Like Box

วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

หลุด Toyota Harrier Minor Change ก่อนเปิดตัวในญี่ปุ่นมิถุนายนนี้

   Toyota มีแผนที่จะแนะนำ Toyota Harrier Minor Change ในตลาดญี่ปุ่นช่วงเดือนมิถุนายนปีนี้ และจะเปิดให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่นจองได้ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ แต่ล่าสุดก็มีภาพหลุดแคตตาล็อคของ Harrier Minor Change มาให้เราได้เห็นกันแล้ว

   การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดนั่นคือบริเวณกันชนหน้าที่มีการออกแบบตามสไตล์ของ Toyota ยุคใหม่ ดีไซน์กันชนชวนให้นึกถึง Toyota Camry 2015 และ Vios 2017 รวมทั้งมีการปรับรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ ย้ายตำแหน่งไฟตัดหมอก และมากับไฟหน้า LED ใหม่พร้อม Sequential Turn Indicators อีกทั้งยังมีล้ออัลลอยลายใหม่มาให้ด้วย ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นคาดว่าจะเปลี่ยนจอสัมผัสกลางใหม่จากขนาด 8 นิ้วเป็น 9.2 นิ้ว

   ขุมพลังนั้นก็น่าจะใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส 3ZR-FAE ความจุ 2.0 ลิตร N/A ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ตามด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส 2AR-FXE ความจุ 2.5 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบไฟฟ้า และนอกจากนี้ยังมีข่าวว่า Toyota จะแนะนำเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จใหม่ด้วย โดยจะมากับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และขับเคลื่อน 4 ล้อ

   สำหรับระบบความปลอดภัยก็จะทำการติดตั้งชุดระบบ Toyota Safety Sense P เพิ่มเติมอันประกอบด้วย ระบบตรวจจับยานพาหนะ Vehicle Detection, ระบบตรวจจับคนเดินเท้า Pedestrian Detection, ระบบช่วยปรับพวงมาลัย Steering Assist Function, Dynamic Radar Cruise Control, และระบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Full-Speed Range Dynamic Radar Cruise Control

   ส่วนเมืองไทยก็รอให้ญี่ปุ่นเปิดตัวสักพัก ก็น่าจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาขายครับ

ที่มา Indianautosblog
   
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

Toyota Sienna Minor Change มินิแวนขายดีของอเมริกาปรับโฉมแล้ว

  ที่เมืองไทยมี Mini MPV สุดแนวอย่าง Toyota Sienta วางขายอยู่ แต่ในตลาดอเมริกา Toyota ก็มี Minivan คันใหญ่ในชื่อ Sienna วางขาย (ชื่อแอบคล้าย Sienta ฉะนั้นอย่าสับสนกัน) และล่าสุด Toyota ในอเมริกาเพิ่งทำการปรับโฉมหน้าให้กับ Minivan ขายดีของพวกเขา


   ดีไซน์ภายนอกมีตามแนวการออกแบบ Keen Look ของ Toyota มีการปรับดีไซน์กระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ให้ดูทันยุคทันสมัยกว่าเดิม ในรุ่น Limited (คันสีน้ำเงิน) จะมาแนวเรียบหรูดูดี ส่วนรุ่น SE (คันสีดำ) จะมาแนวดุดันและสปอร์ต ตะแกรงกันชนหน้าจะดีไซน์คล้ายคลึงกับ Camry 2018 

   ภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ Entune 3.0 ของ Toyota มาพร้อมกับระบบนำทางและ  App Suite Connect เป็นมาตรฐาน สำหรับเกรด LE,SE และ XLE จะมีระบบอินโฟเทนเมนต์ Entune Audio Plus พร้อม Safety Connect และรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi Connect hotspot เต็มอิ่มความบันเทิงจากลำโพงของ JBL สำหรับรุ่นท็อปอย่าง Limited จะมีระบบนำทางแบบ Dynamic Navigation และระบบเตือนจุดหมายปลายทาง Destination Assist มากับลำโพง 9 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 10.1 นิ้ว ระบบเสียงแบบ Sound Staging และ Clari-Fi Technology


   สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆก็จะมีช่องเสียบ USB 5 จุดที่เบาะแถว 3 ปรับปรุงระบบความบันเทิงแถวหลังให้รองรับการเชื่อมต่อและสตรีมมิ่งกับระบบ Android ส่วนรุ่นบนอย่าง Limited จะมีกล้องถอยหลังแสดงภาพแบบ Bird’s Eye View และจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ขนาด 4.3 นิ้ว

   สำหรับขุมพลังจะใช้เครื่องเบนซินความจุ 3.5 ลิตร V6 พละกำลัง 296 แรงม้าที่ 6,600 รอบต่อนาทีและ แรงบิดสูงสุด 357 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถจะมีการติดตั้งชุดระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense P ที่ประกอบด้วย ระบบ Pre-Collision System (PCS)  ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการชนพร้อมสัญญาณตรวจจับคนเดินถนน Pre-Collision System (PCS) with Pedestrian Detection, ระบบควบคุมอัตโนมัติแบบ  Dynamic Radar Cruise Control (DRCC) , ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน Lane Departure Alert (LDA) พร้อมระบบช่วยเลี้ยว และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ  Automatic High Beam (AHB)

ที่มา Paultan

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

มาดู Ford Ranger Wildtrak Jet Black Edition รุ่นพิเศษจากมาเลเซีย

  บริษัทที่จำหน่ายรถยนต์ Ford ในมาเลเซียอย่าง Sime Darby Auto ConneXion (SDAC) ได้ทำการเปิดตัว Ford Ranger Wildtrak รุ่นพิเศษ Jet Black Edition ที่มากับสีตัวถัง "สีดำ Jet Black" โดยตัวรถใช้พื้นฐานของรุ่น 3.2L WildTrak Automatic 4×4 High Rider ที่จำหน่ายในมาเลเซียนั่นเอง

   การตกแต่งภายนอกก็มีเพียงแค่การติดสติ๊กเกอร์รอบคัน เป็นลายเส้นคู่สีเทาลากยาวจากฝากระโปรงหน้าจนไปถึงฝากระโปรงท้าย และยังมีสติ๊กเกอร์สีเทาบริเวณติดด้านข้างตัวถังด้วย

   สำหรับเครื่องยนต์นั้นไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไร ยังคงเป็นเครื่องดีเซล 3.2 ลิตร Duratorq TDCi 5 สูบ มากับพละกำลัง 200 แรงม้าที่ 3,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

  ภายในห้องโดยสารยังคงเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มากับชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มากับระบบอินโฟเทนเมนต์ของ Ford อย่าง SYNC3 ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงแอพพลิเคชั่น Spotify, Pandora และ Google Maps+
   
   Ford Ranger Wildtrak Jet Black Edition มีราคาอยู่ที่ 141,588 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 1,108,224 บาทไทยครับ

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560

All-New Honda CR-V เปิดตัวแล้วในไทยกับการแนะนำขุมพลังดีเซล i-DTEC

   ปีนี้จัดว่าเป็นอีกหนึ่งปีทองของ Honda ที่ในช่วงปีนี้มีการเปิดตัวรถใหม่ไปแล้วหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Honda City Minor Change หรือจะเป็น Honda Civic Hatchback และคันล่าสุดที่หลายคนต่างรอคอยการเปิดตัว นั่นก็คือ All-New Honda CR-V นั่นเอง


    นาย โนริอากิ อาเบะ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยนับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของ Honda โดยเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของ Honda ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทั้งยังเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคอีกด้วย และในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคและเป็นประเทศที่ 3 ของโลกต่อจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เปิดตัว All-New Honda CR-V นี้ ซึ่ง Honda CR-V เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของฮอนด้า ด้วยการเป็นเอสยูวีที่ครองใจลูกค้าทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายสะสมกว่า 8.7 ล้านคัน โดย Honda CR-V ใหม่ จะทำการผลิตที่โรงงานของฮอนด้าที่ จ.อยุธยา และมีแผนการส่งออกรถซีอาร์-วี (CBU) และชิ้นส่วน (CKD Sets) รวม 75,000 คัน ภายใน 1 ปี


   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่การเปิดตัว Honda CR-V  เจเนอเรชั่นที่ 1 เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 2539 Honda CR-V นับเป็นโมเดลที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกระแสความนิยมรถเอสยูวีให้เพิ่มขึ้นและกระจายความนิยมไปยังลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ฮอนด้าจึงได้เปิดตัว Honda HR-V  และ Honda BR-V ซึ่งส่งผลให้ Honda ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด SUV ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% อีกทั้งทำให้ตลาด SUV เติบโตขึ้น และกลายเป็นเซ็กเมนต์ที่สำคัญของตลาดรถยนต์นั่งประเทศไทย ด้วยสัดส่วนกว่า 15% และในครั้งนี้ Honda CR-V ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่รถ SUV อีกครั้ง”


   Honda CR-V โฉมใหม่จะมีดีไซน์ภายนอกที่ค่อนข้างดุดันขึ้นจากรุ่นที่แล้ว ยังคงใช้ธีมการออกแบบ Exciting H Design!!! ทุกรุ่นจะทำการติดตั้งไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED มาให้ ในเกรด EL จะมี ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ (Auto Leveling Headlight) และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติมาด้วย ความแตกต่างภายนอกระหว่างรุ่นเบนซินกับรุ่นดีเซลก็น่าจะเป็นไฟตัดหมอกที่รุ่นดีเซลจะมาเป็นแบบ LED 

เส้นสายด้านข้างยังคงมีกลิ่นอายจากรุ่นที่แล้วแต่ปรับให้ดูมีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยจะมีให้เลือก 2 ขนาด 2 ลายตั้งแต่ 17-18 นิ้ว ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบไฟท้ายค่อนข้างสวยงามและมีไฟท้ายแบบ LED ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าสนใจคือทุกรุ่นจะทำการติดตั้งฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ในเกรด EL จะมีความพิเศษคือ ฝาท้ายสามารถเปิดได้ด้วยระบบแฮนด์ฟรี เพียงยื่นเท้าเข้าไปแตะที่กันชนท้าย


   ภายในห้องโดยสารออกแบบคอนโซลใหม่ให้ดูทันสมัยและน่าดึงดูดมากขึ้น มากับชุดมาตรวัดแบบหน้าจอสี TFT เหมือน Honda Civic สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์นั้นในเกรด E จะมากับหน้าจอแสดงผลขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX Bluetooth ส่วนเกรด EL จะได้ชุดหน้าจอสัมผัสแบบ Advance Touch ขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay รองรับการเชื่อมต่อ Smart Phone และ รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI รองรับการเชื่อมต่อ USB HDMI และ Bluetooth สำหรับรุ่นเบนซินมีการติดตั้งระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (ANC) เข้ามาให้ด้วย ไฮไลต์เด็ดของภายในสำหรับรุ่นดีเซลคือ ระบบเกียร์ Shift by Wire แทนที่คันเกียร์ด้วยปุ่มกดเลือกตำแหน่งเกียร์ ใช้กดปุ่มเพื่อเลือกโหมดเดินหน้า D หรือโหมดสปอร์ต S ถ้าจะถอยหลังก็ดันปุ่มถอยหลัง R และนอกจากนี้ทุกรุ่นจะติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control มาให้


   อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของภายในห้องโดยสาร CR-V ครั้งนี้เห็นจะเป็นการติดตั้งเบาะนั่งแถวที่ 3 มาให้ ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรกในโลกเลยก็ว่าได้ที่มีการเปิดตัว CR-V ในรูปแบบของเบาะนั่ง 3 แถว อีกทั้งยังมีระบบปรับอากาศแถวหลังและสวิตซ์ปรับความเร็วลมมาให้

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นมีทางเลือกให้ 2 แบบด้วยกัน และนับเป็นครั้งแรกที่ Honda ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลมาให้ใน CR-V เวอร์ชั่นไทย 
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC มากับพละกำลัง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ Shifting Control of Cornering Gravity & G Design Shift
- เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว i-DTEC 2 STAGE TURBO มากับพละกำลัง 160 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อม Paddle Shift
ทุกขุมพลังมีระบบขับเคลื่อนให้เลือกทั้งแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (REAL TIME™ AWD)

  ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้น Honda CR-V โฉมใหม่จะมีระบบต่างๆเหล่านี้มาให้ ได้แก่
ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) เฉพาะรุ่น 2.4 EL 4WD และ DT EL 4WD
ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) เฉพาะรุ่น 2.4 EL 4WD และ DT EL 4WD
ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
กระจกไฟฟ้านิรภัย 4 ตำแหน่ง
ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake)
ระบบ Auto Brake Hold
ถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ (Dual i-SRS)
ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbags)
ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS)
ระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (MA-EPS)
ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist)
- ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติ (Auto Door Lock by Speed)


   All-New Honda CR-V จะมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 5 สี ประกอบด้วย สีขาว White Orchid Pearl (เพิ่ม 12,000 บาท), ดำ Crystal Black Pearl (เพิ่มเงินอีก 8,000 บาท), เทา Modern Steel Metallic, เงิน Lunar Silver Metallic และสีใหม่ เขียว Dark Olive Metallic ที่มีให้เฉพาะรุ่น DT EL 4WD และ 2.4 EL 4WD เท่านั้น


  All-New Honda CR-V มีทางเลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อยดังนี้
เครื่องยนต๋เบนซิน
- 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท
- 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท
เครื่องยนต์ดีเซล
- DT E ราคา 1,549,000 บาท
- DT EL ราคา 1,699,000 บาท

   Honda CR-V โฉมใหม่จะถูกนำไปจัดแสดงต่อสาธารณะชนภายในงาน Bangkok Motor Show 2017 ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 ที่อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี กำหนดการลงโชว์รูมสำหรับรุ่นเบนซินจะมีขึ้นในวันที่ 22 เมษายน 2560 และรุ่นดีเซลในวันที่ 25 พฤษภาคมครับ

 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2560

Spyshot : Volvo XC40 ครอสโอเวอร์น้องเล็กคันใหม่จากสแกนดิเนเวียน

  ค่าย Volvo มีแผนทำรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ขนาดเล็กในนาม XC40 และได้มีการทดสอบรถกันมานานแล้วพอสมควร ส่วนที่กำลังจะพูดถึงก็คือภาพ Spyshot ล่าสุดของรถครอสโอเวอร์น้องเล็กคันใหม่ที่กำลังวิ่งทดสอบท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น

   แม้ตัวรถจะพรางอย่างหนัก แต่ดูรูปทรงคร่าวๆแล้วก็พอบอกได้ว่ารถคันนี้จะยกดีไซน์มาจากต้นแบบ Volvo 40.1 Concept โดยจะมากับไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูออกแบบรายละเอียดในโคมคล้ายๆค้อนเทพเจ้าสายฟ้าธอร์ กระจังหน้ารถออกแบบดีไซน์คล้ายรถรถตระกูล 90 ของค่าย (XC90,S90,V90) รวมทั้ง XC60 ที่เพิ่งเปิดตัวด้วย

   และแน่นอนความสิ่งล้ำๆจากต้นแบบนั้นจะหายไป อย่างกระจกมองข้างที่เป็นกล้องในต้นแบบก็จะกลายเป็นกระจกมองข้างธรรมดาแทน รวมทั้งมือจับประตูในต้นแบบก็จะถูกเปลี่ยนเป็นมือจับประตูแบบปกติเช่นกัน โดย Volvo XC40 จะเป็นรถคันแรกที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด Compact Modular Architecture (CMA) ที่พัฒนาร่วมกับบริษัทแม่อย่าง Geely

   สำหรับขุมพลังนั้นคาดว่าจะมีให้เลือกทั้งดีเซลและเบนซิน เครื่องดีเซลก็คงจะเป็นเครื่อง Drive-E ความจุ 2.0 ลิตรที่มีอยู่แล้วในค่าย รวมทั้งเครื่องยนต์เบนซิน T5 Twin Engine ที่จะมากับความจุ1.5 ลิตร 3 สูบ ที่จะถูกจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมพละกำลังทั้งระบบ 250 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่นพลังงานไฟฟ้าเพียวๆอาจตามมาในปี 2020 ที่คาดว่าจะมีระยะทางวิ่งสูงสุด 350 กิโลเมตร

   การเปิดตัว All-New Volvo XC40 น่าจะมีขึ้นในงาน Auto Shanghai 2017 ที่จะจัดขึ้นปลายเดือนหน้า ส่วนการวางขายในตลาดน่าจะมีขึ้นราวๆปี 2018 คาดว่าราคาขายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ยูโร หรือประมาณ 1,122,780 บาทครับ

ที่มา Paultan
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2560

เปรียบเทียบสเปคและออปชั่น Honda Civic Hatchback 1.5 Turbo VS. Mazda 3 2.0 SP Sports

   ตลาดรถกลุ่ม C-Segment จัดว่าระอุมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ประเดิมด้วยช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการเปิดตัว Mazda 3 Minor Change ที่ขนระบบความปลอดภัยมากมายมาใส่สู้คู่แข่ง และล่าสุดในเดือนนี้ที่ Honda ขอมาเจาะตลาดกลุ่ม Hatchback บ้างด้วยการเปิดตัว Civic Hatchback และยังคงชูจุดเด่นเครื่องยนต์ VTEC Turbo ตัวเก่งของพวกเขานั่นเอง


   แน่นอนว่าคนที่กำลังมองหา C-Segment Hatchback คงต้อมอง 2 ตัวเลือกนี้แน่นอน ผมจึงนำ 2 รุ่นนี้มาจับเปรียบเทียบสเปคและออปชั่นกันว่าจะมีความแตกต่างกันตรงไหนบ้าง ใครให้มากกว่าหรือน้อยกว่าส่วนไหน 


   ดีไซน์ภายนอกนั้นจัดว่าสวยทั้งคู่เลย แต่ความสวยโฉบเฉี่ยวนั้นความชอบผมอาจจะหนักไปทาง Mazda 3 ด้วยเส้นสายตัวถังที่ค่อนข้างสวยงามและดูแล้วไม่เบื่อตา ทางด้าน Honda Civic ก็มีดีไซน์ที่สวยใช้ได้ มีการออกแบบกันชนด้านหน้าและด้านท้ายให้สปอร์ตดุดันกว่าตัวซีดาน

  ส่วนภายในห้องโดยสารนั้นถือว่ามีความสวยล้ำสมัยน่าสัมผัสทั้งคู่ ซึ่งทั้งสองค่ายต่างมีจุดเด่นภายในที่แตกต่างกัน อย่างมาตรวัดของ Honda ที่ออกแบบเป็นดิจิตอลทำให้ดูล้ำ ของมาตรวัดของ Mazda จะมาแนวที่ให้อารมณ์สปอร์ตกว่าแม้เป็นมาตรวัดอะนาล็อก แต่ก็มีหน้าจอ Head-Up Display เสริมเข้ามาซึ่งก็ช่วยเพิ่มความล้ำให้กับรถได้เป็นอย่างดี

   ส่วนความต่างทางด้านมิติภายนอก อุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้ เครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัยและราคาอยู่ในตารางด้านล่างนี้ครับ และหวังว่าข้อมูลตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังมองหารถกลุ่มนี้ครับ
   
มิติภายนอก

Honda Civic Hatchback 1.5 VTEC TurboMazda 3 2.0 SP Sports
ความยาว (มม.)
4501
4470
ความกว้าง (มม.)
1799
1795
ความสูง (มม.)
1421
1450
ระยะฐานล้อ (มม.)
26972700

อุปกรณ์มาตรฐาน
อุปกรณ์มาตรฐาน

Honda Civic Hatchback 1.5 VTEC TurboMazda 3 2.0 SP Sports
ไฟหน้าแบบ LED
มี
มี
ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED (LED Daytime Running Lights)
มี
มี
ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

พร้อมระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์พร้อมระบบไฟหน้าปรับระดับอัตโนมัติ (Auto Leveling System)
ไฟท้ายแบบ LEDมีมี
ระบบปัดน้ำฝนแบบปรับตั้งหน่วงเวลาพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติพร้อมระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
ที่ปัดน้ำฝนกระจกหลังพร้อมหัวฉีดน้ำพร้อมหัวฉีดน้ำ
สวิตซ์ Drive Selection-มี
Push Startมีมี
Engine Remote Startมี-
Smart Keyless Entry / Honda Smart Key Systemมีมี
จอ MID แสดงข้อมูลการขับขี่

แบบจอสี TFTหน้าจอ Active Driving Display แสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี
มาตรวัดแบบจอสี TFTแบบอนาล็อก
Cruise Controlมีมี
Paddle Shiftมีมี
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ

แบบปรับอุณหภูมิ แยกอิสระซ้าย/ขวามี
เบาะนั่งด้านหน้า

เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง / เบาะนั่งผู้โดสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเบาะคนขับปรับมือ 6 ทิศทาง
กระจกไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam-Protection ด้านคนขับกระจกไฟฟ้าคู่หน้า
ปรับขึ้นลงอัตโนมัติ
มี
เบาะหลังพับได้แบบ 60:40มีมี
ปุ่ม ECONมี-

ระบบเครื่องเสียง

 หน้าจอสัมผัส 7 นิ้วแบบ Advance Touch พร้อมรองรับ Apple CarPlayวิทยุ FM / AM พร้อมเครื่องเล่น CD / MP3  หน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander
ระบบเชื่อมต่อ Smart Phoneมีมี
ช่องต่อ USBมีมี
ช่องต่อ AUXมีมี
ช่องต่อ HDMIมี-
จำนวนลำโพง86
Bluetoothมีมี
ระบบสั่งการด้วยเสียงมีมี
ระบบนำทาง Navigator-มี

ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก
ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก

Honda Civic Hatchback 1.5 VTEC TurboMazda 3 2.0 SP Sports
แบบเครื่องยนต์

DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTEC Turbo 
SKYACTIV-G DOHC แถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว
ความจุ CC.
1498
1998
พละกำลัง (แรงม้า)/รอบต่อนาที
173 / 5500
165 / 6000
แรงบิด (นิวตันเมตร)/รอบต่อนาที
220 / 1700-5500210 / 4000
ระบบส่งกำลัง

เกียร์อัตโนมัติ CVTSKYACTIV-DRIVE อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Activematic
ระบบกันสะเทือนหน้า

แม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลงแม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบกันสะเทือนหลัง

มัลติลิงก์อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลงมัลติลิงก์อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกหน้า
ดิสก์เบรก แบบมีช่องระบายความร้อนดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบเบรกหลัง
ดิสก์เบรกดิสก์เบรก

ความปลอดภัย
ความปลอดภัย

Honda Civic Hatchback 1.5 VTEC TurboMazda 3 2.0 SP Sports
กล้องมองหลัง
ปรับภาพได้ 3 ระดับ
มี
เบรกมือไฟฟ้า
มี
มี
Auto Brake Hold
มี
-
สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน ESS
มีมี
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
มีมี
ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
มี-
ม่านถุงลมนิรภัย
มีมี
ระบบเบรก ABS / EBD / BA 
ABS / EBDมี
ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ 
มีมี
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล 
มีมี
กระจกมองหลังปรับความสว่างอัตโนมัติ
-มี
ระบบควบคุมเกียร์ AAS (Active Adaptive Shift)-มี
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
มีมี
ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ 
ALH (Adaptive LED Headlamps)
-มี
ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน 
LDWS (Lane Departure Warning System)
-มี
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน 
LAS (Lane-keep Assist System)
-มี
ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ 
SCBS (Smart City Brake Support)
-มี
ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง 
SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)
-มี
ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ 
DAA (Driver Attention Alert)
-มี
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน 
ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
-มี
ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ 
SBS (Smart Brake Support)
-มี
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ 
MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
-มี
ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
มีมี
ระบบป้องกันการโจรกรรม Immobilizer และสัญญาณกันขโมย
มีมี

ราคา
ราคา

Honda Civic Hatchback 1.5 VTEC TurboMazda 3 2.0 SP Sports
(บาท)
1,169,000
1,119,000


 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

ส่องรถจีน Luxing iStar ที่ลอกหน้าตาจาก Mercedes-Benz

  จริงๆแล้วนั้นค่ายรถจีนหลายค่ายก็มีวิวัฒนาการการออกแบบที่ดีขึ้นในหลายแบรนด์แล้ว บางแบรนด์มีการออกแบบที่สวยสู้แบรนด์ญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรปได้สบาย แต่ก็ยังมีหลายแบรนด์ที่ยังคงลอกเลียนแบบดีไซน์รถค่ายใหญ่ๆมาใส่ในรถตัวเอง 


   และนี่ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ก๊อปปี้ดีไซน์ชาวบ้านเขามา นั่นคือ Luxing iStar รถอเนกประสงค์คันจิ๋วที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ที่ผลิตโดยบริษัท Dezhou Luxing Vehicle Company ที่เต๋อโจว มณฑลซานตง ประเทศจีน


   ดูหน้าก็รู้ชัดเจนว่าโคลนนิ่งมาจากรถยนต์ค่าย Mercedes-Benz แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้า กระจังหน้า ทรงไฟหน้า หรือกระจกมองข้างที่เอามาจากรถ SUV หรูของค่าย Mercedes-Benz อย่าง GLC และ GLE จับมายำรวมกันจนเป็นอย่างที่เห็น ในส่วนด้านท้ายยังดีหน่อยที่ยังพยายามออกแบบเองไม่ไปลอกใคร


  แต่พอเข้ามาในห้องโดยสารนั้น ก็ยังเห็นชัดว่ามีการลอกดีไซน์จาก Mercedes-Benz A-Class โดยเฉพาะในส่วนคอนโซลหน้า ช่องแอร์ที่มีความคล้ายคลึงกัน ต่างแค่ตำแหน่งจอสัมผัสของต้นฉบับจะทำคล้ายๆเป็นแท็บเลตติดไว้เหนือช่องแอร์ ชุดเครื่องเสียงวิทยุหน้าจอสัมผัส พร้อมช่องเสียบ SD และ USB รองรับการเล่นไฟล์ MP3 และวิดีโอ MP4 และมีกล้องมองหลังมาให้ด้วยเช่นกัน ส่วนปุ่มแดงที่อยู่ใต้คอนโซลจะเป็นปิดการทำงานของระบบไฟฟ้าทั้งหมดของรถและดับเครื่องลง

  ตัวรถจะทำการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 72 โวลต์ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 45 กม./ชม. สามารถวิ่งระยะทางสูงสุดได้ 150 กม.

  Luxing iStar วางขายในประเทศจีนในราคา 22,000 หยวน หรือประมาณ 110,983 บาทไทยเท่านั้นครับ

ที่มา Carnewschina

   
 มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ