วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Honda ประกาศยุติการผลิตรถที่ฟิลิปปินส์เดือนมีนาคมนี้ เหตุเพราะยอดตก

   ค่าย Honda ได้ออกประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าจะยุติการผลิตในประเทศฟิลิปปินส์ภายในเดือนหน้า (มีนาคม) แต่แน่นอนว่าการจำหน่ายนั้นยังคงมีเหมือนเดิม อย่าเข้าใจผิดว่ายุติการผลิตและการขายแบบแบรนด์ Chevrolet ในประเทศไทย

   โดยทาง Honda Cars Philippines, Inc. (HCPI) เป็นผู้ออกประกาศนี้ บริษัทจะปิดโรงงานผลิตใน Sta Rosa, Laguna ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนมีนาคม โรงงานแห่งนี้เป็นที่รู้จักในการผลิต Honda BR-V และ City

  ทาง HCPI ให้เหตุผลของการปิดโรงงานนี้ว่า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของ Honda ในประเทศฟิลิปปินส์ในด้านราคาและคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม Honda จึงพิจารณาการจัดสรรและการกระจายทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หลังจากพิจารณาถึงความพยายามในการปรับการดำเนินการผลิตให้เหมาะสมกับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทำให้ Honda จึงตัดสินใจที่จะปิดการดำเนินการผลิตของ HCPI โดยทาง HCPI จะยังคงดำเนินการขายรถยนต์และบริการหลังการขายในฟิลิปปินส์ต่อไปโดยใช้เครือข่ายภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียของ Honda หมายถึงว่าจะเปลี่ยนจากผลิตในประเทศเป็นการนำเข้ามาขายแทน

 ทางบริษัทกล่าวว่ามีพนักงานประมาณ 650 คนในโรงงานนี้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าพนักงานเหล่านี้จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ชี้แจงซ้ำว่าการขายรถยนต์และบริการหลังการขายจะยังคงดำเนินต่อไป

  นั่นถือเป็นคำชี้แจงที่สวยหรูจาก HCPI แต่มีรายงานข่าวว่า ในปี 2019 ที่ผ่านมา บริษัทมีการผลิตรถแค่ 7,000 คันเท่านั้น จากที่มีกำลังการผลิตถึง 30,000 คัน/ปี 

 หลังจากประกาศปิดโรงงาน กลุ่มแรงงาน Defend Jobs Philippines อ้างว่ามีคน 387 คนที่จะตกงานทันทรเมื่อปิดโรงงาน กลุ่มนี้ยังกล่าวถึงผลกระทบอีกว่า ยังมีพนักงานจาก 60 บริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์จัดหาชิ้นส่วนให้ก็จะโดนผลกระทบนี้ด้วย

   กลุ่ม Defend Jobs Philippines ยังบอกอีกว่าได้ขอให้นาย Silvestre Bello III รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ให้ "เข้าตรวจสอบโดยตรง รวมทั้งดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นกลางและทำอย่างละเอียดที่สุด" 

  “รัฐบาลของเราต้องไม่อนุญาตให้มีการปิดโรงงาน HCPI โดยไม่ต้องผ่านการประเมินที่เหมาะสม แต่ควรพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่เป็นองค์รวมของแรงงานชาวฟิลิปปินส์ด้วย” Thadeus Ifurung หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม Defend Jobs Philippines กล่าว 

  อย่างที่รู้กันคือ Honda นั้นมีฐานการผลิตที่ใหญ่ในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  และในปีที่แล้วทาง Honda ได้มีการประกาศปรับโครงสร้างทั่วโลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับปรุงกำลังการผลิตทั่วโลกและการจัดการฐานการผลิต โดยที่ผ่านมาได้มีการประกาศยุติการผลิตในสหราชอาณาจักร ตุรกีและอาร์เจนตินา

  ในประเทศฟิลิปปินส์ ทาง Honda ได้ประสบปัญหายอดขายชะลอตัวลงทั่วโลกหลังจากที่รัฐบาลเรียกเก็บภาษีซื้อรถยนต์ในปี 2018 และเมื่อปีที่ผ่านมา Honda ฟิลิปปินส์ทำยอดขายได้ที่ 20,338 คันใน ลดลงจากก่อนหน้า 12.7%

  และก่อนหน้านี้ปี 2012 ทาง Honda ได้ยุติการผลิตรถยนต์รุ่น Civic ที่ฟิลิปปินส์มาแล้ว โดยเลือกนำเข้าจากประเทศไทยแทน

ที่มา Global Honda / CNN Philippines / 

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ส่อง Volvo S90 & V90 Minor Change เน้นชูเครื่องยนต์ Hybrid ไม่เน้นปรับดีไซน์

   ค่าย Volvo ได้ทำการเผยโฉม S90 และ V90 ที่มีการปรับโฉม Minor Change กลางอายุตลาด แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นคงต้องใช้สายตาเพ่งเล็งกันนิดนึง เพราะมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ที่ไม่ค่อยจะแตกต่างจากรุ่นเดิมมากนัก

   ภายนอกเท่าที่เห็นจะมากับการปรับเปลี่ยนดีไซน์กันชนหน้าใหม่เล็กน้อยและกรอบไฟตัดหมอกใหม่ เช่นเดียวกับด้านท้ายที่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดไฟท้ายแบบ LED ใหม่ให้ดูสวยทันสมัยขึ้นพร้อมทั้งมีไฟเลี้ยวด้านท้ายแบบ Sequantial นอกจากนั้นแล้วยังมีตัวเลือกสีใหม่และล้อลายใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย

   ภายในห้องโดยสารก็ยังคงดีไซน์เดิม แต่มีไฮไลต์คือ ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพงจาก Bowers และ Wilkins ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าจะมอบประสบการณ์เสียงในรถยนต์ที่ดียิ่งขึ้น มากับแอมพลิฟายเออร์ที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ ระบบตัดรบกวนที่เข้ามาภายในรถอัตโนมัติ และ การตั้งค่าเสียงแบบใหม่

  ทาง Volvo ยังเพิ่มระบบ Advanced Air Cleaner ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาค PM 2.5 ที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกสำหรับตลาดจีนโดยเฉพาะ โดยอนุญาตให้ผู้ขับขี่ตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในรถผ่านหน้าจอกลาง เมื่อผู้ขับขี่ต้องการเครื่องฟอกอากาศขั้นสูง สามารถทำความสะอาดอนุภาคขนาดเล็กเกือบทั้งหมดในห้องโดยสารได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

   นอกจาก S90 และ V90 ที่ติดตั้งระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง Bowers & Wilkins ใหม่และเทคโนโลยี Advanced Air Cleaner แล้ว ในตระกูล 90 และ 60 รุ่นอื่นๆก็ติดตั้งให้ด้วยเช่นกัน จุดชาร์จพอร์ต USB-C 2 ตำแหน่งที่ด้านหลัง ตอนนี้เป็นมาตรฐานในรถตระกูล 90 และ 60 ของ Volvo ทุกรุ่นแล้ว ในขณะที่ที่ชาร์จแบบไร้สายนั้นมีให้แทบทุกรุ่นของ Volvo

   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ รถยังมากับตัวเลือกเบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าขนสัตว์ที่ได้รับการตัดเย็บเป็นพิเศษซึ่งก่อนหน้านี้มีให้เลือกครั้งแรกใน XC90 เมื่อปีที่ผ่านมา และมีตัวเลือกการตกแต่งที่ปราศจากหนังในเกรดบนๆให้เลือกด้วย

     ทางด้านขุมพลังนั้น ทุกตัวถังจะมีทางเลือกขุมพลังแบบ Mild Hybrid 48V ให้เลือกที่ทาง Volvo กล่าวว่าจะช่วยลดการบริโภคเชื้อเพลิงได้ถึง 15% และลดการปล่อยไอเสียอีกด้วย และแน่นอนว่ามี Plug-In Hybrid ให้เลือกด้วย ขุมพลังทั้งหมดจะมีดังนี้
- B4 Mild Hybrid พละกำลัง 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 149-176 กรัม/กม.
- B5 Mild Hybrid  พละกำลัง 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 149-176 กรัม/กม.
- B6 Mild Hybrid AWD พละกำลัง 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 173-200 กรัม/กม.
- T6 Plug-In Hybrid AWD พละกำลัง 340 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 590 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 38-57 กรัม/กม.
- T8 Plug-In Hybrid AWD พละกำลัง 390 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 640 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 38-57 กรัม/กม.

  นอกจากนี้แล้วยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซลอีกด้วย
- D3 พละกำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 147-171 กรัม/กม. (รุ่นเกียร์ธรรมดาจะปล่อยไอเสีย 138-163 กรัม/กม.)
- D3 AWD พละกำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 169-185 กรัม/กม.
- D4 พละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 147-171 กรัม/กม. (รุ่นเกียร์ธรรมดาจะปล่อยไอเสีย 143-159 กรัม/กม.)
- D5 AWD พละกำลัง 235 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ค่าการปล่อยไอเสีย 169-189 กรัม/กม.

  สุดท้ายต้องมารอชมว่า Volvo S90 Minor Change จะมีการเปิดตัวในไทยตอนไหน ส่วน V90 และ V90 Cross Country คงมีโอกาสน้อยที่จะมา

ที่มา Carscoops / Volvo

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ส่อง Chevrolet Menlo ครอสโอเวอร์ไฟฟ้าสำหรับตลาดมังกร

  แม้ว่าทาง GM จะประกาศยุติการทำตลาดและผลิตรถในประเทศไทย รวมทั้งประเทศในแถบเอเชียหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศในเอเชียจะเน้นแค่ตลาดจีนที่ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ที่เดียว ล่าสุดก็เพิ่งแนะนำรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ในชื่อ "Chevrolet Menlo"

   รถคันนี้ถูกโชว์ตัวครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ที่ผ่านมา ที่งานแสดงรถยนต์กวางโจว ตอนนี้รถ EV คันแรกของ Chevrolet ในประเทศจีนได้ฤกษ์จำหน่ายแล้วโดยมี 4 รุ่นย่อยและจำหน่ายที่กรุงปักกิ่งเท่านั้น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 159,900-179,900 หยวน (ประมาณ 721,000-811,000 บาทไทย) เป็นราคาที่ตั้งโดยหักจากเงินสนับสนุนรถไฟฟ้าใหม่ของจีนเรียบร้อยแล้ว

   Chevrolet Menlo ได้รับการนิยามว่าเป็นรถครอสโอเวอร์ที่มีทรวดทรง “ดูสปอร์ตเหมือนรถซีดาน” นับว่าเป็น "การผสมผสานสไตล์ที่ลงตัวระหว่างครอสโอเวอร์และสปอร์ตคูเป้"

   ไฮไลต์ที่น่าสนใจภายนอกประกอบด้วย ไฟหน้า LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อม DRL ในโคม, กระจังหน้าแบบปิด, กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต, ไฟท้าย LED และการออกแบบแนวหลังคา Floating Roof ช่วงเสา C  และล้อแบบ Dual Tone ขนาด 17 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารมากับคอนโซลที่ดูสวยงามไม่แพ้ภายนอก มากับหน้าจอสัมผัสแบบ LCD ขนาด 10.1 นิ้วพร้อมรองรับระบบอินโฟเทนเมนต์ MyLink + และแผงหน้าปัด TFT LCD ขนาด 8 นิ้ว รถยังรองรับการอัพเดทแบบ over-the-air (OTA), รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Baidu CarLife รวมถึงฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอื่นๆ ได้แก่ ระบบการควบคุมระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบจดจำเสียงอัจฉริยะ

   พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นเดียวกับช่องเก็บของมากถึง 28 จุด และมีพื้นที่เก็บสัมภาระ 1,077 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลง นอกจากนี้ยังมากับหลังคา Panoramic Roof ขนาด 1.147 ตารางเมตร ที่ทำจากกระจกลามิเนตที่เก็บเสียงและบุฉนวนกันความร้อนที่สามารถทนรังสี UV ได้ถึง 96 %

   ขุมพลังจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ด้วยกระแสไฟฟ้าที่มาจากชุดแบตเตอรี่ขนาด 52.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง Chevrolet กล่าวว่ารถคันนี้จะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 13.1 kWh  ต่อ 100 กม. ทำให้ Menlo สามารถวิ่งได้ระยะทางมากสุดถึง 410 กม. (255 ไมล์) เมื่อชาร์จแบตเต็ม ด้วยความเร็วคงที่ ตามมาตรฐาน NEDC  (New European Driving Cycle) 

  แบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 40 นาทีโดยใช้ชุดชาร์จเร็วแบบกระแสตรง (DC)  โดย Chevrolet Menlo จะมีโหมดการขับขี่ 3 โหมด Economical, Normal และ Sporty และโหมดประหยัดพลังงานอีก 3 โหมด ได้แก่ Llight free recovery, Medium efficient recovery และ Strong energy recovery

  ความปลอดภัยของรถจะติดตั้งโปรแกรมรักษาเสถียรภาพทางอิเล็กทรอนิกส์ (ESP) ของ Borsch 9.3 ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Alert, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning, ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตาด้านข้าง Side Blind Zone Alert, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Automatic Parking Assist, ระบบตรวจวัดระยะห่างจากรถคันหน้า Following Distance Indicator และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System

  นับว่าเป็นอีกหนึ่งรถที่ค่อนข้างน่าสนใจ เสียดายที่แบรนด์นี้กำลังจะจากตลาดไทยไปแล้ว

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Mercedes-AMG GLE 63 Coupe ครอสโอเวอร์คูเป้พันธุ์แรงท้าชน BMW X6 M

   ค่ายตราดาวเผยโฉมอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์คูเป้ตัวแรง Mercedes-AMG GLE 63 4MATIC+ Coupe และ GLE 63 S 4MATIC+ Coupeที่มาพร้อมกับรูปทรงที่โดดเด่นพร้อมสมรรถนะที่น่าประทับใจ ก่อนจะมีการนำไปเปิดตัวภายในงาน Geneva Motor Show 2020 ที่จะเริ่มต้นเดือนมีนาคมนี้

  ก็เช่นเดียวกับ AMG GLE 63 ตัวถังปกติที่เปิดตัวปลายปีที่ผ่านมา ตัว Coupe จะโดดเด่นด้วยกระจังหน้าซี่ลวดตรงอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวแรง AMG เฉพาะ พร้อมทั้งกันชนหน้าดีไซน์ดุที่มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ รวมทั้งล้อ AMG ขนาดใหญ่ 21 นิ้วสำหรับ GLE 63 และ 22 นิ้วสำหรับ 63 S และมีออปชั่นล้อขนาด 21-22 นิ้วลายอื่นให้เลือกด้วย ด้านหลังได้กันชนดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบรายละเอียดเฉพาะของ AMG 

  ลูกค้าสามารถเพิ่มความดุดันของ SUV คันนี้ได้ด้วยแพ็คเกจ AMG Night ที่จะมาพร้อมกระจกสีเข้ม ลิ้นกันชนหน้าสีดำ ชุดตกแต่งกันชนด้านหน้าและด้านหลังสีดำ กระจกมองข้างสีดำ ขอบหน้าต่างรถและสเกิร์ตด้านข้าง รวมทั้งปลายท่อใหม่สีดำมันวาว

   ทุกรุ่นจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V8 Bi-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุด 571 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตรที่ 2,250-5,000 รอบ/นาที 

   ในขณะที่เวอร์ชั่นแรงพร้อมอักษร S ห้อยท้าย จะได้กำลังเพิ่มเป็น 612 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดมากถึง 850 นิวตันเมตรที่ 2,500-4,500 รอบ/นาที 

  ทั้งสองนี้ยังมากับระบบ Mild Hybrid 48 โวลต์ ที่จะทำงานร่วมกับ EQ Boost Starter-Alternator โดยส่งมอบกำลังเพิ่มเติม 22 แรงม้าในชั่วขณะหนึ่ง ส่งกำลัง ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด TCT 9G มีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้ง  M, Sport, Sport+ และพิเศษในรุ่น S กับโหมด Race มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  AMG Performance 4Matic + พร้อมระบบช่วยกระจายแรงบิดไปแต่ละล้อ สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.0 วินาที ขณะที่รุ่น S ใช้เวลาแค่ 3.8 วินาที มากับท็อปสปีด 250 กม./ชม. และ 280 กม./ชม. ใน GLE 63 S

   ทั้งสองโมเดลยังติดตั้งช้ระบบควบคุมเฟืองท้ายด้านหลังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยลดการลื่นไถลของล้อด้านในระหว่างการเข้าโค้งเพื่อให้เกิดแรงดึงสูงสุด พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม AMG Ride Control + เป็นมาตรฐานพร้อมโช้คอัพที่ปรับได้แบบแปรผัน ADS + ช่วงล่างมีโหมดการควบคุมให้เลือกได้แก่ Normal, Sport, Sport +, Race, Trail และ Sand และยังรวมถึงการปรับระดับด้วยตัวเองด้วยระบบนิวเมติกทำให้ SUV สามารถรักษาระดับความสูงได้อย่างคงที่

   รถยังติดตั้งมีคาลิปเปอร์เบรคแบบ 6 สูบที่ด้านหน้าพร้อมดิสก์ขนาด 400 x 38 มม. และคาลิปเปอร์เบรคแบบลูกสูบเดี่ยวและดิสก์ 370 x 32 มม. ที่ด้านหลัง มีเบรกคาร์บอนเซรามิกเป็นออปชั่นเสริม

  Mercedes-AMG GLE 63 Coupe ยังไม่มีการประกาศราคาออกมาในขณะนี้

ที่มา Carscoops

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของข่าวสารยานยนต์ได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ชม All-New Peugeot Landtrek กระบะคันใหม่จากแดนน้ำหอม

  ค่าย Peugeot ได้วางแผนสำหรับเรื่องรถปิคอัพสำหรับตลาดเกิดใหม่มานานหลายปีแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ Peugeot มีกระบะขายในชื่อ Pickup ขายในตลาดแอฟริกา ตามรายละเอียดต่อไปนี้ Peugeot Pick Up กระบะจากแดนน้ำหอมขายแค่แอฟริกาเท่านั้น แต่ล่าสุดทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัวกระบะรุ่นใหม่หมดจดที่ดูดีกว่าเดิมขึ้นเป็นกอง

  กระบะคันใหม่นี้มาในชื่อ Peugeot Landtrek วางแผนที่จะเปิดตัวและจำหน่ายในแถบละตินอเมริกาและแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่าในช่วงปลายปีนี้ ส่วนตลาดเอเชีย ยุโรปและสหรัฐฯน่าจะอด มีรูปแบบตัวถัง แซสซีส์แค็บ, ตอนเดียว และ ดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู 

  รองรับน้ำหนักบรรทุกได้มากกว่าหนึ่งตัน และในบางรุ่นรองรับได้มาถึง 1.2 ตัน รุ่นแซสซีส์แค็บสามารถขายได้โดยไม่มีกระบะท้าย ทำให้สามารถเลือกซื้อกระบะพื้นเรียบติดเพิ่มเติมจึงสามารถซื้อแบบเลือกเปิดกระบะท้ายได้รอบด้าน 180 องศา

  กระบะคันนี้ใช้พื้นฐานกระบะจีน Changan Kaicheng F70 โดยด้านนอกของ Landtrek ได้รวมแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ที่กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มีโลโก้สิงโตอยู่ด้านหน้าโดยขนาบด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ สำหรับรุ่น 4 ประตูจะมีทั้งราวหลังคา, บันไดข้าง, โรลบาร์กระบะท้ายและกันชนท้าย ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้ายทรงสวย พร้อมโลโก้ "Landtrek" และ "Peugeot" บนฝาท้าย 

   ห้องโดยสารโดยเฉพาะรุ่น 4 ประตูสามารถรองรับได้สูงสุด 6 ที่นั่ง โดยมากับ 3 ที่นั่งที่ด้านหน้าและอีก 3 ที่นั่งที่ด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีเบาะนั่งคู่หน้าแบบแยกจากกันพร้อมที่เท้าแขนตรงกลางให้เลือก และราวจับภายในห้องโดยสาร 7 จุด ทำให้เข้า-ออกภายในห้องโดยสารสะดวก

  การออกแบบคอนโซลหน้าค่อนข้างสวยล้ำสมัยตามสไตล์ Peugeot โดยมากับพวงมาลัย 2 ก้านที่ได้รับแรงบันดาลใจจากครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด 3008 และระบบอินโฟเทนเมนต์พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay, Android Auto และ Bluetooth มีช่องเสียบ USB, ฮาร์ดไดรฟ์ 10 GB, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกโซนซ้าย-ขวาและหลายรายการ

  สำหรับระบบความปลอดภัยนั้น Peugeot Landtrek จะได้รับการติดตั้ง ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน , ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา, ระบบช่วยการขับขี่ขณะลงทางชัน Hill Descent Control, ระบบป้องกันการลื่นไถล Anti-slip Regulation และ ระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง Trailer Swing Control

   ขุมพลังจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร พละกำลัง 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 12.82 กม./ลิตร และมีเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรเทอร์โบชาร์จ พละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ยังไม่มีการประกาศตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองออกมา จะได้รับการติดตั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังเป็นมาตรฐาน แต่มีระบบ 4 × 4 ให้เลือกและมาพร้อมกับโหมด 4H และ 4L

Like Box