วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

All-New Ford Explorer โฉมใหม่ของอเนกประสงค์รุ่นขายดีแบรนด์วงรีฟ้า

  Ford Explorer ถือว่าเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่ขายดีที่สุดของบริษัทเลยก็ว่าได้ ซึ่งล่าสุดทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัว All-New Ford Explorer เจเนเรชั่นใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  ภายนอกได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ตขึ้น แต่ก็ยังคงความแข็งแกร่งบึกบึนในแบบฉบับของรถอเนกประสงค์อยู่ ด้วยไฟหน้าทรงเรียวพร้อมกับกระจังหน้าที่มีรายละเอียดตะแกรงในแบบสปอร์ต ดีไซน์ด้านข้างนั้นยังคงเอกลักษณ์อย่างรุ่นเก่าแต่ได้มีการปรับองศาเส้นสายให้เอียงขึ้นเล็กน้อยไปถึงช่วงท้าย รวมทั้งมีกรอบกระจกด้านข้างที่ดูเพรียวบางลงและแนวหลังคาที่ดูสปอร์ตขึ้น รวมทั้งออกแบบเส้นบนตัวถังให้มีความเด่นชัดขึ้นอีกด้วย 

  ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบในแนวทางที่เรียบหรูดูดี ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง ในรุ่นเริ่มต้นจะติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซนซ้าย-ขวา , 4G LTE Wi-Fi Hotspot , เบาะ 3 แถวที่สามารถปรับสัดส่วนการพับได้แบบ 40/20/40 โดยเบาะแถวที่สองสามารถพับหรือปรับเอนได้ ผู้ขับขี่้จะพบกับระบบอินโฟเทนเมนต์ SYNC 3 พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto

  ถัดขึ้นไปเป็นรุ่น Explorer XLT ซึ่งจะมีสิ่งที่เพิ่มเติมคือเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง, เบาะนั่งผู้โดยสารปรับไฟฟ้าแบบ 4 ทิศทาง , พวงมาลัยหุ้มด้วยหนัง สิ่งที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้แก่ แผงหน้าปัดที่มาพร้อมหน้าจอสีแสดงผลข้อมูลการขนาด 6.5 นิ้ว , พอร์ต USB บริเวณแถวที่สอง และกุญแจรถอัจฉริยะ Intelligent Access พร้อมที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสตาร์ทเครื่องที่รีโมทกุญแจ

   ถัดขึ้นไปอีกก็จะเป็นรุ่น Explorer Limited ซึ่งจะยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีก ด้วยเบาะหนังแบบพรีเมี่ยม (Perforated Leather) , ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร และพวงมาลัยหนังพร้อมฟังก์ชั่นปรับอุ่น ลูกค้ายังจะได้เบาะนั่งแถวที่ 1 และ 2 ที่มีฟังก์ชั่นปรับอุ่นด้วย , เบาะแถวที่ 3 พร้อมปุ่มพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า , ระบบเสียงพรีเมี่ยม Bang & Olufsen พร้อมลำโพง 14 ตัว ไฮไลท์อื่น ๆ ก็จะมีที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายที่นั่ง , เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางและม่านบังแดดสำหรับที่นั่งแถวที่สอง

  ปิดท้ายด้วยรุ่นท็อปสุด Explorer Platinum ที่มาแดชบอร์ดด้านหน้าที่หุ้มด้วยหนังและตกแต่งด้วยลายไม้ Ash Swirl และเบาะหนังที่ตัดเย็บแบบ Tri-Diamond ไฮไลท์อื่น ๆ  ก็จะมีหลังคาแบบ Moonroof 2 ตอนและหน้าต่างกระจกประตูคู่หน้าที่สามารถเปิดหรือปิดได้จากระยะไกล

   นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้งหมด Explorer โฉมใหม่ ยังสามารถเลือกติดตั้งชุดหน้าที่ตล้ายๆแท็บเลตแนวตั้งวางอยู่บนแดชบอร์ด 

   ทางด้านขุมพลังจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายแบบ เริ่มต้นที่เครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร EcoBoost ที่มากับพละกำลัง 304 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถสั่งซื้อระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะได้ซึ่งจะมาพร้อมกับระบบ Terrain Management System ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 7 โหมด

   หรือหากใครอยากได้เครื่องยนต์ที่แรงกว่านั้น ยังมีครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 EcoBoost มากับพละกำลัง 370 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 514 นิวตัน-เมตรอีกด้วย
  
   Ford ยังยืนยันว่าจะมีขุมพลังไฮบริดเกรด Limited ด้วยแต่ยังไม่มีการประกาศข้อมูลชัดเจน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าที่อาจจะใช้เครื่องยนต์เบนซินไฮบริด ขนาด 3.3 ลิตร V6 เหมือนกับเวอร์ชั่นที่เป็นรถตำรวจ Police Interceptor Utility

   เช่นเดียวกัน Ford ก็ยืนยันว่าจะมีตัวแรงอย่าง Explorer ST ด้วย แต่ก็ยังอุบไว้ไม่บอกข้อมูล อย่างไรก็ตามก็มีข่าวลือว่าอาจมีติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 V6 เทอร์โบคู่  ที่รีดสมรรถนะได้ 405 แรงม้า (PS)  พร้อมแรงบิดสูงสุด 542 นิวตัน-เมตร

   Ford ไม่ได้พูดอะไรมากเกี่ยวกับแพลตฟอร์มขับเคลื่อนล้อหลังใหม่ที่ Explorer โฉมใหม่ใช้อยู่ แต่ก็ให้ข้อมูลว่ารถจะมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1,970 กิโลกรัม) ซึ่งหมายความว่า Explorer โฉมใหม่จะมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนราวๆ 51.2 กิโลกรัมเลยก็ว่าได้

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถนั้นใน Explorer โฉมใหม่ถือว่าจัดเต็มมาเลย ซึ่งมีการติดตั้งระบบชุดระบบความปลอดภัย Co-Pilot360 ที่มากับ ระบบป้องกันการชนพร้อมระบบตรวจจับคนเดินเท้า (Pre-Collision Assist System with Pedestrian Detection), ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง (Forward Collision Warning) , ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking) นอกจากนั้นแล้วยังมีระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง (Lane-Keeping Assist) , กล้องมองหลัง, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ และระบบเตือนมุมอับสายตาพร้อมระบบเตือนเมื่อถอยจอด (Blind Spot Information System with Cross-Traffic Alert)

   นอกเหนือจากชุดระบบความปลอดภัย Co-Pilot360 แล้ว Explorer โฉมใหม่ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control) และระบบ Reverse Brake Assist System ที่ระบบจะช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากเกิดการชน

  สำหรับลูกค้าที่ซื้อ Explorer Platinum อันเป็นรุ่นท็อปสุดจะได้ระบบ Active Park Assist 2.0 เวอร์ชั่นที่ระบบจะควบคุมรถให้จอดรถเข้าซองด้านข้างหรือจอดรถแบบตามห้างได้อัตโนมัติเพียงแค่กดปุ่มสั่งการโดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องแตะพวงมาลัย เหยียบคันเร่งหรือเบรก

   All-New Ford Explorer จะมาถึงตัวแทนจำหน่ายในสหรัฐฯช่วงกลางปีนี้ และวางราคาเริ่มต้นที่ 32,765 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,046,000 บาท ไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย และแน่นอนที่สุดครับ รุ่นนี้ไม่มีขายในไทย

ที่มา Carscoops
  

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2562

All-New Mercedes-Benz CLA นิยามใหม่ของซีดานคูเป้น้องเล็กจากดาวสามแฉก

     สิ้นสุดการรอคอยสำหรับสาวกดาวสามแฉกเมื่อทาง Mercedes-Benz ได้ทำการเผยโฉม All-New Mercedes-Benz CLA ซีดานคูเป้ไซส์เล็กเจเนเรชั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยภายในงาน Consumer Electronics Show 2019 (CES 2019) ที่จัดขึ้นในเมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา

  ซีดานคูเป้โฉมใหม่คันนี้จะมากับความยาว 4,688 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 48 มิลลิเมตร) กว้าง 1,830 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 48 มิลลิเมตร) เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนในขณะที่ระยะฐานล้อก็ยาวขึ้น 30 มม. ด้วยขนาดภายนอกที่ใหญ่ขึ้นยังส่งผลต่อภายในห้องโดยสารที่กว้างขึ้นด้วย

   เบื้องต้นสำหรับตลาดสหรัฐฯจะเปิดตัวด้วยรุ่น CLA250 ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จที่มากับพละกำลัง 225 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 สปีด

  สำหรับขุมพลังอื่นๆทางค่าย Mercedes-Benz ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก เพียงแต่บอกว่าเครื่องยนต์ส่วนใหญ่นั้นจะยกมาจาก A-Class มีทางเลือกระบบส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา และ เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch อีกทั้งยังมีออปชั่นเสริมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic ให้เลือกอีกด้วย

  CLA โฉมใหม่ยังถูกออกแบบให้มีระยะแทร็คกว้างขึ้น 63 มิลลิเมตรที่ด้านหน้า และกว้างขึ้นอีก 53 มิลลิเมตรที่ด้านหลัง รวมทั้งออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ทางค่าย  Mercedes-Benz ยังกล่าวอีกว่า CLA ถือว่าเป็นรถที่มีดีไซน์น่าดึงดูดใจที่สุดในกลุ่มรถยนต์ขนาดกะทัดรัดจนถึงปัจจุบัน


  สำหรับรุ่น CLA250 ที่แสดงอยู่ในงาน CES จะมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์แบบแยกกันเพื่อลดเสียงรบกวนและลดการสั่นสะเทือน และยังมีเหล็กกันโคลงที่ออกแบบให้ช่วยลดการโคลงตัวของรถได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีโช้คอัพแบบปรับระดับได้

  ดีไซน์ภายนอกนั้นถือว่ามีความสวยงามและโฉบเฉี่ยวมากกว่ารุ่นพี่อย่าง CLS ที่มาแนวหรูหราดุดัน ด้วยสัดส่วนที่มีความโค้งมนและการออกแบบของรถที่ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานของรถคันนี้อยู่ที่ 0.23 แม้จะมากกว่ารุ่นเก่าที่มีค่าอยู่ที่ 0.22 ก็ตาม ซึ่งเหตุผลก็คือในรุ่นใหม่มีการออกแบบช่วงด้านหน้าที่ใหญ่ขึ้นนั่นเอง

   ส่วนภายในห้องโดยสารก็ไม่ผิดคาดเลยเพราะยกคอนโซลหน้าจาก A-Class มาใส่แทบทั้งดุ้น ซึ่งจะมาพร้อมการติดตั้งหน้าจอดิจิตอลขนาดใหญ่คู่หน้าบริเวณคอนโซลหน้ารถ พร้อมติดตั้งระบบ Infotainment MBUX ที่มากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ซึ่งสามารถเริ่มสั่งการทำงานด้วยการพูดคีย์เวิร์ดคำว่า "Hey Mercedes" และตามด้วยคำสั่ง

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถก็มีการติดตั้งให้เยอะพอสมควร ซึ่งก็ยกมาจาก S-Class ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist , ระบบหยุดรถอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุคับขันActive Emergency Stop Assist , ระบบช่วยเหลือในการเปลี่ยนเลน Active Lane Change Assist , ระบบเบรกอัตโนมัติ Active Brake Assist และอีกมากมาย

   All-New Mercedes-Benz CLA ใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในยุโรปในเดือนพฤษภาคมและตลาดสหรัฐฯจะวางจำหน่ายช่วงปลายปีนี้ ส่วนเมืองไทยก็ต้องจับตามองให้ดีเพราะรุ่นนี้ก็มีสิทธิ์มาขายในไทยสูงมาก

ที่มา Carscoops

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

All-New Porsche 911 Cabriolet เจ้าชายกบโฉมใหม่เวอร์ชั่นเปิดหลังคา

  หลังจากเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนของปี 2018 ที่ผ่านมา ค่าย Porsche ได้ทำการเผยโฉม All-New Porsche 911 เจเนเรชั่นใหม่ภายใต้รหัสตัวถัง 992 ล่าสุดหลังจากการเปิดตัวรุ่นหลังคาแข็งเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ทางค่ายก็ได้ทำการเผยโฉม All-New Porsche 911 Cabriolet เวอร์ชั่นเปิดหลังคารับลมเป็นที่เรียบร้อย

  All-New Porsche 911 Cabriolet จะมากับหลังคาผ้าใบที่เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่ทำจากโครงสร้างน้ำหนักเบา และที่สำคัญยังสามารถเปิด-ปิดได้เร็วกว่ารุ่นก่อนเนื่องด้วยระบบไฮดรอลิคใหม่ สำหรับเวลาในการพับเก็บหรือกางออกจะใช้เวลาราวๆ 12 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 50 กม./ชม. เมื่อหลังคาพับลงแล้ว แผ่นกันลมข้างหลังจะกางขึ้นมาเพื่อให้ผู้โดยสารยังคงรู้สึกสบายและช่วยลดเสียงลมที่ตีเข้ามาอีกด้วย

  ในเบื้องต้นนั้น 911 Cabriolet จะนำเสนอเฉพาะรุ่น Carrera S และ Carrera 4S ทั้งคู่จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุด 450 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 530 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Dual Clutch ลูกใหม่ ส่งผลให้ Carrera S สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที และทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 306 กม./ชม. ขณะที่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้ออย่าง Carrera 4S จะสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 304 กม./ชม.

  911 Cabriolet โฉมใหม่ได้ถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงกว่ารุ่นก่อน และเป็นครั้งแรกที่มีออปชั่นระบบที่ช่วยควบคุมระบบช่วงล่างรถอย่าง Porsche Active Suspension Management ซึ่งจะช่วยลดการโคลงตัวของรถ และมีความสูงลดลง 10 มิลลิเมตรเมื่อติดตั้งระบบนี้ Porsche ให้ข้อมูลว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลให้รถมี "ความเป็นกลางบนท้องถนน" มากขึ้นและมีการกระจายน้ำหนักตัวรถที่ดีขึ้นด้วย

  การออกแบบภายนอกไม่ต้องพูดอะไรมากเพราะเหมือนตัวคูเป้หลังคาแข็งแทบทุกอย่าง ต่างแค่ช่วงท้ายเพียงนิดหน่อยเท่านั้น เช่นเดียวกับภายในห้องโดยสารที่ยกมาใส่กันเลย เข้ามาก็จะพบกับชุดหน้าปัดแบบดิจิตอลผสมอะนาล็อคที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์หน้าปัด 5 วงแบบ 911 รุ่นเก่าไว้เช่นเคย ตรงกลางแดชบอร์ดจะเป็นที่ตั้งของชุดหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ขนาด 10.9 นิ้ว ความต่างภายในเห็นจะมีแค่ปุ่มเปิด-ปิดหลังคาที่เพิ่มเข้ามาเท่านั้น

   All-New Porsche 911 Cabriolet กำลังจะเปิดให้จองล่วงหน้าแล้วสำหรับตลาดสหรัฐ โดยมีราคาเริ่มต้นที่  126,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,042,000 บาทไทย) สำหรับ Carrera S และ 133,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,276,000 บาทไทย) สำหรับรุ่น Carrera 4S การส่งมอบจะเริ่มขึ้นราวๆกลางปีนี้ ส่วนเมืองไทยนั้นจะมีการเปิดตัวเมื่อไหร่ก็ต้องติดตามต่อไป

ที่มา Carscoops / ภาพเพิ่มเติม Motor1.com

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2562

Lamborghini Huracan Evo กระทิงดุมาดใหม่ พกพาม้า 640 ตัว 0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที

  ค่ายกระทิงดุแห่งอิตาลี Lamborghini ได้ทำการเผยโฉม Huracan รุ่นปรับโฉมใหม่ ภายใต้ชื่อว่า "Huracan Evo" ที่มีการปรับโฉมภายนอกให้ภายในใหม่ เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ และอัปเกรดขุมพลังให้แรงขึ้นอีกด้วย

  ดีไซน์ภายนอกของรถมีการปรับปรุงงานออกแบบกันชนหน้าใหม่ที่มาพร้อมลิ้นสีดำ ออกแบบให้มีการไหลเวียนอากาศได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกันช่องรับอากาศที่กันชนหน้ายังดีไซน์ในรูปแบบ Y-Shape อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญใน Lamborghini หลากหลายรุ่น นอกจากนี้ยังมีล้อลายใหม่ รวมทั้งช่องระบายอากาศด้านข้างดีไซน์ใหม่

  เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มีการออกแบบใหม่ ตั้งแต่โคมไฟท้ายที่ปรับปรุงรายละเอียดใหม่ รวมทั้งดีไซน์กันชนท้ายให้มีความดุดันน่าเกรงขามขึ้น ท่อไอเสียมีการติดตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ด้านท้ายยังออกแบบให้มีสปอยเลอร์ในตัวเพื่อสร้างแรงกดให้กับรถเพิ่มขึ้น ด้วยการออกแบบทั้งหมดนี้ทางผู้ผลิตยังให้ข้อมูลว่า มันส่งผลต่อการสร้างแรงกดและมีแอโร่ไดนามิกที่ดีขึ้นถึง 5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับ Huracan รุ่นแรก

  ภายในห้องโดยสารมีการหุ้มหนังแท้และหนัง Alcantara ในรูปมีรายละเอียดการตกแต่งแบบ Arancio Dryope  ซึ่งใช้โทนสีส้มรอบคัน เพื่อให้เข้ากับสีโปรโมทภายนอก สีส้ม Arancio Xanto นอกจากนี้ยังเลือกตกแต่งบริเวณคอนโซลกลางและแผงประตูด้วยลวดลายคาร์บอนผสมแบบพิเศษ Carbon Forged Composites หรือวัสดุคาร์บอนแบบพิเศษที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Lamborghini เพื่อให้เข้ากันกับไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารที่สามารถปรับแต่งได้ หรือจะเลือกการตกแต่งภายในด้วยตัวเองโดยผ่านการตกแต่งโดย Ad Personam Studio ซึ่งเป็นสตูดิโอของ Lamborghini

   อีกหนึ่งไฮไลต์ครั้งสำคัญคือการแทนที่ปุ่มต่างๆบริเวณคอนโซลกลางด้วยหน้าจอตรงกลางขนาด 8.4 นิ้ว สามารถควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวนิ้วหลายนิ้วได้ (multi-finger gesture control) รวมทั้งการรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานแบบสมาร์ทโฟนในตัว , เชื่อมต่อระบบนำทาง , วิทยุออนไลน์ และมีฮาร์ดดิสก์ความจุสูงในตัว อีกทั้งยังมีกล้องแบบ Dual-Camera Telemetry System

   ขุมพลังของรถจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 5.2 ลิตร V10 เหมือนเช่นเคย โดยมีพละกำลังสูงสุด 640 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรที่สูงสุดที่ 6,500  รอบ/นาที เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมถือว่ามีพละกำลังเพิ่มขึ้น 30 แรงม้า โดยมีน้ำหนักตัวรถไม่รวมของเหลวที่ 1,422 กิโลกรัม อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลา 2.9 วินาที หรือทะยานไปถึง 200 กม. / ชม. ในเวลา 9 วินาที  ในขณะที่การเบรกจาก 100 กม./ชม. จนหยุดนิ่งสามารถทำได้ในระยะ 31.9 เมตร ส่วนความเร็วสูงสุดของ Huracan EVO จะอยู่ที่ 325 กม./ชม

  Lamborghini Huracan Evo ยังมากับเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า Lamborghini Dinamica Veicolo Integrata (LDVI) ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลกลางที่ควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของรถในทุกแง่มุมได้ ซึ่งระบบนี้จะอาศัยการช่วยเหลือจากสมองกล Lamborghini’s Piattaforma Inerziale 

   คุณสมบัติด้านการขับขี่อื่นๆที่สำคัญก็จะมี ระบบควบคุมพวงมาลัยที่ล้อหลัง , ระบบช่วยกระจายแรงบิดขณะเข้าโค้งที่ล้อทั้งสี่ล้อ , ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ megnetorheological ที่ปรับปรุงใหม่ , ระบบป้องกันการลื่นไถลแบบ Advance และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ได้รับการอัพเกรดใหม่

    สำหรับราคาของ Lamborghini Huracan Evo จะมีราคาเริ่มที่ 261,274 ดอลลาร์หรือประมาณ 8,351,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิต สำหรับเศรษฐีชาวไทยนั้นแน่นอนว่าทาง Lamborghini เมืองไทยไม่พลาดที่จะเอารุ่นนี้มาขายแน่นอน แต่จะมาเมื่อไหร่ต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2562

เผยภาพทีเซอร์ Lamborghini Huracan กระทิงพันธุ์ดุรุ่นปรับโฉม Minor Change

   ใกล้แล้วที่ค่ายกระทิงดุ Lamborghini จะมีการเผยโฉม Huracan รุ่นปรับโฉม Minor Change ซึ่งทางค่ายได้แอบปล่อยภาพทีเซอร์แรกผ่านทางแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน และที่พิเศษคือแอพตัวนี้ต้องเป็นผู้ที่ถูกเชิญเท่านั้นจึงจะเห็นภาพเหล่านี้ได้

  โดยสื่ออย่าง Auto Express สามารถคว้ารูปเหล่านี้มาได้ ซึ่งจากภาพจะเห็นถึงโคมไฟหน้าที่ปรับรายละเอียดไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคมใหม่ รวมทั้งช่องระบายอากาศบริเวณข้างประตูรถดีไซน์ใหม่

   และเมื่อดูจากภาพรถทดสอบก็จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในจุดอื่นๆด้วย ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบรายละเอียดที่เน้นเหลี่ยมสันชัดเจน และด้านท้ายที่มากับกันชนท้ายดีไซน์ใหม่ที่มีช่องระบายอากาศใหญ่ ออกแบบครีบรีดอากาศดีไซน์ใหม่และจัดวางตำแหน่งท่อไอเสียคู่ด้านท้ายใหม่ด้วย

  ส่วนภายในห้องโดยสารจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการแทนที่ปุ่มต่างๆกลางคอนโซลด้วยชุดหน้าจอแบบสัมผัสทรงแนวตั้งขนาดใหญ่ อ้างอิงจากภาพแอบถ่ายดังรูปข้างบน

  ข้อมูลเครื่องยนต์ยังไม่มีการยืนยัน แต่น่าจะติดตั้งเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.2 ลิตรเหมือนเดิม โดยรุ่นปัจจุบันจะมีพละกำลังที่ 610 แรงม้า ในรุ่นใหม่อาจจะถูกอัปเกรดเพิ่มเป็น 620 แรงม้าหรือมากกว่านั้นก็เป็นได้

  เผยมาขนาดนี้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีการเปิดตัวครับ

ที่มา Auto Express / Carscoops
  

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2562

ส่องข้อมูล Toyota C-HR MY2019 ก่อนเปิดตัวในไทยเร็วๆนี้

    เป็นเวลาเกือบปีแล้วที่ทาง Toyota ได้เปิดตัวและวางขาย C-HR ในประเทศไทย ซึ่งก็มีทั้งกระแสบวกและกระแสลบปนๆกันไป เรื่องที่บ่นหลักๆคงจะเป็นเรื่องกระจกประตูหลังที่ดูเล็ก การตกแต่งภายในที่ยังดูไม่สมราคาหรือจะเป็นเรื่องลายล้อที่แสนเชย

   ซึ่งล่าสุดทาง Car News Update ได้รับทราบข่าวมาว่า Toyota C-HR จะมีการปรับอุปกรณ์ภายในปี 2019 นี้ แต่จะปรับให้ถูกใจมากขึ้นแค่ไหนก็ลองเลื่อนอ่านลงไปด้านล่างได้เลยครับ

  อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าก่อนหน้านี้ว่าเป็นการ "ปรับอุปกรณ์" ฉะนั้นอย่าได้คาดหวังว่าจะมีการปรับการออกแบบตัวรถ อย่างเรื่องกระจกหลังที่ดูเล็กเขาจะแก้มั้ย ลืมไปได้เลยเพราะเป็นเรื่องปัจจัยการออกแบบซึ่งเมื่อมองภายนอกความเห็นผู้เขียนมองว่าลงตัวทีเดียว แต่ก็ต้องแลกกับมุมมองข้างในที่ดูทึบสุดๆ ซึ่งถ้าหากขยายกระจกหลังให้ใหญ่ขึ้นก็จะดูเหมือน Yaris อีก

  การเปลี่ยนแปลงหลักๆจะมีดังต่อไปนี้
- การปรับเปลี่ยนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วใหม่ในทุกรุ่นย่อย ซึ่งตอนนี้ก็ไม่ทราบชัดเจนครับว่าล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วใหม่จะมีลวดลายแบบไหน แต่ถ้าให้คาดเดานั้นผู้เขียนคิดว่าล้อที่เป็นอุปกรณ์ตกแต่งของ Toyota ซึ่งล้อบนสุดดูมีความเป็นไปได้สูงมาก หรือไม่แน่ว่า Toyota อาจลงทุนออกแบบล้อลายใหม่ก็เป็นได้

ภาพเวอร์ชั่นญี่ปุ่น
- เพิ่มสีตัวถังใหม่ในรุ่นไฮบริด สี "White Pearl CS พร้อมหลังคาดำ (Black Roof) "ทั้ง HV Mid และ HV Hi ส่วนใครรอสีสวยๆในรุ่นเบนซิน ตอนนี้ยังไม่มีครับ สรุปโดยรวมสีตัวถังใน C-HR MY2019 จะมีดังนี้
Toyota C-HR มีสีตัวถังให้เลือก 6 สีได้แก่
- สีขาวมุก WHITE PEARL CRYSTAL 
- สีดำ ATTITUDE BLACK MICA 
- สีบรอนซ์เงิน METAL STREAM METALLIC 
- สีน้ำเงิน/หลังคาดำ BLUE METALLIC / BLACK ROOF (เฉพาะรุ่นไฮบริด)
- สีแดง/หลังคาดำ PREMIUM RED / BLACK ROOF (เฉพาะรุ่นไฮบริด) 
- สีเขียว/หลังคาดำ RADIANT GREEN METALLIC / BLACK ROOF (เฉพาะรุ่นไฮบริด) 
สีขาวมุก/หลังคาดำ WHITE PEARL CRYSTAL / BLACK ROOF (เฉพาะรุ่นไฮบริด) สีใหม่

- ภายในของรุ่นเริ่มต้น 1.8 ENTRY เปลี่ยนจาก "เบาะนั่งหุ้มผ้า" เป็น "เบาะนั่งหุ้มหนังและหนังสังเคราะห์"

  ทางด้านเครื่องยนต์และระบบความปลอดภัยนั้นไม่มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็น่าจะเหมือนเดิมทุกอย่าง
- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FBE 4 สูบแถวเรียง 1.8 ลิตร พละกำลัง 141 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ  Super CVT-i 7 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock
- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE DOHC 4 สูบแถวเรียง Atkinson cycle 1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮไดรต์ รวมกำลังทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT พร้อม Shift Lock

  ระบบความปลอดภัย
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS (Anti-lock Brake System)
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
- ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill-start Assist Control)
- ไฟตัดหมอกหน้า (รุ่น 1.8 Mid ขึ้นไป)
- ไฟตัดหมอกหลัง
- เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ELR 3 จุด 2 ที่นั่ง
- เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง ELR 3 จุด 3 ที่นั่ง
- ถุงลมเสริมความปลอดภัย ระบบ SRS (คู่หน้า/ด้านข้าง/ม่านด้านข้าง/หัวเข่าฝั่งคนขับ)
- จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISO-FIX and Top Tether)
- กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
- ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
- ระบบแจ้งเตือนลมยาง (TPMS)
- สัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า ท้าย และที่มุมกันชน 8 จุด
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ  Dynamic Radar Cruise Control (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High Beams) (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (Lane Departure Alert with Steering - Assist) (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (เฉพาะรุ่น HV Hi)
- สัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS
- ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

  คาดว่าการเปิดตัว Toyota C-HR MY2019 อาจมีขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์นี้ หรืออย่างช้าก็เดือนมีนาคม หากมีความคืบหน้าเมื่อไหร่ทาง Car News Update จะมาแจ้งให้ทราบครับ

เรียงเรียงข้อมูลโดย Car News Update 

  

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562

ชมภาพหลุด All-New Toyota Supra ก่อนเปิดตัวเร็วๆนี้

  ว่ากันตรงๆคงต้องบอกว่า All-New Toyota Supra เป็นหนึ่งในรถที่มีลีลาการเปิดตัวค่อนข้างเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการเผยตัวรถที่ยังคงพรางตัวทั้งคันตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้ว แล้วก็มีภาพหลุดออกมาเรื่อยๆจนทำให้หลายคนที่รออาจจะเริ่มเบื่อกันแล้ว และล่าสุดก็มีภาพหลุดแบบเต็มคันอีกครั้ง

  ก็ไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์นอกจากเห็นตัวรถแบบเต็มคันที่ชัดเจนขึ้น ดีไซน์จะคล้ายคลึงกับรถต้นแบบ Toyota FT-1 Concept และรถแข่งต้นแบบ Toyota GR Supra Racing Concept ที่กลายร่างเป็นรถเวอร์ชั่นจำหน่ายจริง ซึ่งถือว่ามีดีไซน์ที่ค่อนข้างโฉบเฉี่ยวและพลิ้วไหว และแม้ว่าจะสร้างบนแพลตฟอร์มเดียวกับ BMW Z4 โฉมใหม่ แต่รูปโฉมนั้นถือว่าค่อนข้างต่างกันมากทีเดียว และมีสิ่งที่คลับคล้ายคลับคลาอย่างเดียวก็คึอกระจกมองข้างที่ยกมาจาก BMW นั่นเอง 

    ด้วยภายนอกที่จะมากับไฟหน้าแบบ LED ทรงเรียว กันชนหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ 3 ช่องและมีลิ้นกันชนหน้าสีดำ สเกิร์ตด้านข้างถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ รวมทั้งดีไซน์หลังคาแบบ Double Bubble ล้ออัลลอยจะมีตั้งแต่ขนาด 17-19 นิ้วโดยเป็นล้อน้ำหนักเบาพิเศษ และชุดเบรกที่อาจจะใช้จาก Brembo ด้านท้ายมากับโคมไฟ LED ทรงสปอร์ต พร้อมไฟเบรกท้ายกลางกันชนซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งสูตร 1

   ขุมพลังนั้นคาดว่าจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบจาก BMW Z4 M40i มากับพละกำลัง 387 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร

  การเปิดตัวของ  All-New Toyota Supra จะมีขึ้นภายในงาน Detroit Auto Show 2019 ช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ นับถอยหลังอีกไม่นานจะได้สิ้นสุดการรอคอยแล้ว

ที่มา Carscoops

ฟังเสียง All-New Toyota Supra

คลิปทีเซอร์

Like Box