Like Box

วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

All-New Audi A1 Sportback มาดใหม่ของแฮตซ์แบ็คคันเล็กจากค่ายสี่ห่วง

  ค่ายสี่ห่วง Audi ได้ทำการเผยโฉม All-New Audi A1 Sportback รถแฮตซ์แบ็ค 5 ประตูน้องเล็กเจเนเรชั่นใหม่ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่ล้ำสมัยมากขึ้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย

  เห็นได้อย่างชัดเจนว่า All-New Audi A1 Sportback ได้รับการออกแบบภายนอกให้มีความเกรี้ยวกราดมากขึ้น กระจังหน้ายังคงมากับรูปทรง 6 เหลี่ยมที่คุ้นเคย เหนือกระจังหน้ายังมีช่องระบายอากาศ 3 แุถวเพิ่มความดุดัน เส้นสายตัวรถดูเรียบง่ายสบายตาตามสไตล์ Audi ส่วนด้านท้ายจะมากับโคมไฟท้าย LED ทรงสวย พร้อมกันชนท้ายที่มีรายละเอียดน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น สำหรับล้ออัลลอยจะมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 15-18 นิ้ว

  ลูกค้ายังสามารถสั่งออปชั่นไฟหน้าแบบ LED พร้อมแพ็คเกจการตกแต่งภายนอก S-Line แบบในรูป ซึ่งจะมากับกันชนหน้าที่มีดีไซน์ดุดันมากขึ้น ติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายขนาดใหญ่ และสเกิร์ตด้านข้าง สีตัวถังมีให้เลือกทั้งหมด 11 สี ลูกค้ายังสามารถเลือกรูปแบบสีทูโทนซึ่งจะแตกต่างกันในบริเวณหลังคา , กระจกมองข้างและสปอยเลอร์ท้าย

  ขนาดตัวรถนั้น All-New Audi A1 Sportback จะมีความยาว 4.03 เมตร กว้าง 1.74 เมตรและสูง 1.41 เมตร

  ภายในห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งจุดที่ออกแบบให้มีความล้ำสมัยและน่าใช้งานมากขึ้น ตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง มีการติดตั้งชุดหน้าปัดดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้วมาให้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และชุดปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศที่ดูน้อยปุ่มทำให้ดูจะใช้งานง่าย โดยลูกค้ายังสามารถเลือก 3 โทนสีการตกแต่งภายในห้องโดยสารในบริเวณคอนโซลหน้าและแผงประตู

   All-New Audi A1 Sportback จะมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากขึ้นและยังจุของได้มากขึ้นด้วย โดยด้านท้ายรถสามารถจุสัมภาระได้ที่ 335 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังลงจะเพิ่มเป็น 1,090 ลิตร

  ออปชั่นที่สามารถสั่งซื้อเพิ่มได้ก็จะมี้เบาะนั่งด้านหน้าพร้อมฟังก์ชั่นอุ่น , ไฟเรืองแสงภายในห้องโดยสารสามารถเลือกได้  ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อชุดระบบนำทาง MMI พร้อมด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว หรือมระบบนำทาง MMI พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว มีระบบเชื่อมต่อที่สามารถรองรับ Android Auto และ Apple CarPlay รวมทั้งพอร์ต USB สองพอร์ตได้อีกด้วย

  ลูกค้ายังสามารถเลือกเครื่องเสียงได้ 2 แบบ คือ เครื่องเสียง Audi system พร้อมลำโพง 8 ตัว หรือ ระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen พร้อมลำโพง 11 ตัว

  ทางด้านขุมพลังนั้นจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซินตั้งแต่ 1.0 ลิตร 3 สูบ รวมทั้ง 1.5 ลิตร จนไปถึง 2.0 ลิตร 4 สูบ โดยทางค่ายยังไม่บอกรายละเอียดเต็มๆ แต่บอกแค่ว่าจะมีพละกำลังตั้งแต่ 95-200 แรงม้า ระบบส่งกำลังจะมีทางเลือกเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 7 สปีดแบบ Dual Clutch อย่างไรก็ตามในรุ่น 40 TFSI จะมีทางเลือกแค่เกียร์อัตโนมัติ S Tronic 6 สปีดเท่านั้น

  ระบบช่วงล่างจะมีทั้งหมด 3 แบบ รวมทั้งระบบช่วงล่างแบบสปอร์ต และ ระบบช่วงล่างสปอร์ตพร้อมโช้คอัพปรับระดับได้ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถติดตั้ง Performance package ที่จะมากับเบรกด้านหน้าขนาด 312 มม. และ ด้านหลัง 272 มม.

  สำหรับระบบความปลอดภัยเด่นๆของรถก็จะมี ระบบช่วยเตือนเมื่อออกนอกเลน ระบบจะทำงานโดยจะเตือนผู้ขับขี่เมื่อขับรถออกนอกเลนโดยไม่รู้ตัว และยังช่วยให้ผู้ขับขี่กลับเข้ามาอยู้ในเลนได้อีกด้วย

  ระบบความปลอดภัยอื่นๆก็จะมี ระบบช่วยล็อคความเร็ว , ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่าง , ระบบช่วยจอด และระบบเตือนความปลอดภัยก่อนการชน ระบบจะใช้เซ็นเซอร์เรดาร์เพื่อตรวจจับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและเตือนคนขับรถหากใกล้ชนรถคันนี้ ถ้าหากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อการแจ้งเตือน รถจะทำการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันหรือลดอุบัติเหตุได้

  All-New Audi A1 Sportback จะเริ่มเปิดรับจองให้กับลูกค้ายุโรปช่วงฤดูร้อนปีนี้ และเริ่มจำหน่ายจริงช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้เช่นกัน ในราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 20,000 ยูโร หรือประมาณ 768,000 บาทไทย ไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย

ที่มา Carscoops

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เปิดตัวในไทยแล้ว MG3 Big Minor Change ปรับครั้งใหญ่พร้อมราคาที่บวกเพิ่ม 40,000-50,000 บาท

  สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนชาวไทย!...เมือทาง MG Thailand ได้ทำการเปิดตัว "All-New MG3" ภายใต้สโลแกน "We are fun..มองโลกให้สนุก ทุกเส้นทาง" มาพร้อมกับปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกและภายในครั้งใหญ่ และเพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา จนทำให้ราคาอัปเพิ่มขึ้นไป 40,000-50,000 บาท

  แม้ทาง MG Thailand จะโปรโมทรถว่า "All-New" แต่ในความเป็นจริงนั้น MG3 ใหม่นี้เป็นการปรับปรุงโฉมใหม่แบบ "Big Minor Change" ที่มีการปรับโฉมแบบครั้งใหญ่ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารจนพลิกดีไซน์ไปจากเดิมมากทีเดียว

   รูปโฉมภายนอกโดยเฉพาะด้านหน้านั้นมีการออกแบบใหม่ทั้งหมดตามแนวการออกแบบยุคใหม่ของ MG นั่นเอง โดยดีไซน์ไฟหน้าและกระจังหน้าจะคล้ายคลึงกับ MG ZS อันเป็นหน้าตาที่หลายคนชอบทักว่าคล้ายรถญี่ปุ่นหรือไม่ก็รถเกาหลีบางค่ายนั่นเอง โดยทุกรุ่นยกเว้นตัวล่างสุด 1.5 C ไฟหน้าจะเป็นแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม

   ในส่วนด้านข้างก็ยังคงดีไซน์เดิมๆไม่เปลี่ยนแปลง มีการออกแบบล้อลายใหม่ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ล้อเดิมขนาด 15 นิ้วและลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว ในส่วนด้านท้ายจะมากับโคมไฟท้ายใหม่แบบ LED Light Guideแ ฝาท้ายออกแบบใหม่แทบทั้งดุ้นซึ่งทำให้ท้ายดูดีมิติมากขึ้น และยังมีปรับปรุงรายละเอียดกันชนท้ายใหม่ให้ดูดีขึ้นด้วย
 
   การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คงจะอยู่ที่ภายในห้องโดยสารที่มีการออกแบบคอนโซลใหม่แทบทั้งหมดจนไม่เหลือเค้าเดิมเลย ทำให้ดูมีความทันสมัยทัดเทียมคู่แข่งมากกว่าเดิม จะมากับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่เหมือน MG ZS ออกแบบช่องแอร์ด้านคนขับและผู้โดยสารดีไซน์ใหม่  ช่องแอร์ตรงกลางออกแบบใหม่เป็นแนวตั้ง ออกแบบปุ่มแอร์ใหม่โดยแอร์มีให้เลือกทั้งแบบมือหมุนธรรมดาและอัตโนมัติ ปุ่มต่างๆบนคอนโซลถูกจัดวางให้ใช้งานง่ายขึ้น ออกแบบหัวเกียร์และฐานเกียร์ใหม่ให้ดูดีกว่าเดิม และยังมีการออกแบบทรวดทรงเบาะนั่งใหม่ให้ดูดียิ่งขึ้น ในรุ่นท็อป 1.5 V ก็จะเป็นเบาะผ้าผสมหนัง รุ่นรองลงมาก็จะเป็นเบาะผ้า นอกจากนี้ตัวท็อปสุดจะได้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control อีกด้วย

   ระบบอินโฟเทนเมนต์ในรุ่นท็อป 1.5 V และรองท็อป 1.5 X จะติดตั้งชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วมาให้ ในรุ่นท็อปสุดจะติดตั้งระบบสั่งการอัจฉริยะ i-SMART มาให้

  ทางด้านเครื่องยนต์นั้นจะทำการติดตั้ง เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH พละกำลัง 112 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถจะมีให้ดังนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบควบคุมเบรกขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
- ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและลื่นไถล TCS (Traction Control)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
- ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)
- ระบบเซ็นทรัลล็อค
- ไฟส่องนำทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home Light
- จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX
- ระบบล็อคประตูอัตโนมัติ Speed Sensing Door Lock
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- กล้องมองภาพด้านหลัง (เฉพาะรุ่น 1.5 X และ 1.5 V)
- สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง (รุ่น 1.5 D ขึ้นไป)
- ระบบกุญแจ Immobilizer
- ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน

   MG3 Big Minor Change มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเหลือง Tudor Yellow + หลังคาดำ Black Top , สีแดง Ruby Red + หลังคาดำ Black Top , สีน้ำเงิน Marina Blue + หลังคาขาว White Top ,สีขาว Arctic White และ สีดำ Black Knight 
* สำหรับรุ่น C จะมีแค่ สีขาว Arctic White และ สีดำ Black Knight  เท่านั้น

 แบ่งการจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่
- 1.5 C ราคา 519,000 บาท (+40,000 บาท)
- 1.5 D ราคา 549,000 บาท (+40,000 บาท)
- 1.5 X ราคา 589,000 บาท (+30,000 บาท)
- 1.5 V ราคา 629,000 บาท (+50,000 บาท)

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชมภาพและข้อมูลคร่าวๆ All-New Suzuki Jimny สายลุยเล็กพริกขี้หนู

 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ค่าย Suzuki ได้ทำการเผยโฉม All-New Suzuki Jimny รถอเนกประสงค์สายลุยทรงกล่องคันเล็ก มากับดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลาที่จะทำให้ทุกคนหลงรัก

  แนวทางการออกแบบของรถชวนให้นึกถึง Mercedes-Benz G-Class ที่จะมาในรูปแบบทรงกล่องและออกแบบดีไซน์ภายนอกให้ดูเข้ายุคเข้าสมัย ด้วยกระจังหน้าสีดำพร้อมโคมไฟหน้าทรงกลม กระจังหน้ามีรูระบายอากาศ 5 แถว กันชนหน้าสีดำดีไซน์ดูแข็งแกร่งพร้อมลุย ด้านข้างและด้านท้ายจะมาในรูปทรงเหลี่ยมๆมนๆแนวคลาสสิก และติดตั้งล้ออะไหล่ไว้บริเวณฝาท้าย

  All-New Suzuki Jimny จะมี 2 รูปแบบการตกแต่งภายนอก คือ "Jimny" และ "Jimny Sierra" โดย Jimny Sierra จะมากับการตกแต่งด้วยโป่งล้อขนาดใหญ่เพิ่มความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น  ทางด้านสีตัวถังลูกค้ายังสามารถเลือกสีตัวถังแบบธรรมดา 3 สีและทูโทน 3 สีได้ด้วย

   ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความทันสมัยตามสไตล์ Suzuki จะเห็นว่าภายในจะติดตั้งพวงมาลัยทรงคุ้นตาจาก Suzuki Swift โฉมล่าสุด มีชุดระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ออกแบบให้ชุดหน้าจออยู่เหนือช่องแอร์ตรงกลาง ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศก็เป็นทรงเดียวกับ Swift โฉมล่าสุดเช่นกัน และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง Cruise Control ด้วย การปรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะปรับผ่านเกียร์ขนาดเล็กที่อยู่ข้างๆเกียร์หลัก

   ข้อมูลด้านเครื่องยนต์เบื้องต้นทราบว่า ที่ญี่ปุ่นจะวางตลาดในฐานะ Kei Car ด้วยการใส่เครื่องยนต์เบนซิน 660 ซีซี. ส่วนในตลาดโลกนั้นจะนำ Jimny Sierra ไปจำหน่ายพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ ระบบกำลังจะใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และมีเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเป็นออปชั่นเสริม ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะได้เป็นมาตรฐาน ส่วนระบบความปลอดภัยนั้นจะมีระบบเบรกอัตโนมัติที่มีเรดาห์และกล้องในการตรวจจับคนเดินถนนและสัตว์ได้อีกด้วย

  ทั้งหมดนี้คือรายละเอียดคร่าวๆเท่านั้น ส่วนรายละเอียดเต็มๆน่าจะมีมาให้เห็นในเร็ววันนี้ครับ ส่วนเมืองไทยนั้นดูทรงแล้วน่าจะยากพอสมควรกับการเอามาขาย ยิ่งกระแสโซเชียลคนสนใจเยอะ แต่ยอดขายจริงๆอาจจะไม่เป็นไปตามนั้นก็ได้

ที่มา Carscoops

  

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เผยโฉม All-New BMW 8-Series Coupe ตัวแรงระดับเรือธงค่ายใบพัด

  ค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW ได้ฤกษ์เผยโฉมสปอร์ตระดับเรือธงอย่าง BMW 8-Series Coupe ถือเป็นการกลับมาของชื่อ "8-Series" อีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปเกือบๆ 2 ทศวรรษ 

 โฉมใหม่นี้ก็คือการมาแทนที่ BMW 6-Series Coupe เดิมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันตัวเลข 6-Series ก็ได้นำไปใช้กับเวอร์ชั่นที่ดูอเนกประสงค์กว่าของ 5-Series อย่าง "6-Series Gran Turismo" (ที่มาแทน 5-Series Gran Turismo) เป็นที่เรียบร้อย

  ทาง BMW บอกว่า 8-Series Coupe โฉมใหม่ จะมากับการขับขี่ที่น่าตื่นเต้น , แซสซีส์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่างที่ได้รับการยกย่องว่ามีความ "คล่องตัวและแม่นยำที่สุด" เท่าที่ลูกค้าจะคาดหวังกับรถแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งแน่นอน 8-Series Coupe นั้นจะไม่ได้พกพาแค่ความสปอร์ตอย่างเดียว แต่ยังมากับความหรูหราอีกด้วย

  All-New BMW 8-Series Coupe มากับรูปโฉมที่ค่อนข้างสปอร์ตฉีกแนวจาก 6-Series Coupe ไปมากพอสมควร มาพร้อมกับโคมไฟหน้าทรงเรียวสวยงามกับกระจังหน้าไตคู่ดีไซน์แปลกตากว่า BMW รุ่นอื่นๆ กันชนหน้ามากับช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ แก้มด้านข้างมีรูระบายอากาศและออกแบบด้านข้างตัวถังให้ดูมีมิติและมัดกล้าม ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มีไฟท้ายทรงเรียวสวยงาม มากับท่อไอเสียคู่และรูระบายอากาศที่กันชนท้าน

  ขนาดตัวถังของ All-New BMW 8-Series Coupe จะมีความยาว 4,843 มิลลิเมตร กว้าง 1,902 มิลลิเมตร สูง 1,341 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาว 2,822 มิลลิเมตร
  ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ล้ำสมัยมากขึ้นตามแนวทางของ BMW ยุคใหม่ เข้ามาจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่ ชุดหน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลผ่านหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว ตรงกลางยังมากับช่องแอร์ดีไซน์ใหม่พร้อมปุ่มควบคุมต่างๆที่ดูน้อยลงทำให้สะอาดตามากขึ้น ถัดขึ้นมาจากช่องแอร์จะเป็นชุดหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว สามารถควบคุมผ่านปุ่ม iDrive ตรงกลางคอนโซลได้ และยังมีปุ่มปรับระบบการขับขี่แบบต่างๆให้เลือกใช้ หัวเกียร์ดีไซน์ใหม่ที่ทำจากแก้ว

  ขุมพลังเบื้องต้นจะมีทางเลือก 2 แบบ คือ
- 840d xDrive ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 TwinPower Turbo พละกำลังสูงสุด 320 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 680 นิวตัน-เเมตรที่รอบเพียง 1,750 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลา 4.9 วินาที
- M850i xDrive ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4.4 ลิตร V8 TwinTurbo พละกำลัง 523 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 750 นิวตัน-เมตรที่ 1,800 รอบ/นาทีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลาแค่ 3.7 วินาทีเท่านั้น
  ทั้งหมดนี้ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic Sport ที่มาพร้อมระบบซอฟท์แวร์เกียร์ที่ไม่เพียงแค่มีระบบควบคุมแบบสปอร์ตเท่านั้น แต่ยังมีควบคุมเกียร์ให้มีความสมูทและมีประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมอีกด้วย

   ด้านการขับขี่ยังมีการติดตั้งระบบช่วงล่าง  Adaptive M suspension พร้อมระบบควบคุมแดมเปอร์ด้วยอิเล็กทรอนิคส์ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ Integral Active Steering สำหรับรุ่น M850i xDrive จะมีออปชั่นระบบป้องกันการโคลงของรถ Active Roll Stabilization ให้เลือกด้วย ส่วนระบบความปลอดภัยจะก็จะมีระบบ Active Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go , ระบบช่วยดึงรถกลับเข้าเลนอัตโนมัติ Steering and Lane Control Assistant , ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assistant with side collision protection , ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Parking Assistant และอีกมากมาย

    All-New BMW 8-Series Coupe จะเริ่มผลิตและจำหน่ายทั่วโลกช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ส่วนเมืองไทยจะมีมาจำหน่ายหรือไม่ต้องติดตาม!

ที่มา Carscoops