วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

เปิดตัวแล้วในไทย All-New Nissan Note อีโคคาร์คันใหม่กับระบบความปลอดภัยที่อัดแน่น

   สิ้นสุดการรอคอยแล้วสำหรับอีโคคาร์คันใหม่ของ Nissan เมืองไทยอย่าง All-New Nissan Note ซึ่งนับว่าเป็นอีโคคาร์คันที่ 3 ของ Nissan ในเมืองไทย โดยยังคงเป็นอีโคคาร์เฟส 1 เหมือนเดิม น่าจะสมการรอคอยสำหรับใครที่โหยหารุ่นนี้มาเนิ่นนาน

    แม้เมืองไทยจะโปรโมทว่าเป็น All-New โฉมใหม่หมดจด ซึ่งมันก็ถูกแล้วเพราะ Note เพิ่งเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นครั้งแรก แต่สำหรับในตลาดต่างประเทศนั้น Note ใหม่ที่เราเห็นอยู่นี้ถือเป็นรุ่นปรับโฉม Minor Change ที่เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั้นเอง



    รูปลักษณ์ภายนอกนั้นจะมากับกระจังหน้าทรง V-Motion อันโดดเด่นของ Nissan ติดตั้งโคมไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights (รุ่นรองจะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน) เส้นสายด้านข้างดูสวยงามและปราดเปรียว แม้จะมีบางคนมองว่าเหมือน Honda Jazz ก็ตาม ในส่วนของด้านท้ายจะมากับไฟท้ายแบบ LED ในทุกรุ่น และทุกรุ่นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว ซึ่งเป็นลายเดียวกับ Nissan Almera 

   เข้ามาถึงภายในห้องโดยสารที่มีบรรยากาศภายในคล้ายคลึงกับ Nissan March และ Almera มากับชุดพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่จาก Nissan ที่ดูสปอร์ตขึ้น คอนโซลหน้าตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black เบาะนั่งภายในรถจะใช้โทนสีดำสลับขาวเพิ่มความแปลกใหม่ ส่วนเบาะหลังทุกรุ่นจะสามารถแยกพับ 60 : 40 ได้ ระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในจะทำการติดตั้งระบบครื่องเสียง วิทยุ CD MP3 DVD แบบ 1 แผ่น หน้าจอสี LED หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ USB และ Bluetooth ช่องเชื่อมต่อ AV-in และ HDMI ส่วนรุ่นรองจะเป็นระบบเครื่องเสียง วิทยุ CD MP3 แบบ 1 แผ่น หน้าจอสี 5 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ Aux-in และ USB

   สำหรับขุมพลังนั้นทุกรุ่นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน  HR12DE 3 สูบแถวเรียง DOHC ความจุ 1.2 ลิตร มากับพละกำลัง 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT พร้อมฟังก์ชั่น D-Step Logic 

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถทาง Nissan ได้จัดเต็มระบบความปลอดภัยมาให้แบบไม่เกรงกลัวค่ายไหนเลย โดยมีดังต่อไปนี้
- ถุงลม SRS คู่หน้า
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
- ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
- กุญแจรีโมทอัจฉริยะ Intelligent Key พร้อมระบบ Immobilizer


ระบบต่อไปนี้จะมีเฉพาะรุ่นท็อปเท่านั้น
- ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ Intelligent Forward Collision Warning (FCW)
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ทั้งบุคคลและยานยนต์ Intelligent Emergency Braking: Forward Emergency Braking, Pedestrian Forward Emergency Braking (FEB/PFEB)
- ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW)
- กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around-View Monitor (AVM)
- ระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection (MOD)

   All-New Nissan Note มีให้เลือกทั้งหมด 6 สีด้วยกัน ได้แก่ แดง เรเดียน เรด, ชมพู สวีท พิงค์, ม่วง พลัม, ขาว ไวท์ เพิร์ล, เงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และดำ แบล็ค สตาร์

  All-New Nissan Note ไม่ได้มาวางขายแทน Nissan March ในทุกรุ่นย่อย โดย Note จะมาเสียบแทน Nissan March รุ่น 1.2 V CVT และ 1.2 VL CVT เท่านั้น และ March รุ่นอื่นๆจะวางขายตามปกติ โดย Note ใหม่มีทางเลือก 2 รุ่นย่อยด้วยกัน
- 1.2 V CVT ราคา 568,000 บาท
- 1.2 VL CVT ราคา 640,000 บาท

    All-New Nissan Note จะเริ่มส่งมอบรถในวันที่ 17 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป โดยลูกค้าที่จองรถ 2,017 ท่านแรกจะได้แคมเปญแรกคือดอกเบี้ย 1.69% ส่วนลูกค้านิสสันเดิมที่ได้รับรหัสสิทธิพิเศษจากนิสสัน สามารถมาแสดงตนเพื่อรับสิทธิพิเศษส่วนลด 20,000 บาท ในขณะที่บุคคลทั่วไปสามารถลงทะเบียนขอรับรหัสสิทธิพิเศษผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ของนิสสันโดยจะสงวนสิทธิ์สำหรับผู้ที่จองรถตั้งแต่ 17 มกราคม – 15 มีนาคม 2560 และรับรถภายใน 31 มีนาคม 2560 เท่านั้น

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

แอบถ่าย Honda City Minor Change เวอร์ชั่นอินเดียก่อนเปิดตัวปลายเดือนมกราคม

   Honda เมืองไทย นำร่องเปิดตัว City Minor Change ก่อนใครๆไปแล้ว คราวนี้ถึงทีของแดนภารตะ อินเดียที่เตรียมเปิดตัวพร้อมวางขายปลายเดือนมกราคมนี้ ซึ่งล่าสุดก็มีผู้อ่านของเว็บไซด์ AutosArena ของอินเดีย สามารถถ่ายภาพของ Honda City Minor Change เวอร์ชั่นอินเดียได้

   ดูจากภาพนั้นก็เห็นได้ว่าภายนอกจะเหมือนกับเวอร์ชั่นไทยทุกอย่าง รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ DRL ภายในโคม ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วในรุ่นท็อป สำหรับรุ่นกลางๆจะได้ล้อขนาด 15 นิ้ว และคาดว่าน่าจะมีสีตัวถังใหม่ Cosmic Blue เหมือนเวอร์ชั่นไทยด้วย แต่สิ่งที่จะแตกต่างจากไทยคือไฟท้ายแบบ LED และสปอยเลอร์ท้าย

   ส่วนภายในห้องโดยสารน่าจะใช้สีเบจและสีดำแบบรุ่นเดิม มีการเปลี่ยนแปลงปุ่มสตาร์ทใหม่เหมือนไทย และน่าจะปรับปรุงมาตรวัดสีขาวเช่นเดียวกับไทยเหมือนกัน นอกจากนี้เวอร์ชั่นอินเดียจะมีการปรับปรุงหน้าจอใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกล้องมองหลังที่ปรับปรุงใหม่

   ส่วนเครื่องยต์ก็ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมากับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร i-DTEC พละกำลัง 100 แรงม้า และ เบนซิน 1.5 ลิตร i-VTEC พละกำลัง 120 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ CVT

ที่มา Indianautosblog

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

มาชม Audi Q8 E-Tron Concept ต้นแบบว่าที่คู่แข่ง X6 และ GLE Coupe

  ค่ายสี่ห่วง Audi ได้ทำการเปิดตัวต้นแบบคันใหม่ Audi Q8 E-Tron Concept เป็นที่เรียบร้อยภายในงาน Detroit Auto Show 2017 ในขณะเดียวกันนั้นรถเวอร์ชั่นผลิตจริงของต้นแบบสุดเท่คันนี้ก็ออกวิ่งทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

   Audi Q8 E-Tron Concept จะเป็นต้นแบบที่พรีวิวถึงรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ของค่ายที่จะวางจำหน่ายในอนาคต และด้วยดีไซน์หลังคาทรงลาดเอียงสไตล์คูเป้ และทาง Audi ก็หมายมั่นไว้แล้วด้วยว่ารถคันนี้จะกลายมาเป็นคู่แข่งของ BMW X6 และ Mercedes-Benz GLE Coupe ในอนาคตนั่นเอง

   ดีไซน์ภายนอกของ Audi Q8 E-Tron Concept ค่อนข้างดุดันด้วยกระจังหน้า 8 เหลี่ยมขนาดใหญ่โตมีหลายคนที่มองว่าดีไซน์กระจังหน้าคล้ายกระบะจีนอย่าง Maxus T60 และยังมีการออกแบบกันชนหน้าที่ดุดันให้เข้ากับกระจังหน้า เส้นสายตัวรถค่อนข้างดูเฉียบคม มีแนวหลังคาที่เตี้ยและลาดเอียงในส่วนด้านท้ายในสไตล์รถคูเป้่ ส่วนด้านท้ายก็มากับชุดไฟท้ายแนวยาวจากซ้ายไปขวา

  Audi Q8 E-Tron Concept ที่ขนาดลำตัวยาว 5.02 เมตร กว้าง 2.04 เมตร และสูง 1.7 เมตร ซึ่งถ้าเทียบกับ BMW X6 และ Mercedes-Benz GLE Coupe แล้ว ของ Audi จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าพอประมาณ

   ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถือว่ามาแบบค่อนข้างล้ำสุดๆ เพราะปุ่มควบคุมต่างๆที่ควรมีนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยระบบสัมผัสและระบบดิจิตอลแทบทั้งคันรถ ส่วนแนวการออกแบบนั้นก็ยังคงมาแนวสไตล์ Audi ที่วางขายอยู่ แต่สำหรับต้นแบบคันนี้ถือว่าโคตรล้ำและน่าสัมผัสมาก

  
  ส่วนรถเวอร์ชั่นผลิตขายจริงก็ได้มีการออกมาวิ่งทดสอบแล้ว เมื่อดูจากทรวดทรงแล้วเห็นได้ชัดว่าตัวรถจะมีดีไซน์ที่ใกล้เคียงต้นแบบค่อนข้างมากทีเดียว แต่อาจจะมีการปรับปรุงแนวการออกแบบบางส่วนให้ลดความหวือหวาลงเพื่อเข้าขั้นรถผลิตจริงมากขึ้น เช่น ด้านท้ายรถ หรือ ภายในห้องโดยสาร

   ขุมพลังในเวอร์ชั่นผลิตจริง คาดว่าจะมีให้เลือกทั้งเครื่องดีเซลและเบนซินพร้อมกับระบบ Plug-In Hybrid และ รุ่นพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ โดยในรถต้นแบบนั้นมีการนำเสนอขุมพลังเบนซิน 3.0 ลิตร TFSI พละกำลัง 332 แรงม้า PS ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 100 KW รวมพละกำลังทั้งระบบ 448 แรงม้า PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.4 วินาที 

   เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนจะช่วยขับเคลื่อนตัวรถไปได้ในระยะทาง 60 กม. โดยไม่ใช้น้ำมัน แต่ถ้าประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับแบตเตอรี่เข้าด้วยกันจะช่วยพาตัวรถแล่นได้ถึง 1,000 กม. เลยทีเดียว

   คาดว่าเวอร์ชั่นขายจริงน่าจะมีการเปิดตัวในช่วงปี 2018-2019 ครับ

ที่มา Carscoops / Motor1
   
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

2018 Ford F-150 Minor Change ยกหน้าใหม่ให้เจ้าบิ๊ก

  ค่ายวงรีสีฟ้า Ford ได้ทำการเปิดตัวกระบะ Full-Size ขวัญใจคนทั่วโลกอย่าง Ford F-150 ที่ได้ทำการปรับปรุงโฉม (Minor Change) ให้ดูสดใหม่มากยิ่งขึ้น และทำการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยภายในงาน Detroit Auto Show 2017 นั่นเอง

   การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนคือใบหน้าใหม่ของรถที่มีการออกแบบกระจังหน้าใหม่ให้ทิ่มแทงทะลุเข้าไปในโคมไฟหน้าซึ่งออกแบบทรงใหม่เช่นกัน ด้วยกระจังหน้าที่ดูมนๆขึ้นอาจจะทำให้ใบหน้ารถดูอ่อนเยาว์ลงกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนกันชนหน้าและออกแบบกรอบไฟตัดหมอกใหม่

ในส่วนด้านท้ายมีการปรับปรุงรายละเอียดไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น รวมทั้งออกแบบรายละเอียดฝาท้ายใหม่ให้ดูมีมิติมากขึ้นกว่าเดิม 

   ภายในห้องโดยสารไม่มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบอะไรทั้งสิ้น มีเพียงแค่การเพิ่มเติมปุ่มบนคอนโซลนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนระบบอินโฟเทนเมนต์ภายในรถมีการเพิ่มเติมให้เชื่อมต่อเครือข่าย 4G-LTE ผ่านทาง Hotspot มือถือได้ และระบบเครื่องเสียงจาก Bang & Olufsen

  ทางด้านขุมพลังนั้น F-150 Minor Change ยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร Ecoboost และ 3.5 ลิตร Ecoboost พละกำลัง 282 แรงม้า ที่มาแทนที่ 3.3 ลิตร V6 บล็อกเก่า นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงเครื่องยนต์เบนซิน 5.0 ลิตร V8 ที่ปรับปรุงพละกำลังให้แรงขึ้น ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโดนมัติ 10 สปีด ที่สำคัญคราวนี้ทาง Ford ได้มีการนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่ความจุ 3.0 ลิตร มาให้เลือกด้วย

   สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นก็จะมีการติดตั้งกล้องมองภาพรอบคัน,ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Lane-Keeping Assist และ ระบบเตือนมุมอับสายตา Blind-Spot Monitoring เป็นต้น

  Ford F-150 Minor Change รุ่นปี 2018 น่าจะวางขายในตลาดอเมริกาช่วงปลายๆปีนี้ครับ ส่วนเมืองไทยใครอยากได้คงต้องไปขอนำเข้าจากผู้นำเข้าอิสระครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

Toyota Yaris/Vitz Minor Change ขอปรับหน้าอีกรอบก่อนโฉมใหม่จะมา

  Toyota  Vitz หรือ Yaris โฉมตลาดโลกซึ่งปัจจุบันเป็นเจเนเรชั่นที่ 3 (ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ขายในตลาดอาเซียนหรือจีนแต่อย่างใด) เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2010 แล้ว และมีการปรับโฉมไปรอบนึงแล้วในปี 2014 ที่ผ่านมา และล่าสุดทาง Toyota ได้ต่ออายุโฉมนี้ออกไปอีกด้วยการปรับโฉมหน้าอีกรอบ ซึ่งน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก่อนที่จะเปลี่ยนโฉมในอีกราวๆ 12-18 เดือนข้างหน้า

   ภายนอกมีการปรับดีไซน์กันชนหน้าให้ดูเกรี้ยวกราดขึ้นกว่าเดิมด้วยการขยายช่องระบายอากาศกันชนหน้าให้ใหญ่ขึ้นจนกินเนื้อที่ที่เป็นส่วนกระจังหน้าเดิม ไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED และไฟ DRL มีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม

 นอกจากนี้ยังมีการออกแบบกรอบไฟตัดหมอกใหม่ที่ดูคล้ายกับ Mazda 2 ส่วนด้านท้ายมีการเปลี่ยนแปลงไฟท้ายทรงใหม่จากเดิมที่เป็นทรงตั้งกลายเป็นแนวนอน ส่วนไฟท้าย LED แบบในรูปจะเป็นออปชั่นเพิ่มเติม รวมทั้งออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้ดูเส้นสายต่อเนื่องมาจากฝากระโปรงท้ายด้วย

นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่มาให้เลือก สำหรับใครที่เลือก Sporty Package จะติดตั้งสปอยเลอร์และสเกิร์ตเพิ่มเติม และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ส่วนภายในมีการเปลี่ยนแปลงช่องแอร์ทรงใหม่เหมือนของ Corolla Altis Minor Change รวมทั้งตกแต่งให้ดูสวยงามขึ้น

  ในตลาดญี่ปุ่นจะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 1NR-FE 1.0 ลิตร  พละกำลัง 69 แรงม้า พร้อมแรงบิด 92 นิวตัน-เมตร และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร 1NR-FKE Dual VVT-i พละกำลัง 99 แรงม้า พร้อมแรงบิด 121 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT มีระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและ 4 ล้อให้เลือก

  นอกจากนี้ในตลาดญี่ปุ่นจะมีขุมพลัง Hybrid ใหม่แต่เป็นขุมพลังที่ขายในยุโรปแล้ว นั่นคือเครื่องยนต์เบนซิน 1NZ-FXE VVT-i 1.5 ลิตรจาก Prius C ที่มากับพละกำลัง 74 แรงม้า พร้อมแรงบิด 111 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 61 แรงม้า แรงบิด 169 นิวตัน-เมตร รวมกำลังทั้งระบบ 100 แรงม้า มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันในโหมด JC08 ของญี่ปุ่นที่ 34.4 กม./ลิตร

   นอกจากนี้ Toyota Yaris/Vitz Minor Change ยังมีการเสริมจุดยึดรอบๆตัวถัง และเพิ่มความแข็งแรงให้กับหน้าปัดรถ ฝากระโปรงมากับโครงสร้างใหม่ 

   ส่วนใครจะรอ Yaris เจเนเรชั่นที่ 4 ที่อาจจะเป็นเวอร์ชั่นตลาดโลกทั้งหมดและไม่แยกขายแบบปัจจุบันแล้ว โดยจะมีรหัสพัฒนาว่า "865A" สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TNGA แบบเดียวกับ Prius เจเนเรชั่นล่าสุด และ C-HR โดยถูกมอบหมายให้ 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ไทย และ ฝรั่งเศส เป็นฐานการผลิตส่งออก ก็มีความเป็นไปได้ว่า Yaris เจเนเรชั่นใหม่นั้นอาจจะเป็น Global Model เจาะตลาดทั่วโลกก็เป็นได้ คาดว่าน่าจะเปิดตัวในช่วง 12-18 เดือนนับจากนี้ครับ

ที่มา Paultan

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

Honda Mobilio Minor Change ปรับหน้าใหม่กระตุ้นตลาดที่แดนอิเหนา

  ในวันที่ 13 มกราคม Honda ประเทศอินโดนีเซียได้ทำการเปิดตัว Honda Mobillio Minor Change ที่มีการปรับปรุงโฉมกันเสียใหม่ หลังจากที่อยู่ในตลาดมานานพอสมควร และเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดรถ MPV 7 ที่นั่งด้วย


   Honda Mobilio  Minor Change ของอินโดนีเซีย จะมีทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ได้แก่ S , E , E CVT , RS ,RS CVT


   ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าใหม่ ในส่วนของไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเรียวขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมาพร้อมกับไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม และยังมีการออกแบบกระจังหน้าทรงใหม่ให้ดูเข้ากับไฟหน้ามากขึ้น มีการออกแบบล้ออัลลอยลายใหม่ ส่วนด้านท้ายมีการเสริมคิ้วขอบโครเมียมบริเวณกรอบป้ายทะเบียน 


สำหรับรุ่น RS จะมีการพ่นสีกระจังหน้าเป็นสีดำให้ดูสปอร์ตขึ้น พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่แบบปัดขอบเงาดำ มีแร็คหลังคาและทำสีหลังคาดำเพิ่มความดุดัน


  ภายในห้องโดยสารยกคอนโซลหน้าของ BR-V มาใช้ (จริงๆเวอร์ชั่นอินโดนีเซียเปลี่ยนคอนโซลหน้าใหม่ให้ Mobilio แบบ BR-V ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ของไทยยังใช้ของ Brio อยู่) ทุกรุ่นจะได้ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (RS จะมี Auto AC มาให้ด้วย) ระบบวิทยุในรุ่นล่าง S จะมากับเครื่องเล่น CD MP3 พอรุ่นกลางๆ E จะขยับมาเป็นเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว และรุ่นท็อป RS จะได้เครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว การตกแต่งภายในรุ่น S จะใช้สีดำ รุ่น E สีเบจ และรุ่น RS เบาะดำสลับส้ม


 เครื่องยนต์ยังคงใช้ เครื่องเบนซิน 1.5 ลิตร i-VTEC พละกำลัง 118 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ CVT

   ทางด้านระบบความปลอดภัยทุกรุ่นจะติดตั้งระบบเบรก ABS EBD ถุงลมนิรภัย 2 ใบ ระบบป้องกันผู้ใช้ถนน Pedestrian Protection รุ่นที่มีจอจะมีกล้องมองหลังมาให้ และในรุ่น RS จะเพิ่มระบบควบคุมการทรงตัว VSA ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (ไทยมีทุกรุ่นแล้ว)


  Honda Mobilio Minor Change มีราคาเริ่มต้นในอินโดนีเซีย 185,900,000 รูเปียห์ (ประมาณ 504,196 บาท) สำหรับรุ่น S จนไปถึง 243,500,000 รูเปียห์ (ประมาณ 647,872 บาท) สำหรับรุ่น RS CVT ส่วนเมืองไทยจะมาเมื่อไหร่นั้นต้องติดตามครับ

ที่มา Paultan
มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ 

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2560

All-New Honda Odyssey US Version โฉมใหม่ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆเพียบ

  Honda ในอเมริกาเพิ่งจะเปลี่ยนโฉมใหม่ให้กับมินิแวนยอดนิยมอย่าง Odyssey ซึ่งต้องบอกก่อนว่า "ไม่ใช่" เวอร์ชั่นเดียวกับที่จำหน่ายในญี่ปุ่นแต่อย่างใด โดยทำการเปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายในงาน Detroit Auto Show 2017 นั่นเอง

   ดีไซน์ภายนอกยังคงใช้แนวการออกแบบ Exciting H Design!!! เหมือนรุ่นใหม่ๆของ Honda ไฟหน้าใหม่แบบ LED พร้อม DRL ในโคมมีดีไซน์คล้าย Civic กระจังหน้าแบบ 2 ชั้นทำให้นึกถึงรถ MPV Crossover ฝั่งเอเชียอย่าง BR-V 

เส้นสายด้านข้างยังคงเอกลักษณ์แบบรุ่นเดิมแต่มีการเสริมเส้นมิติตัวถังให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ดูข้างๆหลายคนอาจจะมองว่าเหมือน Mobillio แต่จริงๆเส้นสายประตูหยักๆแบบนี้มีมาในรุ่นก่อนแล้ว และมีก่อนที่ Mobilio จะเปิดตัวเสียอีกครับ

ในส่วนของด้านท้ายก็มากับชุดไฟท้ายใหม่ทรงเรียวแหลม ฝาปิดประตูท้ายมีฟังก์ชันปุ่มกดเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า หรือแค่ยื่นเท้าไปแตะใต้กันชนท้ายก็สามารถเปิดประตูท้ายได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ดูสวยงามและน่าสัมผัสขึ้น มีการจัดวางปุ่มต่างๆให้ใช้งานง่ายกว่าเดิม เข้ามาภายในจะเห็นพวงมาลัยชุดเดียวกับ Civic พร้อมมาตรวัดแบบดิจิตอลซึ่งจะเป็นจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว บริเวณคอนโซลยังใช้วัสดุบุนุ่มและเดินตะเข็บจริงบนคอนโซลซึ่งยกระดับคุณภาพและความหรูหราได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto , 4G LTE , Wi-Fi และระบบปฏิบัติการของ Honda เอง

ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ All-New Honda Odyssey โฉมอเมริกา มีการติดตั้งระบบ CabinWatch ที่มีกล้องติดบนเพดานภายในรถ ช่วยให้ผู้โดยสารด้านหน้าสามารถมองผู้โดยสารด้านหลังได้ง่ายผ่านทางหน้าจอขนาด 8 นิ้ว , ระบบ CabinTalk ระบบที่จะช่วยให้ผู้โดยสารด้านหน้าคุยกับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ผ่านลำโพง และ ระบบ CabinControl ควบคุมอุณหภูมิห้องโดยสาร และระบบความบันเทิงหน้าจอ 10.2 นิ้วด้านหลัง

อีกจุดขายสำคัญของภายในรถก็คือเบาะนั่งแบบ "Magic Slide" เมื่อเราพับเบาะกลางแถวที่ 2 ออกก็สามารถเลื่อนเบาะคู่ซ้ายขวาได้อิสระ และจะทำให้เราสามารถเดินทะลุไปยังเบาะแถวที่ 3 ได้สะดวกขึ้น

  สำหรับขุมพลังใน All-New Honda Odyssey โฉมอเมริกา จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร i-VTEC V6 พละกำลัง 280 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด หรือ อัตโนมัติ 10 สปีดสำหรับรุ่นย่อยบนๆเท่านั้น

   ส่วนระบบความปลอดภัยก็จะมีการติดตั้งชุดระบบ Honda Sensing ที่ประกอบด้วย ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติเมื่อใกล้ชน Collision Mitigation Braking System,ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist, Road Departure Mitigation ระบบที่มีกล้องช่วยตรวจจับให้รถอยู่ในเลน และ  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control

  All-New Honda Odyssey US Version จะวางขายในอเมริกาช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ครับ ส่วนเมืองไทยไม่มีโฉมนี้ขายแต่เป็นเวอร์ชั่นที่นำเข้าจากญี่ปุ่นครับ

ที่มา Carscoops

มาร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเราได้ที่นี่ครับ