วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563

ข้อมูลและสเปค All-New Mazda CX-30 ครอสโอเวอร์สุดโฉบเฉี่ยว เปิดราคาที่ 989,000-1,199,000 บาท

  สิ้นสุดการรอคอยสำหรับลูกค้าชาวไทย เมื่อทาง Mazda ได้ทำการเปิดตัว All-New Mazda CX-30 พร้อมทั้งเปิดรับจองผ่านทางช่องทางออนไลน์ ก่อนลงโชว์รูมจำหน่ายจริงทั่วประเทศวันที่ 14 มี.ค. เป็นต้นไป

    จัดว่าตอบโจทย์สำหรับใครที่อยากได้รถทรงเดียวกับ Mazda CX-3 ที่ขนาดที่เล็กและแคบเกินไป พอจะอัพไซส์เป็น CX-5 ก็ใหญ่เกินความจำเป็นอีก ทางออกของปัญหานี้คือ CX-30 ที่ตำแหน่งทางการตลาดคาดว่าจะมาแทนที่ CX-3 แต่ปัจจุบันก็ยังขาย CX-3 อยู่จนกว่ารถจะหมด

    ดีไซน์ภายนอกของ CX-30 ออกแบบตามแนวทาง Kodo Design เจเนเรชั่นล่าสุดของค่าย ซึ่งจะผสมผสานดีไซน์ระหว่าง Mazda 3 และ CX-5 พื้นฐานโดยรวมของคันนี้ก็จะต่อยอดจาก Mazda 3 ตัวรถจะตกแต่งซุ้มล้อสีดำ รวมทั้งชายล่างกันชนหน้า-หลัง และชายล่างประตูรถซึ่งช่วยเพิ่มความบึกบึนได้เยอะ ก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ บ้างก็ว่าซุ้มล้อดูหนาเกินไป บ้างก็ว่าเท่ อันนี้แล้วแต่ความชอบแล้วกันครับ เส้นสายและทรวดทรงตัวถังถูกออกแบบใหม่ความโฉบเฉี่ยวและโค้งมนสวยงาม

  ความน่าสนใจของ CX-30 คือ การติดตั้งหลังคาซันรูฟไฟฟ้า ที่เคยมีใน Mazda 3 โฉมตัวถัง BL พอโฉม BM ก็ตัดออกไป คราวนี้ก็ถูกใส่มาให้ใน CX-30 แม้จะเพียงแค่ตัวท็อปก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้ามาให้เป็นมาตรฐานตั้งแต่รุ่นกลาง น่าจะเป็นเจ้าแรกในกลุ่มนี้เลยที่ติดตั้งมาให้ 

    ภายในห้องโดยสารจะมีการใช้คอนโซลหน้าบางส่วนร่วมกับ Mazda 3 เจเนเรชั่นใหม่ แต่ก็ได้มีการปรับรายละเอียดบางจุดให้มีความแตกต่างกัน ทั้งในส่วนบริเวณคอนโซลส่วนบนที่มีการออกแบบใหม่ ซึ่งยังคงมากับหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ควบคุมได้ผ่านปุ่มตรงกลางใกล้ๆฐานเกียร์เช่นเคย และยังมีการออกแบบแผงประตูใหม่ รวมทั้งปรับการตกแต่งใหม่ให้แตกต่างกันอีกด้วย

   ขุมพลังของรถจะใช้บล็อกเดียวกับ Mazda 3 โฉมล่าสุด ไร้เงาเครื่องยนต์ดีเซล โดยทำการติดตั้ง เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT และระบบไอเสีย 4-2-1 พร้อมระบบ i-STOP  พละกำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 3 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIV-DRIVE 6 สปีดพร้อม Manual Mode Activematic รองรับน้ำมันสูงสุด E85

   แน่นอนว่า Mazda CX-30 จะมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง  "G-Vectoring Control Plus" หรือ GVC Plus มาให้ด้วย ระบบช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุลโดยเฉพาะทางโค้ง หรือสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดียิ่งขึ้น
ขณะรถเข้าโค้ง : เครื่องยนต์จะลดแรงบิดลงเล็กน้อยให้เหมาะสมกับลักษณะของโค้ง ทำให้น้ำหนักรถถ่ายมายังล้อหน้าซึ่งเป็นล้อที่ควบคุมรถ ทำให้ล้อหน้ายึดเกาะถนนมากขึ้น เข้าโค้งได้ดีและแม่นยำขึ้น
ขณะรถอยู่ในโค้ง : ระบบจะคืนแรงบิดให้สู่สภาวะปกติเพื่อให้ควบคุมการถ่ายน้ำหนักตัวรถให้อยู่ในสภาพสมดุลทั้งหน้าและหลัง ทำให้การแก้พวงมาลัยในโค้งเกิดขึ้นน้อยที่สุด
ขณะรถออกจากโค้ง : ระบบจะตรวจการหมุนพวงมาลัยของคนขับเพื่อคำนวณการเบรกเพียงเล็กน้อยที่ล้อหน้าฝั่งนอกโค้ง เพื่อให้รถกลับคู่ทางตรงได้ง่ายขึ้น

  ความปลอดภัยก็จะมาเต็มเช่นเดียวกับ Mazda 3 ซึ่งประกอบไปด้วย
  • กุญแจนิรภัย (Immoblizer) และสัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และระบบล็อกและปลดล็อคประตูอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย SRS รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และหัวเข่าด้านคนขับ
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด เฉพาะรุ่น 2.0 S
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 จุด เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • กล้องมองหลัง รุ่น 2.0 S ขึ้นไป
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง (360 View Monitor) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising Traffic Support) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SBS: Advanced Smart Brake Support) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Rear Crossing) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบเตือนเมื่อรถเหวี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Itention Alert) เฉพาะรุ่น 2.0 SP
  • ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter)
  • สัญญาณเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยหน้า-หลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • พวงมาลัยยุบตัวตามการทำงานของถุงลมนิรภัยและแป้นเบรกแบบยุบตัวได้
  • คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง
     Mazda CX-30 มีสีตัวถังให้เลือก 7 สี ได้แก่  สีแดง Soul Red Cystral (เพิ่ม 17,000 บาท), สีเทา Machine Gray (เพิ่ม 15,000 บาท), สีเทา Polymetal Gray, สีดำ Jet black, สีเงิน Sonic Silver, สีขาว Snowflake White Pearl (เพิ่ม 10,000 บาท) และ สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue

  มีจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- 2.0 C ราคา 989,000 บาท
- 2.0 S ราคา 1,099,000 บาท
- 2.0 SP ราคา 1,199,000 บาท

ข้อมูลสเปคและออปชั่น All-New Mazda CX-30
  • มิติตัวถังภายนอก : ยาว 4,395 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,540 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,655 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 175 มิลลิเมตร รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.3 เมตร น้ำหนักรถ 1,382 กิโลกรัม (เทียบกับ CX-3 แล้ว CX-30 จะยาวกว่า 120 มิลลิเมตร กว้างกว่า 30 มิลลิเมตร สูงกว่า 5 มิลลิเมตร ฐานล้อยาวกว่า 85 มิลลิเมตร)
  • ระบบเบรกหน้า : ดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน / เบรกหลัง : ดิสก์เบรก
  • ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS
  • ระบบกันสะเทือนหน้าอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทและเหล็กกันโคลง / ระบบกันสะเทือนหลังแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีม
เทคโนโลยี
  • Skyactic-Vehicle Dynamics ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus (GVC Plus)
  • ระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP
  • สวิตซ์ Drive Selection
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold

รุ่น 2.0 C ราคา 989,000 บาท
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED / ไฟท้าย LED
  • ไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าปรับอัตโนมัติและที่ปัดน้ำฝนกระจกหลัง
  • กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว
  • กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ปรับขึ้น-ลงแบบอัตโนมัติทั้ง 4 บาน
  • กระจังหน้าและวัสดุตกแต่งเสาประดูด้านนอกสีดำ
  • สปอยเลอร์หลัง
  • ท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต พร้อมปลายท่อโครเมียม
  • ล้ออัลลอยขนาด 16x6.5J พร้อมยางขนาด 215/65 R16
  • ยางอะไหล่ T135/80 D17
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
  • เบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทางพร้อมระบบบันทึกตำแหน่งได้ 2 ตำแหน่ง
  • เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 6 ทิศทาง
  • เบาะนั่งด้านหลังพับได้แบบ 60:40
  • พนักวางแขนผู้โดยสารด้านหลังพร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ ตกแต่งสีเงินที่สวิตซ์
  • หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าสีน้ำตาล บริเวณคอนโซลส่วนบน
  • วัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าสีดำ บริเวณคอนโซลส่วนกลาง
  • ตกแต่งกรอบช่องแอร์ด้วยสีเงินโครเมียม
  • ตกแต่งแผงประตูด้วยหนังสีน้ำตาล บริเวณพนักวางแขน
  • ตกแต่งแผงประตูด้วยหนังสีดำ บริเวณแผงข้างประตู
  • มือจับเปิดประตูสิเงินโครเมียม
  • วัสดุตกแต่งด้านข้างคอนโซลกลางและฝาปิดช่องใส่ของคอนโซลกลาง หนังสีน้ำตาล
  • วัสดุตกแต่งที่เปิดกล่องเก็บของด้านหน้าและบริเวณปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์สีดำ
  • หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า (Windshield Active Driving Display)
  • มาตรวัดดิจิตอลแบบ LCD TFT พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีขนาด 7 นิ้ว
  • พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry) พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัฉริยะ (Push Start Button)
  • ไฟส่องสว่างภายในรถแบบ LED :  ไฟอ่านแผนที่แบบแยกซ้าย-ขวา / ไฟในห้องโดยสาร / ไฟในห้องเก็บสัมภาระ
  • แผงบังแดดคู่หน้า พร้อมกระจกแต่งหน้าและไฟส่องสว่าง 
  • ช่องเก็บแว่นตาบริเวณเหนือศีรษะ
  • ที่วางแก้วน้ำที่คอนโซลกลางพร้อมฝาปิด
  • ช่องเก็บของที่คอนโซลกลางพร้อมฝาปิด
  • ที่วางขวดน้ำที่ประตูคู่หน้าและหลัง
  • พนักวางแขนด้านหน้าแบบปรับเลื่อนหน้า-หลังได้
  • พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
  • ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V
  • แผ่นปิดสัมภาระด้านท้าย
  • ระบบ Infotainment หน้าจอสี Certer Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander 
  • รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
  • วิทยุ FM AM
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ช่อง
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านบลูทูธ (Bluetooth)
  • ระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Recognition)
  • สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนพวงมาลัย
  • ล่าโพง 8 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย
  • กุญแจนิรภัย (Immoblizer) และสัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และระบบล็อกและปลดล็อคประตูอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย SRS รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และหัวเข่าด้านคนขับ
  • ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) 
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter)
  • สัญญาณเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยหน้า-หลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • พวงมาลัยยุบตัวตามการทำงานของถุงลมนิรภัยและแป้นเบรกแบบยุบตัวได้
  • คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง
---------------------------------------------
รุ่น 2.0 S ราคา 1,099,000 บาท (เพิ่มเงิน 110,000 บาทจากรุ่น 2.0 C)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจาก 2.0 C)
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันแบบ LED (Daytime Running Lamp) แบบธรรมดา
  • ล้ออัลลอยขนาด 18x7.0J พร้อมยาง 215/55 R18
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจาก 2.0 C)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ ตกแต่งสีเงินโครเมียมที่สวิตซ์และก้านพวงมาลัย
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจาก 2.0 C)
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด
  • กล้องมองหลัง
---------------------------------------------
รุ่น 2.0 SP ราคา 1,199,000 บาท (เพิ่มเงิน 100,000 บาทจากรุ่น 2.0 S)
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก (เพิ่มเติมจาก 2.0 S)
  • หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature
  • ไฟท้ายแบบ LED Signature
  • กระจังหน้าและวัสดุตกแต่งเสาประดูด้านนอกสีดำเปียโน
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจาก 2.0 S)
  • พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ ตกแต่งสีเงินโครเมียมที่สวิตซ์ ก้านพวงมาลัย และกลางพวงมาลัย
  • วัสดุตกแต่งที่เปิดกล่องเก็บของด้านหน้าและบริเวณปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์สีเงินโครเมียม
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sports Paddle Shift
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบเครื่องเสียง Bose รอบทิศทางพร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจาก 2.0 S)
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด
  • เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 จุด
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง (360 View Monitor)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising Traffic Support)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SBS: Advanced Smart Brake Support) 
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) 
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Rear Crossing) 
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) 
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System) 
  • ระบบเตือนเมื่อรถเหวี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System) 
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Itention Alert) 

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563

Alfa Romeo Giulia GTA & GTAm พญางูโคตรแรงคันใหม่จากอิตาลี

  ค่ายงูกินคนแห่งอิตาลี Alfa Romeo ได้ทำการเผยโฉมซีดานตัวแรงคันใหม่ ที่แรงยิ่งกว่า Alfa Romeo Giulia Quadrifoglio ที่มีจำหน่ายอยู่ โดยตัวแรงคันใหม่ที่ว่านี้มาในชื่อ Alfa Romeo Giulia GTA และ Giulia GTAm

  ชื่อ GTA มาจาก Gran Turismo Alleggerita ได้แรงบันดาลใจทางเทคนิคและแนวคิดจาก Giulia GTA ในปี 1965 ที่พัฒนาโดย Autodelt โดยทั้งสองตัวแรงนี้จะนำเอาพื้นฐานของ Giulia Quadrifoglio มาต่อยอดเป็น Giulia GTA และ Giulia GTAm ที่มีความแรงในแบบฉบับที่ไม่ยอมใครง่ายๆ

   ทั้งสองใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 Bi-Turbo ขนาด 2.9 ลิตร พละกำลังสูงสุด 540 แรงม้า (PS) มากกว่า Giulia Quadrifoglio 30 แรงม้า

    วิศวกรของ Alfa Romeo ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Giulia GTA ทั้งสองเพื่อปรับปรุงอากาศพลศาสตร์และแฮนด์ลิ่ง แต่เหตุผลเหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือเพื่อลดน้ำหนัก อากาศพลศาตร์ที่ได้รับการปรับปรุงนั้นก็เพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถโดยนำเอาเทคโนโลยีจากรถแข่ง Formula 1 มาปรับใช้ มีการเสริมภายนอกด้วยสเกิร์ตด้านข้างสีดำ สปอยเลอร์หลังดีไซน์เฉพาะตัว และลิ้นกันชนด้านหน้าสีดำสุดโดดเด่น

  สำหรับ Giulia GTAm ให้ความสำคัญกับลิ้นกันชนด้านหน้าที่ใหญ่กว่าและสปอยเลอร์หลังคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่โต ซึ่งทาง Alfa Romeo ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ว่า "ให้ความบาลานซ์อย่างสมดุลที่ความเร็วสูง"

  Alfa Romeo Giulia GTA และ GTAm มีการเพิ่มความกว้างของซุ้มล้อหน้าและล้อหลังอีก 50 มิลลิเมตรและพัฒนาสปริง โช้คอัพและบูชชุดใหม่สำหรับระบบช่วงล่าง การอัปเกรดเหล่านี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ที่ความเร็วสูง

  และสิ่งที่ทาง Alfa เน้นตามที่กล่าวข้างต้นก็คือ "การลดน้ำหนัก" โดยภายนอกจะมากับฝากระโปรงหน้า, หลังคา, กันชนหน้า, ซุ้มล้อหน้าและคิ้วล้อหลังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งท่อไอเสียไททาเนียมจาก Akrapovic ที่วางตำแหน่งกลางกันชนท้ายและอยู่ระหว่างดิฟฟิวเซอร์ท้ายดีไซน์ดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ปิดท้ายด้วยล้อลายโหดขนาด 20 นิ้ว

  การลดน้ำหนักยังคงดำเนินต่อไปจนถึงภายในห้องโดยสาร ที่มีการตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara บนแผงควบคุม แผงประตู ช่องเก็บสัมภาระบริเวณเสาข้างและเบาะนั่ง ทางด้าน Giulia GTAm จะใช้วัสดุ Alcantara ครอบคลุมภายในห้องโดยสารมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน แต่จุดสำคัญของการลดน้ำหนักภายในเลยคือการถอดเบาะนั่งด้านหลังออก แทนที่ด้วยที่เก็บหมวกและถังดับเพลิงแทน

  รายละเอียดอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงความโหดของ Giulia GTAm ได้แก่ โรลบาร์ด้านหลัง, แผงประตูหลังเปลือยโล่งและสายดึงแทนมือจับประตู จุดลดน้ำหนักที่มองไม่เห็นก็ยังมีอีก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คาร์บอนไฟเบอร์สำหรับเพลาขับและโครงเบาะนั่งของ GTAm รวมถึงอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่ใช้ในเครื่องยนต์ แผงประตูและระบบช่วงล่าง มีการใช้วัสดุคอมโพสิตอื่น ๆ อีกมากมายเช่น Lexan, โพลีคาร์บอเนตที่ใช้ในกีฬามอเตอร์สปอร์ตโดยใช้บริเวณกรอบหน้าต่างด้านหน้าและด้านหลัง

  ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลให้น้ำหนักของรถหายไปราวๆ 100 กิโลกรัม  จากน้ำหนักมาตรฐานของ Giulia Quadrifoglio ทำให้น้ำหนักของ Giulia GTA และ GTAm ลดลงเหลือประมาณ 1,520 กิโลกรัม อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังยังเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 กิโลกรัมต่อแรงม้า ทั้งสองรุ่นยังสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาแค่ 3.6 วินาทีเท่านั้น

   Alfa Romeo Giulia GTA และ GTAm จะผลิตจำนวนจำกัดรวมกันแค่ 500 คันเท่านั้น ทั้งหมดจะถูกกำหนดหมายเลขรถ โดยมีการเปิดรับจองแล้วและจะปิดทันทีเมื่อจองครบ 500 คันซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สำหรับผู้ที่จองรถจะได้รับชุดแพ็คเกจประสบการณ์ส่วนตัว เช่น หมวกกันน็อคพิเศษ, ชุดนักแข่งเต็มรูปแบบโดย Alpinestars (ประกอบด้วยชุดแข่ง ถุงมือ และรองเท้า) และผ้าคลุมรถ Goodwool รวมทั้งมีคอร์สหลักสูตรการขับขี่ Alfa Romeo Driving Academy อีกด้วย

ที่มา Carscoops


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ


วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563

Mercedes-AMG E 53 Minor Change ปรับโฉมตัวแรงตราดาวในตัวถัง Saloon และ Estate

  Mercedes-Benz E-Class Minor Change ก็ได้เผยโฉมออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยมาในตัวถัง Saloon และ Estate รวมทั้งอีกหนึ่งตัวแรงสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็มีการเผยออกมาพร้อม ๆ กัน นั่นคือ Mercedes-AMG E 53 จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปชมกันครับ


   AMG E 53 ยังคงติดตั้งขุมพลังเดิมเหมือนรุ่นก่อนหน้า นั่นคือ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง มากับพละกำลัง 435 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร  มาพร้อมกับ EQ Boost Starter-Alternator ที่ช่วยเพิ่มพละกำลังอีก 22 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรในช่วงระยะเวลสั้นๆ ส่งผลให้ทำพละกำลังสูงสุดได้ที่ 457 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 770 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดพร้อม Paddle Shift และมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4Matic + ที่มีความสามารถในการขับเคลื่อนล้อหลังได้

   อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาแค่ 4.5 วินาทีใน Saloon และ 4.6 วินาทีใน Estate ขณะที่ความเร็วสูงสุดถูกล็อคด้วยระบบอิเล็กทรอนิคส์ที่ 250 กม./ชม. แต่สามารถเพิ่มเป็น 270 กม./ชม. เมื่อจ่ายเงินซื้อออปชั่น AMG Driver’s Package เพิ่มเติม

  ในการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) E53 Saloon สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 11.36-11.76 กม./ลิตร และ E53 Estate สามารถทำได้ 11.11-11.49 กม./ลิตร โดย ณ ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขการบริโภคน้ำมันตามมาตรฐาน EPA (United States Environmental Protection Agency)

  ผู้ขับขี่สามารถเลือกระหว่างโหมดการขับขี่แบบ  Slippery, Comfort, Sport, Sport+  และ Individual  รวมทั้งสามารถตั้งค่าระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Program (ESP) ได้ 3 โหมด ได้แก่ Basic, Advanced และ Pro

   จานเบรกด้านหน้าจะเป็นแบบ Cross-Drilled ระบายความร้อนได้มีขนาด 370 × 36 มม. พร้อมคาลิปเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ และจานเบรกหลังแบบระบายความร้อนได้ขนาด 360 × 26 มม. พร้อมคาลิปเปอร์แบบ 1 ลูกสูบ นอกจากนี้ E53 ยังมากับคุณสมบัติระบบช่วงล่างถุงลม AMG Ride Control+ ที่พัฒนาโดย AMG พร้อมการติดตั้งสปริงและโช้คอัพสปอร์ตที่สามารถปรับระดับได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเลือกปรับโหมดโช้คอัพได้ในโหมด Comfort, Sport และ Sport+ ช่วยเพิ่มความเร็วได้ดีขึ้นในการขับขี่ทางไกลหรือที่แทร็ก

   แพ็คเกจ AMG Dynamic Plus ที่เคยสงวนไว้ในตระกูล 63 คราวนี้ได้มาอยู่ใน E53 แล้ว ไฮไลต์สำคัญนั้นจะมีโปรแกรม Race Drive พร้อม Drift Mode ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถให้อยู่ในแนวนอนได้นานเท่าที่ต้องการ ถือว่าเอาใจขาดริฟท์สุดๆ คุณสมบัติอื่น ๆ จะมีคาลิปเปอร์เบรคสีแดงและพวงมาลัย ทรงใหม่สุดเท่ Dinamica AMG Performance หุ้มด้วยไมโครไฟเบอร์หรือหนัง Dinamica และเพิ่มปุ่มสำหรับควบคุมโปรแกรมการขับขี่และการตั้งค่าเพิ่มเติมสำหรับการขับขี่ด้วย

เพิ่มคำอธิบายภาพ
   E53 ใหม่จะมีการออกแบบที่ตามรอยเท้าของ E-Class รุ่นล่าสุด แต่มีความแตกต่างที่เห็นชัดคือกระจังหน้าแบบ Panamericana Grille ซี่ลวดแนวตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ของ AMG ยุคใหม่นั่นเอง เทียบกับรุ่นก่อนหน้านั้นจะมีการออกแบบกันชนหน้าและท้ายใหม่ สปอยเลอร์ท้ายใหม่ ดิฟฟิวเซอร์หรือครีบรีดอากาศท้ายที่ดุดันมากขึ้น รวมทั้งมีท่อไอเสียคู่ 4 ท่อ

  หากเลือกแพ็คเกจเสริมของ AMG Night จะได้ลิ้นกันชนหน้า, ฝาครอบกระจกมองข้าง, จานดิสก์เบรก, คิ้วฝากระโปรงท้าย, ปลายท่อและอีกหลายจุดที่พ่นสีดำเงา ถ้าอยากได้กระจังหน้าสีดำเงาด้วยก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก

  ทางด้านสีตัวถังก็มีการเพิ่มสีใหม่ 3 สี ได้แก่ สีเทา Graphite Grey, สีเทา Mojave Silver และ สีเทา  High-Tech Silver ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว 5 ก้านคู่เป็นมาตรฐาน แต่สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลือกเป็น 20 นิ้วลายอื่น ๆ ได้

   เช่นเดียวกับ E-Class รุ่นใหม่ ในตัวแรง E 53 ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ MBUX พร้อมแผงหน้าปัดที่ปรับแต่งได้ นอกจากนี้ยังมากับเบาะนั่งแบบสปอร์ตหุ้มด้วยไมโครไฟเบอร์ Artico / Dinamica สีดำพร้อมการตัดเย็บด้วยตะเข็บสีแดงและตรา AMG แต่สำหรับใครที่อยากเพิ่มความเท่ก็สามารถสั่ง  AMG Performance Seat Package ที่จะได้เข็มขัดนิรภัยสีแดงและอีกหลายรายการ เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่มีการหุ้มด้วยหนัง / วัสดุไมโครไฟเบอร์หรือหรือ Dinamica ไมโครไฟเบอร์

  สำหรับชาวไทยนั้น คาดว่า Mercedes-AMG E 53 Minor Change น่าจะมีการเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ หรือไม่ก็ต้นปีหน้าครับ ยังไงก็ต้องรอติดตามชม

ที่มา Carscoops

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
Mercedes-Benz E-Class Minor Change ปรับดีไซน์ใหม่ครั้งใหญ่ จัดเต็มขุมพลัง Plug-In Hybrid

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

Like Box