Like Box

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

มาชม All-New Honda CR-V เวอร์ชั่นอิเหนา ที่มีขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตรเทอร์โบให้เลือกด้วย

  ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ทำการเปิดตัว All-New Honda CR-V เจเนเรชั่นที่ 5 ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และล่าสุดประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างอินโดนีเซียก็ได้ทำการเปิดตัว All-New Honda CR-V ภายในงาน Indonesia International Motor Show (IIMS) 


   ความแตกต่างจากไทยอย่างแรกเลยคือเครื่องยนต์ที่จำหน่าย ซึ่งบ้านเราจำหน่ายเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตรและดีเซล 1.6 ลิตร แต่สำหรับประเทศอินโดนีเซียนั้นก็ทำตลาดด้วย 2 เครื่องยนต์เช่นกัน แต่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรธรรมดา มากับพละกำลัง 154 แรงม้า PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 189 นิวตันเมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที และไฮไลต์เลยคือเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร VTEC Turbo แต่คนละบล็อกกับ Civic Turbo มากับพละกำลัง 190 แรงม้า PS และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตรที่ 2,000 ถึง 5,000 รอบต่อนาที ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Paddle Shift แต่ไม่มีเกียร์ปุ่มกดเหมือนเวอร์ชั่นประเทศไทย


   ภายนอกในรุ่น 2.0 ลิตร จะมากับชุดไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนพร้อมไฟ DRL แบบ LED, ไฟตัดหมอกแบบธรรมดา ,ไฟท้ายแบบ LED , ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วเหมือนรุ่น EL เมืองไทย 


ภายในห้องโดยสารจะมี 5 ที่นั่ง ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันที่มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและรับสายโทรศัพท์, ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว , แอร์แถวหลัง ระบบ AC แบบ Manual เบาะผ้าและ เบรกมือไฟฟ้า ฟังก์ชันความปลอดภัยก็จะมีระบบ Auto Brake Hold , ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมการทรงตัว VSA และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA


 สำหรับรุ่น 1.5 ลิตรเทอร์โบ รุ่น Prestige ที่นับว่าเป็นตัวท็อปสุด สิ่งที่เพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 ลิตรก็จะมีไฟหน้าแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วแบบ 5 ก้านคู่ (ลายเดียวกับตัวแต่ง Modulo เมืองไทย) นอกจากนี้ยังมีฝาท้ายแบบเปิด-ปิดไฟฟ้าที่สามารถตั้งค่าระดับความสูงได้ มีหลังคาซันรูฟแบบพานอราม่า 


ภายในมากับเบาะหนังซึ่งเบาะคนขับจะสามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าจะปรับได้ 4 ทิศทาง พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้ ระบบปรับอากาศภายในเป็นแบบอัตโนมัติแยกโซนซ้าย-ขวาพร้อมระบบกรองอากาศ Nanoe มีระบบปรับอากาศและช่องแอร์เพดานที่สามารถปรับความแรงลมแอร์ได้ ระบบวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วพร้อมระบบนำทาง ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 ลิตร ก็คือมีกล้องมองหลังที่ปรับมุมมองได้หลายระดับ ก็คือถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย และสุดท้ายเวอร์ชั่นมาเลเซียจะไม่มีมาตรวัดแบบดิจิตอลเหมือนของไทย

   Honda CR-V เวอร์ชั่นอินโดนีเซียราคาเริ่มต้นสำหรับรุ่น 2.0 ลิตรอยูที่ 432 ล้านรูเปียห์หรือประมาณ 1,120,913 บาทไทย ส่วนรุ่น 1.5 ลิตรเทอร์โบจะมีราคาเริ่มที่ 468 ล้าน-508 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1,214,322-1,318,111 บาทไทย

ที่มา Paultan
   

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

แผนก BMW M Division บอกว่าเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ DCT อาจเลือนหายไปในอนาคต

   ลูกค้าต่างประเทศที่ซื้อรถ BMW ตัวแรงตระกูล M ณ ปัจจุบันนี้จะมีทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด DCT แต่ในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อแผนกสมรรถนะสูงของ BMW อย่าง M Division อาจจะยกเลิกการผลิตเกียร์เหล่านี้ในอนาคต

นาย Peter Quintus รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของแผนก BMW M Division บอกว่าเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch (DCT) อาจถึงกาลเวลาสูญพันธ์ในอนาคตกันใกล้นี้

   จริงๆแล้วความตายที่เข้ามาใกล้ของเกียร์ธรรมดานั้นๆไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรและเริ่มเกิดขึ้นหลายปีแล้วด้วย (ยกตัวอย่างเมืองไทยที่เริ่มนิยมใช้เกียร์อัตโนมัติเสียมากกว่าในรถเก๋ง เว้นแต่รถกระบะที่ยังคงมีเกียร์ธรรมดาขายอยู่ และก็ขายได้เยอะเสียด้วย) แต่สำหรับเกียร์อัตโนมัติ DCT หลายคนอาจจะตกใจกับข่าวว่าทำไมถึงไปเร็วนัก

  นาย Quintus กล่าวว่าเกียร์อัตโนมัติ DCT มีข้อดีคือการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วฉับไว จนทำให้หลายค่ายเริ่มมาพัฒนาเกียร์แบบนี้มากขึ้น แต่ทว่าในปัจจุบันตอนนี้เกียร์อัตโนมัติแบบดั้งเดิมก็ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหลายๆค่ายก็พัฒนาจนไปถึงอัตโนมัติ 9-10 สปีดกันแล้ว เกียร์อัตโนมัติ DCT อาจจะได้ไปต่อราวๆ 6-7 ปีเท่านั้น

   กล่าวคือเกียร์อัตโนมัติ DCT จะมีข้อได้เปรียบ 2 ด้านคือ เปลี่ยนเกียร์ฉับไว และน้ำหนักเบา แต่ในขณะเดียวกันเกียร์อัตโนมัติแบบดั้งเดิมก็ได้ถูกพัฒนาให้ดีและมีความเฉลียวฉลาดมากยิ่งขึ้นจนทัดเทียมหรืออาจจะดีกว่า DCT 

   ส่วนเกียร์ธรรมดาที่ใช้อยู่นั้น นาย Quintus บอกว่ามันมีประเด็นอยู่ที่ความทนทานของเกียร์ เนื่องจากว่าเกียร์ธรรมดาที่ใช้อยู่นั้นรองรับขีดจำกัดแรงม้าได้ไม่เกิน 450 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตัน-เมตร ซึ่งถ้าเกินกว่านั้นจะไม่สามารถประกันความทนทานได้ มีข้อเสนอว่าเกียร์ธรรมดาจากผู้ผลิตรถยนต์จากฝั่งอเมริกาอาจจะเป็นทางออกที่ดี แต่นาย Quintus ก็ไม่เห็นด้วย ครั้นถ้ามาพัฒนาเอง ก็ต้องใช้ต้นทุนการพัฒนาสูง ลูกค้าที่ซื้อเกียร์ธรรมดาก็มีน้อย ซึ่งก็จะไม่คุ้มทุนการพัฒนา

  นาย Quintus ยังบอกเหตุผลอีกว่า เกียร์ธรรมดาของผู้ผลิตอเมริกามีน้ำหนักมาก และการเปลี่ยนเกียร์ช้า เขาไม่แน่ใจว่า BMW M3 และ M4 โฉมถัดไปจะมีทางเลือกเกียร์ธรรมดามาให้หรือไม่
   

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

ยลโฉม Mitsubishi L200 Barbarian SVP รุ่นพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับตลาดอังกฤษ

  ค่าย Mitsubishi เพิ่งเปิดตัว Triton รุ่น Limited Edition ในไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าพอสมควร คราวนี้เราข้ามมาดูตลาดอังกฤษที่เพิ่งมีการกระบะ Triton (ทำตลาดในอังกฤษด้วยชื่อ L200) รุ่นพิเศษ นั่นคือ Mitsubishi L200 Barbarian SVP

  Mitsubishi L200 Barbarian SVP ถูกตกแต่งบนพื้นฐานของ L200 Barbarian Double Cab ที่จำหน่ายในตลาดอังกฤษ ได้รับแรงบันดาลใจการตกแต่งจาก L200 Desert Warrior Pre-runner ภายนอกจะมีทางเลือก สีน้ำเงิน Electric Blue และสีดำ Cosmos Black ภายนอกออกแบบกระจังหน้าทรงใหม่สีดำ เสริมการตกแต่งบริเวณไฟหน้าให้ดูเข้มขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีดำ หุ้มด้วยยาง BF Goodrich All-Terrain ออกแบบโป่งล้อรถใหม่ที่ดูขนาดใหญ่กว่าเดิม และยังติดตั้งราวหลังคามาให้ ส่วนด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายที่ตกแต่งเล็กน้อย และกันชนท้ายสีดำ มีโลโก้ SVP บ่งบอกความเป็นรุ่นพิเศษ

 L200 Desert Warrior Pre-runner

   ภายในห้องโดยสารไม่มีภาพออกมา แต่ผู้ผลิตอย่าง Mitsubishi บอกว่าจะมีการตกแต่งภายในให้ดูดีขึ้น ด้วยการใช้หนังคุณภาพสูงหุ้มเบาะ พร้อมเย็บโลโก้ SVP ไว้บนหมอนรองศีรษะ และสครัพเพทแบบเรืองแสง นอกจากนี้ภายในก็มีฟังก์ชันระบบนำทาง GPS กล้องมองหลังและปุ่มสตาร์ท

   สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะใช้เครื่องดีเซล 2.4 ลิตรที่ให้กำลัง 180 แรงม้า และแรงบิด 430 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อม Paddle Shift ไม่ว่ากระปุกเกียร์จะถูกเลือกไว้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อมาตรฐานใดก็ตาม และทุกรุ่นมากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

   Mitsubishi L200 Barbarian SVP มีราคาเริ่มต้นในตลาดอังกฤษที่ 28,917 ปอนด์ หรือประมาณ 1,255,626 บาทไทย และผลิตจำนวนจำกัด 250 คันเท่านั้น ส่วนในไทยไม่มีขายครับ

ที่มา Carscoops

Honda Mobilio Minor Change เตรียมเปิดตัวในไทย 9 พฤษภาคมนี้

   เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ Honda Mobilio ถูกแนะนำในตลาดไทย ซึ่งก็ได้ผลตอบรับค่อนข้างดีในช่วงแรกๆ จนกระทั่งการมาของรุ่นพี่รุ่นน้องอย่าง Honda BR-V และรถ Mini MPV ประตูสไลด์ไฟฟ้าอย่าง Toyota Sienta ทำให้ Mobilio กลายเป็นรถที่ถูกลืมไปโดยปริยาย


   และหลังจากที่ประเทศอินโดนีเซียได้ทำการเปิดตัว Honda Mobilio Minor Change ไปแล้วเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ล่าสุด Honda Thailand ก็เตรียมที่จะแนะนำ Mobilio Minor Change ในตลาดไทยวันที่ 9 พฤษภาคมนี้


   คาดว่าดีไซน์ภายนอกน่าจะอ้างอิงมาจากโฉมประเทศอินโดนีเซีย แต่อาจจะมีรายละเอียดบางจุดที่ต่างจากอินโดนีเซียหรือไม่ก็ต้องติดตาม ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงด้านหน้าใหม่ ในส่วนของไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเรียวขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมาพร้อมกับไฟหรี่ LED Guide ภายในโคม  และยังมีการออกแบบกระจังหน้าทรงใหม่คล้ายคลึงกับ Civic และยังมีการออกแบบล้ออัลลอยลายใหม่ ส่วนด้านท้ายมีการเสริมคิ้วขอบโครเมียมบริเวณกรอบป้ายทะเบียน 


   ส่วนคอนโซลหน้าก็แน่นอนว่ายกชุดมาจาก Honda BR-V รายละเอียดการตกแต่งภายในห้องโดยสารอาจจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นอินโดนีเซีย



เครื่องยนต์ก็น่าจะคงไว้ซึ่งขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร i-VTEC มากับพละกำลัง 117 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี EarthDream Technology และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด รองรับเชื้อเพลิงถึง E85

   สำหรับราคาค่าตัวและสเปคโดยละเอียดนั้นยังไม่มีข้อมูล ซึ่งต้องรอให้ถึงวันเปิดตัวก่อน รอเวลาแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้นครับ อดใจกันนิดเดียว

   

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

BMW M4 CS อีกหนึ่งสปอร์ตตัวแรงจากค่ายใบพัดฟ้าขาว

  ค่ายใบพัดฟ้าขาว BMW ได้เปิดตัวสปอร์ตตัวแรงรุ่นพิเศษอย่าง M4 CS ที่จะมาแทรกกลางระหว่าง M4 Competition Package และ M4 GTS โดยทำการเปิดตัวแล้วในงาน Shanghai Auto Show 2017

   BMW M4 CS เดินตามรอยเท้าตัว GTS ด้วยการลดน้ำหนักตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งสปอยเลอร์ ลิ้นกันชนหน้า ครีบรีดอากาศกันชนท้าย และหลังคาที่ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ภายในห้องโดยสารติดตั้งแผงประตูแบบน้ำหนักเบา พร้อมห่วงดึงประตู ส่งผลให้น้ำหนักตัวรถลดลงไป 32 กิโลกรัม 

   นอกจากนี้ยังมากับล้อลายพิเศษขนาด 19 นิ้วที่ด้านหน้าและ 20 นิ้วที่ด้านหลังเป็นมาตรฐาน ชุดเบรกคาร์บอนเซรามิก และคาลิปเปอร์สีทอง 

  ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังได้หลายสีด้วยกัน ได้แก่ สีเทา Lime Rock Grey Metallic, สีขาว Alpine White, สีน้ำเงิน San Marino Blue Metallic, สีดำ Sapphire Black Metallic และสีน้ำเงินเข้ม Frozen Dark Blue II
   
  สำหรับเครื่องยนต์นั้นได้ทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 ทวินเทอร์โบชาร์จที่ได้รับการปรับแต่งให้มีสมรรถนะถึง 454 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดแบบ Dual Clutch อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 278 กม./ชม. BMW ระบุว่ารถคันนี้สามารถไปทำเวลารอบสนาม Nurnurgring ได้ในเวลา 7 นาที 38 วินาที ซึ่งช้ากว่า M4 GTS ที่ทำไว้ที่ 7 นาที 27.38 วินาที แต่เร็วพอๆกับ Porsche 911 (991) Carrera S 

   BMW M4 CS มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 116,900 ยูโร หรือประมาณ 4,347,03 บาทไทย ยังไม่รวมภาษี  มารอดูกันครับว่าทาง BMW Thailand จะนำเข้ามาขายให้ลูกค้ากระเป๋าหนักหรือไม่ ขนาด BMW M4 GTS ยังนำเข้ามาขายได้ คาดว่ารุ่นนี้ก็ไม่น่าจะพลาดเช่นกัน 

ที่มา Carscoops

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560

Mercedes-Benz Concept A Sedan ต้นแบบที่พรีวิวคอมแพกต์คาร์รุ่นใหม่ของค่าย

  ภายในงาน Shanghai Auto Show 2017 สำหรับค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ที่นอกจากการเปิดตัว S-Class Minor Change แล้ว (อ่านข้อมูล ที่นี่) ก็ยังมีการเปิดตัวต้นแบบคันใหม่ล่าสุดอย่าง Concept A Sedan ด้วยเช่นกัน


   Mercedes-Benz Concept A Sedan จะเป็นต้นแบบที่บ่งบอกทิศทางการออกแบบของรถคอมแพกต์คาร์รุ่นใหม่อย่าง "A-Class Sedan" ที่จะมาแทรกกลางตลาดระหว่าง CLA และ C-Class นั่นเอง และแน่นอนว่าต้นแบบคันนี้จะเป็นการพรีวิวทิศทางการออกแบบของ A-Class / CLA-Class / GLA-Class ด้วยเช่นกัน
   ภายนอกมากับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวหรูหรา กระจังหน้ามาแบบซี่ลวดตรงแนวตั้งในชื่อ "Panamerican" (เหมือน AMG GT) ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของรถเบนซ์ยุคนี้ไปเสียแล้ว ไฟหน้ามีทรวดทรงที่ดูแหลมและเฉียบคม และมีกันชนที่ดูเท่และโดดเด่น

    เส้นสายด้านข้างมีความโค้งมนแต่ไม่ถึงกับลาดเทแบบรถคูเป้ มือจับประตูซ่อยแบบแนบเนียบซึ่งเป็นปกติในรถต้นแบบหลากรุ่น ซุ้มล้อออกแบบให้มีขนาดใหญ่รองรับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วทำให้ดูเต็มซุ้มล้อ ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับไฟท้ายทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ดูสวยงามและเฉียบคม

  Mercedes-Benz Concept A Sedan ยังไม่มีข้อมูลว่าจะผลิตจริง (ในนามของ A-Class Sedan) เมื่อไหร่ แต่ยังไงก็มาแน่ๆ คาดว่าน่าจะเปิดตัวตามหลัง A-Class ตัวถัง Hatchback ซึ่งก็น่าจะอยู่ในช่วงปี 2018-2019 ครับ

ที่มา Carscoops

ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขรถ Toyota Hilux จากกรณีไม่ผ่านการทดสอบ Moose Test

จากประเด็นเกี่ยวกับ Toyota Hilux โฉมล่าสุดที่ได้ไปปรับแก้ระบบควบคุมการทรงตัว VSC จนผ่านการทดสอบ Moose Test แล้ว (อ่านข่าวได้ที่ Toyota Hilux 2016 โฉมยุโรปผ่านการทดสอบ Moose Test แล้วหลังจากได้รับการปรับปรุงแก้ไข) ก็ยังคงมีหลายคให้ความสนใจและแสดงความเห็นกันหลากหลาย ผมเลยเอาประเด็นนี้มาวิเคราะห์ดูตามความรู้ (อันน้อยนิดที่ผมมี)


การทดสอบเมื่อปลายที่ผ่านมา คนทดสอบเขาตั้งใจทำให้ล้อยกหรือเปล่า ประมาณว่าจะดิสเครดิต Toyota อะไรแบบนั้น มันดูไม่น่าเชื่อถื่อ
: เรื่องนี้ผมไม่มีความรู้พอที่จะตอบ แต่ผมไปเจอบทความในคลิปนี้ https://www.youtube.com/watch?v=RjboPfZDYds เขาอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียด แต่ขอยกมาบางส่วนให้อ่านกันครับ


"ในการทดสอบ Toyota Hilux ครั้งที่ผ่านมาต่างสงสัยกันว่าทำไมการทดสอบจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องของสภาพรถยนต์ที่ใช้ทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่าง สภาพยางและลมยาง จำนวนการทดสอบ สภาพถนนที่ใช้ทดสอบ โหลดหรือน้ำหนักของรถ ความเร็ว และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ทำการทดสอบที่เป็นผู้ควบคุมรถ โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคิดว่าผู้ทดสอบไม่มีความเป็นกลาง และจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ออกมา การทดสอบเป็นการทดสอบระยะทางสั้นๆ และขับด้วยความเร็วไม่สูงมาก ทำให้หลายปัจจัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมา แทบจะไม่มีผลในการพิจารณา เพราะจะถูกกำหนดให้เหมือนๆกัน จากที่เห็นด้วยตาผ่านคลิปดังกล่าว เช่น สภาพถนนที่ใช้ทดสอบ ระยะทาง ความกว้างของถนน การจัดวางสิ่งกีดขวาง 

สรุปได้ว่า ปัจจัยแปรผันส่วนใหญ่ถูกใช้กับรถที่ถูกทดสอบเหมือนๆกัน และการที่ระยะทางสั้นและความเร็วที่ไม่สูงมาก ก็ทำให้เกิดความผิดพลาดในการทดสอบน้อยลงเช่นกัน ต่างจากการทดสอบในระยะทางไกลและความเร็วสูง ที่การเลี้ยวพวงมาลัยที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้ผลการขับขี่ที่ได้ มีผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด พูดง่ายๆคือ การทดสอบที่ตั้งใจให้ไม่ผ่านการทดสอบ น่าจะเป็นไปได้น้อย"

ก็ลองคิดดูแล้วกันครับว่าสื่อเจ้าใหญ่ที่มีชื่อเสียงในสวีเดนอย่าง Teknikens Varld  ทำไมเขาต้องมาดิสเครดิตโตโยต้า หรือตั้งใจโจมตีด้วย เพื่ออะไร? ทำแล้วได้เงินจากค่ายอื่นหรือเปล่า? ถ้าเขาทดสอบอย่างไม่เป็นธรรม หรือดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ เจตนาบิดเบือนประสิทธิภาพสินค้า  Toyota คงฟ้องหรือเอาเรื่องสื่อเจ้านี้แล้ว

แล้วไหนตอนแรก Toyota บอกว่าผ่านมาตรฐาน ISO3888 ล่ะ
:  คำพูดนี้เป็นคำพูดจากปาก PR ของ Toyota สวีเดน อ้างอิงจาก http://www.headlightmag.com/news-toyota-hilux-upgraded-vsc-for-moose-test/ ไม่แปลกที่เขาจะใช้คำพูดสวยหรู แต่อย่างน้อยเขาก็บอกว่า "จะนำเคสนี้เก็บไปพิจารณาอย่างจริงจัง" ก็ไม่เห็นจะมีท่าทีว่าจะปฎิเสธหรือบอกปัดความผิดพลาดลูกเดียวนะ แล้วทุกท่านลองคิดดูครับ คลิปของสื่อเจ้านี้มีคนเข้ามาดูเป็นล้าน (ปัจจุบันก็ 9.4 กว่าล้านคน) มีคนให้การวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย มันควรจะปล่อยไว้เฉยๆหรือ? ลองคิดดูสิครับ ถ้าเป็นตัวคุณทำสินค้าออกมาได้ไม่ดี แล้วโดนคนกระหน่ำด่า คุณจะอยู่เฉยๆแล้วรอให้เรื่องเงียบ หรือจะเดินหน้าหาวิธีแก้ไข ก็ต้องเลือกอย่างหลังกันอยู่แล้ว

และคราวนี้เห็นว่า Toyota บริษัทแม่อุตส่าห์ส่งคนมาคุยกับสื่อ Teknikens Varld กันถึงที่ เพื่อมาหารือแก้ไขปัญหาของตัวรถ ผมว่าก็ดีแล้วนะครับ 

แล้วในประเทศไทยจะได้รับการปรับปรุงแก้ไขแบบในยุโรปหรือไม่
: ตามข่าวคือแก้ไขเฉพาะ "ภูมิภาคยุโรปเท่านั้น" ครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศสวีเดนซึ่งอยู่ในภูมิภาคยุโรป โดยรถ Hilux เวอร์ชั่นยุโรปจะมี "น้ำหนักรวมน้ำหนักบรรทุก" สูงสุดอยู่ที่ 3,210 กิโลกรัม ในออสเตรเลีย 3,000 กิโลกรัม ในอาร์เจนติน่า 2,910 กิโลกรัม และประเทศไทย 2,750 กิโลกรัม ซึ่งในการทดสอบ Toyota เขาก็ใส่ตัวถ่วงทั้งหลายให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกสูงสุดตามที่ระบุไว้ และเนื่องด้วยน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกของไทยที่ต่างจากของยุโรปเกือบๆ 500 กิโลกรัม เลยทำให้ Toyota อาจจะคิดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับรถที่ขายในไทยเลยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่ม

ส่วนหนึ่งผมไม่รู้ว่าเกี่ยวกับแฟนคลับรถ "บางกลุ่ม" ด้วยหรือเปล่า ครั้งหนึ่งผมเคยนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการแก้ไข Hilux ในสวีเดน มีท่านหนึ่งมาคอมเมนต์บอกว่า "ไม่จำเป็นต้องแก้ไขหรอก ผู้ใช้รถ แฟนคลับทั้งหลายเขารับได้อยู่แล้ว" "ใส่โช้คดีๆสักชุดก็จบ มันช่วยได้" ถ้าเกิดสมมติว่า Toyota มาเจอเสียงจากผู้ใช้เหล่านี้ แล้วเกิดไม่แก้ให้เพราะเหตุผลเหล่านี้จริงๆขึ้นมา ผมว่าจะพีคมาก

เอาจริงๆก็ยังไม่รู้ว่า Toyota Motor Thailand จะปรับปรุงแก้ไขระบบ VSC ตามเวอร์ชั่นยุโรปหรือไม่นั้นก็ไม่รู้ เพราะตั้งแต่ช่วงที่มีข่าวทดสอบ Moose Test ไม่ผ่าน ก็ดูท่าทางว่า Toyota ไม่ได้สนใจอะไร ก็ยังคงนำเสนอโฆษณาที่มีพี่เวียร์ขับรถ แล้วโปรยคำว่า "แกร่งจริง หนึบจริง" และล่าสุดที่ออกโฆษณา "แชมป์ยอดขาย 11 ปีซ้อน" ก็รอดูเอาแล้วกันครับว่าเขาจะแก้ให้หรือเปล่า


แล้วไอ้เหล็กที่ยื่นออกมาแปลกๆมันคืออะไร มีไอ้นี่มาถ่วงน้ำหนักมาช่วยให้ไม่ยกละมั้ง
: มันคือบาร์กันคว่ำ ติดตั้งเผื่อไว้ป้องกันการทดสอบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ซึ่งในคลิปก็ปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อ้าวเฮ้ย...ที่รายการขับซ่าออกมาทดสอบ หรือที่เขาขับในสนามของ Toyota แล้วที่อื่นๆทำไมล้อไม่ยก
: เพราะการทดสอบในรายการขับซ่า เป็นการทดสอบโดยรถเปล่าไม่มีการบรรทุกของแต่อย่างใด มีคนขับในรถคนเดียว ต่างจาก Moose Test ของสวีเดนที่จะบรรทุกด้วยน้ำหนักบรรทุกสูงสุดซึ่งจะไม่เท่ากันในแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละค่ายจะกำหนดน้ำหนักบรรทุกของรถรุ่นนี้มาเท่าใด แต่แน่นอนว่าการทดสอบของรายการขับซ่าเขาก็อ้างอิงตามมาตรฐาน ISO3888  ซึ่งผลที่ออกมาเท่าที่ผมไปดูในรายการ เขาก็ยังบอกว่า Hilux Revo ออกอาการมากสุด


   
ก็ทั้งหมดเป็นการอธิบายและวิเคราะห์เกี่ยวกับข่าว Toyota Hilux ในการทดสอบ Moose Test หากข้อมูลไหนผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องไปก็ขออภัยด้วยครับ