วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Audi RS Q8 เอสยูวีสุดหรูที่ทรงพลังที่สุดจากแบรนด์สี่ห่วง

   Audi เปิดตัว RS Q8 รถ SUV ตัวแรงที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์และนำมาซึ่งตัวเลขสมรรถนะที่ดึงดูดสายตาและการออกแบบที่ชวนตื่นตาตื่นใจ

  ด้วยพละกำลังความแรงจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ความจุ 4.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 600 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 2,200-4,500 รอบต่อนาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาแค่ 3.8 วินาทีเท่านั้น และทะยานไปถึงความเร็วที่ 200 กม./ชม. ได้ในเวลา 13.7 วินาที ก่อนที่ RS Q8 จะไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. ซึ่งจำกัดไว้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ลูกค้าสามารถสั่งออปชั่น Dynamic package เพิ่มเติมซึ่งจะปลดล็อคท็อปสปีดเป็น 305 กม./ชม.

   เครื่องตัวนี้เป็นบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Audi RS6 Avant โฉมล่าสุด ซึ่งแน่นอนว่ายังเป็นเครื่องแบบ Mild Hybrid พร้อมระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ในระหว่างการชะลอตัวและการเบรกระบบส่งกำลังสามารถกู้คืนพลังงานได้สูงสุดถึง 12 kW และเก็บไว้ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดกะทัดรัด นอกจากนี้เพื่อช่วยในเรื่องอัตราสิ้นเปลือง รถยังมีระบบปิดการทำงานของกระบอกสูบตั้งแต่ 2,3,5 จนไปถึง 8 สูบที่ช่วงรอบต่ำหรือรอบกลางๆในช่วงเกียร์สูง 

  ระบบขับเคลื่อนแน่นอนว่ารถคันนี้จะใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ tiptronic 8 สปีดซึ่งโดยทั่วไปจะมีอัตราการกระจายกำลังระหว่างเพลาหน้าและหลังในอัตราส่วน 40:60 และสามารถกระจายกำลังไปยังล้อหน้าได้สูงสุด 70% และล้อหลังได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ทาง Audi ยังได้พัฒนาทางเลือกระบบเฟืองท้ายแบบ quattro sport อีกด้วยเพื่อกระจายแรงบิดระหว่างล้อหลังตามที่ต้องการเพื่อปรับปรุงการขับขี่

   Audi RS Q8 จะติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ปรับระดับได้ โดยสามารถปรับความสูงของรถได้ 90 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังมีระบบ Electromechanical active roll stabilization ที่ช่วยลดการโคลงตัวระหว่างการหักเลี้ยวแบบรวดเร็ว และยังมีโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันถึง 8 โหมดได้แก่ Comfort, Auto, Dynamic, Efficiency, Allroad, Offroad, RS1 และ RS2 ส่วนระบบเบรกนั้นจะได้ดิสก์ด้านหน้าขนาด 420 มม. และดิสก์หลัง 370 มิลลิเมตร และจานเบรคทำจากคาร์บอนเซรามิกที่มีขนาด 440 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้าและ 370 มิลลิเมตร ที่ด้านหลัง

  ด้านการออกแบบภายนอกของ Audi RS Q8 นั้นถือว่ามีความก้าวร้าวมากกว่ารุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นล้ออลูมิเนียมขนาด 22 นิ้วแบบ 10 ก้านมาเป็นมาตรฐาน ลูกค้าสามารถสั่งออปชั่นเป็นล้อที่ขนาดใหญ่กว่าอย่าง 23 นิ้วได้ ด้านหน้าถูกออกแบบใหม่ให้มีช่องระบายอากาศกันชนหน้าใหญ่กว่าเดิม เน้นตกแต่งด้วยสีสีดำเงา ขณะที่ด้านหลังมีปลายท่อทรงไข่ที่คุ้นเคยของ Audi Sport ลูกค้าสามารถเลือกไฟหน้า LED ที่แตกต่างกัน 2 แบบ รวมไปถึงไฟหน้าแบบ RS Matrix LED 

   ในห้องโดยสารนั้นมีการตกแต่งด้วยเพดานหลังคาสี lunar silver cloth รวมทั้งตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara สีเงิน lunar silver cloth และสีดำ มีจอแสดงผล Audi virtual cockpit เฉพาะรุ่น RS และจอแสดงผล MMI ตรงกลางเฉพาะรุ่นเช่นกัน ขณะที่จอแสดงผล Head-Up Display สามารถเลือกจ่ายเพิ่มเป็นออปชั่นเสริม นอกจากนี้ยังมากับเบาะนั่งทรงสปอร์ตใหม่ที่หุ้มด้วยหนัง Nappa และ Alcantara

   Audi RS Q8 ใหม่จะมาถึงตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020 โดยราคาในเยอรมนีเริ่มต้นที่ 127,000 ยูโร (ประมาณ 4,263,000 บาทไทย)

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-AMG GLS 63 4MATIC+ เอสยูวีตัวแรงระดับท็อปจากตราดาว

    หากคุณรู้สึกว่าทั้ง Mercedes-Benz GLS ทั้ง GLS 450 และ GLS 580 ยังแรงไม่ได้ใจพอ ยังมีอีกหนึ่งตัวแรงรุ่นใหญ่อย่าง Mercedes-AMG GLS 63 4MATIC+  ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกที่คุณกำลังมองหาอยู่

  ตัวแรงระดับเรือธงนี้ยังเป็น Mild Hybrid มาพร้อมกับ EQ Boost starter-alternator พละกำลัง 22 แรงม้า  แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร จะเข้ามาช่วยในการทำงานเครื่องยนต์ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ คุณสมบัติที่สำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC+ เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดและระบบช่วงล่างถุงลมแบบ AMG ACTIVE RIDE CONTROL

   โดยเครื่องยนต์จะใช้เครื่องเบนซิน 4.0 ลิตร V8 Bi-Turbo พละกำลังสูงสุด 612 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ซึ่งหมายความว่า 2020 GLS 63 4MATIC+ สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.2 วินาทีเท่านั้น ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 250 กม./ชม. อย่างไรก็ตามลูกค้าสามารถสั่งออปชั่นซึ่งเป็นแพ็คเกจพิเศษ AMG Driver ที่จะช่วยปลดล็อคท็อปสปีดเป็น 280 กม./ชม.

  รถคันนี้ยังมีการติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG 4MATIC + ประสิทธิภาพสูงพร้อมช่วยกระจายแรงบิดที่เพลาหน้าและเพลาหลังในอัตราส่วน 0:100 ไปจนถึง 50:50 และติดตั้งระบบล็อคเพลาล้อหลังแบบอิเล็กทรอนิกส์ AMG มาด้วย

   และแน่นอนรุ่น GLS ตัวแรงระดับเรือธงนี้ยังมาพร้อมกับระบบพวงมาลัยแบบสปอร์ตของ AMG ที่ถูกเซตให้ตอบสนองไวทันใจ รวมทั้งมีระบบเบรคสมรรถนะสูง และมีให้โหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 โหมดได้แก่ Trail ,Sand, Comfort, Sport, Sport + และ Individual

   ภายนอกจะมากับกระจังหน้าซี่ลวดตั้ง AMG แบบชุบโครเมียมขัดเงา ได้ไฟหน้า LED แบบ Multibeam เป็นมาตรฐาน กันชนหน้าออกแบบใหม่ให้ดุดันตามสไตล์ AMG เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มากับกันชนท้ายพร้อมครีบรีดอากาศดีไซน์ใหม่และท่อไอเสียคู่ซ้าย-ขวา ล้ออัลลอยด์แบบ 10 ก้านขนาด 21 นิ้วจะมีให้เป็นมาตรฐาน แต่ลูกค้าสามารถเลือกลายอื่นๆที่มีขนาดใหญ่สุด 23 นิ้ว

  ลูกค้าสามารถเลือกสั่งออปชั่นแพ็คเกจ AMG Night ซึ่งเพิ่มคุณสมบัติการตกแต่งบางจุดด้วยสีดำ High Gloss ท่อไอเสียท้ายโครเมี่ยมสีดำ ล้อ AMG เคลือบสีดำด้าน และอีกหลายรายการ

   ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งเพิ่มเติมหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นแป้นคันเร่งและเบรก AMG ที่ทำจากสแตนเลส, สคัพเพลทเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ "AMG", พรมปูพื้นสีดำพร้อมตัวอักษร "AMG", แผงหน้าปัดc[[ AMG ที่มีให้เลือก 4 สไตล์ (Modern Classic, Sport, Discreet และ Supersport) รวมถึงเบาะที่นั่งแบบสปอร์ตตามสทำงานผ่านหน้าจอสี Widescreen Cockpit ขนาดใหญ่

  GLS 63 4MATIC+ ใหม่ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่มากมาย เช่น ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist DISTRONIC พร้อมช่วยปรับความเร็วตามเส้นทาง ,ระบบหยุดและออกตัวอัตโนมัติ Active Stop-and-Go Assist ที่ช่วยรักษารถให้อยู่ในเลนและอยู่ในระยะปลอดภัยด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 60 กม./ชม. เป็นต้น

   Mercedes-AMG GLS 63 4MATIC+ ยังไม่มีการประกาศราคาค่าตัวออกมาแต่อย่างใด

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Audi e-tron Sportback รถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าสี่ห่วงเวอร์ชั่นคูเป้

   หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมาทาง Audi ได้เปิดตัว e-tron รถอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของค่ายไปแล้ว คราวนี้ทาง Audi ก็มีอีกหนึ่งรูปแบบตัวถังมาให้เป็นทางเลือก ในสไตล์ครอสโอเวอร์คูเป้ภายใต้ชื่อ "Audi e-tron Sportback"
ด้านหน้ายังคงมากับดีไซน์ในแบบที่คุ้นเคยใน e-tron รุ่นปกติ ยังคงมีกระจังหน้าสี light platinum gray พร้อมทั้งไฟหน้าแบบ matrix LED ส่วนครึ่งคันหลังจะมาในแนวสปอร์ตคูเป้ด้วยช่วงท้ายที่ดูลาด และไฟท้าย LED ดีไซน์เรียวที่ออกแบบเป็นแนวยาวเชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน 


  นอกจากนี้ภายนอกมาพร้อมกับซุ้มล้อรอบคันสีเทาแอนทราไซด์เป็นมาตรฐาน แต่ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชั่นเป็นสีเทาหรือสีเดียวกับตัวรถได้ ในทำนองเดียวกันรถจะได้ล้อขนาด 19 นิ้วเป็นมาตรฐานแต่สามารถเลือกออปชั่นเป็นล้อลายอื่นๆก็ได้ โดยมีล้อให้เลือกเป็นล้อที่มีขนาดสูงสุด 22 นิ้ว

   สำหรับรุ่น S-Line จะมีรูปลักษณ์ที่ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต สปอยเลอร์หลัง และล้อขนาด 20 นิ้ว แพคเกจนี้ยังรวมถึงช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ตและแผ่นธรณีประตูแบบเรืองแสงพร้อมโลโก้ S-Line


  กระจกมองข้างดิจิตอลทำให้ e-Tron Sportback S-Line มีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานรถเท่ากับ 0.25  ซึ่งมาจากการปรับปรุงแอโรไดนามิกใน Sportback จากตัวถังปกติ นั่นส่งผลให้รถสามารถเดินทางได้ไกลกว่ารุ่นปกติประมาณ 10 กม.

   ด้วยความที่เป็นรุ่น Sportback พื้นที่ใช้สอยก็จะลดน้อยถอยหลัง เห็นชัดจากพื้นที่ศีรษะบริเวณเบาะนั่งด้านหลังลดลง 20 มม.  สำหรับความจุสัมภาระสูงสุดนั้นจะสามารถรองรับสัมภาระได้มากถึง 1,655 ลิตร  เมื่อพับเบาะหลังลง 


  ห้องโดยสารจะเหมือน e-tron รุ่นปกติและยังคงมาในแนว Audi ยุคใหม่ มาพร้อมกับแผงหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอตรงกลางขนาด 12.1 นิ้วซึ่งเป็นตำแหน่งของระบบอินโฟเทนเมนต์และหน้าจอขนาด 8.6 นิ้วที่ต่ำลงมาอันเป็นพื้นที่สำหรับปรับหรือควบคุมอุณหภูมิรถและตั้งค่าความสะดวกสบายในห้องโดยสาร

  ลูกค้าจะมีออปชั่นให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งด้านหน้าพร้อมระบบระบายความร้อนและฟังก์ชั่นนวด รวมถึงระบบแสงสว่างภายในห้องโดยสาร และระบบเครื่องเสียงพรีเมี่ยมของ Bang & Olufsen ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่จำนวนมากได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ระบบช่วยในการมองเห็นตอนกลางคืน และระบบแสดงภาพรอบทิศทาง

  e-tron รุ่น Sportback 55 quattro มีแบตเตอรี่ขนาด 95 kWh ที่ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่ให้พละกำลังรวม 360 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร ส่งผลให้ครอสโอเวอร์คูเป้คันนี้สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.6 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 200 กม./ชม วิ่งได้สูงสุด 466 กม. ตามมาตรฐาน WLTP (Worldwide harmonized Light vehicle Test Procedure)

   และเมื่อใช้ S Mode มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถสร้างพละกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 664 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ลดลงเหลือเพียง 5.7 วินาทีเท่านั้น


  หากลูกค้าอยากได้ทางเลือกที่ประหยัดตังค์ขึ้น ยังมี e-tron Sportback 50 ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 71 kWh ซึ่งเล็กลงและมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังน้อยกว่าโดยอยู่ที่ 313 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 6.8 วินาทีและความเร็วสูงสุด 190 กม./ชม อีกทั้งยังมีระยะทางวิ่งเหลือ 347 กม.

   ในขณะที่ Audi มีชื่อเสียงด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro แต่จริงๆ แล้วนั้น e-Tron Sportback จะเป็นแบบระบบขับเคลื่อนล้อหลังเกือบตลอดเวลา ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพรถและยังสามารถเรียกใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้ทันทีตามต้องการ ในกรณีที่รถเกิดการลื่นไถล หรือหากตรวจพบสภาพพื้นผิวถนนที่เป็นน้ำแข็ง หรือหากเกิดการเข้าโค้งอย่างรวดเร็วเกิน ไม่ก็อาจจะเป็นอาการโอเวอร์สเตียร์/อันเดอร์สเตียร์


  ทางด้านประสิทธิภาพการชาร์จ เมื่อถึงเวลาชาร์จเจ้าของสามารถรับ 80% ในเวลาน้อยกว่า 30 นาทีโดยใช้ระบบชาร์จเร็วแบบกระแสตรง DC fast charger 120 kW (ในรุ่น Sportback 50) หรือ 150 kW (รุ่นSportback 55) อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการชาร์จรถส่วนใหญ่ของลูกค้าจะอยู่ที่บ้านเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีเครื่องชาร์จไฟที่รองรับระบบชาร์จไฟบ้าน 230 โวลต์มาให้ด้วยเช่นกัน

   e-tron Sportback จะมีการเปิดตัวในยุโรปช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า (มีนาคม 2020) โดยในเยอรมนีจะมีราคาเริ่มต้นที่ 71,350 ยูโร (ประมาณ 2,395,000 บาท)

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Lexus LC500 Convertible สปอร์ตดีไซน์ล้ำในเวอร์ชั่นรับลม

  Lexus ได้ทำการเผยโฉมรถสปอร์ตทรงล้ำยุคในเวอร์ชั่นเปิดประทุนอย่าง Lexus LC500 Convertible เอาใจคนอยากได้รถสปอร์ตดีไซน์ล้ำในรูปแบบเปิดหลังคารับลม

  Lexus LC500 Convertible วางจำหน่ายในสหรัฐฯช่วงฤดูร้อนปีหน้า (มิถุนายน 2020) ความแตกต่างจากรุ่นปกติแน่นอนคือรถคันนี้จะมากับหลังคาผ้าใบ 4 ชั้นออกแบบให้รับความต่อเนื่องบนเส้นสายตัวรถอย่างลื่นไหล สามารถเปิดหรือปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาประมาณ 15-16 วินาทีด้วยความเร็วสูงสุดที่ 50 กม./ชม.

  หลังคารถจะมีให้เลือก 2 สีคือ สีดำและสีเบจและถูกจับคู่กับสีตัวถังทั้งหมด 10 สี อีกจุดที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งก็คือฝาท้ายที่มีการออกแบบใหม่เพื่อรองรับการเก็บหลังคาผ้าใบ พร้อมกันนี้ฝาท้ายรถยังมีไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED มาให้ด้วย

  เพื่อรองรับในกรณีที่ผู้ขับขี่จะขับรถของพวกเขาไปเยือนในสภาพอากาศที่หลากหลาย ทาง Lexus จึงมีการติดตั้งระบบทำความร้อนและความเย็นขั้นสูง Lexus Climate Concierge ที่มีการทำความร้อนช่วงส่วนบนของร่างกาย ระบบจะควบคุมอุณหภูมิในรถ มีระบบอุ่นเบาะ อุ่นคอและพวงมาลัย เพื่อให้ผู้อยู่ขับขี่รู้สึกสบายโดยไม่ต้องนึกถึงอุณหภูมิภายนอกรถ

   LC500 Convertible ยังมากับสายเข็มขัดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษและการออกแบบภายในห้องโดยสารให้เก็บเสียงได้ดีและกันเสียงลมเล็ดลอดเข้ามาภายในรถ  นอกจากนี้ยังมีตัวป้องกันลมหรือเลือกเป็นออปชั่นกระจกป้องกันลมด้านหลังที่ช่วยลดเสียงลมที่ปะทะเข้าด้านหลังรถที่ความเร็วสูง

  ภายในห้องโดยสารยังคงมากับการตกแต่งที่มีสไตล์เช่นเคย มาพร้อมเบาะนั่งหุ้มหนังแท้และหนัง Alcantara ไฮไลท์อื่น ๆ ได้แก่ แป้นเหยียบอัลลอย ระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารและระบบ Infotainment หน้าจอขนาด 10.3 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Android Auto, Amazon Alexa และ Apple CarPlay

  ระบบความปลอดภัยจะทำการติดตั้งชุดระบบ Lexus + ซึ่งมาพร้อมระบบป้องกันการชนด้านหน้าพร้อมตรวจจับคนเดินถนน Pre-Collision System with Pedestrian Detection, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Departure Alert with Lane Keep Assist, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน All-Speed Dynamic Radar Cruise Control นอกจากนี้ยังมีไฟหน้าพร้อมระบบปรับไฟสูงอัจฉริยะ Intelligent High Beam Headlight และระบบเตือนมุมอับสายตาพร้อมเตือนการชนขณะถอยหลัง Blind Spot Monitor with Rear Cross-Traffic Alert.

  ทาง Lexus ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลประสิทธิภาพเครื่องยนต์มากนัก แต่ที่แน่นอนคือรถคันนี้จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 5.0 ลิตรที่ให้กำลังพละกำลัง 478 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 539 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ส่งกำลังไปยังล้อหลัง

  โดยทางค่ายยังไม่เปิดเผยเลขอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม.  ตัวรถยังมีการปรับแต่งช่วงล่างใหม่ โดยเฉพาะด้านหลังมีตัวยึดที่ทำจากอลูมิเนียมหล่อและตัวรองรับการทำงานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่

  เช่นเดียวกับราคาที่ยังคงไม่ประกาศออกมา แต่ Lexus จะนำเสนอรุ่นพิเศษจำกัดจำนวน ในชื่อ Inspiration Series ซึ่งจะมีแค่ 100 คันเท่านั้น โดยมากับสีตัวถังภายนอกและหลังคาสีน้ำเงิน ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีทูโทนน้ำเงินและสีเทา ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 21 นิ้ว 

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Toyota GR Supra สปอรฺ์ตคูเป้ทรงโฉบเฉี่ยวเปิดตัวแล้วในไทย

  Toyota Motor Thailand เปิดตัวและจำหน่าย Toyota GR Supra สปอร์ตคูเป่ 4 ประตูสุดโฉบเฉี่ยวของค่ายที่จะมาสานต่อตำนานที่รุ่นเก่าเคยสร้างไว้ เบื้องต้นทาง Toyota ไม่แจ้งราคาจำหน่าย แต่เท่าที่ทราบคือล็อตแรกประมาณ 5 คันถูกจับจองไปแล้วในราคา 4,999,000 บาท และล็อตหลังจากนั้นอาจมีราคาเพิ่มขึ้นอีก

  ตัวรถจะมีจำหน่ายในรุ่นเดียว ซึ่งจะติดตั้งเครื่องยนต์รหัส B58B30C แบบ Twin - Scroll Turbo 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ความจุ 3.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 340 แรงม้าที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง

   ขนาดมิติตัวถังของรถยาว 4,379 มิลลิเมตร กว้าง 1,854 มิลลิเมตร สูง 1,279 มิลลิเมตรฐานล้อยาว 2,470 มิลลิเมตร ระดับต่ำสุดจากพื้น 115 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 52 ลิตร น้ำหนักรถโดยประมาณ 1,540 กิโลกรัม ใช้ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Variable Suspension ระบบช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท / ระบบช่วงล่างหลังมัลติลิงค์ ระบบเบรกหน้าและหลังดิสก์เบรก พร้อมคาลิปเปอร์ตกแต่งด้วยสีแดงสปอร์ต

  สีตัวถังมีให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีแดง Prominence Red, สีเหลือง Lightning Yellow, สีเทา Ice Gray Metallic, สีขาว White Metallic, สีเงิน Silver Metallic, สีดำ Black Metallic และสีเทาด้าน Matte Storme Gray Metallic

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว ขนาดยางหน้า 255/35 R19
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว ขนาดยางหลัง275/35 R19
  • ไฟหน้า Adaptive LED แบบ 6 เลนส์
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) แบบ LED
  • ไฟท้าย LED
  • ไฟตัดหมอกหลัง LED
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 LED
  • กระจกมองข้างแบบลดการเกาะตัวของหยดน้ำ (Hydrophilic) พร้อมปรับไฟฟ้า, ระบบบันทึก และปรับลดแสงอัตโนมัติ
  • ท่อไอเสียคู่
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • เบาะนั่งหุ้มหนังแท้ และ Alcantara
  • เบาะนั่งสีดำ-แดง
  • เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบ Heater
  • ปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า (Lumbar Support)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 2 โซน (ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา)
  • ระบบไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร
  • ระบบ Sport Drive
  • เบรกมือไฟฟ้า (EPB)
  • มาตรวัดและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ และระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Push Start and Smart Entry)
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)
  • ที่ปัดน้ำฝน แบบตั้งหน่วงเวลา พร้อมระบบควบคุมการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ (Electro Chromic)
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MID) ขนาด 8.8 นิ้ว
  • หน้าจอ HUD แสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 12V 2 ตำแหน่ง (คอนโซล และที่เก็บสัมภาระด้านท้าย)
  • วิทยุ AM/FM พร้อมระบบนำทาง และลำโพง JBL 12 ตำแหน่ง พร้อมจอระบบสัมผัส ขนาด 8.8 นิ้้ว
  • ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่พวงมาลัย
  • ระบบควบคุมเครื่องเสียง และระบบนำทางผ่านปุ่มควบคุมกลางแบบหมุน และสัมผัส
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 1 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
  • พวงมาลัยปรับแบบ Tilt and Telescopic
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด (2 ตำแหน่ง)
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยม่านด้านข้าง
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยหัวเข่าฝั่งคนขับ
  • ระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนลมยาง (TPMS)
  • กล้องมองภาพขณะถอยหลัง
  • สัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า-หลัง 12 จุด (หน้า 6, หลัง 6
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (BSM)
  • ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (RCTA)
  • สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเบรกกระทันหัน (ESS)
  • Toyota Safety Sense (TSS) - ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (DRCC) แบบ All-Speed Range
  • Toyota Safety Sense (TSS) - ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (PCS)
  • Toyota Safety Sense (TSS) - ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ (LDA)
  • Toyota Safety Sense (TSS) - ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (AHB)
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบเซ็นทรัลล็อก พร้อม Speed Auto Lock
  • ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer และสัญญาณเสียงเตือนการโจรกรรม
  ทุกท่านสามารถไปสัมผัส Toyota GR Supra ได้ภายในงาน Motor Expo 2019 จนถึงวันที่ 10 ธ.ค. ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานีครับ

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box