Like Box

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

Honda Civic Hatchback เปิดจองรุ่นเครื่องดีเซลที่อังกฤษในราคาเริ่มที่ 20,120 ปอนด์

   Honda Civic Hatchback ในที่จำหน่ายในตลาดอังกฤษนั้น มีการแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งจะมาถึงตัวแทนจำหน่ายที่อังกฤษภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ใกล้จะถึงนี้แล้ว

  Honda Civic Hatchback เครื่อยนต์ดีเซลมีราคาเริ่มต้นที่ 20,120 ปอนด์ หรือประมาณ 880,000 บาทไทย ในรุ่นเริ่มต้นเกรด S ที่มาพร้อมทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด แต่ลูกค้าก็สามารถเลือกรุ่นย่อยในระดับที่สูงขึ้นไปอย่าง SE , SR และ EX ได้เช่นเดียวกัน

  สำหรับรุ่นบนสุด EX จะมีราคาอยู่ที่ 24,925 ปอนด์ หรือประมาณ 1,090,000 บาทไทย และสามารถสั่งออปชั่น "Tech Pack" เพิ่มได้ในราคา 600 ปอนด์หรือประมาณ 26,200 บาทซึ่งจะได้ออปชั่นเพิ่มเติมได้แก่ ไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบฉีดล้างไฟหน้า , เบาะนั่งด้านหลังพร้อมฟังก์ชั่นปรับอุ่น และระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย

  Phil Webb หัวหน้าผู้ดูแล Honda ประเทศอังกฤษกล่าวว่าการมาถึงของรุ่นดีเซลถือว่าเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับ Civic Hatchback ได้อย่างสมบูรณ์ เครื่องดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC บล็อกนี้ถือเป็นบล็อกใหม่ล่าสุดที่ได้เปิดตัวในตลาด และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในกลุ่มตลาดที่มีการแข่งขันในตลาดสูงทั้งในกลุ่มลูกค้าทั่วไปและรถฟลีท

  สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งใน Civic Hatchback ที่ตลาดอังกฤษจะมากับความจุ 1.6 ลิตร i-DTEC มากับพละกำลัง พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. จาก 10.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.03 กม./ลิตร มีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กม.

  หากลูกค้าอังกฤษรอทางเลือกเกียร์อัตโนมัติก็ต้องรอไปถึงช่วงกลางปีเมื่อ Honda เปิดตัวรถทั่วอังกฤษ ส่วนเมืองไทยนั้นยังไม่มีแผนทำตลาดเครื่องดีเซลใน Civic ครับ

ที่มา Carscoops

All-New Mercedes-Benz G-Class โฉมใหม่ของเอสยูวีทรงกล่องกับดีไซน์ที่อมตะเหนือกาลเวลา

   Mercedes-Benz G-Class ถือเป็นรถเอสยูวีทรงกล่องสุดคลาสสิกที่อยู่ในตลาดมานานกว่าสี่ทศวรรษ และล่าสุดทางค่ายดาวสามแฉกก็ได้ทำการเปิดตัวเจเนเรชั่นที่ 2 ของ G-Class เพื่อสานต่อตำนานนีิ้ โดยมีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน North American International Auto Show 2018 ที่กำลังจัดขึ้นอยู่ในขณะนี้

  แม้ตัวรถจะถูกเรียกว่า "All-New" โฉมใหม่หมดจด แต่ดูจากรูปทรงแล้วนั้นถือว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์ความคลาสสิกแบบรุ่นเดิมไว้ครบถ้วน ด้านหน้ายังคงมากับไฟหน้าทรงกลมและกระจังหน้า 3 แถวที่เราคุ้นเคย แต่มีการออกแบบทรวดทรงด้านหน้าให้มีมิติความโค้งมนมากขึ้น เช่นเดียวกับฝากระโปรงหน้าและกันชนที่มีความมนมากขึ้นเพื่อปรับปรุงแอโร่ไดนามิกให้ดีกว่าเดิม

  ด้านข้างรถสังเกตได้ชัดว่ากรอบประตูรถและกรอบกระจกออกแบบให้มีความมนมากขึ้น ยังคงความคลาสสิกด้วยการติดตั้งแถบกันกระแทกด้านข้าง ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มีการออกแบบกันชนท้ายใหม่ให้มนขึ้น ติดตั้งล้ออะไหล่บริเวณฝาท้ายซึ่งถือว่าเป็นการคงเอกลักษณ์ความคลาสสิก

  แม้โฉมภายนอกที่ดูคลาสสิกไม่ต่างจากโฉมเก่า แต่ภายในถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่โดยได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นตามรอยรถเก๋งรุ่นใหม่ๆในค่าย  เข้ามาภายในห้องโดยสารจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านทรงใหม่เหมือนที่เห็นมาแล้วใน CLS โฉมล่าสุด , ช่องแอร์ทรงใหม่แบบทรงกลมที่ยกมาจาก E-Coupe และ CLS รวมทั้งปุ่มควบคุมต่างๆนั้นก็ยกมาจาก Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆหลายรุ่น ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือชุดหน้าจอตรงกลางขนาด 12.3 นิ้วขนาดใหญ่ และได้มาตรวัดแบบอนาล็อคเป็นมาตรฐาน ซึ่งถ้าสั่งออปชั่นเพิ่มก็จะได้มาตรวัดดิจิตอลและจอใหญ่ขนาด 12.3 นิ้วติดกัน 2 จอแบบในรูปเลย การตกแต่งภายในนั้นจะมีให้เลือกทั้งลายไม้ , โลหะสีเงิน หรือ คาร์บอนไฟเบอร์ สำหรับแผงประตูก็ได้มีการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้นแต่ก็ยังคงความคลาสสิกแบบรุ่นเดิมอยู่ 

  ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 7 ตัวเป็นมาตรฐานใน G-Class โฉมล่าสุด แต่ลูกค้าสามารถสั่ง
ออปชั่นระบบเครื่องเสียงคุณภาพจาก Burmester จำนวน 16 ลำโพง เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูงพร้อมระบบ Multicontour Seat ที่มีฟังก์ชั่นพิเศษซึ่งมีระบบปรับอุ่น , ระบบระบายอากาศและฟังก์ชั่นนวด และยังมีตัวเลือกการตกแต่งอื่นๆอีกมากมาย เช่น เบาะหนังแบบ Lugano ที่มีให้เลือกทั้งสีดำ Black, สีน้ำตาล Nut Brown หรือสีเบจ Macchiato Beige หากยังหรูหราไม่พอยังสามารถสั่งออปชั่น Exclusive Interior Plus ซึ่งจะได้เบาะหนังหุ้มหนัง Nappa รวมทั้งหุ้มหนังบริเวณประตู , คอนโซลกลางและแดชบอร์ด

   All-New Mercedes-Benz G-Class ยังมีการปรับปรุงให้มีการสั่นสะเทือนและมีเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยลง และมีขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นส่งผลให้มีพื้นที่สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นบริเวณช่วงขา , ไหล่ และข้อศอก ยิ่งเฉพาะเนื้อที่ห้องโดยสารหลังโดยที่มีการเพิ่มพื้นที่วางขาถึง 150 มิลลิเมตรเลยทีเดียว

  เบื้องต้น All-New Mercedes-Benz G-Class จะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 ทวินเทอร์โบ มากับพละกำลังสูงสุด 416 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 609 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด

  แม้ว่าโฉมใหม่นี้จะโฟกัสไปที่ความหรูหราและสะดวกสบายเยอะพอสมควร แต่ก็ยังไม่ทิ้งลายการขับขี่แบบออฟโรด ด้วยการติดตั้งเฟรมแบบขั้นบันไดพร้อมเฟืองท้ายแบบ Diff-Lock 100% การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็คือการใช้ระบบช่วงล่าง/ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ สำหรับเพลาหน้าและเพลาหลังก็เปลี่ยนใหม่หมดซึ่งจะช่วยในการขับขี่ทางสมบุกสมบันได้ดีมากขึ้น

  ในการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลนั้นทำให้ All-New Mercedes-Benz G-Class มีมุมไต่อยู่ที่ 31 องศา และมุมจาก 30 องศา สามารถวิ่งลุยน้ำที่ระยะความลึก 70 เซนติเมตร พื้นรถทำมุมคร่อมกับพื้นทางลาดชันได้สูงสุด 26 องศา โดยมีระยะต่ำสุดจากพื้นรถอยู่ที่ 241 มิลลิเมตร

  All-New Mercedes-Benz G-Class ยังออกแบบหม้อเกียร์ถ่ายทอดกำลังใหม่ รวมทั้งยังมีโหมดการขับขี่ใหม่ G-Mode ที่จะเซตคันเร่ง พวงมาลัย ปรับระดับแดมเปอร์เพื่อรองรับในการขับขี่ออฟโรดแบบขั้นสุด นอกจากนี้แล้วระบบกันสะเทือน/ช่วงล่างก็ใช้ของ AMG ตัวรถใช้วัสดุอะลูมิเนียมทำให้มีน้ำหนักเบาลงจากเดิม 170 กิโลกรัม

  All-New Mercedes-Benz G-Class จะเริ่มวางขายในบ้านเกิดที่เยอรมนีในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ในราคาเริ่มต้นที่ 107,040.50 ยูโร หรือประมาณ 4,149,000 บาทยังไม่รวมภาษีในไทย

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561

All-New Chevrolet Silverado กระบะไซส์บิ๊กเปิดตัวอย่างเป็นทางการในสหรัฐฯแล้ว

  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเผยภาพรูปทรงของ All-New Chevrolet Silverado ให้แฟนๆได้ชื่นชมกันไป ล่าสุดที่งาน Detroit Auto Show 2018 (ชื่อเต็ม North American International Auto Show 2018) ทาง General Motors ก็ได้ทำการเปิดตัวกระบะไซส์บิ๊กคันนี้ิอย่างเป็นทางการเสียที

  แน่นอนว่า Chevrolet Silverado ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประกบกับคู่แข่งอย่าง Ford F-150 และ Ram 1500 ทำให้ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์หลายจุดได้ถูกลดทอนลง และออกแบบให้มีความฉีกแนวยิ่งกว่าเดิมเพื่อเพิ่มความโดดเด่น เห็นได้ชัดว่าดีไซน์ภายนอกของรถมีการลบเหลี่ยมมุมต่างๆจากรุ่นเดิม ออกแบบซุ้มล้อใหม่แบบโค้งจากเดิมที่เหลี่ยม กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ยังคงเป็นแบบ 2 ชั้นเหมือนเดิม มีการเสริมลูกเล่นแถบตรงกลางกระจังหน้าลากยาวจนทะลุสุดไฟหน้า โดยไฟหน้าจะเป็นแบบ LED และส่วนของแถบไฟล่างจะเป็นส่วนของไฟ LED Daytime Running Lights ในส่วนของกระจกมองข้างย้ายตำแหน่งติดตั้งใหม่ นอกจากนั้นยังมีออกแบบเส้นสายให้มีรายละเอียดและลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิมที่มาแนวเหลี่ยมๆและเส้นตรง

  All-New Chevrolet Silverado มี 8 ตัวเลือกการตกแต่งที่แตกต่างกัน แต่ไฮไลต์เด็ดคงจะหนีไม่พ้นรุ่น  LT Trailboss ที่ตกแต่งภายใต้แพ็คเกจ Z71 ซึ่งมาพร้อมกับช่วงล่างที่ยกสูงขึ้นอีก 2 นิ้ว , เฟืองท้ายด้านหลังแบบดิฟล็อค และ แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งโช้คอัพจาก Rancho , ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยางแบบออฟโรด Goodyear Duratrac

  อีกหนึ่งเกรดการตกแต่งใหม่ก็คือรุ่น RST ที่อยู่ภายใต้พื้นฐานของรุ่น LT ซึ่งจะเพิ่ม "ประสิทธิภาพในการขับขี่บนท้องถนน" ให้ดียิ่งขึ้น ติดตั้งไฟหน้า LED พร้อมล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว

  ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ทาง Chevrolet บอกว่าการออกแบบภายในนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความคิดเห็นของลูกค้า และที่สำคัญในตัวถัง 4 ประตู  Crew-Cab ได้ขยายความยาวที่วางขาด้านหลังเพิ่มขึ้น 3 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของขนาด 10 ลิตรที่บริเวณที่นั่งแถวสอง และถาดเก็บของ 24 ลิตรใต้เบาะหลัง

 All-New Chevrolet Silverado มีความยาวเพิ่มขึ้น 41 มิลลิเมตร และมีฐานล้อยาวขึ้น 100 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามนั้น รถมีน้ำหนักที่เบาลงถึง 204 กิโลกรัมจากการใช้วัสดุเบาอย่างอะลูมิเนียม แต่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น 10%

 All-New Chevrolet Silverado จะมากับทางเลือก 6 เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่แตกต่างกัน แต่ยังไม่มีการประกาศเลขสมรรถนะออกมา อย่างน้อยก็มีการยืนยันว่าจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 5.3 ลิตร และ 6.2 ลิตร V8 ซึ่งมีระบบ Dynamic Fuel Management ที่สามารถลดการทำงานของกระบอกสูบได้สูงสุดถึง 7 กระบอกสูบเพื่อส่งผลให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 Duramax ที่ทาง Chevrolet เคลมว่ามีประสิทธิภาพดีที่สุดในกลุ่มอีกด้วย..

  All-New Chevrolet Silverado ยังไม่มีประกาศราคาออกมา และแน่นอนที่สุดรถรุ่นนี้ไม่มีแผนขายในไทยครับ..

ที่มา Carscoops

2019 Ford Ranger US Version เมื่อกระบะพันธุ์แกร่งขนาด Mid-Size กลับไปขายในบ้านเกิดอีกครั้ง

 ค่าย Ford ได้ทำการเปิดตัว Ford Ranger รุ่นใหม่ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นสำหรับจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ถือเป็นการกลับมาสู่ตลาด Mid-Size Pickup ในตลาดอเมริกาอีกครั้งหลังจากห่างหายจากตลาดไปนานตั้งแต่ปี 2012

  Ford Ranger US Version ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานตัวถังของ Ford Ranger (T6) ดังนั้นหลายท่านคงจะคุ้นรูปทรงกันแน่นอน ดีไซน์ด้านหน้านั้นจะคล้ายคลึงกับ Ford Ranger Minor Change (คันสีน้ำเงินที่มีคนจับภาพได้) รุ่นตลาดโลกที่จะเปิดตัวในไทยปีนี้ แต่มีความแตกต่างตรงที่กันชนหน้าที่ดีไซน์ใหม่แบบ 2 ชั้น ตกแต่งซุ้มล้อด้วยคิ้วด้านข้างสีดำ กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ ตกแต่งแก้มด้านข้างใหม่ กระจกบานหลังสามารถเปิดได้ ออกแบบทรงไฟท้ายทรงใหม่ รวมทั้งฝาปิดกระบะท้ายใหม่ที่ออกแบบให้มีสปอยเลอร์ในตัวและยังมีสัญลักษณ์ปั๊มนูน Ranger มาด้วย และสุดท้าย กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ที่แตกต่างจาก Ranger รุ่นตลาดโลก

  Ford Ranger US Version จะมีเกรดการตกแต่งที่แตกต่างกัน 3 รุ่นคือ XL, XLT และ Lariat และจะมีแพ็คเกจการตกแต่งแบบ Chrome และ Sport มาด้วย ซึ่งไม่ว่าที่มีตกแต่งแบบใด การตกแต่งนั้นจะสงวนไว้ที่ตัวถัง SuperCab และ SuperCrew เท่านั้น

  แต่แพ็คเกจการตกแต่งที่น่าสนใจที่สุดก็เห็นจะเป็น FX4 Off-Road Package ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแรงของช็อคอัพ , ยางแบบ All-Terrain , แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแพ็คเกจรองรับการขับขี่ออฟโรดอย่างระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Terrain Management System ที่สามารถปรับได้ 4 โหมด และระบบ Trail Control system ที่จะช่วยควบคุมรถในความเร็วที่เหมาะสมและมั่นคงขณะขับขี่แบบออฟโรด

  ภายในห้องโดยสารจะยกชุดคอนโซลหน้ามาจาก Ford Ranger / Everest เวอร์ชั่นตลาดโลก มีการเดินตะเข็บบริเวณคอนโซลพร้อมสัญลักษณ์ Ranger ห้องโดยสารจะใช้โทนสีดำ รวมทั้งการตัดเย็บเบาะก็มีดีไซน์ที่แตกต่างจากที่ขายในไทย

  ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ติดตั้งนั้นก็จะมีหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับระบบ SYNC3 ที่สามารถใช้ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ และมีระบบผู้ช่วยส่วนตัวของ Ford นอกจากนั้นแล้วยังมีออปชั่นที่น่าสนใจอื่นๆอีก ได้แก่ ช่องต่อไฟ AC , ระบบเครื่องเสียงคุณภาพสูง และ 4G LTE WiFi hotspot ที่สามารถรองรับอุปกรณ์ได้ 10 อุปกรณ์

  Ford ยังไม่มีการประกาศตัวเลขสมรรถนะออกมา แต่ก็ยืนยันได้แน่นอนว่า US Version จะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 2.3 ลิตร Ecoboost พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ติดตั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลังเป็นมาตรฐาน ส่วนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีให้เลือกเป็นออปชั่นเสริม

  นอกจากเครื่องยนต์ Ecoboost ที่จะติดตั้งแล้ว Ranger US Version จะมากับโครงสร้างเหล็กที่ีมีความแข็งแรงสูง และมากับช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนพร้อมโช็คอัพแบบ Monotube , แหนบด้านหลังแบบ Parabolic และแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถสำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ

   สำหรับระบบความปลอดภัยนั้น Ranger US Version  ติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติ (Automatic Emergency Braking) , ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Assist) , ระบบช่วยไม่ให้ออกนอกเลน (Lane Departure Warning system) และยังมีระบบ  Adaptive Cruise Control , ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Reverse Sensing System) , ระบบเตือนมุมอับสายตาด้านข้าง (Blind Spot Information System) และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection)

   Ford Ranger US Version ยังไม่มีการประกาศราคาขายออกมา และจะวางขายในตลาดสหรัฐฯช่วงต้นปีหน้า ข้อมูลเพิ่มเติมอาจจะปล่อยออกมาในช่วงใกล้ๆวางขายจริง

ที่มา Carscoops
 

วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

BMW 2-Series Active & Gran Tourer LCI (Minor Change) ปรับหน้าใหม่ให้ดูน่ามองยิ่งขึ้น

 ค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW ได้ทำการอัปเดตรูปโฉม (LCI - Life Cycle Impulse) ให้กับรถ MPV ของค่ายทั้ง 2 รุ่นอย่าง BMW 2-Series Active Tourer และเวอร์ชั่น 7 ที่นั่ง Gran Tourer หลังจากที่ทำการเปิดตัวในตลาดโลกช่วงเดือนสิงหาคมปี 2014 ที่ผ่านมา

  เห็นได้ชัดว่าภายนอกจะมากับกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย โคมไฟหน้าที่ออกแบบรายละเอียดภายในโคมใหม่ กันชนหน้าทั้งแบบรุ่นธรรมดาและ M Sport ออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังมากับโคมไฟตัดหมอกแบบ LED อีกด้วย ส่วนด้านท้ายมีการปรับรายละเอียดกันชนใหม่เล็กน้อยเท่านั้น

  ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังภายนอกได้ถึง 13 สี รวมทั้งตัวเลือกสีใหม่ ได้แก่ Jucaro Beige และ Sunset Orange และยังมีล้ออัลลอยลายใหม่ๆเพิ่มเข้ามา มีทั้งหมด 6 ลายตั้งแต่ขนาด 16 จนไปถึง 19 นิ้ว

  ภายในห้องโดยสารยังคงการออกแบบที่ไม่ต่างจากเดิมแต่มีการตกแต่งภายในให้ดูหรูหราและมีคุณภาพมากขึ้น เบาะนั่งออกแบบใหม่ให้ตัวเบาะยาวขึ้นเพื่อโอบรับสรีระร่างกายได้ดีกว่าเดิม มีตัวเลือกการหุ้มเบาะที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเบาะผ้า , เบาะผ้าและหนัง Sensatec, เบาะหนัง Alcantara และเบาะหนัง Dakota

  นอกจากนี้ทาง BMW ยังได้ทำการติดตั้ง BMW ConnectedDrive Services และระบบ Infotainment iDrive เวอร์ชั่นล่าสุดซึ่งจะมาพร้อมกับระบบนำทาง ระบบสั่งการด้วยเสียงผ่านทางการสัมผัสหน้าจอหรือทางปุ่ม iDrive บริเวณฐานเกียร์ก็ทำได้เช่นกัน

  สำหรับระบบส่งกำลังนั้น ถ้าได้เห็นภายในห้องโดยสารจะพบกับหัวเกียร์แบบใหม่ ซึ่งบ่งบอกว่ารถติดตั้งเกียร์ลูกใหม่ ได้แก่ เกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch 7 สปีดและอัตโนมัติ 8 สปีด อีกตัวเลือกที่ยังคงอยู่ก็คือเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

  ขุมพลังนั้นจะมีให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซลที่มีพละกำลังตั้งแต่ 109 จนถึง 231 แรงม้า เครื่องทั้งหลายถูกปรับแต่งให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และคายไอเสียน้อยกว่าเดิมโดยอยู่ในช่วง 112-147 กรัม/กม. สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลจะมีการติดตั้งตัวกรองอนุภาค (DPF) มาให้และเครื่อง 4 สูบจะมากับเทอร์โบชาร์จ 2 ตัว

  นอกจากนี้ในรุ่น Active Tourer จะมีทางเลือกแบบ Plug-In Hybrid เช่นเคยในรุ่น 225XE iPERformance PHEV มากับพละกำลัง 224 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.7 วินาที โดยปรับให้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวจาก 41 กิโลเมตรเพิ่มเป็น 45 กิโลเมตร

  ทางด้านระบบความปลอดภัย ในชุดระบบ Driving Assistant Plus package ได้เพิ่มระบบ Traffic Jam Assistant หรือระบบช่วยขับขี่ยามรถติดซึ่งจะช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ซึ่งความเร็วสูงสุดได้ 60 กม./ชม. และระบบ Active Cruise Control

  ราคาค่าตัวในตลาดอังกฤษสำหรับ BMW 2-Series ตัวถัง Active Tourer จะเริ่มต้นที่ 25,840 ปอนด์ (ประมาณ 1,126,000 บาทไทย) ในรุ่นเริ่มต้น 216d จนไปถึงราคา 34,485 ปอนด์ (ประมาณ 1,502,000 บาทไทย) ในรุ่น 225XE

ทางด้านตัวถัง Gran Tourer จะมีราคาเริ่มต้นที่ 27,705 ปอนด์  (ประมาณ 1,207,000 บาทไทย) จนถึง 31,435 ปอนด์ (ประมาณ 1,369,000 บาทไทย) ราคายังไม่รวมภาษีในไทย

ที่มา Carscoops