แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมอร์ซิเดส-เอเอ็มจี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมอร์ซิเดส-เอเอ็มจี แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

Mercedes-AMG E 53 Minor Change ปรับโฉมตัวแรงตราดาวในตัวถัง Saloon และ Estate

  Mercedes-Benz E-Class Minor Change ก็ได้เผยโฉมออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยมาในตัวถัง Saloon และ Estate รวมทั้งอีกหนึ่งตัวแรงสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็มีการเผยออกมาพร้อม ๆ กัน นั่นคือ Mercedes-AMG E 53 จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปชมกันครับ


   AMG E 53 ยังคงติดตั้งขุมพลังเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้า นั่นคือ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง มากับพละกำลัง 435 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร  มาพร้อมกับ EQ Boost Starter-Alternator ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังอีก 22 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรในช่วงระยะเวลสั้นๆ ส่งผลให้ทำพละกำลังสูงสุดได้ที่ 457 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดพร้อม Paddle Shift และมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic + ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนล้อหลังได้

   อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 4.5 วินาทีใน Saloon และ 4.6 วินาทีใน Estate ขณะที่ความเร็วสูงสุดถูกล็อคด้วยระบบอิเล็กทรอนิคส์ที่ 250 กม./ชม. แต่สามารถเพิ่มเป็น 270 กม./ชม. เมื่อจ่ายเงินซื้อออปชั่น AMG Driver’s Package เพิ่มเติม

  ในการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) E53 Saloon สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 11.36-11.76 กม./ลิตร และ E53 Estate สามารถทำได้ 11.11-11.49 กม./ลิตร โดย ณ ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขการบริโภคน้ำมันตามมาตรฐาน EPA (United States Environmental Protection Agency)

  ผู้ขับขี่สามารถเลือกระหว่างโหมดการขับขี่แบบ  Slippery, Comfort, Sport, Sport+  และ Individual  รวมทั้งสามารถตั้งค่าระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Program (ESP) ได้ 3 โหมด ได้แก่ Basic, Advanced และ Pro

   จานเบรกด้านหน้าจะเป็นแบบ Cross-Drilled ระบายความร้อนได้มีขนาด 370 × 36 มม. พร้อมคาลิปเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ และจานเบรกหลังแบบระบายความร้อนได้ขนาด 360 × 26 มม. พร้อมคาลิปเปอร์แบบ 1 ลูกสูบ นอกจากนี้ E53 ยังมากับคุณสมบัติระบบช่วงล่างถุงลม AMG Ride Control+ ที่พัฒนาโดย AMG พร้อมการติดตั้งสปริงและโช้คอัพสปอร์ตที่สามารถปรับระดับได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเลือกปรับโหมดโช้คอัพได้ในโหมด Comfort, Sport และ Sport+ ช่วยเพิ่มความเร็วได้ดีขึ้นในการขับขี่ทางไกลหรือที่แทร็ก

   แพ็คเกจ AMG Dynamic Plus ที่เคยสงวนไว้ในตระกูล 63 คราวนี้ได้มาอยู่ใน E53 แล้ว ไฮไลต์สำคัญนั้นจะมีโปรแกรม Race Drive พร้อม Drift Mode ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในแนวนอนได้นานเท่าที่ต้องการ ถือว่าเอาใจขาดริฟท์สุดๆ คุณสมบัติอื่น ๆ จะมีคาลิปเปอร์เบรคสีแดงและพวงมาลัย ทรงใหม่สุดเท่ Dinamica AMG Performance หุ้มด้วยไมโครไฟเบอร์หรือหนัง Dinamica และเพิ่มปุ่มสำหรับควบคุมโปรแกรมการขับขี่และการตั้งค่าเพิ่มเติมสำหรับการขับขี่ด้วย

เพิ่มคำอธิบายภาพ
   E53 ใหม่จะมีการออกแบบที่ตามรอยเท้าของ E-Class รุ่นล่าสุด แต่มีความแตกต่างที่เห็นชัดคือกระจังหน้าแบบ Panamericana Grille ซี่ลวดแนวตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG ยุคใหม่นั่นเอง เทียบกับรุ่นก่อนหน้านั้นจะมีการออกแบบกันชนหน้าและท้ายใหม่ สปอยเลอร์ท้ายใหม่ ดิฟฟิวเซอร์หรือครีบรีดอากาศท้ายที่ดุดันมากขึ้น รวมทั้งมีท่อไอเสียคู่ 4 ท่อ

  หากเลือกแพ็คเกจเสริมของ AMG Night จะได้ลิ้นกันชนหน้า, ฝาครอบกระจกมองข้าง, จานดิสก์เบรก, คิ้วฝากระโปรงท้าย, ปลายท่อและอีกหลายจุดที่พ่นสีดำเงา ถ้าอยากได้กระจังหน้าสีดำเงาด้วยก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก

  ทางด้านสีตัวถังก็มีการเพิ่มสีใหม่ 3 สี ได้แก่ สีเทา Graphite Grey, สีเทา Mojave Silver และ สีเทา  High-Tech Silver ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว 5 ก้านคู่เป็นมาตรฐาน แต่สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลือกเป็น 20 นิ้วลายอื่น ๆ ได้

   เช่นเดียวกับ E-Class รุ่นใหม่ ในตัวแรง E 53 ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX พร้อมแผงหน้าปัดที่ปรับแต่งได้ นอกจากนี้ยังมากับเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มด้วยไมโครไฟเบอร์ Artico / Dinamica สีดำพร้อมการตัดเย็บด้วยตะเข็บสีแดงและตรา AMG แต่สำหรับใครที่อยากเพิ่มความเท่ก็สามารถสั่ง  AMG Performance Seat Package ที่จะได้เข็มขัดนิรภัยสีแดงและอีกหลายรายการ เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่มีการหุ้มด้วยหนัง / วัสดุไมโครไฟเบอร์หรือหรือ Dinamica ไมโครไฟเบอร์

  สำหรับชาวไทยนั้น คาดว่า Mercedes-AMG E 53 Minor Change น่าจะมีการเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ หรือไม่ก็ต้นปีหน้าครับ ยังไงก็ต้องรอติดตามชม

ที่มา Carscoops

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Mercedes-Benz E-Class Minor Change ปรับดีไซน์ใหม่ครั้งใหญ่ จัดเต็มขุมพลัง Plug-In Hybrid

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Mercedes-AMG GLA 45 อเนกประสงค์พันธุ์แรงระดับท็อปในตระกูล

  Mercedes-Benz ได้ทำการเปิดตัวอเนกประสงค์คตัวแรงโฉมใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-AMG GLA 45 เจเนเรชั่นที่ 2 เสริมทัพ GLA 35 ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้

  ตัวท็อปของตระกูล GLA คันนี้แน่นอนว่าจะใช้ขุมพลังเบนซินเทอร์โบชาร์จแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตรบล็อกเดียวกับ A 45 และ CLA 45 สร้างพละกำลังสูงสุดที่ 387 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 8 สปีดและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic+ พร้อมระบบกระจายแรงบิด AMG Torque Control ที่กระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้าและล้อหลังรวมถึงล้อหลังซ้ายและขวา ครอสโอเวอร์พลังแรงคันนี้ใช้เวลา 4.4 วินาทีเท่านั้นในการเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ก่อนทะยานไปสู่ท็อปสปีดที่ 250 กม. / ชม.

  และแน่นอนว่ายังมีรุ่นที่ทรงพลังยิ่งกว่าอย่าง GLA 45 S ที่จะมาพร้อมพละกำลังสูงถึง 421 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ไม่มีการประกาศอัตราเร่งและท็อปสปีดออกมา แต่ก็พอเดาได้ว่าท็อปสปีดคันนี้น่าจะไปได้ถึง 270 กม./ชม. เช่นเดียวกับ A 45 S หรือ CLA 45 S

   GLA 45 ทุกรุ่นจะมากับช่วงล่างใหม่ที่ได้รับการปรับให้เข้ากับรุ่นนี้โดยเฉพาะ ด้านหน้าติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า, อลูมิเนียมวิชโบน ระบบกันสะเทิอนหลังแบบ 4-link นอกจากนี้ยังมีระบบ AMG Ride Control ที่มีโช้คอัพแบบปรับได้พร้อมโหมดควบคุม 3 โหมด

  ระบบเบรคที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานประกอบด้วย เบรกหน้าแบบ 4 ลูกสูบและคาลิปเปอร์หลัง 1 ลูกสูบที่ทำด้วยสีเทาพร้อมโลโก้ "AMG" สีขาว รวมถึงดิสก์ที่มีการระบายอากาศและมีรูพรุน ส่วนหนึ่งของแพ็คเกจ AMG Dynamic Plus ชุดเบรกจะมีดิสก์ขนาดใหญ่และคาลิปเปอร์แบบ 6 ลูกสูบที่ด้านหน้า พ่นสีแดงและตัวอักษ AMG สีดำ

  ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนระหว่างโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบ Slippery, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual รวมถึงโหมด Race ที่รวมอยู่ในแพ็คเกจดังกล่าวข้างต้นด้วย 

   ภายนอกของ GLA 45 โฉมใหม่เดินตามรอยพี่น้อง AMG รุ่นอื่นๆ ด้วยกันชนหน้าและหลังดีไซน์ดุ สปอยเลอร์หลังสุดเท่ที่ติดตั้งบนหลังคา ด้านท้ายมากับท่อไอเสียรูปสี่เหลี่ยมสุดโดดเด่น มีกระจังหน้าซี่ลวดแนวตั้งแบบ Panamericana ขนาดใหญ่ ปิดท้ายล้อลายพิเศษสี Glossy Black ที่เสริมความโดดเด่นมากขึ้นให้รถ

  ภายในก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือน GLA รุ่นปกติ ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX และหน้าปัดแบบดิจิตอลแสดงผลกราฟิคเฉพาะรุ่น AMG และยังมีระบบสั่งการด้วยเสียงด้วย นอกจากนี้ยังมีออปชั่น AMG Track Pace เอาใจขาซิ่งโดยสามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ และแสดงสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น รอบในสนาม และ เวลาต่อรอบ

  GLA 45 ติดตั้งเบาะนั่งแบบสปอร์ตเป็นมาตรฐานหุ้มด้วย MB-Tex และ Dinamica สีดำ ตัดกับตะเข็บสีแดง เข็มขัดนิรภัยสีแดงและ ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ นอกจากนี้ยังมีออปชั่นเพิ่มเติมที่มากับเบาะนั่ง AMG Performance หุ้มหนัง MB-Tex สีเทา Neva Grey ผสมสีดำและตกแต่งเพิ่มเติมด้วยอลูมิเนียม รวมทั้งยังมีหนัง 4 แบบให้เลือกด้วย

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563

ชมโฉม Mercedes-AMG GLE 63 ตราดาวพันธุ์แรงพร้อมท้าชน BMW X5 M

  เมื่อปลายปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz ได้แนะนำอเนกประสงค์หรูตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG GLE 63 และ GLE 63 S ตัวแรงสุดในตระกูล GLE จะมีอะไรน่าสนใจบ้างลองไปชมกันครับ

  ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุด 571 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ในขณะที่เวอร์ชั่นแรงพร้อมอักษร S ห้องท้าย จะได้กำลังเพิ่มเป็น 612 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดมากถึง 850 นิวตันเมตร เครื่องบล็อกนี้ยังมากับระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์ ที่จะทำงานร่วมกับ EQ Boost Starter-Alternator โดยส่งมอบกำลังเพิ่มเติม 22 แรงม้าในชั่วขณะหนึ่ง ส่งกำลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด TCT 9G พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC+ ติดตั้งโช้คอัพแบบปรับระดับได้และระบบช่วยกันโคลง Active Roll Stabilization สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.0 วินาที ขณะที่รุ่น S ใช้เวลาแค่ 3.8 วินาที มากับท็อปสปีดที่มากที่สุดเท่าที่ทำได้ (เมื่อจ่ายเงินเพิ่มอีก) 280 กม./ชม.

     Mercedes-AMG GLE 63 จะมากับกระจังหน้าซี่ลวดตรงอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวแรง AMG เฉพาะ พร้อมทั้งกันชนหน้าดีไซน์ดุที่มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ รวมทั้งล้อ AMG ขนาดใหญ่ (20 นิ้วสำหรับ GLE 63 และ 21 นิ้วสำหรับ 63 S) ที่ด้านหลังได้กันชนดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบรายละเอียดเฉพาะของ AMG เช่นแถบตกแต่งกันชนสี silver shadowรวมถึงไอเสีย AMG และสปอยเลอร์บนหลังคา

   ภายในติดตั้งเบาะดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG หุ้มหนัง nappa, ป้ายโลโก้ AMG รอบคัน, ไฟห้องโดยสาร Ambient Light, พวงมาลัย 3 ก้านแบบ AMG Performance พร้อมแป้นคันเร่ง/เบรกอลูมิเนียม, คอนโซลกลางที่มาพร้อมแผงควบคุมเฉพาะ AMG, แผงคอนโซลตกแต่งด้วยวัสดุสแตนเลสสตีล, ชุดตกแต่งบริเวณขอบประตูและพรมปูพื้นสีดำที่มีโลโก้ AMG นอกจากนี้ยังมีอีกความแตกต่างที่แยกได้ใน 2 ตัวแรง คือ พวงมาลัยด้วยหนังแท้ผสมหนัง Nappa สีดำในรุ่น GLE 63 และ พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa และวัสดุ Dinamica microfibre ในรุ่น S

   คุณสมบัติด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีมาก็จะได้ ระบบ Infotainment MBUX เวอร์ชั่นล่าสุดพร้อมหน้าจอสีแบบคู่ (เป็นจอแสดงผลเฉพาะรุ่น AMG ), โหมดการขับขี่ Dynamic Select เฉพาะรุ่น AMG, แพ็คเกจเสริม Energizing Plus, แพ็คเกจ Warmth Comfort, แพ็คเกจ Air-Balance และแพ็คเกจช่วยเหลือการขับขี่อีกหลายรายการ

ที่มา Carscoops

 ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ 

Like Box