมปัจจุบันอยู่แต่ถูกขัดเกลาให้มีความทันสมัยมากขึ้น

  ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัยขึ้น โดยยังคงดีไซน์คอนโซลทรงเหลี่ยมไว้เช่นเคย พวงมาลัยทรงคุ้นตาเพราะยกมาจาก Toyota Innova โฉมล่าสุดนั่นเอง

  ขุมพลังเครื่องยนต์แน่นอนว่ารุ่นนี้จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลตระกูล GD ทั้งความจุ 2.4 ลิตรและ 2.8 ลิตรเช่นเดียวกับ Toyota Hilux Revo และ Fortuner โดยมีข้อมูลเครื่องยนต์ดังต่อไปนี้
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด แรงบิด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที) 
- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที 
 
   หลุดมาขนาดนี้แล้ว คาดว่าเร็วๆนี้ในตลาดญี่ปุ่นน่าจะมีการเปิดตัว ส่วนเมืองไทยนั้นน่าจะต้องรอประมาณช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า 



Like Box