วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562

Hyundai Kona Electric ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า 100% เปิดราคาในไทยเริ่มต้นที่ 1.849 ล้านบาท

  หลังจากที่ได้เสียงตอบรับค่อนข้างดีพอสมควรกับ Hyundai iONIC รถพลังงานไฟฟ้า 100% ขนาดคอมแพ็กต์ คราวนี้ทางค่ายขอต่อยอดความสำเร็จด้วยการแนะนำรถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่น นั่นก็คือ Hyundai Kona Electric นั่นเอง
  Hyundai Kona Electric มีสัดส่วนขนาดตัวถังยาว 4,180 มิลลิเมตร กว้าง 1,800 มิลลิเมตร สูง 1,570 มิลลิเมตร ฐานล้อยาว 2,600 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดจากพื้น 158 มิลลิเมตร 

  ภายนอกของ Hyundai Kona Electric จะดูมีความล้ำกว่ารุ่นปกติ มากับกระจังหน้าดีไซน์แบบไม่มีช่องลมและกันชนหน้าที่ออกแบบให้เข้ากับกระจังหน้า และยังคงโดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบทูโทน ล้อที่ให้มาจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วพร้อมยางขนาด 215/55R17 

  ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ค่อนข้างสวยทันสมัย ติดตั้งชุดหน้าปัดแบบดิจิตอลพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว ในส่วนตรงกลางจะเป็นตำแหน่งของหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆก็จะมี ระบบเปลี่ยนเกียร์ Shift-by-Wire แบบปุ่มกด , ปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ (Eco+,Eco,Comfort,Sport) , แป้นหลังพวงมาลัยเลือกระดับ Regenerative Braking , ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Qi และอีกมากมาย

   Hyundai Kona Electric ทุกรุ่นจะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าประเภท Permanent Magnet Synchronous Motor พละกำลังระหว่าง 136-204 แรงม้าแล้วแต่รุ่นย่อย และติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Polymer (LiPo) ที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อยเช่นเดียวกัน ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Single Speed Reduction Gear

   ระบบบังคับเลี้ยวแบบ Rack & Pinion , Motor Driven Power Steering (MDPS) ส่วนระบบช่วงล่างด้านหน้าจะเป็นแบบ Macpherson Struts , Gas Shock Absorbers ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบ Multi-Link, Gas Shock Absorbers , ระบบเบรก Hydraulic with Regenerative Assist โดยด้านหน้าเป็นแบบ Ventilated Discs และด้านหลังแบบ Disc

   Hyundai Kona Electric จะมีสีตัวถังให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีขาว Chalk White , สีดำ Dark Knight , สีส้ม Tangerine Comet , สีฟ้า Ceramic Blue , สีแดง Pulse Red , สีเหลือง Acid Yellow และสีเทา Galactic Gray และมีจำหน่ายในไทยทั้งหมด 2 รุ่นย่อย รายละเอียดออปชั่นและความปลอดภัยแต่ละรุ่นย่อยจะชี้แจงตามด้านล่างนี้ครับ

รุ่น SE 1,849,000 บาท
* มอเตอร์ไฟฟ้าประเภท Permanent Magnet Synchronous Motor พละกำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 395 นิวตัน-เมตร 
* แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Polymer (LiPo) ความจุ 39.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง กำลังไฟสูงสุด 104 กิโลวัตต์ ความหนาแน่นพลังงาน 124.4 วัตต์-ชั่วโมง/กิโลกรัม แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 327 โวลต์
* ความเร็วสูงสุด 155 กม./ชม. 
* อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.7 วินาที
* ระยะเบรก (100-0 กม./ชม.) 37.9 เมตร
* ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดตามมาตรฐาน Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure (WLTP) 312 กิโลเมตร
* ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดตามมาตรฐาน The New European Driving Cycle (NEDC) 345 กิโลเมตร
* ประสิทธิภาพ 139 วัตต์-ชั่วโมง/กิโลเมตร
* ระยะเวลาชาร์จแบบทริคเกิ้ล Trickle Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-เต้าเสียบบ้าน) 2.3 kW ใช้เวลาชาร์จ เต็ม 100% ในเวลา 19 ชั่วโมง
* ระยะเวลาชาร์จปกติ Normal Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-เครื่องชาร๋จวอลล์บ็อกซ์) 7.2 kW ใช้เวลาชาร์จ เต็ม 100% ในเวลา 6 ชั่วโมง 10 นาที
* ระยะเวลาชาร์จเร็ว Fast Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-สถานีชาร๋จเร็ว) 100kW ใช้เวลา 54 นาทีในการชาร์จไฟ 80% 

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก
- ไฟหน้า LED แบบ Projector Lens
- ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED
- ไฟท้ายแบบ LED
- มือเปิดประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
- กระจังหน้าดีไซน์แบบไม่มีช่องลม
- กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัวแบบ LED
- กระจกมองข้างปรับและพับเก็บอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า
- ไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์แบบแยกส่วน 2 ชั้น
- แร็คหลังคา
- ก้านปัดน้ำฝนท้ายรถ
- สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
- สีตัวถังแบบทูโทน
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน
- ภายในตกแต่งด้วยโทนดำ
- เบาะหุ้มหนังสีดำ
- เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง
- ที่ดันหลังเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า (Lumbar Support)
- ปุ่มปรับเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
- หน้าปัดแบบดิจิตอลพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 7 นิ้ว
- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
- ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติพร้อมโหมดปรับอากาศเฉพาะตำแหน่งผู้ขับขี่
- ระบบไล่ฝ้าที่กระจกหน้า
- ระบบไล่ฝ้าที่กระจกหลัง
- กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
- กระจกไฟฟ้าขึ้น-ลงอัตโนมัติสำหรับกระจกประตูหน้า
- พนักพิงศีรษะด้านหลังปรับขึ้นลง
- พนักพิงศีรษะสำหรับเบาะหลังตำแหน่งกลาง
- ที่วางแขนพร้อมที่วางแก้วสำหรับที่นั่งด้านหลัง
- เบาะหลังพับแบบ 60/40
- ไฟส่องแผนที่และกล่องเก็บแว่นตาที่คอนโซลเหนือศีรษะ
- ไฟในห้องโดยสาร
- ปุ่มสตาร์ท (Push Start)
- ระบบเปลี่ยนเกียร์ Shift-by-Wire แบบปุ่มกด
- เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold Function
- ปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ (Eco+,Eco,Comfort,Sport)
- แป้นหลังพวงมาลัยเลือกระดับ Regenerative Braking
- สายไฟ ICCB พร้อมกล่องควบคุมสำหรับเสียบชาร์จจากไฟฟ้าบ้าน
- เครื่องเสียงพร้อมเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto
- ระบบบลูทูธ
- ช่องต่อ USB AUX
- ลำโพง 6 ตำแหน่ง
- ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Qi
ระบบความปลอดภัย
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (เบาะคู่หน้า)
- ม่านถุงลมนิรภัย
- กระจกคู่หน้าป้องกันการหนึบ
- เข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
- ระบบ VESS จำลองเสียงเครื่องยนต์เพื่อความปลอดภัยของคนเดินถนน
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
- ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา BCW
- เซ็นเซอร์กะระยะการเข้าจอดด้านหลัง
- กล้องทองหลัง
- ระบบกุญแจ Immoblizer
- ระบบวัดความดันลมยาง TPMS
- จุดติดตั้งคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX

รุ่น SEL ราคา 2,259,000 บาท (เพิ่มเงินจากรุ่น SE 410,000 บาท)
* มอเตอร์ไฟฟ้าประเภท Permanent Magnet Synchronous Motor พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 395 นิวตัน-เมตร 
* แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Polymer (LiPo) ความจุ 64 กิโลวัตต์-ชั่วโมง กำลังไฟสูงสุด 170 กิโลวัตต์ ความหนาแน่นพลังงาน 141.3 วัตต์-ชั่วโมง/กิโลกรัม แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 356 โวลต์
* ความเร็วสูงสุด 167 กม./ชม. 
* อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.6 วินาที
* ระยะเบรก (100-0 กม./ชม.) 37.9 เมตร
* ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดตามมาตรฐาน Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure (WLTP) 482 กิโลเมตร
* ระยะทางที่วิ่งได้สูงสุดตามมาตรฐาน The New European Driving Cycle (NEDC) 546 กิโลเมตร
* ประสิทธิภาพ 143 วัตต์-ชั่วโมง/กิโลเมตร
* ระยะเวลาชาร์จแบบทริคเกิ้ล Trickle Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-เต้าเสียบบ้าน) 2.3 kW ใช้เวลาชาร์จ เต็ม 100% ในเวลา 31 ชั่วโมง
* ระยะเวลาชาร์จปกติ Normal Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-เครื่องชาร๋จวอลล์บ็อกซ์) 7.2 kW ใช้เวลาชาร์จ เต็ม 100% ในเวลา 9 ชั่วโมง 35 นาที
* ระยะเวลาชาร์จเร็ว Fast Charging (ไฟฟ้ากระแสสลับ-สถานีชาร๋จเร็ว) 100kW ใช้เวลา 54 นาทีในการชาร์จไฟ 80% 
อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก เหมือนรุ่น SE ทุกประการ
อุปกรณ์มาตรฐานภายใน (เพิ่มเติมจากจากรุ่น SE)
- ระบบปรับอุ่น/เย็นเฉพาะเบาะคู่หน้า
- ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ Head-Up Display
ระบบความปลอดภัย (เพิ่มเติมจากจากรุ่น SE)
- เซ็นเซอร์กะระยะการเข้าจอดด้านหน้าและหลัง

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2562

Porsche Cayenne Coupe รูปแบบตัวถังใหม่เอาใจคนชอบความอเนกประสงค์สไตล์คูเป้

 Porsche Cayenne โฉมปัจจุบันซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 กำลังจะขยับขยายด้วยการเพิ่มรูปแบบตัวถังใหม่ซึ่งมาในรูปแบบช่วงหลังคาด้านท้ายที่ลาดเอียงและทรวดทรงตัวถังในแบบรถ Coupe เกริ่นมาขนาดนี้แล้ว ตอนนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับ "Porsche Cayenne Coupe" ครับ

   สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นปกติก็คือเส้นสายตัวถังที่มีความเฉียบคมมากขึ้น และแน่นอนการออกแบบช่วงท้ายมีความแตกต่างจากรุ่นปกติชัดเจนและมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ตามที่ Porsche ได้อธิบายไว้ อีกทั้งยังมากับสปอยเลอร์ไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับได้ และมีหลังคากระจก Panoramic มาให้เป็นมาตรฐาน และสามารถเลือกออปชั่นเป็นหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ได้

  Porsche Cayenne Coupe มีช่วงกระจกหน้าและเสา A ที่ลาดเอียงมากกว่ารุ่นปกติ และมีแนวหลังคาที่เตี้ยกว่า 19.8 มิลลิเมตร ช่วงประตูหลังมีการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้โค้งและลาดเอียงไปตามแนวหลังคา ฝาท้ายมีการออกแบบใหม่ต่อเนื่องไปถึงกันชนท้ายอันเป็นตำแหน่งป้ายทะเบียน สปอยเลอร์หลังมีการออกแบบให้กลมกลืนกับด้านหน้า ซึ่งจะยกสูงขึ้นราวๆ 134.6 มิลลิเมตร เมื่อขับรถที่ความเร็ว 90 กม./ชม. ขึ้นไป

  สำหรับออปชั่นหลังคาแบบคาร์บอนไฟเบอร์ถือเป็นส่วนหนึ่งของ Lightweight Sport Package ซึ่งจะประกอบด้วยภายนอกที่ตกแต่งให้มีความสปอร์ตขึ้นกว่าปกติ , ล้อน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว GT Design , เบาะตกแต่งด้วยลายผ้า Pepita และตกแต่งภายในด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์รวมทั้งหนัง Alcantara รอบคัน สำหรับในรุ่น Turbo จะมีแพ็คเกจ Sport Exhaust System มาให้เลือกด้วย

  Porsche Cayenne Coupe รุ่นเริ่มต้นยังมากับระบบควบคุมช่วงล่าง Porsche Active Suspension Management (PASM) , Sport Chrono Package และล้อขนาด 20 นิ้วเป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมากับเบาะนั่งทรงสปอร์ตปรับไฟฟ้าคู่หน้า 8 ทิศทาง และเบาะนั่งด้านหลังแบบเต็มพื้นที่ซึ่งแต่ละที่นั่งสามารถปรับตั้งค่าได้แตกต่างกัน นอกจากนั้นแล้วยังมีออปชั่นเบาะนั่งด้านหลังแบบแยกให้เลือกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

  ตำแหน่งที่นั่งด้านหลังของ Porsche Cayenne Coupe จะต่ำกว่ารุ่นปกติ 30 มิลลิเมตร และมีความจุสัมภาระด้านหลังอยู่ที่ 622 ลิตร (รุ่น Turbo 600 ลิตร) และเมื่อพับเบาะหลังลงจะมีความจุเพิ่มขึ้นเป็น 1,537 มิลลิเมตร (รุ่น Turbo 1,509 ลิตร)

  Porsche Cayenne Coupe มี 2 ขุมพลังทางเลือกได้แก่
- Cayenne Coupe รุ่นมาตรฐาน มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุด 340 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 5.7 วินาที (จะเหลือ 5.6 วินาทีเมื่อติดตั้ง Lightweight Sport Package) ความเร็วสูงสุด 243 กม./ชม.
- Cayenne Turbo Coupe ตัวแรง มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ พละกำลังสูงสุด 549 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 768 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 286 กม./ชม. 

  Porsche Cayenne Coupe จะมีราคาเริ่มต้นที่ 75,300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,389,000 บาทไทยในรุ่นมาตรฐาน และ 130,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,126,000 บาทไทย ราคายังไม่รวมภาษีสรรพสามิตของไทย

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562

แอบถ่าย MG Hector (รถอเนกประสงค์พื้นฐานเดียวกับ Baojun 530 และ Chevrolet Captiva) พร้อมขายที่อินเดียกลางปีนี้

  อีกไม่นาน Chevrolet Captiva โฉมใหม่ที่ใช้พื้นฐานรถจีนอย่าง Baojun 530 ก็จะเปิดตัวในตลาดไทยแล้ว คราวนี้มาดูหนึ่งในรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกัน นั่นคือ "MG Hector" รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่จะจำหน่ายในตลาดอินเดียช่วงกลางปีนี้ และจะผลิตในประเทศอินเดียในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่โรงงานที่เมือง Halol รัฐคุชราฏ

  ภาพที่เห็นอยู่นี้เป็นภาพของ MG Hector ที่ถูกเผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมชื่อว่า "eurocarspotter" ที่คาดว่าน่าจะถ่ายทำโฆษณาหรือไม่ก็ถ่ายภาพโปรโมทที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

  เมื่อดูจากรูปทรงแล้วก็จะพบว่า MG Hector จะมีการออกแบบกระจังหน้าใหม่ตามสไตล์ของ MG ส่วนนอกนั้นก็แทบจะเหมือนต้นฉบับ Baojun 530 ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับค่ายอื่นๆ เช่น Chevrolet Captiva หรือ Wuling Almaz ที่เพียงแค่แปลงหน้าเปลี่ยนโลโก้เท่านั้น อย่างไรก็ตามทาง MG ประเทศอินเดียอ้างว่าได้มีการปรับปรุงตัวรถและโครงสร้างตัวถังให้เหมาะสมกับลูกค้าชาวอินเดียด้วย

  จากที่เห็นก็คาดว่าน่าจะเป็นรุ่นท็อปสุดของ MG Hector โดยตัวรถน่าจะมีความยาว 4,655 มิลลิเมตร กว้าง 1,835 มิลลิเมตร สูง 1,760 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,750 มิลลิเมตรเท่ากันกับรุ่นอื่นๆที่ใช้พื้นฐาน Baojun 530

  รายละเอียดเรื่องเครื่องยนต์นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีข้อมูลที่อ้างว่าจะมีทางเลือกทั้งดีเซลและเบนซิน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องเหล่านี้
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 152 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 – 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 173 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

  ส่วนรุ่นนี้จะมีโอกาสมาไทยหรือไม่ สำหรับผมคิดว่า "อย่าดีกว่า" ครับ ขาย MG ZS ต่อไปแล้วเอา MG HS มาขายเพิ่มน่าจะดีกว่า

ภาพจาก Instagram Eurocarspotter

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

เผยภาพชุดแรก All-New Chevrolet Captiva ก่อนเปิดตัวในไทยที่งานมอเตอร์โชว์ปลายเดือน มี.ค. นี้

  หลังจากที่ค่ายโบว์ไทน์ Chevrolet เคยประกาศไปว่าจะมีการเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ภายในปีนี้ ซึ่งตอนแรกก็มีข่าวลือว่าอาจจะเป็น Chevrolet Blazer หรืออาจจะเป็น Trax แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ทั้งสองรุ่น และผลสรุปของรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวก็คือ "All-New Chevrolet Captiva" นั่นเอง

  ซึ่งล่าสุดทาง Chevrolet Thailand ก็ได้เผยแพร่รูปภาพชุดแรกออกมาผ่านทางเว็บไซด์และแฟนเพจแล้ว และต้องบอกก่อนว่า Chevrolet Captiva ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่อเมริกันพันธุ์แท้ 100% เพราะสร้างบนพื้นฐานของรถอเนกประสงค์จีนอย่าง Baojun 530 แต่อย่างไรก็ตามรุ่นนี้ทาง GM Motors ก็ได้พัฒนาร่วมด้วย ส่วนตลาดเพื่อนบ้านเราอย่างอินโดนีเซียจะจำหน่ายรุ่นนี้ในชื่อ Wuling Almaz และประเทศอินเดียก็จะนำรุ่นนี้ไปแปะตรา MG ขายในชื่อ MG Hector อีกด้วย

Baojun 530
Wuling Almaz
   All-New Chevrolet Captiva คันที่เห็นอยู่นี้มีการเปิดตัวครั้งแรกในโลกไปแล้วที่งาน  Salao de Bogota ที่ประเทศโคลอมเบีย

   โดยตำแหน่งทางการตลาดของ All-New Chevrolet Captiva จะลดตำแหน่งทางการตลาดลงจากเดิมที่แข่งกับตระกูล C-SUV ทั้งหลาย คราวนี้ตำแหน่งทางการตลาดจะมีความคาบเกี่ยวระหว่างรถแนว B-SUV (Toyota C-HR , Honda HR-V ฯลฯ) และ C-SUV (Honda CR-V , Mazda CX-5 ฯลฯ) หรือจะเรียกว่าเป็น BC-SUV ก็ไม่ดนัก โดยมีตัวรถที่ขนาดใหญ่กว่า B-SUV ทั่วไป แต่เล็กกว่า C-SUV นั่นเอง

  อ้างอิงสัดส่วนจาก Wuling Almaz ที่จำหน่ายในอินโดนีเซีย ตัวรถจะมีความยาว 4,655 มิลลิเมตร กว้าง 1,835 มิลลิเมตร สูง 1,760 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,750 มิลลิเมตร ซึ่ง Captiva โฉมใหม่คงไม่ต่างไปจากนี้ และเมื่อเทียบกับ Captiva รุ่นเก่าที่จำหน่ายในไทย (ยาว 4,673  มิลลิเมตร กว้าง 1,850 มิลลิเมตร ความสูง 1,756 มิลลิเมตร และมีความยาวฐานล้อ 2,707 มิลลิเมตร) ถือว่าสั้นและแคบลงเล็กน้อย แต่มีฐานล้อยาวขึ้น

ภายใน Baojun
ภายใน Wuling
    ดีไซน์ภายนอกก็ไม่ได้แตกต่างจากต้นฉบับเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ปรับกระจังหน้าและแปะโลโก้ Chevrolet รอบคันเท่านั้นเอง  ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น เมื่อดูในภาพรวมจะมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน ก็คืออย่างเวอร์ชั่นภาพบนซึ่งเป็นภายในของ Baojun 530 ที่จำหน่ายในประเทศจีน และภาพล่างซึ่งเป็นภายในของ Wuling Almaz เมื่อพิจารณาแล้วก็มีความเป็นไปได้มากว่าเวอร์ชั่นไทยอาจจะได้ภายในแบบด้านล่างก็เป็นได้เพราะเป็นเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวาเหมือนกัน

   ส่วนขุมพลังก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องลุ้นว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกไหน เมื่ออ้างอิงจาก Wuling Almaz ของอินโดนีเซีย จะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบ 4 สูบแถวเรียง พละกำลังสูงสุด 140 แรงม้าที่ 6,200 รอบนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 - 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 

  ส่วนขุมพลังอื่นๆที่จำหน่ายภายใต้ตัวถังนี้ก็จะมี
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 139 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 186 นิวตันเมตร ที่ 3,600 – 4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 152 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตรที่ 1,600 – 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 173 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด0
สุดท้ายแล้วก็ต้องมาลุ้นกันว่าเมืองไทยจะได้ขุมพลังไหน พละกำลังเท่าไหร่?

   All-New Chevrolet Captiva จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยภายในงาน Bangkok Motor Show 2019 ที่จะเริ่มขึ้นวันที่ 27 มี.ค. - 7 เม.ย. ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และด้วยตำแหน่งทางการตลาดที่ต่ำลงนั้น แว่วว่าๆราคาค่าตัวจะถูกลงเยอะพอสมควร ซึ่งน่าจะเริ่มต้นไม่เกินล้านและจบที่ล้านต้นๆ ยังไงก็ต้องรอติดตามกันต่อไป


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

Mercedes-Benz GLC Coupe Minor Change ปรับดีไซน์ใหม่ตามตัวถังปกติ

   ก่อนหน้านี้ทางค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ได้ทำการเปิดตัว GLC รุ่นปรับโฉม Minor Change ในตัวถังปกติไปแล้ว คราวนี้ก็เป็นคิวการปรับโฉมของตัวถัง Coupe บ้าง 
  รูปแบบการปรับโฉมก็จะคล้ายคลึงกับตัวถังปกติทุกอย่าง โดยมีการปรับดีไซน์ให้มีความใกล้เคียงกับรุ่นพี่อย่าง GLE มากขึ้น ซึ่งจะเป็นไปตามแนวทางของ Mercedes-Benz ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโคมไฟหน้าทรงใหม่ กระจังหน้าทรงใหม่ที่รับกับไฟหน้า ออกแบบกันชนดีไซน์ใหม่ โดยรวมแม้จะคล้ายกับรุ่นพี่แต่รุ่นน้องก็มีทรวดทรงที่ค่อนข้างละมุนกว่าพอสมควร

    เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มีการปรับรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่ให้คล้ายกับรุ่นพี่ GLE และคล้ายกับ GLC ตัวถังปกติเช่นเดียวกัน กันชนท้ายมีการออกแบบครีบรีดอากาศใหม่ แต่งเติมด้วยโครเมียมเสริมความหรูหรา ยังมีตัวเลือกล้ออัลลอยลายใหม่มาอีกด้วย

  ภายในห้องโดยสารก็มีการปรับใหม่ไม่ต่างจากตัวถังปกติ โดยมากับชุดหน้าปัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว พวงมาลัยทรงใหม่ รวมทั้งหน้าจอตรงกลางที่มีให้เลือกแบบขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 10.25 นิ้ว (ขนาด 7 นิ้วจะเป็นมาตรฐาน) อีกทั้งยังมีการติดตั้งระบบInfotainment MBUX ที่มากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ซึ่งสามารถเริ่มสั่งการทำงานด้วยการพูดคีย์เวิร์ดคำว่า "Hey Mercedes" และตามด้วยคำสั่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ทัชแพดตรงคอนโซลกลางสำหรับควบคุมหน้าจอ

  ก็เหมือนกับตัวปกติอีกเช่นเคย ในตัวถัง Coupe จะมีขุมพลังให้เลือกหลายหลายแบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินความจุ 2.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 197 แรงม้าในรหัส GLC200 และ พละกำลังสูงสุด 258 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร ในรหัส GLC300

   ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 สูบที่มีพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้าในรหัส GLC200d , พละกำลังสูงสุด 191 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ในรหัส GLC220d และพละกำลังสูงสุด 241 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ในรหัส GLC300d 

  ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้น มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่หลายอย่าง อย่างระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้า Active Distance Assist Distronic, ระบบช่วยบังคับเลี้ยว Active Steering Assist, ระบบช่วยเตือนการขับรถให้อยู่ในช่องเดินรถ Active Lane Keeping Assist, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา Active Blind Spot Assist และระบบเปลี่ยนช่องจราจรเมื่อเกิดเหตุคับขัน Active Lane Change Assist

  Mercedes-Benz GLC Coupe Minor Change จะวางขายในสหรัฐฯช่วงปลายปีนี้ ส่วนตลาดเมืองไทยนั้นจะมีการเปิดตัวเมื่อไหร่ต้องติดตามชม

ภาพจาก Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ
  

Like Box