Like Box

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แอบถ่าย 2019 Ram 1500 กระบะ Full-Size โฉมใหม่

  สาวกกระบะหลายท่านน่าจะให้ความสนใจกับกระบะขนาด Full-Size ที่มีรูปร่างหน้าตาที่ดูแข็งแกร่งและมีตัวถังขนาดใหญ่โต หลายครั้งที่เราเห็นรถเหล่านี้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านมาวิ่งให้ได้ดูเป็นขวัญตากันบ้าง 


  คราวนี้มาดูข่าวของค่าย Ram ที่ในอีกไม่นานเกินรอจะมีการเปิดตัวโฉมใหม่ของกระบะ Full-Size คันเก่งของพวกเขาอย่าง Ram 1500 ซึ่งก็วิ่งทดสอบในสหรัฐฯมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และนี่ก็คือภาพแอบถ่ายล่าสุดของ Ram 1500 โฉมใหม่ที่จะเปิดตัวภายในปีหน้า ในแบบที่มีการปิดด้วยสติ๊กเกอร์ที่น้อยมาก


  การเปลี่ยนแปลงที่เห็นเด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นดีไซน์ด้านหน้าที่มีการออกแบบใหม่ให้ดูสะดุดตามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีการออกแบบเส้นโครเมี่ยมส่วนบนกระจังหน้าให้ลากยาวจากไฟหน้าด้านซ้ายจนจรดด้านขวาเลย มีการติดตั้งโลโก้รุ่นไว้บริเวณฝากระโปรงหน้า เส้นสายด้านข้างดูไม่ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก แต่เห็นในส่วนของประตูหลังที่ออกแบบกรอบกระจกให้ดูมีเหลี่ยมมากขึ้น ประตูคู่หน้ามีการติดตั้งกระจกมองข้างทรงใหม่ 


  ด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายที่มีการเพิ่มมิติความลึกของไฟทำให้ดูดีขึ้นกว่าเดิม ฝากระโปรงท้ายก็ได้มีการออกแบบให้ดูมีมิติกว่าเดิมและยังมากับที่เปิดฝาท้ายแบบโครเมี่ยม รวมทั้งกันชนท้ายทรงใหม่


  ด้วยทรงที่ยังคล้ายคลึงจากรุ่นเดิม คาดว่า Ram 1500 จะยังคงสร้างขึ้นบนพื้นฐานของรุ่นเดิม แต่ออกแบบและเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ โดยเฉพาะฝากระโปรงหน้าและฝาท้ายที่ทำจากอะลูมิเนียม ขุมพลังคาดว่ายังคงมีให้เลือกทั้งแบบ V6 และ V8 ส่วนเรื่องขุมพลังไฮบริดกับเครื่องยนต์ 4 สูบก็ยังคงเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น

  คาดว่า Ram 1500 โฉมใหม่จะเปิดตัวภายในงาน Detroit Auto Show 2018 เดือนมกราคมปีหน้า ส่วนการวางจำหน่ายน่าจะมีขึ้นในช่วงปลายปีเดียวกันครับ

ที่มา Motor1
  

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชมภาพรถทดสอบเซตล่าสุดของ All-New Mercedes-Benz A-Class

   ภาพรถทดสอบล่าสุดของ All-New Mercedes-Benz A-Class ที่เริ่มเปิดเผยทรวดทรงของรถให้เห็นมากขึ้น คาดว่าคงอีกไม่นานน่าจะมีการเปิดเผยโฉมออกมาให้สาวกตราดาวได้กรี๊ดสนั่นกันแล้ว

  ดีไซน์ด้านหน้าจะได้รับแรงบันดาลใจมากต้นแบบ Mercedes-Benz Concept A Sedan เพียงแต่ด้านหน้าของ A-Class 5 ประตูจะใช้กระจังหน้าลายเพชร ไม่เหมือนต้นแบบที่จะเป็นซี่ลวดทรงตั้งแบบ Panamericana และกันชนหน้าที่ดูสปอร์ต (คาดว่าจะเอามาใช้ในตัวแรง AMG) ไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูเฉียบคมมากขึ้นกว่าเดิม

  เส้นสายด้านข้างยังคงกลิ่นอายจากรุ่นที่แล้ว แต่ดูมีความปราดเปรียวมากขึ้นและย้ายตำแหน่งกระจกมองข้าง ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบไฟท้ายทรงใหม่เป็นแนวยาวซึ่งก็ดูดีขึ้น 

  All-New Mercedes-Benz A-Class จะยังมีขนาดที่ใกล้เคียงกับรุ่นปัจจุบันที่กำลังจะตกรุ่น เพียงแต่ได้ขยายระยะฐานล้อให้ยาวมากขึ้น อันจะส่งผลให้มีพื้นที่วางขาด้านหลังมากขึ้น และดูเหมือนว่าจะมีพื้นที่เก็บของด้านหลังเพิ่มมากขึ้นด้วย

  All-New Mercedes-Benz A-Class จะสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มน้ำหนักเบาชื่อว่า MFA2 น่าจะมากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 3-4 สูบ ใครอยากได้ตัวแรงก็ให้ไปหา A40 AMG ที่น่าจะมากับพละกำลัง 340 แรงม้าขึ้นไป และแรงสุดอย่าง A45 AMG ที่น่าจะมีพละกำลังราวๆ 400 แรงม้า

  รถเริ่มเปิดเผยขนาดนี้คาดว่าในอีกไม่กี่เดือนน่าจะมีการเปิดเผยโฉมออกมาครับ

ที่มา Carscoops
  

วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Ford F-150 Urban Warrior พวงมาลัยขวาเปิดตัวในมาเลเซีย

  หลายท่านอาจจะไม่คุ้นหูกับชื่อแบรนด์ Urban Warrior อันเป็นสำนักแต่งของแคนาดาที่ยังรับแปลงรถพวงมาลัยซ้ายให้เป็นพวงมาลัยขวา ซึ่งแบรนด์นี้ได้นำ Ford F-150 พวงมาลัยซ้ายจากสหรัฐฯมาแปลงเป็นพวงมาลัยขวาแล้วแปะตรา Urban Warrior ขาย คนไทยก็ได้มีโอกาสสัมผัสรุ่นนี้แล้วผ่านทางผู้นำเข้าอิสระเจ้าหนึ่งที่นำเข้ามา 

และล่าสุดตอนนี้  Ford F-150 ได้ถูกนำเข้ามาขายในมาเลเซียแล้วโดยบริษัท Hamawangsa Kredit ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้ารถหรูของมาเลเซีย

  นาย Nizam Arifin ประธานของบริษัท Hamawangsa Kredit เปิดเผยว่าทางบริษัทจะนำเข้า Ford F-150 จากสหรัฐอเมริกา และถูกนำไปแปลงเป็นพวงมาลัยขวาที่แคนาดา แปะตราบริษัท Urban Warrior ขาย โดยตั้งเป้าขายไว้ที่ 150 คัน/ปี และแน่นอนว่าตัวรถไม่ได้วางขายหรือเปิดตัวภายใต้บริษัท Sime Darby Auto Connexion อันเป็นตัวแทนจำหน่าย Ford ของมาเลเซีย

  ทางเลือกของ Ford F-150 ก็จะมีทั้งตอนเดียว Single Cab, SuperCab ตอนครึ่ง และ SuperCrew 4 ประตู พร้อม 5 เกรด ตั้งแต่รุ่น XL, XLT, LARIAT, King Ranch และ Platinum ทุกรุ่นจะส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งระบบขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ

  อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งภายในรถก็จะมีชุดหน้าปัดที่มากับหน้าจอดิจิตอล MyView ขนาด 8 นิ้วที่สามารถนำเสนอข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลในลากจูงและระบบนำทางแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีสวิตซ์เปลี่ยนระบบขับเคลื่อน , เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมฟังก์ชันอุ่นเบาะ , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone , Cruise Control ด้านหลังยังมีช่องต่อไฟ AC ขนาด 110 โวลต์ / 440 วัตต์ และระบบปรับอากาศตอนหลัง

  ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้นจะมีการติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 ใบ , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC , ระบบช่วยควบคุมขณะลงทางชัน HDC , ระบบควบคุมการทรงตัว  Advance Trac พร้อมระบบป้องกันรถพลิกคว่ำ Roll Stability Control , ระบบควบคุมการเข้าโค้ง (Curve Control) และยังรวมถึงระบบเตือนแรงดันลมยาง Tyre Pressure Monitoring System

  Ford F-150 Urban Warrior มีราคาเริ่มต้นที่ 388,888 ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 3,054,000 บาทไทย) สำหรับรุ่น EcoBoost ขนาด 2.7 ลิตร ซึ่งทางบริษัทนำเข้า Hamawangsa ก็กำลังหาทางเจรจาในการกดราคาให้เหลือต่ำกว่า 350,000 ริงกิต (ประมาณ 2,749,000 บาทไทย) 

  ส่วนคนไทยที่อยากได้ Ford F-150 มาขับ ก็ติดต่อที่บริษัทนำเข้ารถหรูตามเว็บนี้ http://luxeautogallery.co.th/ เลยครับ 

ที่มา Paultan

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

มาชม Toyota Hilux อัปเดตอุปกรณ์ใหม่ในมาเลเซีย

  UMW Toyota Motor บริษัทผู้จำหน่าย Toyota ในประเทศมาเลเซีย ได้นำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆให้กับ Toyota Hilux โดยได้ตัดรุ่นย่อยทั้งหมดจาก 8 เหลือ 6 รุ่นย่อย 

  รุ่นท็อปสุด 2.8G 4×4 AT จะได้ไฟตัดหมอกแบบ LED เพิ่มเติมเข้ามา จากปกติที่มีไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED และไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคม ภายในจะมากับระบบปรับอากาศอัตโนมัติและระบบปรับอากาศตอนหลัง,ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control ส่วนระบบความปลอดภัยจากเดิมที่มี ABS EBD BA VSC TRC HAC ESS TSC ถุงลมนิรภัย 7 ใบ ก็จะเพิ่มระบบช่วยลงเขา DAC มาให้ด้วย

  ตามด้วยรุ่น 2.4G 4x4 AT คราวนี้ก็จะมีการติดตั้งถุงลมนิรภัย 7 ใบมาให้ ส่วน 2.4G MT ยังเพิ่มระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC ระบบเสริมแรงเบรก BA ไฟเบรกฉุกเฉิน ESS และ ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC มาให้เหมือนรุ่น 2.8G 4x4 AT และ 2.4G 4x4 AT ด้วย

  อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ Hilux ที่มาเลเซีย รุ่น 2.8G 4x4 AT มีการติดตั้งกล้องบันทึกวีดิโอหน้ารถมาให้เป็นมาตรฐาน ส่วนรุ่น 2.4G 4x4 MT & AT ก็สามารถเลือกสั่งเป็นออปชั่นเสริมได้

  นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถสั่งออปชั่นกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ในราคา 2,650 ริงกิต หรือประมาณ 20,812 บาทไทย หรือจะเลือกแพ็คเกจ "Tough" ราคา 2,300 ริงกิต หรือประมาณ 18,063 บาทซึ่งจะเพิ่มชุดแต่งรอบคันในส่วนของกันชนหน้า,ซุ้มล้อและราวหลังคาแบบในรูป และ Hilux ทั้ง 6 รุ่นย่อยยังมาพร้อมกับการรับประกัน 5 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตรอีกด้วย

  Toyota Hilux ในมาเลเซียมีราคาเริ่มต้นที่ 87,200 ริงกิตหรือประมาณ 685,000 บาทไทยสำหรับรุ่นตอนเดียว Single-Cab 2.4 MT 4×4 จนไปถึงรุ่นท็อปสุด Double-Cab 2.8G AT 4×4 กับราคา 130,900 ริงกิตหรือประมาณ 1,028,000 บาทไทย

ส่วนเมืองไทยก็รอรุ่นปรับโฉมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าครับ..

ที่มา Paultan

วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Kia Stinger เตรียมเปิดตัวในไทยปลายปีนี้ช่วง Motor Expo 2017

  ก่อนหน้านี้ผมเองก็เชื่อสนิทใจว่า Kia Stinger รถซีดานหรูจากเกาหลีที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปีนั้นไม่มีทางที่จะเอามาขายในไทยได้แน่ๆ 

แต่ล่าสุดสื่อใหญ่ของไทยอย่าง Autodeft และ Headlightmag ได้รายงานข่าวว่า Kia Thailand วางแผนที่จะเปิดตัว Kia Stinger ภายในปลายปีนี้ช่วงงาน Motor Expo 2017 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 30 พฤศจิกายน-11 ธันวาคมนี้ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

   Kia Stinger ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าชนคู่แข่งจากยุโรป ไม่ว่าจะเป็น BMW 3-Series / 4-Series Gran Coupe , Audi A4 / A5 Sportback และคู่แข่งอื่นๆ โดยมากับสัดส่วนความยาวตัวถัง 4,831 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,869 มม. และมีความยาวฐานล้อที่ 2,905 มิลลิเมตร


   All-New Kia Stinger ตั้งใจมาท้าชนคู่แข่งจากยุโรป ไม่ว่าจะเป็น BMW 3-Series / 4-Series Gran Coupe , Audi A4 / A5 Sportback และคู่แข่งอื่นๆ โดยมากับสัดส่วนความยาวตัวถัง 4,831 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,869 มม. และมีความยาวฐานล้อที่ 2,905 มิลลิเมตร


   ดีไซน์ภายนอกนั้นถือว่ามีความสปอร์ตดุดันพอสมควร มากับชุดไฟหน้าทรงสปอร์ต กระจังหน้า Tiger Nose อันเป็นเอกลักษณ์ กันชนหน้าออกแบบดีไซน์ช่องระบายอากาศให้ดุดัน เส้นสายด้านข้างดูสปอร์ตปราดเปรียว มากับทรงหลังคาด้านหลังลาดเอียงสไตล์รถคูเป้ ในส่วนด้านท้ายจะมากับไฟท้าย LED ทรงเรียว ท่อไอเสียคู่ 2 ข้างเพิ่มความสปอร์ตดุดันมากขึ้น


    ภายในห้องโดยสารค่อนข้างมีความสวยงามและหรูหราตามสไตล์รถยุโรป โดยเฉพาะในส่วนของช่องแอร์ตรงกลางที่ทำให้ชวนนึกถึงช่องแอร์ของ Mercedes-Benz ไม่น้อยเลย มีการติดตั้งหน้าจอทรงแท็บเลตขนาด 7 นิ้วตั้งอยู่บนคอนโซลหน้ารถ


   เครื่องยนต์ในตลาดโลกมีทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ พละกำลัง 255 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 352 นิวตัน-เมตร , เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร 4 สูบเทอร์โบชาร์จ พละกำลัง 200 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์เบนซิน 3.3 ลิตรเทอร์โบ V6 พละกำลัง 365 แรงม้า พร้อมแรงบิด 494 นิวตัน-เมตรที่มากับอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 269 กม./ชม. ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เลือกเป็นออปชั่นเสริมได้ทุกเครื่องยนต์

   สำหรับระบบความปลอดภัยก็จะมีระบบต่างๆมาให้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Assistance (FCA) ที่ทำงานร่วมกับระบบเบรกอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB) ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist เป็นต้น


ก็น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับว่า Kia จะเปิดตัวด้วยออปชั่นและราคาเท่าไหร่ ต้องติดตาม!

มาชม Toyota Corolla Altis X จากประเทศไต้หวัน

  ถ้าเมืองไทยมี Toyota Corolla Esport เป็นเวอร์ชั่นที่ตกแต่งให้มีความสปอร์ตกว่ารุ่นปกติแล้ว ที่ประเทศไต้หวันก็มีเช่นกัน แต่บ้านเขาวางจำหน่ายในชื่อ Toyota Corolla Altis X และเพิ่งทำการเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้เอง

  ดีไซน์ภายนอกไม่เหมือนกับตัว Esport เมืองไทยที่เป็นการติดตั้งสเกิร์ตรอบคันและสปอยเลอร์เท่านั้น แต่ Corolla Altis X ได้ทำการออกแบบกันชนหน้าใหม่ให้มีความสวยงามและดุดันมากยิ่งขึ้น พร้อมสเกิร์ตรอบคัน ในส่วนด้านท้ายก็มีการตกแต่งที่แตกต่างจากเมืองไทยเช่นกัน เสาอากาศมาในแบบครีบฉลาม ส่วนล้ออัลลอยก็มากับขนาด 17 นิ้วลายเดียวกับ Esport บ้านเรา

  ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีดำสลับแดง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนพวงมาลัยหุ้มหนังตะเข็บแดง กรอบช่องแอร์สีแดง กรอบคอนโซลกลางสีแดง เดินด้ายตะเข็บที่คอนโซลหน้าสีแดง เกียร์หุ้มหนังตะเข็บแดง เบาะนั่งหุ้มหนังรอบคันตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดง 

  Toyota Corolla Altis X  มีความยาวตัวถัง 4,640 มิลลิเมตร กว้าง 1,775 มิลลิเมตร และสูง 1,460 มิลลิเมตร ยากกว่า Altis รุ่นปกติแค่ 20 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกนั้นก็มีสัดส่วนเท่ากัน

  Toyota Corolla Altis X ติดตั้งขุมพลังเบนซิน 2ZR-FE 1.8 ลิตร Dual VVT-i มากับพละกำลังสูงสุด 140 แรงม้า PS ที่ 6,400 รอบ/นาทีและแรงบิด  172.60 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์เองได้ นอกจากนี้ Corolla Altis X ยังติดตั้งระบบช่วงล่างและกันสะเทือนแบบสปอร์ต รวมทั้งโช้คอัพสมรรถนะสูง มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 15.6 กม./ลิตร

  Toyota Corolla Altis X มีราคาค่าตัวอยู่ที่ 779,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 857,000 บาทไทยครับ 

ที่มา Indianautosblog

  

วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

Mazda เตรียมเผยโฉม 2 รถต้นแบบในงาน Toyko Motor Show 2017


  ค่ายรถแดนปลาดิบอย่าง Mazda เตรียมเผยโฉม 2 รถต้นแบบภายในงาน Toyko Motor Show 2017 ปลายเดือนตุลาคมนี้ และน่าจะเป็นรถต้นแบบที่จะสะท้อนทิศทางการออกแบบในอนาคตของ Mazda อีกด้วย โดยได้ทำการปล่อยภาพทีเซอร์ของ 2 ต้นแบบออกมายั่วน้ำลายสาวกเรียบร้อย

  ขอเริ่มที่รูปแรก รถต้นแบบคันสีบรอนซ์เงินที่มาในทรงซีดาน 4 ประตู ออกแบบภายใต้จิตวิญญาณ Kodo Design ที่ยกระดับดีไซน์ให้สวยสะกดสายตามากยิ่งขึ้น ดูจากทรงรถแล้วคาดว่าอาจจะเป็นร่างทรงของ Mazda 6 เจเนเรชั่นใหม่ ต้นแบบคันนี้มากับแนวหลังคาที่ต่ำ เสาที่ดูเพรียวบาง พร้อมเส้นด้านข้างที่ลากจากด้านหน้าไปจนถึงด้านท้าย อีกหนึ่งสิ่งที่เห็นก็คือต้นแบบคันนี้มีระยะโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าที่สั้น ล้อขนาดใหญ่พร้อมซุ้มล้อขนาดโตที่ออกแบบให้รับกับล้อได้เป็นอย่างดี และยังมีแนวหลังคาที่ดูลาดเอียงสไตล์คูเป้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ Mazda อาจจะสร้างรถในสไตล์ซีดานคูเป้ หรือรถคันนี้อาจจะแฝงแนวการออกแบบของตัวตายตัวแทน RX-8 ซึ่งนี่ก็ยังไม่มีใครทราบได้

  อีกคันก็คือรถแฮตซ์แบ็ค 5 ประตูดีไซน์สปอร์ต ที่ดูทรงแล้วก็พอรู้เลยว่าต้องเป็นต้นแบบของ Mazda 3 เจเนเรชั่นใหม่อย่างแน่นอน และภายใต้ห้องเครื่องของต้นแบบคันนี้อาจจะติดตั้งขุมพลังใหม่ SKYACTIV-X ของ Mazda  โดยจะเป็นเครื่องเบนซินเครื่องแรกของโลกที่จุดระเบิดด้วยการอัดอากาศ และ Mazda ยังเคลมว่าเครื่อง SKYACTIV-X ตัวนี้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องเบนซินยุคปัจจุบัน 20-30% รวมทั้งแรงบิดอาจจะเพิ่มขึ้นราวๆ 10-30% ส่วนการเปิดตัว Mazda 3 เจเนเรชั่นใหม่คาดว่าจะมีขึ้นในปี 2019 ส่วนระบบขับเคลื่อนแบบ Plug-In Hybrid น่าจะมาถึงภายในปี 2021

  นอกจากต้นแบบ 2 คันนี้แล้วในงาน Toyko Motor Show 2017 ก็จะมี Mazda CX-8 รถอเนกประสงค์ 3 แถวรุ่นใหม่ที่สร้างสำหรับตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ , Mazda MX-5 Red Top มากับหลังคาผ้าใบสีแดงเชอรี่และภายในตกแต่งด้วยหนัง Auburn Nappa และ Mazda 2 รุ่นพิเศษ Noble Crimson edition

ที่มา Carscoops / Motor1