แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถเปิดประทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถเปิดประทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563

Bentley Mulliner Bacalar เปิดประทุนสุดหรูรุ่นพิเศษ ผลิตแค่ 12 คันในโลกและมีเจ้าของหมดแล้ว!

 Bentley ได้ทำการเผยโฉมรถรุ่นพิเศษที่สร้างขึ้นโดยแผนกผลิตตัวถังสุดเก่าแก่ของค่าย Mulliner ในชื่อรุ่นว่า "Bentley Mulliner Bacalar" โดยชื่อ Bacalar นั้นมาจากชื่อทะเลสาบของเม็กซิโก

   Bentley Mulliner Bacalar ได้ภูมิใจนำเสนอดีไซน์รูปลักษณ์ที่กล้าหาญซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Bentley EXP 100 GT Concept

   ภายนอกมากับไฟหน้าทรงกลมและไฟ LED DRL ทรงเพรียวบาง เสริมด้วยกระจังหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ของ Bentley และกันชนหน้าดีไซน์ดุพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ ในขณะที่ฝากระโปรหน้าออกแบบให้มีรูรับอากาศ ซุ้มล้อถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้รับกับล้อขนาด 22 นิ้ว มีระยะแทร็คด้านหลังที่กว้างขึ้นจาก Continental GT อีก 20 มิลลิเมตร

  ด้วยตัวรถที่มาในรูปแบบของรถเปิดประทุนไร้หลังคา มีการออกแบบช่วงด้านท้ายให้มีส่วนที่นูนโดดเด่นขึ้นมาให้รับกับเบาะคู่หน้า ด้านท้ายมากับไฟท้าย LED ทรงเรียวยาวพร้อมด้วยกันชนท้ายสุดเท่ เสริมความเด่นด้วยท่อไอเสียทรงเหลี่ยมและครีบรีดอากาศที่กันชนท้าย

   ห้องโดยสารออกแบบให้มีความสวยงามหรูหรา แน่นอนว่าภายในจะประกอบด้วยฟังก์ชั่นมากมายเท่าที่จะคาดหวังได้จาก Grand Tourer ศตวรรษที่ 21 โดยจะมากับแผงหน้าปัดดิจิตอล หน้าจอแสดงผลที่เก็บซ่อนได้ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Continental GT และปุ่มจำนวนมากรอบคันเกียร์ที่ใช้ในการควบคุมรถ

   ความพิเศษของภายในรถคันนี้ก็คือแดชบอร์ดของรถถูกตกแต่งด้วยไม้ที่ตัดจาก Riverwood อายุ 5,000 ปีโดยตัดไม้จากต้นที่ล้มลงตามธรรมชาติ ในส่วนของเบาะนั่งมีการเย็บกว่า 148,199 จุดเพื่อสร้างรูปแบบการหุ้มเบาะที่ไม่เหมือนใคร รถติดตั้งนาฬิกาตั้งอยู่ระหว่างช่องปรับอากาศ การตกแต่งสุดหรูหราอลังการขอบรถคันนี้จะครอบคลุมไปถึงเบาะหนังแบบสีทูโทน แต่งเติมแถบโครเมียมและวัสดุผิวสีดำมันวาวรวมถึงโลโก้ "Bacalar" ที่ฝังอยู่ในพวงมาลัยและพนักพิงเบาะ  รถคันนี้ยังมีกระเป๋าเดินทางคู่หนึ่งที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับรายละเอียดการตกแต่งภายในของรถอีกด้วย

  หัวใจสำคัญของ Bacalar คือเครื่องยนต์เบนซิน Twin-turbo W12 ขนาด 6.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 659 แรงม้า (มากกว่า Continental GT 24 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 8 สปีด พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ช่วยกระจายแรงบิดไปยังแต่ละเพลา และยังมีการติดตั้งระบบ Dynamic Ride พร้อมระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ที่ทาง Bentley บอกว่าจะให้ “การตอบสนองต่อการขับขี่ การควบคุมรถ และการปรับแต่งที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาวะถนน” 

  ใครที่อยากได้ Bentley Mulliner Bacalar นั้น มีเงินแค่ไหนก็ซื้อไม่ได้ ณ ตอนนี้เพราะผลิตแค่ 12 คัน และทั้งหมดถูกจับจองเป็นเจ้าของหมดแล้ว

ที่มา Carscoops 

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Lexus LC500 Convertible สปอร์ตดีไซน์ล้ำในเวอร์ชั่นรับลม

  Lexus ได้ทำการเผยโฉมรถสปอร์ตทรงล้ำยุคในเวอร์ชั่นเปิดประทุนอย่าง Lexus LC500 Convertible เอาใจคนอยากได้รถสปอร์ตดีไซน์ล้ำในรูปแบบเปิดหลังคารับลม

  Lexus LC500 Convertible วางจำหน่ายในสหรัฐฯช่วงฤดูร้อนปีหน้า (มิถุนายน 2020) ความแตกต่างจากรุ่นปกติแน่นอนคือรถคันนี้จะมากับหลังคาผ้าใบ 4 ชั้นออกแบบให้รับความต่อเนื่องบนเส้นสายตัวรถอย่างลื่นไหล สามารถเปิดหรือปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาประมาณ 15-16 วินาทีด้วยความเร็วสูงสุดที่ 50 กม./ชม.

  หลังคารถจะมีให้เลือก 2 สีคือ สีดำและสีเบจและถูกจับคู่กับสีตัวถังทั้งหมด 10 สี อีกจุดที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งก็คือฝาท้ายที่มีการออกแบบใหม่เพื่อรองรับการเก็บหลังคาผ้าใบ พร้อมกันนี้ฝาท้ายรถยังมีไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED มาให้ด้วย

  เพื่อรองรับในกรณีที่ผู้ขับขี่จะขับรถของพวกเขาไปเยือนในสภาพอากาศที่หลากหลาย ทาง Lexus จึงมีการติดตั้งระบบทำความร้อนและความเย็นขั้นสูง Lexus Climate Concierge ที่มีการทำความร้อนช่วงส่วนบนของร่างกาย ระบบจะควบคุมอุณหภูมิในรถ มีระบบอุ่นเบาะ อุ่นคอและพวงมาลัย เพื่อให้ผู้อยู่ขับขี่รู้สึกสบายโดยไม่ต้องนึกถึงอุณหภูมิภายนอกรถ

   LC500 Convertible ยังมากับสายเข็มขัดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและการออกแบบภายในห้องโดยสารให้เก็บเสียงได้ดีและกันเสียงลมเล็ดลอดเข้ามาภายในรถ  นอกจากนี้ยังมีตัวป้องกันลมหรือเลือกเป็นออปชั่นกระจกป้องกันลมด้านหลังที่ช่วยลดเสียงลมที่ปะทะเข้าด้านหลังรถที่ความเร็วสูง

  ภายในห้องโดยสารยังคงมากับการตกแต่งที่มีสไตล์เช่นเคย มาพร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังแท้และหนัง Alcantara ไฮไลท์อื่น ๆ ได้แก่ แป้นเหยียบอัลลอย ระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารและระบบ Infotainment หน้าจอขนาด 10.3 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Android Auto, Amazon Alexa และ Apple CarPlay

  ระบบความปลอดภัยจะทำการติดตั้งชุดระบบ Lexus + ซึ่งมาพร้อมระบบป้องกันการชนด้านหน้าพร้อมตรวจจับคนเดินถนน Pre-Collision System with Pedestrian Detection, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Departure Alert with Lane Keep Assist, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน All-Speed Dynamic Radar Cruise Control นอกจากนี้ยังมีไฟหน้าพร้อมระบบปรับไฟสูงอัจฉริยะ Intelligent High Beam Headlight และระบบเตือนมุมอับสายตาพร้อมเตือนการชนขณะถอยหลัง Blind Spot Monitor with Rear Cross-Traffic Alert.

  ทาง Lexus ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพเครื่องยนต์มากนัก แต่ที่แน่นอนคือรถคันนี้จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 5.0 ลิตรที่ให้กำลังพละกำลัง 478 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 539 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ส่งกำลังไปยังล้อหลัง

  โดยทางค่ายยังไม่เปิดเผยเลขอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม.  ตัวรถยังมีการปรับแต่งช่วงล่างใหม่ โดยเฉพาะด้านหลังมีตัวยึดที่ทำจากอลูมิเนียมหล่อและตัวรองรับการทำงานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่

  เช่นเดียวกับราคาที่ยังคงไม่ประกาศออกมา แต่ Lexus จะนำเสนอรุ่นพิเศษจำกัดจำนวน ในชื่อ Inspiration Series ซึ่งจะมีแค่ 100 คันเท่านั้น โดยมากับสีตัวถังภายนอกและหลังคาสีน้ำเงิน ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนน้ำเงินและสีเทา ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 21 นิ้ว 

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-AMG GT R Roadster ตัวแรงสุดฮาร์ดคอร์ในมาดเปิดประทุน

 ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ได้ทำการแนะนำรถสปอร์ตระดับเรือธงตัวแรงในคราบรถเปิดประทุนอย่าง Mercedes-AMG GT R Roadster มาเติมเต็มตระกูล AMG GT ให้ครบครันยิ่งขึ้น อยากได้คงต้องรีบจับจองเพราะผลิตจำนวนจำกัด 750 คันเท่านั้น

  Mercedes-AMG GT R Roadster จะมากับหลังคาผ้าใบที่สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งหลังคาจะทำจากโครงสร้างอะลูมิเนียม แม็กนีเซียม และเหล็กน้ำหนักเบา นอกจากนี้ยังมากับฝาครอบกระจกมองข้างสี Gloss Black , เบรกคาลิปเปอร์สีเหลือง และล้อฟอร์จน้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้วและ 20 นิ้ว ที่ด้านหน้าและหลังตามลำดับ

  ภายในห้องโดยสารไม่มีอะไรต่างจากตัวคูเป้ โดยมากับหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วเป็นมาตรฐาน พร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้วที่คอนโซลกลาง Trim การตกแต่งภายในจะใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีดำและวัสดุสี Piano Black ส่วนเบาะนั่งเป็นเบาะแบบ AMG Performance หุ้มด้วยหนัง Nappa สีดำ เบาะมีฟังก์ชั่นการทำงานหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ฟังก์ชั่นปรับอุ่นหรือเย็น และมีระบบให้ความอบอุ่นบริเวณลำคอ AirScarf นอกจากนี้บริเวณคอนโซลกลางยังมีแผ่นป้ายหมายเลขระบุหมายเลขจากจำนวน 750 คัน

  ทางด้านขุมพลังแน่นอนว่าต้องมากับเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร V8 Bi-Turbo มากับพละกำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตซ์คู่ 7 สปีด ทำอัตราเร่งได้จาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.6 วินาทีก่อนทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุด 317 กม./ชม.

  เช่นเดียวกับ AMG GT R Coupe ในรุ่น Roadster มีการติดตั้งแผ่นคาร์บอนใต้ท้องรถบริเวณในส่วนของเครื่องยนต์ เมื่อขับขี่ใน Race MODE แผ่นคาร์บอนน้ำหนัก 2 กก. จะเลื่อนลงไปประมาณ 40 มม. ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงการไหลของอากาศ ผลที่ได้คือน้ำหนักของเพลาหน้าจะลดลง 40 กก. ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. 

  และนอกจากนี้ยังมีระบบช่วงล่างแบบ track-focused , พวงมาลัยที่สามารถควบคุมการเลี้ยวล้อหลังได้ และเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิปที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็คทรอนิค 

   Mercedes-AMG GT R Roadster ยังไม่มีการประกาศราคาค่าตัวออกมาแต่อย่างใด

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

Mazda MX-5 30th Anniversary Edition ฉลองตำนานสปอร์ตโรดสเตอร์แดนอาทิตย์อุทัย

  ค่าย Mazda ฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษนับตั้งแต่การเปิดตัวสปอร์โรดสเตอร์คันเก่ง MX-5 หรืออีกชื่อคือ Miata ซึ่งมีการเปิดตัวเจเนเรชั่นแรกเมื่อปี 1989 ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษครบรอบ 30 ปี " Mazda MX-5 30th Anniversary Edition"

    รถโรดสเตอร์ยอดนิยมรุ่นใหม่จะผลิตจำนวนจำกัด 3,000 คันเท่านั้น โดย 500 คันจะถูกนำเข้ามาขายในตลาดสหรัฐฯ ภายนอกมาพร้อมกับสีตัวถังสีส้ม Racing Orange ที่เป็นเอกสิทธิ์ของ Mazda โดยเฉพาะ รวมถึงล้ออลูมิเนียมฟอร์จสีดำจาก Rays และอีกหลายรายการ

มาสด้าจะสร้างตัวอย่าง MX-5 30th Anniversary Edition ทั่วโลกเพียง 3,000 ตัวอย่างโดยมี 500 ตัวอย่างที่เข้ามาในตลาดสหรัฐ มีให้เลือกทั้งรูปแบบหลังคาแข็งพับไฟฟ้าและหลังคาผ้าใบ

  นอกจากสีตัวถังและล้อลายพิเศษแล้ว MX-5 30th Anniversary ยังมากับชุดคาลิปเปอร์เบรคสีส้มจาก Brembo ที่ด้านหน้าและคาลิปเปอร์จาก Nissin ที่ด้านหลัง ภายในห้องโดยสารมากับเบาะนั่ง Recaro ที่ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม เต็มอิ่มกับความบันเทิงด้วยชุดลำโพงจาก Bose 9 ตัว เช่นเดียวกับบริเวณแผงประตู คันเกียร์ แผงแดชบอร์ดก็มีการตกแต่งด้วยสีส้มเช่นเดียวกัน ระบบอินโฟเทนเมนต์สามารถรองรับได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto (สำหรับบางตลาดเท่านั้น)

   เฉพาะลูกค้าชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะได้ทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ พละกำลังสูงสุด 129 แรงม้า ขณะที่ตลาดอื่นๆทั่วโลกจะมีทางเลือกแค่เครื่องเบนซิน 2.0 ลิตร พละกำลัง 181 แรงม้าเพียงแบบเดียว สำหรับรุ่นที่ติดตั้งเกียร์ธรรมดานั้นจะมาพร้อมกับชุดโช้คอัพ Bilstein อีกด้วย

   Mazda MX-5 30th Anniversary Edition จะมีราคาเริ่มต้นที่ 34,995 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,104,000 บาทไทย) สำหรับรุ่นหลังคาผ้าใบ  ส่วนรุ่นหลังคาแข็งพับไฟฟ้าจะมีราคาเริ่มต้นที่ 37,595 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,186,000 บาทไทย) สำหรับออปชั่นเกียร์อัตโนมัติในรุ่นหลังคาผ้าใบต้องจ่ายเพิ่ม 500 ดอลลาร์ (ประมาณ 15,770 บาทไทย) ส่วนรุ่นหลังคาแข็งต้องจ่ายเพิ่ม 400 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,616 บาทไทย) ราคาทั้งหมดนี้ไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย 

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box