Like Box

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Isuzu D-Max MY2017 เตรียมปรับเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ ที่เพิ่ม ABS ในรุ่นล่าง

   ค่าย Isuzu เตรียมเพิ่มทางเลือกให้กับกระบะ D-Max ในรุ่นปี 2017 หลังจากที่หลายคนน่าจะเคยบ่นๆกันว่า D-Max ไม่ใส่ ABS มาให้ในรุ่นล่างๆ ดังนั้นในรุ่นปี 2017 ทาง Isuzu จึงเตรียมเพิ่มรุ่นที่มี ABS มาให้ในเกรดล่างๆ

   ข้อมูลนี้ผมได้มาจากสมาชิกในเพจ ซึ่งนำข้อมูลมาให้ เป็นเอกสารที่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ดังนั้นผมจึงเรียบเรียงข้อมูลมา และเผยแพร่เท่าที่จะทำได้
   สำหรับรุ่นย่อยที่จะเพิ่มเข้ามา ซึ่งเพิ่มระบบ ABS มาให้ก็จะมีดังนี้
ตัวถังตอนเดียว Spark
รุ่น 1.9 Ddi B ราคา 539,000 บาท (+จากรุ่นไม่มี ABS 9,000 บาท)
รุ่น 1.9 Ddi S ราคา 564,000 บาท (+จากรุ่นไม่มี ABS 9,000 บาท)

ตัวถังตอนครึ่ง Spacecab
รุ่น 1.9 Ddi S ราคา 602,000 บาท (+จากรุ่นไม่มี ABS 10,000 บาท)
รุ่น 1.9 Ddi L ราคา 665,000 บาท (+จากรุ่นไม่มี ABS 10,000 บาท)
ตัวถังสี่ประตู Cab 4
รุ่น 1.9 Ddi S ราคา 683,000 บาท (+จากรุ่นไม่มี ABS 10,000 บาท)
หมายเหตุ : สำหรับเกรด B และ S ไม่มีสีน้ำเงินบอลติกจำหน่าย
สำหรับรถเกรด L ไม่มีสีดำและออสเตรเลียนโคลจำหน่าย

  การปรับปรุงจะมีในเกรด B , S , L ตามรุ่นย่อยที่กล่าวมาเท่านั้น เกรด Z และ Z-Prestige หรือรุ่น Hi-Lander หรือ V-Cross ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น

  Isuzu D-Max ที่เพิ่มรุ่นย่อยใหม่จะวางขายเมื่อไหร่นั้นยังไม่ทราบ ต้องรอดูต่อไป


  

แอบถ่ายว่าที่กระบะ Ssangyong โฉมใหม่ (Codename : Ssangyong Q200)

   หลายคนอาจจะรู้จักกระบะ Ssangyong ในชื่อ "Actyon Sports" ที่นำมาโชว์ในงานมอเตอร์โชว์ต้นปีที่ผ่านมา กับราคาค่าตัว 1.68 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามอายุตัวถังของรถก็ค่อนข้างมากแล้วจึงสมควรต่อการเปลี่ยนโฉมใหม่ และตอนนี้โฉมใหม่ภายใต้ Codename ว่า Ssangyong Q200 ก็กำลังวิ่งทดสอบอยู่


 พูดง่ายๆคือ Ssangyong Q200 ก็คือโฉมใหม่ของ Ssangyong Actyon Sports หรืออีกชื่อ Korando Sports นั่นเอง โดยรูปโฉมภายนอกนั้นจะมีใบหน้าอ้างอิงจากรถ SUV หรู Ssangyong Rexton แต่ก็ได้ลดทอนความหรูลงไปพอสมควร สังเกตจากไฟหน้ารถทดสอบจะเป็นแบบ HID และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วเมื่อเทียบกับ Rexton ที่ใช้ 20 นิ้ว 

  ประตูหลังของ Q200 มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และด้วยเส้นสายตัวรถที่ไม่ลาดเอียงแบบรุ่นเดิมแล้ว ส่งผลให้พื้นที่กรอบกระจกบานท้ายมากขึ้นกว่าเดิม และดูเผินๆว่ากระบะท้ายจะมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ส่วนภายในยังไม่มีภาพออกมา แต่ดีไซน์น่าจะเหมือน Rexton

  สื่อเกาหลีใต้คาดการณ์ว่าเครื่องยนต์รถคันนี้จะมากับเครื่องดีเซลรหัส e-XDi220 ความจุ 2.2 ลิตร มากับพละกำลัง 187 แรงม้า PS แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ส่วนเครื่องยนต์เบนซินน่าจะมากับเครื่องรหัส e-XGDi200T ความจุ 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จ

   การเปิดตัวอย่างเป็นทางการน่าจะมีขึ้นอย่างช้าในปี 2018 ส่วนเมืองไทยนั้นก็ยากที่จะรู้ว่าจะมาขายหรือไม่

ที่มา autotribune / Instagram

  
   

วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2560

2018 Lexus CT200h Minor Change ปรับโฉมพร้อมเพิ่มระบบความปลอดภัยใหม่

  แม้ว่า Lexus CT200h จะมีอายุอานามที่สมควรต่อการเปลี่ยนโฉมแล้ว และเคยปรับโฉม Minor Change ไปแล้วเมื่อปี 2014 รวมทั้งมีการถึงการยุติการพัฒนารถรุ่นนี้แล้วแทนที่ด้วยครอสโอเวอร์ แต่ล่าสุดทาง Lexus ได้ทำการปรับโฉมอีกรอบให้กับ CT200h เพื่อยืดอายุตลาดออกไปอีกสักระยะ

   ภายนอกของรถมีการออกแบบลายตะแกรงกระจังหน้าใหม่ และยังคงดีไซน์กระจังหน้า Spindle Grille อันเป็นเอกลักษณ์ไว้เช่นเคย ไฟหน้าออกแบบรายละเอียดใหม่พร้อมไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคมทรง L-Shape ที่ออกแบบให้อยู่เหนือหลอดโปรเจคเตอร์ ในส่วนกันชนหน้ายังมีการออกแบบกรอบไฟตัดหมอกใหม่ด้วย ส่วนด้านท้ายมีการดีไซน์โคมไฟท้ายให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัยขึ้น รวมถึงกันชนท้ายที่ดูสปอร์ตกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายใหม่เพิ่มเข้ามา มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 15-17 นิ้ว สำหรับรุ่น F-Sport จะมีสีตัวถังเพิ่มเข้ามา 2 สี ได้แก่ สีส้ม Lava Orange CS  และสีน้ำเงิน Heat Blue CL 

   ภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เดิมที่คุ้นเคย ตกแต่งด้วยโทนสีที่ให้ความสวยงามและหรูหรารวมทั้งวัสดุคุณภาพสูง แต่ที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนคือหน้าจอตรงกลางขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 10.3 นิ้วจากเดิม 7 นิ้ว 

   Lexus CT200h 2018 ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส 2ZR-FXE ความจุ 1.8 ลิตร Atkinson cycle 4 สูบ ผสานการทำงานกับระบมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รวมพละกำลังทั้งระบบ 134 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ eCVT 

   ส่วนระบบความปลอดภัยจะมีการติดตั้ง Lexus Safety System + ซึ่งก็จะมีระบบเบรกอัตโนมัติป้องกันการชน Pre-Collision System (PCS), ระบบ  Dynamic Radar Cruise Control , ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Alert (LDA) พร้อมฟังก์ชั่นการควบคุมที่พวงมาลัย , ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Road Sign Assist (RSA) และระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam (AHB) 

  Lexus CT200h 2018 จะจำหน่ายในญี่ปุ่น จีน ภูมิภาคยุโรป และอื่นๆ ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่จะเลิกจำหน่ายรุ่นนี้

ที่มา Paultan

วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลุดอีกรอบแบบชัดขึ้นกับ 2018 Toyota Land Cruiser Prado Minor Change

  ก่อนหน้านี้เคยมีภาพหลุดใบหน้าของ Toyota Land Cruiser Prado Minor Change ตามอ่านข้อมูลได้ที่ หลุดดีไซน์ของ Toyota Land Cruiser Prado Minor Change แต่ล่าสุดคราวนี้มีภาพหลุดออกมาให้เห็นแบบเต็มคันทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารเลย

  ภาพหลุดทั้งหลายยังคงมาจากอินสตาแกรมชื่อ hamad1two3 ที่ได้ปล่อยภาพดีไซน์ภายนอกและภายในห้องโดยสารของ Toyota Land Cruiser Prado รุ่นใหม่ให้หลายๆคนได้เห็นกัน 

  Toyota Land Cruiser Prado Minor Change ถือเป็นการปรับโฉมครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 และมีการปรับโฉมครั้งแรกในปี 2013 สำหรับภายนอกในรุ่นปี 2018 ถือว่ามีการปรับใบหน้าครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ มากับชุดไฟหน้าที่ดูเรียวขึ้นกว่าเดิม กระจังหน้าซี่ตรง 5 แถวที่ดูมีรายละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม และยังออกแบบกันชนหน้ารวมทั้งกรอบไฟตัดหมอกทรงใหม่ด้วย ส่วนด้านท้ายจะมีการปรับรายละเอียดกันชนท้ายและไฟท้ายใหม่

   ภายในห้องโดยสารถือว่ามีการปรับเปลี่ยนที่เยอะพอสมควร พวงมาลัย 4 ก้านทรงใหม่เหมือน Toyota Crown ออกแบบรายละเอียดมาตรวัดใหม่ คอนโซลกลางมีการออกแบบช่องแอร์ใหม่ ชุดหน้าจอสัมผัสใหม่ ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศและปุ่มระบบขับเคลื่อนใหม่แทบทั้งหมด ซึ่งเพิ่มความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น

   เครื่องยนต์นั้นยังไม่มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับรุ่นปัจจุบันจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร และเบนซินรหัส 1GR-FE  V6 ขนาด 4.0 ลิตร ส่วนเครื่องดีเซลก็จะใช้เครื่องรหัส 1GD-FTV ความจุ 2.8 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซลรหัส 5L-E ความจุ 3.0 ลิตร

   ระบบความปลอดภัยก็จะมีการติดตั้งชุดระบบ Toyota Safety Sense P ซึ่งก็จะมีระบบเตือนก่อนการชนพร้อมตรวจจับคนเดินถนน (Pre-Collision System with Pedestrian Detection function), ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลนพร้อมช่วยปรับพวงมาลับ (Lane Departure Alert with Steering Assist function), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams) และ Dynamic Radar Cruise Control

   Toyota Land Cruiser Prado Minor Change จะเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่นวันที่ 12 กันยายนนี้ ส่วนเมืองไทยน่าจะมีการนำเข้ามาขายโดยผู้นำเข้าอิสระหลังจากนั้นครับ

ที่มา Indianautosblog / Instagram
   

Peugeot Pick Up กระบะจากแดนน้ำหอมขายแค่แอฟริกาเท่านั้น

  หลังจากการตายของกระบะ Peugeot Hoggar ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของรถเก๋ง 207 และหลังการเปิดตัว 208 ไปแล้วนั้น Peugeot ก็ไม่มีกระบะขายอีกต่อไป จนกระทั่งตอนนี้ค่ายรถแดนน้ำหอมรายนี้ก็ได้เปิดตัวกระบะใหม่ "Pick Up"

  พิมพ์ไม่ผิดหรอกครับ รถคันนี้มีชื่อรุ่นว่า Pick Up ตามรูปลักษณ์เลย สำหรับ Peugeot Pick Up คันนี้จะมุ่งเน้นการขายไปที่ตลาดแอฟริกาเท่านั้น ที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของกระบะ Peugeot 403 , 404 และ 504 ด้วยรูปลักษณ์ที่อาจจะดูตกยุคอันเนื่องมาจากรถคันนี้เป็นการนำกระบะจากจีน Dongfeng Nissan Rich (ที่ใช้โครงสร้าง Nissan Big-M) มาเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ ปรับแต่งโคมไฟหน้านิดหน่อย และปรับจุดอื่นๆเล็กน้อยเท่านั้น

  Peugeot Pick Up จะมีขนาดความยาวตัวถัง 5.08 เมตร ความสูงจากพื้นตัวถังจนถึงพื้นถนนอยู่ระหว่าง 210-215 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับรุ่น ส่วนกระบะท้ายมีความยาว 1.4 เมตร กว้าง 1.39 เมตร มีตะขอยึดมาให้ สามารถน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 815 กิโลกรัม 

   ขุมพลังนั้นมากับเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลขนาด 2.5 ลิตรที่มีกำลังพละกำลัง 115 แรงม้าและแรงบิด 280 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะเอารุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหรือขับเคลื่อน 4 ล้อ สำหรับระบบขับสี่จะมีโหมด 4 Low และ 4 High มาให้ด้วย

Dongfeng Nissan Rich

   Peugeot ไม่ได้ปล่อยภาพภายในห้องโดยสารออกมา แต่ทางค่ายบอกว่าจะมีความกว้างขวางสบายและรองรับผู้โดยสารได้อย่างดี อุปกรณ์มาตรฐานที่ติดมากับรถจะมีระบบปรับอากาศแบบมือหมุน กระจกไฟฟ้า วิทยุพร้อมเครื่องเล่นซีดีและพอร์ต USB กระจกไฟฟ้าแบบปรับได้ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ใบ และระบบเบรค ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก และเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง

   Peugeot Pick Up ใหม่จะวางจำหน่ายทั่วทวีปแอฟริกาในเดือนกันยายนนี้ในรูปแบบตัวถังดับเบิ้ลแค็บ

ที่มา Carscoops

วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Toyota Aqua (Prius C) Minor Change ปรับโฉมอีกรอบกับไฮบริดตัวเล็ก

  Toyota Aqua หรือที่เรารู้จักในชื่อ Prius C ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมานำเข้ามาขายในไทยเล่นๆคันละ 1,399,000 บาทและก็เลิกขายไปนานแล้ว ล่าสุด Toyota ได้ทำการอัพเดตหน้าตาอีกรอบหลังจากที่ปรับโฉมก่อนหน้านี้เมื่อปลายปี 2014

  งานออกแบบภายนอกมีการปรับเปลี่ยนโคมไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูสวยทันสมัยมากขึ้น ออกแบบกระจังหน้าใหม่และกรอบไฟตัดหมอกใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ส่วนด้านท้ายมีการออกแบบกันชนท้ายใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม ปรับรายละเอียดไฟท้ายให้ทันสมัยมากขึ้น

   ทีเด็ดสำคัญน่าจะเป็นการเปิดตัว Line-Up ใหม่ในเวอร์ชั่นครอสโอเวอร์ที่มีการออกแบบด้านหน้าใหม่สไตล์สปอร์ตดุดัน เสริมด้วยขอบซุ้มล้อพลาสติกสีดำรอบคัน มีราวหลังคามาให้ และยังมีล้ออัลลอยลายพิเศษขนาด 16 นิ้ว 

   ภายในยังคงดีไซน์เดิมๆ แต่มีการอัพเดตจอ TFT ตรงกลางใหม่ให้แสดงผลข้อมูลได้หลากหลายมากขึ้น ลูกค้าจะได้สัมผัสชุดเบาะนั่งที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ รวมทั้งมีตัวเลือกเบาะหนังเทียวมาสีขาวมาให้

   เครื่องยนต์ยังคงใช้ขุมพลังไฮบริดที่มากับเครื่องเบนซินขนาด 1.5 ลิตรผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังทั้งระบบ 100 แรงม้า PS  มีการปรับแต่งเครื่องยนต์จนทำให้รุ่นนี้มีอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 38.0 กม./ลิตร รุ่น Crossover จะประหยัดน้อยกว่านิดหน่อยที่ 34.4 กม./ลิตร

  Toyota Aqua วางจำหน่ายแล้วในญี่ปุ่นในราคาเริ่มต้นที่ 1,785,240 เยน (หรือประมาณ 546,000 บาทไทย) ส่วนรุ่น Crossover จะตามมาในเดือนกรกฎาคมในราคา 2,062,800 เยน (ประมาณ 630,000 บาท)

ที่มา Carscoops

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

All-New Kia Stonic รถอเนกประสงค์ B-SUV สุดกะทัดรัดจากแดนกิมจิ

  ก่อนหน้านี้ Hyundai ได้ทำการเปิดตัว Kona รถอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพกต์พื้นฐาน Hyundai i30 อ่านรายละเอียดที่นี่ และล่าสุดเพื่อนร่วมชาติและร่วมค่ายอย่าง Kia ก็ได้ทำการเผยโฉม All-New Kia Stonic รถอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพกต์ของค่ายเช่นเดียวกัน

   นาย Michael Cole ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ Kia Motors Europe บอกว่าตลาด B-SUV กำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันรถกลุ่มนี้มียอดขายกว่า 1.1 ล้านคันต่อปีในยุโรป โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 7% และคาดว่าในอนาคตจะมียอดขายเพิ่มถึงปีละ 2 ล้านคันภายในปี 2020 และอาจจะแซงรถกลุ่ม C-SUV จึงทำให้ Kia ลงมาเล่นในตลาดกลุ่มนี้ด้วย อีกทั้งยังคาดว่ารถ B-SUV จะสามารถดึงกลุ่มลูกค้าจากกลุ่มผู้ใช้รถขนาดเล็กได้ถึง 21% และดึงลูกค้าจากกลุ่มผู้ใช้ B-Segment Hatchback ได้ 15% และการมาของ Stonic อาจจะดึงดูดความสนใจจากลูกค้าที่เคยใช้รถ Compact MPV ด้วย

  Kia Stonic สร้างบนพื้นฐานเดียวกับรถซับคอมแพกต์แฮตซ์แบ็ค Kia Rio แต่มีการออกแบบภายนอกให้แตกต่างกัน ดีไซน์ภายนอกไม่ได้หวือหวาแบบ Hyundai Kona แต่ก็มีเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็น Kia อย่างกระจังหน้า Tiger Nose นั่นเอง 

  Kia Stonic ได้รับการออกแบบในยุโรปโดยการทำงานร่วมกันกับสตูดิโอออกแบบของ Kia ในประเทศเกาหลี Stonic มากับดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายและทันสมัยรวมทั้งมีความเฉียบคมอยู่ในตัว หลังคาพ่นสีทูโทนในสไตล์ "Targa" (เป็นคำที่ Kia ใช้เรียกเอง) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Kia Provo ลูกค้าสามารถเลือกจับคู่สีทูโทนได้ถึง 20 แบบในยุโรป โดยมีสีหลังคาให้เลือก 5 สี

   ภายในห้องโดยสารมีความคล้ายคลึงกับ Kia Rio แต่มีตัวเลือกการตกแต่งอย่างโทนสีที่มีให้เลือกมากมาย ระบบอินโฟเทนเมนต์หน้าจอสัมผัสรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto เป็นมาตรฐานในทุกรุ่น และยังมากับฟังก์ชั่นเบาะอุ่นด้านหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control , Keyless Entry 

  Kia เคลมว่า Stonic มีพื้นที่สำหรับหัวไหล่ พื้นที่วางขาและเฮดรูมดีที่สุดในคลาส รวมทั้งมีพื้นที่จุสัมภาระด้านหลังให้ 352 ลิตร

   ขุมพลังจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 1.0 ลิตร T-GDI พละกำลัง 120 แรงม้า และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน MPI ความจุ 1.25 หรือ 1.4 ลิตรมาให้เลือกด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตรเทอร์โบที่มีค่าไอเสียต่ำสุดเท่าที่ Kia เคยผลิตมา และมากับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

  Kia บอกว่า Stonic จะมากับการปรับเซตพวงมาลัยและระบบกันสะเทือนตามสไตล์รถยุโรป ออกแบบมาเพื่อให้การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นไปพร้อมๆการตอบสนองการขับขี่ที่ดีและการโดยสารอย่างมั่นคง

   Kia Stonic ยังอัดแน่นระบบความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นระบบเบรกอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินบนถนน (Autonomous Emergency Braking with Pedestrian Recognition) , ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง Forward Collision Alert , ระบบเตือนมุมอับสายตาพร้อมเตือนมุมอับด้านหลัง (Blind Spot Detection with Rear Cross Traffic Alert) , ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน (Lane Departure Warning). กล้องมองหลังแบบ Fusion Camera System และนอกจากนี้ยังมีระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist และ ระบบช่วยเตือนผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับรถ (Driver Attention Warning)

   ในตลาดยุโรป Kia มีการรับประกันรถ Stonic ในระยะเวลา 7 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร โดยจะมีการวางขายในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ราคาค่าตัวยังไม่มีการประกาศออกมาครับ

ที่มา Paultan
   

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

First Meeting EP.19 Chevrolet Colorado Minor Change ขอกู้ศรัทธาจากแฟนๆอีกสักครั้ง

   ตลาดกระบะในปี 2016 ถือเป็นอีกปีที่ค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ซึ่งมีการเปิดตัวกระบะรุ่นปรับปรุงอุปกรณ์ รุ่นตกแต่งพิเศษออกมาสู้ศึกกันอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น Toyota Hilux Revo / Ford Ranger / Isuzu D-Max / Mitsubishi Triton / Mazda BT-50 Pro ที่ต่างขยับตัว แต่ไฮไลต์เด็ดๆในปี 2016 ที่ผ่านมา คงจะหนีไม่พ้นค่าย Chevrolet มีการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมของ Chevrolet Colorado ที่หลายคนรอคอยมานานแสนนานนั่นเอง


  การปรับโฉมของ Chevrolet Colorado ครั้งนี้นับว่าเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่แบบ Big Minor Change เลยก็ว่าได้ เพราะงานนี้ทางค่ายโบว์ไทน์เล่นศัลยกรรมหน้ากระบะของพวกเขาใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนคอนโซลใหม่เกือบทั้งหมดเช่นกัน และทีเด็ดคือระบบความปลอดภัยที่ทางค่ายโหมกระหน่ำเข้ามาใส่เพื่อนำมาใช้เป็นจุดขายต่อกรกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในตลาด


   และในการปรับโฉมครั้งนี้่น่าจะเป็นการเอาใจลูกค้าชาวไทยหลายคนเลยก็ว่าได้ หลังจากที่หลายคนต่างอยากให้หน้าตาของ Colorado ในเมืองไทยเหมือนโฉมอเมริกาที่ดูเท่ แกร่ง บึกบึน ทางค่าย Chevrolet เลยจัดแจงออกแบบหน้าตาใหม่ให้มีความคล้ายคลึงกับ Colorado โฉมอเมริกามากขี้น แม้ว่าหน้าตาจะดู Soft กว่าอเมริกาก็ตาม รวมทั้งภายในที่ปรับเปลี่ยนคอนโซลใหม่ที่ออกแบบเหมือนเวอร์ชั่นอเมริกาเลย คิดว่าน่าจะได้ใจลูกค้าหลายคน

  ในบทความนี้เราจะรีวิวตัวรถโดยพามาชมดีไซน์ภายนอกและภายในของตัวรถ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆว่าจะมีอะไรที่เด็ดๆสู้คู่แข่งได้บ้าง โดยจะบอกเล่าและวิจารณ์ตามความเห็นส่วนตัวของผม แต่จะไม่ได้รีวิวการขับขี่รถนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ใช่สื่อที่ดังมาก คงยากถ้าจะยืมรถจากบริษัทมาทดลองขับ ซึ่งตรงนี้อยากให้ทุกท่านที่สนใจรถคันนี้ลองไปทดสอบกันเองว่าชอบหรือไม่ ถ้าเข้าใจแล้วก็เลื่อนลงไปอ่านกันต่อได้เลย


ไฟหน้าในรุ่น LTZ / High Country
ไฟหน้ารุ่น LS / LT
   ภายนอกของรถได้รับการออกแบบด้านหน้าใหม่ทั้งหมดไม่เหลือเค้าเดิม มากับชุดไฟหน้าทรงเรียวแหลม โดยเป็นไฟหน้าแบบฮาโลเจน พร้อมไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคม พร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติในรุ่น LTZ , High-Country ส่วนรุ่นอื่นๆจะเป็นไฟหน้าแบบฮาโลเจนธรรมดา จุดๆนี้เป็นหนึ่งในจุดที่หลายคนบ่นกันพอสมควรว่าทำไมไม่ได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบค่ายอื่นเขาบ้าง ทั้งๆที่รุ่นก่อนหน้านั้นมีไฟหน้าโปรเจคเตอร์มาให้ แต่ในรุ่นใหม่กลับหายไปและแทนที่ด้วยไฟ LED DRL แทน จริงๆมันก็น่าบ่นเพราะค่ายอื่นๆหลายค่ายเขาใช้ไฟโปรเจคเตอร์กันหมด (ยกเว้น Mazda BT-50 Pro) แต่ถ้ามองในเรื่องอื่น เช่น ระบบความปลอดภัยที่ให้มามากมาย ก็น่าจะทดแทนไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่หายไปได้ ซึ่งผมก็มองแบบนั้น


กระจังหน้ารุ่น LT
กระจังหน้ารุ่น LTZ
กระจังหน้ารุ่น High Country
   ดีไซน์กระจังหน้าจะมาแบบ 2 ชั้น Dual-Port เหมือนเวอร์ชั่นอเมริกา แต่ดูหน้าตาค่อนข้างอ่อนเยาว์และไปทางหรูหราเสียมากกว่า ในรุ่น LS และ High-Country จะใช้กระจังหน้าสีดำ ส่วนรุ่น LT จะเป็นแถบคาดสีเงิน ตามด้วยรุ่น LTZ จะใช้แถบคาดโครเมียม 

ในส่วนพื้นที่ติดโลโก้ Chevrolet ช่องว่างระหว่างกระจังหน้า 2 ชั้นจะมีความแตกต่างกัน ในรุ่น High-Country จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนรุ่นอื่นๆจะใช้สีดำทั้งหมด


กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่มากับดีไซน์ที่มีลูกเล่นมากกว่ารุ่นเดิม กรอบไฟตัดหมอกทรงใหม่ที่ดูโค้งมนกว่าเดิมออกแบบให้มีแถบสีดำให้เหมือนเชื่อมกับไฟตัดหมอกอีกด้านนึง เพียงแต่มีพื้นที่ในส่วนที่ติดป้ายทะเบียนคั่นไว้เท่านั้น สำหรับรุ่น High-Country จะมีการเสริมชุดแต่งเพิ่มเติมบริเวณกันชนหน้าให้เท่กว่าเดิม สำหรับไฟตัดหมอกหน้าจะมีการติดตั้งในรุ่น LT ขึ้นไป

นอกจากนี้ในส่วนของรุ่น LTZ และ High-Country จะติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝน และควบคุมการทำงานของที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (Auto Rain Sensor) มาให้เป็นมาตรฐานด้วย


  ในส่วนด้านข้างตัวรถยังเดิมๆไม่มีอะไรเปลี่ยน กระจกมองข้างในรุ่น LS จะใช้สีดำ รุ่น LT จะเป็นสีเดียวกับตัวรถพร้อมไฟเลี้ยวในโคม สามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า ตามด้วยรุ่น LTZ และ High-Country จะเสริมด้วยโครเมียมเพิ่มเติมพร้อมไฟเลี้ยว และเพิ่มเติมระบบพับเก็บด้วยไฟฟ้ามาให้ เฉพาะรุ่น High-Country จะมีการเสริมกรอบกระจกแบบโครเมียมและมีราวหลังคามาให้ และรุ่นยกสูงทุกรุ่นจะมีบันไดข้างมาให้

มือจับประตูในรุ่น LS จะใช้สีดำ ส่วนรุ่น LT จะเป็นสีเดียวกับตัวรถและรุ่น LTZ และ High-Country จะเสริมด้วยโครเมียม


  ต่อที่ด้านท้ายรถนั้นที่หลายคนน่าจะผิดหวังเพราะไม่มีการเปลียนแปลงการออกแบบอะไรทั้งสิ้น เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาเปลี่ยนภายในเสียเยอะ แต่ท้ายไม่เหมือน ก็แอบผิดหวังนิดหน่อยเหมือนกันครับ ในรุ่น LTZ และ High-Country จะมีไฟท้ายแบบ LED และรุ่น High-Country จะมีไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ด้วย


กันชนท้ายจะติดตั้งมาให้ตั้งแต่รุ่น LT เป็นต้นไป ในรุ่น LT จะเป็นสีดำ รุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นสีดำพร้อมแถบโครเมียม ในรุ่น LTZ กับ High-Country จะเสริมมือจับที่เปิดฝากระโปรงท้ายด้วยโครเมียมด้วย ส่วนรุ่นอื่นๆจะเป็นสีดำทั้งหมด ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งรายละเอียดที่มีในรุ่น High-Country นั่นคือสปอร์ตบาร์สีเดียวกับตัวรถ


   มาดูกันที่ล้อกันบ้างดีกว้า ในรุ่น LS ตอนเดียว S-Cab และตอนครึ่ง X-Cab ตัวเตี้ยจะใช้ล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว (ไม่มีภาพให้ชมแต่น่าจะนึกกันออก) หุ้มด้วยยาง 195 R15C
รุ่น LS 4 ประตู C-Cab และรุ่น LT ตัวเตี้ยทุกตัวถังจะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วแแบบ 6 ก้านลายเดิมกับรุ่นก่อนหน้า หุ้มด้วยยาง 215/70 R16

รุ่น LT ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อ จะได้ล้ออัลลอยขนาดนิ้วลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว หุ้มด้วยยาง 245/70 R16 ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมว่าลายนี้ดูธรรมดาไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาที่ดุดันของรถเท่าไหร่ จริงๆอยากให้ออกแบบล้อให้ดูดีกว่านี้และขยายขนาดเป็น 17 นิ้วเป็นเลย


มาถึงรุ่น LTZ ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อที่จะได้ล้อสวยขึ้น โดยจะมากับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว 6 ก้านคู่ ปัดขอบเงาดำ หุ้มด้วยยาง 265/60 R18


ปิดท้ายด้วยรุ่น High-Country ทุกรุ่นที่จะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วปัดขอบเงาดำคนละลายกับ LTZ หุ้มยาง 265/60 R18


   มาดูกันที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งบอกได้เลยว่าทาง Chevrolet ลงทุนเปลี่ยนคอนโซลหน้าใหม่เกือบทั้งหมดที่มีการออกแบบคล้ายคลึงกับ Colorado ของอเมริกา ทำให้ยกระดับความแตกต่างจาก Isuzu D-Max ได้มากทีเดียว การตกแต่งภายในนั้น ในรุ่น High-Country จะใช้วัสดุ Piano Black ตกแต่งรอบๆห้องโดยสาร ส่วนรุ่นรองลงไปจะตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินรอบคัน บนคอนโซลในรุ่น LTZ และ High-Country จะมีการเดินด้ายตะเข็บบนคอนโซล ซึ่งเป็นตะเข็บจริงๆ ไม่ใช่ของปลอมแบบกระบะบางค่าย การตกแต่งแผงประตูในรุ่น LTZ 4 ประตูและ High-Country นั้นจะหุ้มหนังมาให้ ส่วนรุ่นอื่นจะบุด้วยผ้า

แต่จุดที่หลายคนน่าจะขัดใจก็คือพวงมาลัย ที่ยังคงใช้ทรงเดียวกับ Isuzu D-Max เหมือนเดิม ก็แอบคิดเหมือนกันว่าถ้าเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่ให้แตกต่างน่าจะดีไม่น้อย ในรุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์หุ้มหนัง ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า (Electric Power Steering) ปรับระดับสูง-ต่ำได้ และปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยมาให้


ชุดมาตรวัดของรถนั้นได้ถูกออกแบบใหม่ให้ลดความล้ำและสปอร์ตจากรุ่นที่แล้วชัดเจน รุ่นที่แล้วจะทำชุดมาตรวัดแนวๆ Chevrolet Camaro พอมาในรุ่นปรับโฉมใหม่นี่ได้ถูกออกแบบใหม่ให้ดูมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ที่ชอบเลยคือชุดตัวเลขบนมาตรวัดที่อ่านง่ายกว่าเดิม รวมทั้งติดตั้งจอแสดงผลการขับขี่ตรงกลางที่แสดงผลเป็นสีขาว จากเดิมสีฟ้า


หน้าจอรุ่น LT
หน้าจอรุ่น LTZ / High Country
ตรงกลางคอนโซลจะเป็นพื้นที่ของระบบวิทยุ ในรุ่น LTZ และ High-Country นั้นจะติดตั้งชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่ติดตั้งระบบ Chevrolet MyLink ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิง และยังรองรับ Apple CarPlay™ อีกด้วย ส่วนในรุ่น LT จะได้เป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้ว สิ่งที่คนฟัง CD น่าจะผิดหวังก็คือ เครื่องเล่น CD ในรุ่น Minor Change คงจะเป็นเพราะว่าในปัจจุบันนั้นการใช้ CD ฟังเพลงในรถเริ่มจะน้อยลงและหันมาเสียบเพลงฟังจาก USB แทน แต่เชื่อว่ามีหลายๆคนนั้นยังคงฟังเพลงผ่าน CD อยู่ อย่างไรก็ตามทุกรุ่นย่อยนั้นจะมีการติดตั้งช่องเสียบ USB AUX มาให้พร้อมเชื่อมต่อ Bluetooth ได้ทุกรุ่น


ระบบปรับอากาศในรุ่น LTZ และ High-Country จะเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ส่วนรุ่นอื่นๆจะได้ระบบปรับอากาศแบบปรับมือหมุนธรรมดา


เบาะนั่งของรถในรุ่น High-Country จะเป็นเบาะหนังสีน้ำตาล พร้อมระบบปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 6 ทิศทาง ส่วนรุ่น LTZ 4 ประตู จะเป็นเบาะหนังเช่นกันแต่จะเป็นระบบปรับมือ 6 ทิศทาง นอกนั้นจะได้เบาะผ้าหมดทุกรุ่น โดยรุ่น LTZ 2 ประตูจะเป็นผ้าลาย Network รุ่น LT ทุกรุ่นเป็นผ้าลาย Rational และรุ่น LS ทุกรุ่นเป็นผ้าลาย Concrete สำหรับเบาะหลังในรุ่น 4 ประตูนั้นถือว่านั่งสบายใช้ได้เลยทีเดียว เบาะค่อนข้างนิ่มโอบกระชับกับร่างกาย


ถึงแม้ว่ากระบะคันนี้จะยังไม่มีปุ่มสตาร์ทตามสมัยนิยม แต่ทว่ากระบะคันนี้มีอีกไฮไลต์สำคัญที่ไม่นำเสนอไม่ได้คือ กุญแจแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมทคอนโทรล ควบคุมการสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการให้ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารทำงานโดยอัตโนมัติ (Engine Remote Start) ซึ่งระบบนี้จะติดตั้งในรุ่น LTZ เกียร์อัตโนมัติและ High-Country เท่านั้น นอกจากนี้รุ่น LTZ และ High-Country ทุกรุ่นจะมีกระจกมองหลังแบบปรับแสงอัตโนมัติมาให้

อีกหนึ่งความแปลกใหม่ของกระบะคันนี้คือ เวลาเราเปิดประตูหน้ารถ จะสังเกตว่ากระจกคู่หน้าจะลดระดับลงเล็กน้อยเพื่อให้การปิดประตูง่ายขึ้น

   สำหรับขุมพลังนั้น ใน Chevrolet Colorado Minor Change 2017 จะมีทางเลือกขุมพลังเครื่องยนต์ 2 แบบด้วยกัน แต่คราวนี้ Chevrolet ได้ตัดรุ่น 2.8 ลิตร พละกำลัง 200 แรงม้าออกไป ทำให้เหลือเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามทาง Chevrolet ได้อัพเกรดเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรให้แรงขึ้นในรุ่นบนๆทดแทนรุ่น 2.8 ลิตรที่หายไป

- รหัสเครื่องยนต์ LKH แบบดีเซล แถวเรียง วางตามยาว 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบ (FGT) และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ความจุ 2499 CC. กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที 

รหัสเครื่องยนต์ LK2 ดีเซล แถวเรียง วางตามยาว 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT) และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ความจุ 2499 CC. กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที

ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Manual Mode ซึ่งแล้วแต่รุ่นย่อย

   ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้นทาง Chevrolet ก็ได้อัดแน่นระบบต่างๆมาให้แบบเต็มเม็ดเต็มเหนี่ยว และที่สำคัญคือทางค่ายได้นำระบบความปลอดภัยมาใส่ในตัวถังตอนครึ่งด้วย ต่างจากหลายๆค่ายที่มักใส่ไว้แค่รุ่น 4 ประตูเพียงอย่างเดียว มาแล้วมาไล่กันเลยดีกว่าว่าใน Colorado 2017 นั้นจะมีรุ่นย่อยไหนให้ระบบความปลอดภัยอะไรมาบ้าง
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง (ทุกรุ่น)
- ถุงลมนิรภัยหัวเข่า 1 ตำแหน่ง (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบกระจายแรงเบรก EBD (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบเสริงแรงเบรก PBA (เกรด LT ขึ้นไป)
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบป้องกันการลื่นไถลทั้งขณะออกตัวและในโค้ง TCS (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน HSA (เกรด LTZ , High Country)
- เซ็นเซอร์หน้า-หลัง ช่วยในการนำรถเข้าจอด (Front & Rear Park Assist) (เกรด LTZ , High Country)
- กล้องมองหลัง Rear View Camera (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร Lane Departure Warning  (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Alert (เกรด LTZ , High Country)
- ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tyre Pressure Monitor 
(เกรด LTZ , High Country)

  Chevrolet Colorado ปัจจุบันมีทางเลือกทั้งหมดดังนี้
SWB (รุ่นฐานล้อสั้น) 4x2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 530,000 บาท


S-Cab (ตอนเดียว) 4x2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 548,000 บาท



X-Cab (ตอนครึ่ง) 4×2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 594,000 บาท
2.5 LT MT ราคา 652,000 บาท


X-Cab (ตอนครึ่ง) Z71 ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง
2.5 VGT LT Z71 MT ราคา 699,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 MT ราคา 799,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 AT ราคา 839,000 บาท




C-Cab (4 ประตู) 4×2 ตัวเตี้ย
2.5 LS MT ราคา 689,000 บาท
2.5 LT MT ราคา 779,000 บาท



C-Cab (4 ประตู) Z71 ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง
2.5 VGT LT Z71 MT ราคา 813,000 บาท
2.5 VGT LT Z71 AT ราคา 859,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 MT ราคา 928,000 บาท
2.5 VGT LTZ Z71 AT ราคา 968,000 บาท
2.5 VGT High Country Z71 AT ราคา 998,000 บาท
2.5 VGT High Country Storm  AT ราคา 1,028,000 บาท

C-Cab (4 ประตู) 4×4 ขับเคลื่อน 4 ล้อ  
2.5 VGT High Country 4×4 AT ราคา 1,068,000 บาท
2.5 VGT High Country Storm 4×4 AT ราคา 1,098,000 บาท


    พูดถึงราคาค่าตัวของ Colorado นั้น ในความเห็นผมก็ถือว่าไม่ได้แพงอย่างที่คิด เนื่องจากว่าทาง Chevrolet มีการจัดออปชั่นและระบบความปลอดภัยต่างๆมาอย่างครบครัน มีการกระจายออปชั่นและระบบต่างๆค่อนข้างสมเหตุสมผล มาในราคาที่ถูกกว่ารถตลาดบางค่าย ส่วนเรื่องความทนทาน อะไหล่และการบริการก็ต้องดูกันยาวๆ

  สำหรับคู่แข่งสำคัญๆของ Chevrolet Colorado ก็จะมีดังต่อไปนี้
- Ford Ranger ถือว่าเป็นแบรนด์อเมริกันเหมือนกัน มีดีที่รูปโฉมหล่อเหลาถูกใจคอกระบะและอัดแน่นสารพัดอหมือนเช่น Chevrolet

- Isuzu D-Max ฝาแฝดร่วมตัวถังที่อาจจะไม่ได้มีระบบความปลอดภัยเด่นเท่า แต่รูปโฉมก็ถือว่าใช้ได้ ระบบก็มีมาให้เพียงพอใช้ในราคาที่รับได้ เรื่องศูนย์บริการและบริการหลังการขาย ความทนทาน อะไหล่ ถือว่าไว้ใจได้แน่นอน (เผลอๆน่าไว้ใจกว่า Chevrolet) ในฐานะรถกระบะอันดับต้นๆของเมืองไทย

- Toyota Hilux Revo อีกหนึ่งกระบะยอดขายกระบะอันดับต้นๆของเมืองไทย รูปโฉมแล้วแต่คนมอง ระบบความปลอดภัยอาจจะไม่ว้าวมาก แต่มีดีที่แบรนด์ ด้วยความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีมานาน รวมทั้งมีดีเรื่องความทนทานตามแบบฉบับของ Toyota และยังมีดีในเรื่องศูนย์บริการและบริการหลังการขาย อะไหล่ ราคาขายต่อ แถมตอนนี้ก็มีส่วนลดกระหน่ำ 

- Nissan Navara กระบะที่มีภายในหรูเหมือนรถ SUV ออปชั่นก็ค่อนข้างจัดเต็มใช้ได้ (แต่ยังไม่เท่า Chev) แต่หลายคนอาจจะไม่ชอบที่รถไม่สูงเหมือนกระบะค่ายอื่น รวมทั้งน็อตล้อที่ประหลาดกว่าชาวบ้าน แต่ที่ชอบคือภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่ด้านหลังกว้างสบาย ศูนย์บริการคงต้องลองไปสัมผัสกันดู

- Mitsubishi Triton กระบะที่ทรวดทรงโฉบเฉี่ยวแต่หลายคนอาจจะไม่ชอบกระจังหน้า เลยเป็นเหตุให้ Ford ตีขึ้นมานำคันนี้ได้ แต่คันนี้มีดีที่พื้นที่ด้านหลังกว้างสบาย ศูนย์บริการก็อยู่ในระดับที่โอเคเช่นกัน

- Mazda BT-50 Pro กระบะสายพันธุ์สปอร์ต ที่หลายคนอาจจะไม่ชอบในความโฉบเฉี่ยวเกินไป ระบบความปลอดภัยก็จัดว่าจัดเต็ม (ในรุ่นบนๆ) ภายในค่อนข้างกว้างสบาย ศูนย์บริการเท่าที่เคยไปสัมผัสมาก็ถือว่าใช้ได้เลย แต่เรื่องบริการหลังการขาย อะไหล่ ความทนทานต้องรอดูกันยาวๆ

   มาในวันนี้ที่ใกล้พิมพ์บทความเรื่องนี้จบ ค่าย Chevrolet ก็ได้แยกทางการพัฒนากระบะขายร่วมกับ Isuzu แล้ว นั่นหมายความว่าใน Colorado เจเนเรชั่นต่อไปทาง GM คงต้องเดินหน้าพัฒนาด้วยตัวเอง ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปครับว่ากระบะที่ Chevrolet ทำเองจะมีรูปร่างหน้าตาประมาณไหน 

   สรุป..Chevrolet Colorado Minor Change ถือว่าเป็นการมากระตุ้นตลาดกระบะได้ดีทีเดียว เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้รถกระบะหลายค่ายๆได้ขยับเขยื้อนไปตามๆกัน แม้ว่าจะไม่ได้มียอดขายที่โดดเด่นมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นกำลังหลักสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ค่าย Chevrolet ทำตลาดในไทยต่อไปได้ Colorado ตัวนี้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำตลาดกระบะและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทีนี้ก็เหลือแค่เราๆแล้วว่าจะเปิดใจรับหรือไม่ 


จากในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมานั้น หลายคนคงจะเห็นชื่อเสียที่ค่าย Chevrolet ได้ทำไว้โดยเฉพาะรถเก๋ง Cruze จนทำให้ได้ฉายาว่า "ขวัญใจรถยก" แม้ว่าจะมีการปรับโฉมในไทยมาหลายต่อหลายหนก็ไม่สามารถกู้หน้ากลับมาได้ จนตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่รอให้หายไปจากตลาดอย่างช้าๆ และไม่น่าจะมีโฉมใหม่มาทำตลาด ซึ่งเคสของ Cruze น่าจะทำให้ใครหลายๆคนหมดศรัทธาในตัวแบรนด์นี้ไปไม่มากก็น้อยทีเดียว ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนที่ Chevrolet ควรหาทางทำให้ลูกค้าอย่างเรากลับมาศรัทธาในแบรนด์นี้อีกครั้งให้ได้ และผมคิดว่าเจ้า Colorado นี่แหละน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเรียกศรัทธาได้อีกครั้ง 

และแน่นอนว่า Chevrolet ก็ควรที่จะพัฒนาศูนย์บริการและบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นๆเพื่อให้ลืมภาพลักษณ์ทางลบที่หลายคนจดจำหรือฟังเขามา ซึ่งถ้าทำตรงนี้ได้ก็คงจะมีโอกาสที่ Chevrolet จะกลับมาผงาดในตลาดรถอีกครั้งแน่นอน