วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ส่อง Toyota Sienta Minor Change โฉมญี่ปุ่น คาดพี่ไทยเปิดตัวปีหน้า

    เมื่อช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการเปิดตัว Toyota Sienta รถมินิ MPV 3 แถว 7 ที่นั่งประตูสไลด์ที่ได้รับการปรับโฉมภายนอกใหม่ให้มีความทันสมัยและสดใหม่ขึ้น 

  ดีไซน์ภายนอกจะมีการปรับปรุงรายละเอียดในส่วนของไฟหน้าใหม่ รวมทั้งกระจังหน้าที่ออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มีการปรับรายละเอียดของไฟท้ายใหม่ สำหรับสีตัวถังภายนอกมีให้เลือกมากมาย โดยมีทั้งสีแบบโมโนโทน 10 สีและแบบทูโทน 6 สี รวมถึงการนำเสนอสีเบจใหม่อีกด้วย

  ภายในห้องโดยสารยังคงมีดีไซน์เหมือนเดิมแต่มีการตกแต่งใหม่ให้ดูน่าสนใจขึ้น (เวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะมีดีไซน์คอนโซลไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นอินโดนีเซียที่ไทยนำเข้ามา) แต่มีสิ่งที่น่าสนใจคือการเพิ่มเวอร์ชั่น 2 แถว 5 ที่นั่งในรุ่นย่อย FUNBASE X และ FUNBASE G ส่งผลให้มีเนื้อที่ในการจุสัมภาระด้านหลังเพิ่้มขึ้น รองรับสัมภาระที่มีความยาวสูงสุดได้ถึง 2,065 มิลลิเมตร สามารถยัดจักรยานเสือภูเขาขนาด 26 นิ้วจำนวน 2 คันได้แบบสบายๆ บริเวณด้านหลังยังมีจุดยืดหลายจุดเพื่อรองรับสัมภาระรูปแบบต่างๆได้

   ทางด้านเครื่องยนต์ของ Toyota Sienta Minor Change จะมีให้เลือก 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 1NZ-FE พละกำลังกำลังสูงสุด 103 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 132 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรไฮบริด 1NZ-FXE พละกำลังสูงสุด 74 แรงม้า (PS) ที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 111 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 – 4,400 รอบ/นาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 2LM พละกำลังสูงสุด 61 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 169 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
- เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรไฮบริด 2NR-FXE พละกำลังสูงสุด 109 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 136 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ 2LM พละกำลังสูงสุด 61 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 169 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

   ทางด้านระบบความปลอดภัย นอกจากชุดระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense ที่มีการติดตั้งมาให้แล้ว ก็ยังมีการเพิ่มระบบ Intelligent Clearance Sonar ซึ่งจะตรวจจับสิ่งกีดขวางและช่วยเบรกให้อัตโนมัติเมื่อเหยียบคันเร่งและเบรกพลาด และยังมีการปรับปรุงฟังก์ชั่นตรวจจับคนเดินเท้าให้สามารถตรวจจับเวลากลางวันได้ นอกจากนี้ยังมีกล้องมองภาพรอบทิศทางที่แสดงผลมุมมองด้านบนโดยมีให้เลือกเป็นออปชั่น

   สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่ติดตั้งมาให้ ก็คือระบบ Smart Lock Operation ทีช่วยล็อคประตูหลังล่วงหน้าขณะที่ผู้ขับขี่กำลังสั่งปิดประตูหลัง และยังเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบช่วยกันลืมของบริเวณหลังรถ โดยจะส่งข้อความเตือนไปยังจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID บนหน้าปัดเมื่อประตูหลังถูกเปิดหรือปิดก่อนการดับเครื่องยนต์

   Toyota Sienta Minor Change มีราคาเริ่มต้นในญี่ปุ่นตั้งแต่ 1,770,600 - 2,532,000 เยน หรือประมาณ 523,000-747,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี สำหรับตลาดเมืองไทยนั้นก็คงต้องรอการเปิดตัวในประเทศอินโดนีเซียก่อน ซึ่งคาดว่าในช่วงต้น-กลางปีหน้าน่าจะได้สัมผัสกัน

ที่มา Toyota Japan

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Nissan Murano Minor Change ปรับโฉมให้อเนกประสงค์ดีไซน์โฉบเฉี่ยว และแน่นอนไทยไม่มีขาย!

  ค่าย Nissan ในตลาดสหรัฐฯได้ทำการเปิดตัว Nissan Murano Minor Change เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งมีการปรับดีไซน์ให้ทันสมัยขึ้นและเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆเข้ามาหลายรายการ

   ภายนอกบริเวณด้านหน้าจะมากับไฟหน้าแบบ LED ที่ปรับปรุงรายละเอียดใหม่พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคมและมีไฟ LED Light Guiding ทรงบูมเมอแรงภายในโคม กระจังหน้ายังคงใช้รูปแบบ V-Motion แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดใหม่ ในขณะที่กันชนหน้ายังมีการปรับปรุงกรอบไฟตัดหมอกใหม่ทรงสามเหลี่ยมพร้อมด้วยไฟตัดหมอก LED เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้าย LED ที่ปรับรายละเอียดใหม่ นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยขนาด 18 และ 20 นิ้วลายใหม่มาด้วยเช่นกัน

  สำหรับสีตัวถังจะมีตัวเลือก 3 สีใหม่ ได้แก่ สีส้ม Sunset Drift Chromaflair, สีน้ำตาล Mocha Almond Pearl และสีน้ำเงิน Deep Blue Pearl

  สำหรับภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เดิมซึ่งมีดีไซน์ที่ดูสวยงามเรียบง่ายตามสไตล์ Nissan สำหรับรุ่นท็อปสุดอย่าง Murano Platinum จะมากับเบาะนั่งหุ้มหนังแบบกึ่งหนังแท้อะนิลินพร้อมตกแต่งด้วยรายละเอียด Diamond-Quilted ที่ตัวเบาะ อีกทั้งยังมีการตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Dark Wood บริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และที่วางแขน ส่วนรุ่นรองลงไปอย่าง Murano S,SV และ SL จะตกแต่งด้วยวัสดุสี Metallic และลายไม้แบบ  Light Wood 

  รุ่น SL ขึ้นไปจะติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ Nissan Connect และมีการปรับปรุงระบบนำทางใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับการแสดงผลเป็นภาพตึกและอาคารแบบ 3 มิติ ภาพถ่ายดาวเทียม รวมทั้งข้อมูลการจราจร และความสามารถในการค้นหาข้อมูลออนไลน์ในจุดที่น่าสนใจ

   เครื่องยนต์ของรถยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 3.5 ลิตรที่มากับพละกำลังสูงสุด 263 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 325 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

  ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้น Murano ทุกรุ่นจะติดตั้งระบบกันลืมเด็กหรือสัมภาระที่เบาะด้านหลัง Rear Door Alert , ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่อัจฉริยะ Intelligent Driver Alertness systems นอกจากนี้ยังมากับชุดระบบความปลอดภัย Safety Shield 360 ที่ประกอบด้วยระบบเบรกอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนน  Automatic Emergency Braking with Pedestrian Detection , ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning , ระบบแจ้งเตือนขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert , ระบบเตือนไม่ให้รถออกนอกเลน Lane Departure Warning , ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist และระบบช่วยเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง Rear Automatic Braking

  Nissan Murano Minor Change วางจำหน่ายแล้วในตลาดสหรัฐฯ ในราคาตั้งแต่ 31,270 - 45,130 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,014,000 - 1,463,000 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี และแน่นอนว่ารุ่นนี้ไม่มีขายในไทยครับ

ที่มา Carscoops 

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ชมภาพรถทดสอบ All-New Nissan Sylphy กับรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวสะกดสายตามากขึ้น

  คอมแพกต์ซีดานของ Nissan อย่าง Sylphy ก็ถือว่ามีอายุอานามมากซึ่งก็ได้เวลาเปลี่ยนโฉมใหม่เพื่อต่อกรกับคู่แข่งแล้ว ซึ่งล่าสุดก็มีการเผยแพร่ภาพแอบถ่ายว่าที่ All-New Nissan Sylphy จากเว็บไซด์ของฝั่งประเทศจีน

  แม้ตัวรถจะมีการพรางด้วยสติ๊กเกอร์สีดำอย่างหนาแน่น แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่า Sylphy โฉมใหม่จะได้รับแรงบันดาลใจจาก Nissan Altima โฉมล่าสุดแต่มีการปรับให้ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการออกแบบที่มากับกระจังหน้าทรง V-Motion อันเป็นเอกลักษณ์ของ Nissan ยุคนี้ 

   รายละเอียดนั้นจะประกอบด้วยไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูเรียวสวยงาม กระจกประตูด้านข้างดีไซน์ใหม่ที่ดูเหมือนจะออกแบบแนวหลังคารถช่วงเสา C มาแนว Floating Roof ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้ายที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิมเช่นกัน ส่วนภาพภายในห้องโดยสารยังไม่มีหลุดออกมา ณ ตอนนี้

  ทางด้านขุมพลังนั้นยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ก็น่าจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 และ 1.8 ลิตร หรืออาจจะเป็นเครื่องบล็อกใหม่ที่ลดความจุลงมาแต่ใส่เทอร์โบเพิ่มตามเทรนด์รถยุคใหม่ ส่วนระบบส่งกำลังน่าจะหนีไม่พ้นเกียร์อัตโนมัติ CVT และแน่นอนว่าต้องมีเกียร์ธรรมดามาให้ด้วย

  คาดว่า All-New Nissan Sylphy น่าจะมีการเผยโฉมในตลาดโลกช่วงต้น-กลางปีหน้า ส่วนชาวไทยก็มีแววสูงที่จะได้ใช้โฉมนี้แบบไม่ต้องรอนาน ซึ่งก็น่าจะได้สัมผัสราวๆปี 2020 ครับ หวังว่า Nissan เมืองไทยจะไม่บ้าจี้ลากขาย Sylphy โฉมเดิมต่อก็แล้วกัน

ภาพจาก chejiahao.autohome.com.cn

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

Mercedes-AMG GT R Pro อีกรุ่นย่อยใหม่สุดพิเศษ พร้อมปรับอุปกรณ์ใน AMG GT รุ่นอื่นๆ

  เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางค่าย Mercedes-Benz ได้ทำการเผยโฉมรถสปอร์ตระดับท็อปอย่าง Mercedes-AMG GT R Pro ที่ได้รับการอัปเกรดความร้อนแรงให้เทียบเท่ารถสนามแข่งมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีการปรับอุปกรณ์ใน AMG GT รุ่นอื่นๆด้วย

  เริ่มที่รุ่นใหม่ล่าสุด AMG GT R Pro ที่ได้รับการออกแบบโดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของรถทัดเทียมกับรถในสนามแข่งมากขึ้น สร้างขึ้นภายใต้ประสบการณ์ของการทำรถแข่งไม่ว่าจะเป็น AMG GT3 และ GT4 สิ่งที่รุ่น Pro มีโดดเด่นกว่ารุ่นอื่น ๆ ก็จะมี ชุดระบบช่วงล่างหรือระบบกันสะเทือนที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง และ ออกแบบให้มีแอโร่ไดนามิกมากขึ้น

 โดยทาง Mercedes-AMG ได้พัฒนาชุดคอยล์โอเวอร์ใหม่สำหรับ GT R Pro ที่สามารถปรับการยุบและยืดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีการติดตั้งแถบทอร์ชั่นบาร์แบบปรับได้ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณเพลาหน้า รวมทั้งชุดบาร์เหล็กบริเวณข้างหลังรถ นอกจากนี้ AMG GT R Pro ยังมาพร้อมกับตลับลูกปืนทรงกลม Uniball ไม่เพียงแต่บนปีกนกล่างด้านหลังเช่น AMG GT R รุ่นปกติแต่ยังรวมถึงบนปีกนกบนเช่นกัน และมีพื้นตัวถังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งทางผู้ผลิตให้สัญญาว่ามีการปรับปรุงความแข็งแกร่งและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากขึ้นกว่าเดิม

    Mercedes-AMG GT R Pro ยังได้รับการติดตั้งชุดเบรกคอมโพสิตเซรามิกเป็นมาตรฐานและมาพร้อมกับล้อ AMG Performance น้ำหนักเบาพิเศษพ่นสีเทาไทเทเนียม นอกจากนี้ภายนอกของรถยังมีการตกแต่งใหม่หลายจุด โดยมีการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองข้าง หรือสปอยเลอร์หลัง 

   เช่นเดียวกับ AMG GT R รุ่นปกติ ในตัว Pro จะติดตั้งเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ความจุ 4.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 585 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตรที่ 1,900-5,500 รอบ/นาที

  ไม่ใช่แค่การแนะนำรุ่น AMG GT R Pro ใหม่อย่างเดียวเท่านั้น ใน AMG GT รุ่นอื่นๆก็ได้มีการปรับปรุงอุปกรณ์ภายนอกใหม่เพิ่มเติมอีกด้วยเช่นกัน โดยมาการปรับปรุงรายละเอียดที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก AMG GT 4-Door Coupe ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า LED ที่ปรับปรุงรายละเอียดใหม่ รวมทั้งด้านท้ายที่มากับครีบรีดอากาศและท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกล้อลายใหม่ด้วย

   ภายในห้องโดยสารยังมีการเปลี่ยนแปลงใหม่หลายๆจุดเช่นกัน เริ่มที่แผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วเป็นมาตรฐาน พร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้วที่คอนโซลกลาง แผงหน้าปัดจะมีรูปแบบการแสดงผลที่แตกต่างกันจำนวนมากรวมถึงโหมด 'Supersport' ที่สามารถแจ้งเตือนกับผู้ขับขี่ได้ว่าเมื่อใดที่ผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนเกียร์ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนปุ่มกดใหม่บริเวณช่วงฐานเกียร์อีกด้วย และที่ขาดไม่ได้ก็คือพวงมาลัย AMG ทรงใหม่เหมือนที่ใช้ในรถตระกูล AMG รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น

   นอกจากนี้ยังมีการแนะนำโหมดการขับขี่ใหม่ "AMG DYNAMICS" ระบบนี้สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของรถตามการขับขี่ของผู้ขับขี่และระบบเซ็นเซอร์ Mercedes กล่าวว่าระบบนี้จะให้ความรู้สึกในการขับขี่อย่างแท้จริง ด้วยการเข้าโค้งและการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมรวมถึงมีเสถียรภาพสูงและการควบคุมที่สามารถคาดการณ์ได้

   เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีชุดระบบ AMG Track Pack ที่เป็นส่วนหนึ่งของชุดระบบ COMAND Infotainment เมื่อมีการใช้งานระบบนี้ตรวจจับและบันทึกชุดข้อมูลการขับขี่ในแต่ละครั้งเพื่อวิเคราะห์และสามารถนำไปพัฒนาทักษะการขับขี่ได้

   ขุมพลังก็ยังคงเหมือนเดิม โดยใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ที่มีพละกำลังแตกต่างกันตามแต่ละรุ่น ได้แก่
- Mercedes-AMG GT พละกำลัง 476 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 630 นิวตัน-เมตร
- Mercedes-AMG GT S พละกำลัง 522 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตัน-เมตร
- Mercedes-AMG GT C พละกำลัง 558 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 680 นิวตัน-เมตร
- Mercedes-AMG GT R พละกำลัง 580 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เผยโฉม All-New Subaru Forester รุ่นผลิตในประเทศไทย พร้อมส่งมอบเดือน มี.ค. ปีหน้า

   ภายในงาน Motor Expo 2018 ที่ผ่านมา ค่าย Subaru ได้ทำการเผยโฉม All-New Subaru Forester ในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นแรกของค่ายที่มีการผลิตในไทย โดยการส่งมอบรถจะเริ่มขึ้นในช่วงมีนาคมปี 2019 สำหรับผู้จอง 99 คนแรกจะได้รับสิทธิ์เยี่ยมชมโรงงานของ Subaru ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังด้วย

     ดีไซน์ภายนอกยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบจากรุ่นที่แล้วไว้อยู่ แต่ก็ได้ขัดเกลาให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้น เราจะพบกับไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของค่าย กันชนหน้าออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้นและรับกับชุดกระจังหน้า ด้านข้างมีดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับรุ่นที่แล้วแต่ขัดเกลาให้มีความโค้งมนมากขึ้น ออกแบบเส้นสายบนตัวถังให้ดูมีมิติและมีมัดกล้ามมากขึ้น ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่จะมากับโคมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้ดูมีลูกเล่นกว่าเดิม

  All-New Subaru Forester ได้รับการออกแบบให้มีขนาดที่ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิม จะมีขนาดความยาว 4,625 มิลลิเมตร กว้าง 1,815 มิลลิเมตร สูง 1,730 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,670 มิลลิเมตร และมีระยะความสูงจากพื้นรถ 220 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถอยู่ระหว่าง 1,533-1,545 กิโลกรัม

   เครื่องยนต์นั้นจะทำการติดตั้งเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตรแบบลูกสูบนอน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง พละกำลังสูงสุด 156 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT มากับระบบกันสะเทือนหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังแบบปีกนกคู่ ระบบเบรกหน้าและหลังเป็นดิสก์เบรกพร้อมครีบระบายความร้อน

  สำหรับรายละเอียดตัวรถสามารถอ่านได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

รุ่น 2.0 i-L ราคา 1,330,000 บาท
- ไฟตัดหมอกหน้า
- ที่ฉีดล้างน้ำไฟหน้า
- ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบฮาโลเจน
- ไฟหน้า LED แบบปรับระดับอัตโนมัติ
- ไฟหน้าแบบอัตโนมัติ
- กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED
- ไฟเลี้ยวแบบ One Touch
- กระจังหน้าแบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ


- ที่ปัดน้ำฝนแบบมีเซ็นเซอร์ตรวจจับหยดน้ำฝนอัตโนมัติ
- ไฟตัดหมอกหลัง
- ราวหลังคา
- สปอยเลอร์หลังคา
- เสาอากาศแบบครีบฉลาม
- ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วพร้อมยาง 225/60R17
- ระบบเครื่องเสียงแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วพร้อมระบบนำทาง
- ระบบแฮนด์ฟรีรองรับ Bluetooth
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone
- เบรกมือไฟฟ้า
- หน้าจออเนกประสงค์ประสิทธิภาพสูง
- พวงมาลัยอเนกประสงค์พร้อมระบบควบคุมความเร็วคงที่
- ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
- ระบบเข้าสู่รถด้วยรหัส PIN
- เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า
- ที่พักแขนเบาะหลังพร้อมที่วางแก้ว
- กล้องจับภาพด้านหลัง
- เบาะหลงแบบปรับเอนได้
- แผ่นปิดห้องสัมภาระด้านหลังแบบถอดได้
- เซ็นเซอร์ถอยหลัง
- ระบบ SI-Drive
- ระบบ Smart Entry และ Push Start
- พวงมาลัยแบบปรับระดับ 4 ทิศทาง
- ช่องเสียบ USB และช่องเสียบเครื่องเล่นเพลง
- X-Mode
- เบาะหลังแบบพับได้ในอัตราส่วน 60:40
- เบาะหนัง
- ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ AVH
- เบรก ABS แบบ 4 Sensors/4 Channels พร้อมระบบกระจายแรงเบรก
- ระบบควบคุมแรงบิดอัตโนมัติขณะเข้าโค้ง
- ระบบเสริมแรงเบรก
- ระบบป้องกันคันเร่งค้าง
- ระบบยับยั้งการทำงานของเครื่องยนต์
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VDC
- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉิน
- จุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ISOFIX
- ระบบแป้นเหยียบนิรภัย
- คานนิรภัยเสริมความแข็งแรงบริเวณประตูข้าง
- ถุงลมนิรภัย SRS ด้านข้าง ด้านหน้า และม่านถุงลม
- ถุงลมนิรภัย SRS ป้องกันเข่า

รุ่น 2.0 i-S ราคา 1,380,000 บาท (เพิ่มเงินจากรุ่น 2.0 i-L 50,000 บาท)
- ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
- ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED
- ไฟหน้า LED แบบปรับระดับอัตโนมัติ
- ไฟหน้าแบบปรับทิศทางตามการเลี้ยว
- ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยาง 225/55R18
- ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั่นบันทึกตำแหน่ง
- Special X-Mode
ระบบช่วยเตือนในการเปลี่ยนเลน
- ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ

รุ่น 2.0 i-S ES ราคา 1,450,000 บาท (เพิ่มเงินจากรุ่น 2.0 i-L 70,000 บาท)
- เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ Eyesight
 * ระบบเบรกและจัดการกำลังเครื่องยนต์ก่อนชน
 * ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงหรือออกจากช่องทางขับ
 * ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแปรผันและการเตือนรถคันหน้าออกตัว
- กระจกมองข้างพร้อมระบบไล่ฝ้า
- จอแสดงมุมมองภาพด้านข้าง


Like Box