Like Box

วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เผยภาพชุดแรก Mazda 6 Minor Change ครั้งใหญ่รอบสอง ก่อนเปิดตัวที่ LA Auto Show

  แม้ว่า Mazda 6 โฉมปัจจุบันจะมีอายุตัวถังกว่า 5 ปีแล้ว แต่ทาง Mazda ยังคงเลือกที่จะต่ออายุตลาดโฉมตังถังปัจจุบันอีกด้วยการปรับโฉมหน้าใหม่ครั้งใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นการปรับครั้งที่ 2 แล้ว โดยจะทำการเปิดตัวและเผยรายละเอียดภายในงาน Los Angeles Auto Show 2017 ที่จะเริ่มต้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

  จากภาพจะเห็นว่าภายนอกจะได้รับการออกแบบในส่วนของด้านหน้าใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mazda CX-9 และ Mazda CX-5 โฉมล่าสุด โดยมากับโคมไฟหน้าที่ดูเรียวมากขึ้น ออกแบบลวดลายกระจังหน้าใหม่จากเดิมที่เป็นเส้นตรงกลายเป็นลายตะข่าย เส้นโครเมี่ยมกระจังหน้าที่ลากยาวไปจนถึงไฟหน้า รวมทั้งดีไซน์กันชนหน้าใหม่ให้ทันสมัยขึ้นด้วย 

  ที่น่าสนใจก็คือภายในห้องโดยสารที่ออกแบบคอนโซลหน้าใหม่ทั้งหมด มีดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายแต่ก็ทันสมัยมากขึ้น ยังคงมากับพวงมาลัยทรงเดิมเหมือนที่ใช้ใน Mazda 2,3,CX-5 และ CX-9 รุ่นล่าสุด มีการออกแบบช่องแอร์ใหม่ให้ดูเรียวกว่าเดิม ชุดหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วยังคงตั้งอยู่ที่ตำแหน่งเดิม บริเวณฐานเกียร์มีการออกแบบการจัดวางตำแหน่งใหม่ นอกจากนี้จะเห็นชุดปุ่มควบคุมดีไซน์ใหม่หมดที่ไม่เคยใช้ใน Mazda รุ่นไหนมาก่อนด้วย

  คาดว่า Mazda 6 รุ่นใหม่จะมีการแนะนำเครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-G 2.5 ลิตรเทอร์โบบล็อกเดียวกับ CX-9 ซึ่งมากับพละกำลัง 250 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ทางด้านระบบความปลอดภัยของ Mazda 6 รุ่นใหม่ก็จะยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้นด้วยระบบเบรกอัตโนมัติเป็นมาตรฐาน นอกเหนือจากระบบ Mazda Radar Cruise Control ที่มีอยู่ นอกจากนี้ในรุ่นระดับท็อปจะมีกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศามาให้ด้วย

  และแน่นอน Mazda 6 ยังไม่มีแผนมาขายในไทยตอนนี้ครับ

ที่มา Carscoops

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ทีเซอร์แรก All-New Mercedes-Benz CLS ก่อนเปิดตัววันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

 ค่ายดาวสามแฉก Mercedes-Benz ได้เผยภาพทีเซอร์แรกของ All-New Mercedes-Benz CLS ก่อนที่จะมีการเปิดตัวภายในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ และจะนำไปโชว์ตัวภายในงาน Los Angeles Auto Show 2017 ในช่วงปลายเดือนเดียวกันนี้ด้วย

  Mercedes-Benz ใช้แท็กในการสื่อสารครั้งนี้ว่า "Original Perfected" เป็นการตอกย้ำถึงการเป็นค่ายแรกที่สร้างรถแนว "ซีดานคูเป้" 4 ประตูออกสู่ตลาด

  จากภาพทีเซอร์เผยให้เห็นในส่วนด้านหน้าที่มากับไฟหน้าที่ดูเรียวกว่าเดิมและดูเฉียบคมมากขึ้น รายละเอียดไฟ LED ภายในโคมเป็นทรงทรงบูมเมอแรง นอกจากนี้จะเห็นกระจังหน้าทรงใหม่ที่ออกแบบให้รับกับไฟหน้ารถด้วย


  และจากภาพรถทดสอบที่มีการถ่ายในครั้งล่าสุด ก็จะเห็นว่า CLS เจเนเรชั่นที่ 3 จะมีรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยวและเพรียวบางมากขึ้น รวมไปถึงด้านท้ายที่มากับโคมไฟท้ายที่ดูเรียวและทันสมัยกว่าเดิม พร้อมกับตำแหน่งป้ายทะเบียนที่ย้ายไปติดที่กันชนท้ายแทน


  ภายในห้องโดยสารมากับคอนโซลหน้าชุดเดียวกับ E-Class รุ่นล่าสุด ซึ่งมากับชุดหน้าจอสีขนาดใหญ่ 2 จอ แต่มีการปรับรายละเอียดช่องแอร์ทรงกลามให้แตกต่างจากเดิม รวมทั้งพวงมาลัยทรงใหม่เหมือนที่ใช้ใน Mercedes-Benz S-Class Minor Change

  แน่นอนว่า All-New Mercedes-Benz CLS จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกับ E-Class มีความสูงตัวถังเตี้ยกว่าเดิมตัวรถยาวกว่าเดิม คาดว่าขุมพลังของรถจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พละกำลัง 295 แรงม้า และ V6 พละกำลัง 362 แรงม้า ตามด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พละกำลัง 241 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล V6 พละกำลัง 281 และ 335 แรงม้า


   สำหรับเวอร์ชั่นสมรรถนะสูงภายใต้ตรา AMG นั้น นอกจากจะมี CLS63 และ CLS63s แล้ว อาจจะมีรุ่น CLS53 ที่วางตำแหน่งแทรกระหว่าง CLS63 และ CLS43 ด้วย คาดว่าจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียงบล็อกใหม่รหัส M256 สามารถรีดพละกำลังออกมาได้ 430 แรงม้า

  ส่วนเมืองไทยนั้นคาดว่า  All-New Mercedes-Benz CLS จะมีการเปิดตัวภายในปี 2018 ครับ

ที่มา Carscoops

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Tesla Roadster รถสปอร์ตแรงหยุดโลก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 1.9 วินาที! พร้อมผลิตปี 2020

  ค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอเมริกา Tesla ได้สร้างความประหลาดใจให้กับชาวโลกอีกครั้ง ด้วยการเผยโฉมรถสปอร์ต Tesla Roadster ใหม่ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 2 ซึ่งมากับตัวเลขอัตราเร่งที่เร็วจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจเข้า-ออกเลยทีเดียว

  ด้วยสเปคข้อมูลที่ีระบุว่ารถสปอร์ตคันนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลาแค่ 1.9 วินาทีเท่านั้น และใช้เวลาเร่งจาก 0-160 กม./ชม. ในเวลา 4.2 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 250 ไมล์/ชม. (400 กม./ชม.) พร้อมแรงบิดที่มหาศาลถึง 10,000 นิวตัน-เมตร!!! และสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสุดถึง 620 ไมล์ หรือประมาณเกือบๆ 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง

  Elon Musk หัวเรือใหญ่ของ Tesla เคยให้สัญญาว่าสปอร์ต Tesla Roadster จะกลับมาแน่ๆ และตอนนี้มันได้กลับมาพร้อมความร้อนแรงเสียยิ่งกว่าเก่า ดีไซน์ภายนอกมากับรูปโฉมที่ล้ำสมัยและดูมีความโค้งมน ด้านหน้ามากับชุดไฟหน้าแบบ LED ทรงเรียวบาง เส้นสายตัวรถดูมีความโฉบเฉี่ยวและดูสปอร์ต ด้านท้ายมากับดีไซน์ที่ล้ำเสมือนว่ารถคันนี้เป็นรถ Concept Car และมีครีบรีบอากาศที่กันชนท้ายดีไซน์ดุดัน 

  ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ล้ำยิ่งกว่าภายนอก ด้วยพวงมาลัยที่ดูทรงแล้วคล้ายๆพวงมาลัยรถแข่ง และหน้าจอขนาดใหญ่กลางคอนโซลที่เป็นศูนย์การควบคุมระบบต่างๆภายในรถ

  หัวใจของ Tesla Roadster คือการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว ด้านหน้า 1 ตัวและด้านหลัง 2 ตัว ให้ล้อทั้งสี่จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ 250 กิโลวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ Tesla Roadster ยังสามารถถอดหลังคาได้และยังรองรับการโดยสารได้ 4 คน แต่ข้างหลังก็มีพื้นที่ค่อนข้างเล็กมาก

  Tesla Roadster โฉมใหม่เปิดรับจองแล้ว และมีราคาที่แพงกว่ารุ่นเดิมมากทีเดียว โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 200,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,594,000 บาทและเปิดให้จองด้วยจำนวนเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,649,000 บาท) หรือถ้าอยากเป็น 1 ใน 1,000 คนที่อยากได้รุ่นพิเศษ Founders Series ก็ต้องจ่ายเงินมากกว่า 250,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8,243,000 บาท) ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทยครับ โดยตัวรถจะเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการในปี 2020 ครับ

ที่มา Carscoops

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Mitsubishi ปล่อยทีเซอร์ "Triton Athlete" รุ่นตกแต่งพิเศษใหม่ ก่อนเปิดตัวในไทย 30 พ.ย. นี้

  ตลาดช่วงปลายปีนี้น่าจะคึกคักทีเดียว หลังจากที่ Isuzu ได้ประเดิมด้วยการเปิดตัว Isuzu D-Max รุ่นปรับปรุงใหม่ไปเมื่อไม่นานมานี้ ตามมาด้วย Chevrolet ที่เปิดตัว Colorado รุ่นพิเศษ "Centennial Edition" ฝั่ง Toyota ส่ง Hilux Revo รุ่นปรับโฉมใหม่พร้อมรุ่นพิเศษใหม่ Rocco มาลงตลาด ค่าย Mitsubishi ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมส่งรุ่นตกแต่งพิเศษใหม่ลงตลาดปลายปีในชื่อว่า "Triton Athlete" และได้มีการปล่อยทีเซอร์ออกมาให้ชมกันแล้ว


  ต้องขอย้ำว่านี่คือ "รุ่นตกแต่งพิเศษ" ไม่ใช่รุ่นปรับโฉม ฉะนั้นใครที่หวังไปไกลว่าจะได้หน้าตาจาก Pajero Sport หรือเปล่า ให้ไปดูคลิปทีเซอร์และหมดหวังได้เลย จากคลิปที่เห็นก็รู้เลยว่าดีไซน์ด้านหน้าทั้งในส่วนของไฟหน้า กระจังหน้าและไฟหน้ายังเป็นทรงเดิมทั้งหมด แต่อาจจะมีการตกแต่งรายละเอียดเพิ่มเติมให้มีความสปอร์ตมากขึ้นสมกับที่ Mitsubishi โฆษณาไว้ว่า "สปอร์ต พันธุ์เข้ม"


 นอกจากนี้จะเห็นว่าที่กระบะท้ายจะมีการติดตั้งสปอร์ตบาร์มาให้ ซึ่งช่วยเพิ่มความเท่ได้มากทีเดียว ส่วนจุดอื่นๆที่น่าจะเปลี่ยนแปลงก็คงจะเป็นการติดสติ๊กเกอร์รอบคันหรือพ่นสีพิเศษ และอาจจะมีล้ออัลลอยลายพิเศษมาให้


  ซึ่งการตกแต่งจะเป็นอย่างไร จะสวยถูกใจหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ รอชมพร้อมกันวันที่ 30 พ.ย. ที่งาน Motor Expo 2017 และโชว์รูม Mitsubishi ทั่วประเทศครับ 

เปิดตัวในไทยแล้วกับ MG ZS ครอสโอเวอร์คันใหม่ในราคาน่าคบ

  ห่างหายไปนานกับการเปิดตัวรถใหม่ในไทยสำหรับแบรนด์ MG ซึ่งล่าสุดตอนนี้ทางค่ายก็ได้ทำการเปิดตัว MG ZS รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ B-SUV ผู้ท้าชิงของ Honda HR-V , Mazda CX-3 ฯลฯ ชูจุดเด่นความเป็นรถสมาร์ทคาร์ที่มาพร้อมกับระบบสั่งการด้วยเสียงเป็นภาษาไทย


     ดีไซน์ภายนอกนั้นมีแนวการออกแบบที่ค่อนข้างแปลกและโดดเด่นกว่า MG รุ่นอื่นๆ และอาจจะมีกลิ่นอายจากรถค่ายอื่นๆมาผสมผสานในรถคันนี้ ไฟหน้าของรถในรุ่นบนๆจะติดตั้งไฟแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ Daytime Running Lights ภายในโคม กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ พร้อมกันชนหน้าทรงสวยซึ่งดูเข้ารถด้านหน้ารถเอามากๆ 


เส้นสายด้านข้างนั้นมีความโค้งมนและโฉบเฉี่ยวน่าจับตามอง ในส่วนของด้านท้ายจะมากับชุดไฟท้าย LED พร้อมกันชนท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับในรุ่นท็อปจะมีความพิเศษคือการติดตั้งหลังคาแบบ Panoramic Roof ขนาดใหญ่มาให้ด้วย


  ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ค่อนข้างสวยงามและทันสมัย ปุ่มต่างๆดูจะจัดการให้ใช้งานได้ง่าย เข้ามาจะพบกับพวงมาลัย 3 ก้านดีไซน์ใหม่ คอนโซลหน้ามากับการบุนุ่มด้วยวัสดุแบบ Soft Touch ในรุ่นท็อปจะมีความพิเศษด้วยการตกแต่งโทนสีเบาะภายในเป็นสีทูโทนดำน้ำตาล สำหรับระบบอินโฟเทนเมนต์ทุกรุ่นจะมากับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อ Bluetooth และรองรับ Apple CarPlay

  แต่ไฮไลต์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ระบบ i-SMART ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมต่อแบบใหม่ล่าสุดของ MG ที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย โดยการควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถด้วยการสั่งด้วยเสียงภาษาไทย โดยวิธีใช้งานจะเริ่มต้นด้วยการพูดคำว่า "Hello MG" ตามด้วยคำสั่งที่เราต้องการ โดยเราสามารถสั่งการเปิดซันรูฟ เปิดระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบโทรออก-รับสายและระบบนำทาง

   เรายังสามารถสั่งการผ่านจอ Touchscreen โดยจะสามารถสั่งเปิดระบบนำทางพร้อมรายงานการจราจรแบบ Real Time , แนะนำร้านอาหารและที่พักบนแผนที่นำทาง , ระบบเลขาส่วนตัว i-Call , ระบบโทรออก-รับสายกรณีฉุกเฉิน


  และยังไม่พอ เรายังสามารถสั่งการผ่านทาง Smartphone ของเราได้ด้วย โดยสามารถสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศ , ระบบล็อคและปลดล็อคประตู , ระบบวางแผนการเดินทาง Travel Plan , ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์และระบบค้นหารถ Find My Car , ระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนความผิดปกติรถยนต์

 สำหรับขุมพลังนั้นจะมากับเครื่องยนต์เบนซินรหัส 15S4C DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ความจุ 1.5 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุด 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode รองรับเชื้อเพลิงสูงสุด E85

   สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นถือว่าจัดมาให้ค่อนข้างดี โดยมีระบบดังต่อไปนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
- ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) เฉพาะรุ่น 1.5 X
- ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
- ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light)
- จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
- เข็มขัดนิรภัยแถวหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย 
เฉพาะรุ่น 1.5 X
- กล้องมองหลัง รุ่น 
1.5 D และ 1.5 X
- สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง
- กุญแจนิรภัยแบบ Immoblizer และสัญญาณกันขโมย



  MG ZS มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สีได้แก่ สีแดง Scarlet Red, สีน้ำเงิน Marina Blue, สีบรอนซ์เงิน Silver Metallic, สีขาว Arctic White และสีดำ Black Knight 
*เฉพาะรุ่น C มีจำหน่ายแค่สีสีบรอนซ์เงิน Silver Metallic และ สีขาว Arctic White

  MG ZS แบ่งการจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่
- 1.5 C ราคา 679,000 บาท
- 1.5 D ราคา 729,000 บาท
- 1.5 X ราคา 789,000 บาท

  

มาอย่างฉับไว Toyota Hilux Revo Minor Change รีบปรับเพื่อสู้ศึกหนักตลาดกระบะ

   การมาของ Toyota Hilux Revo ถือว่าต้องฝ่าความลำบากมามากมาย ทั้งโดนเรื่องกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหน้าตาและช่วงล่าง รวมทั้งเรื่องดีไซน์ที่บางคนไม่ชอบ และยังเสียส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะพอสมควรจากคู่แข่งที่มีดีไซน์สวยกว่าและมีอะไรหลายอย่างค่อนข้างน่าสนใจกว่า ดังนั้นแล้วแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็ไม่สามารถอยู่ยิ่งเฉยได้ เราจึงได้เห็น Toyota Hilux Revo Minor Change แล้วในขณะนี้นั่นเอง


  การปรับโฉมของ Toyota Hilux Revo ในไทยเกิดขึ้นเร็วมาก ซึ่งผ่านไปหลังจากการขายนับจากการเปิดตัวครั้งแรกเพียง 2 ปีเท่านั้น ผิดปกติจากกระบะค่ายอื่นๆที่ต้องรออย่างน้อย 3-4 ปีกว่าจะมีการปรับดีไซน์หน้าตากัน แต่แน่นอนว่ามันก็จำเป็นต้องทำก่อนที่ Toyota จะเสียส่วนแบ่งไปมากกว่านี้


  ดีไซน์ภายนอกของ Toyota Hilux Revo Minor Change ได้มีการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งดุดันมากขึ้นบริเวณด้านหน้า ด้วยความที่ Toyota น่าจะคิดว่าลูกค้าชอบแนวแกร่งๆเหมือนกระบะอเมริกัน เลยออกแบบให้มีกลิ่นอายของ Toyota Tacoma ที่วางขายในอเมริกา โดยยังคงทรงฝากระโปรง ซุ้มล้อ และไฟหน้าเดิมอยู่ สำหรับไฟหน้านั้นก็ยังคงให้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ LED DRL เฉพาะรุ่น E Plus , G ตัวยกสูงเหมือนเช่นเคย รุ่นอื่นๆก็หมดสิทธิ์ กันชนหน้าก็มีการออกแบบใหม่ด้วยเช่นกัน โดยรุ่น E Plus ขึ้นไปจะติดตั้งไฟตัดหมอกแบบ LED ด้วย ดีไซน์ล้ออัลลอยก็ยังเดิมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่รุ่นเดียว รวมทั้งดีไซน์ด้านท้ายก็ไม่เปลี่ยนเช่นกัน


สำหรับตัวเตี้ยนั้นจะไม่ได้มีการปรับดีไซน์เหมือนรุ่นยกสูง จะมีแค่การปรับรายละเอียดกระจังหน้าใหม่ ตกแต่งใต้กันชนหน้า และกรอบไฟตัดหมอกใหม่เท่านั้น ส่วนรุ่น J ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ Toyota ยังมีรุ่น J Plus MY2017 ที่ยังคงดีไซน์เหมือนเดิมทุกประการ แต่มีการอัพเกรดออปชั่นใหม่เพิ่มเติม


  ภายในห้องโดยสารไม่มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบอะไรทั้งสิ้น มีเพียงแค่การเปลี่ยนโทนสีภายในห้องโดยสารให้เป็นสีดำทุกรุ่น ยกเว้นรุ่นตอนเดียวที่มีการเพิ่มกระจกไฟฟ้ามาให้ในทุกรุ่นย่อยแล้ว

ขุมพลังยังคงมีทางเลือก 3 แบบเช่นเคย ไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรทั้งสิ้น
- เครื่องยนต์ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.8 ลิตร มากับพละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด แรงบิด 420 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที)
รุ่นตอนเดียว 2.8 J Plus จะมากับพละกำลัง 170 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,200-3,400 รอบ/นาที

- เครื่องยนต์ดีเซล 2GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที
รุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด จะมีพละกำลัง 150 แรงม้าที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,800 รอบ/นาที

- เครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร 2TR-FE 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC Dual VVT-i มากับพละกำลัง 166 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 245 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดจะมีโหมด iMT เข้าเกียร์นุ่มนวล ไม่กระตุก ทุกรุ่นยกเว้นรุ่น J จะมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 2 แบบได้แก่ โหมดประหยัด Eco Mode และโหมดความเร็ว Power Mode 

ระบบความปลอดภัยก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดยมีระบบดังนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น
- ระบบเสริมแรงเบรก BA (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น 
2.8 G Prerunner AT, 2.8G 4x4 AT , Rocco 2.8 G Prerunner AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น 2.8 G Prerunner AT, 2.8G 4x4 AT , Rocco 2.8 G Prerunner AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น 2.8 G Prerunner AT, 2.8G 4x4 AT , Rocco 2.8 G Prerunner AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น  2.8G 4x4 AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น 2.8 G Prerunner AT, 2.8G 4x4 AT , Rocco 2.8 G Prerunner AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น 2.8 G Prerunner AT, 2.8G 4x4 AT , Rocco 2.8 G Prerunner AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC (เฉพาะตัวถัง Double Cab รุ่น  2.8G 4x4 AT และ Rocco 2.8G 4x4 AT)
- ระบบล็อคเฟืองท้าย Diif-Lock (ในรุ่น 4WD) 
- กล้องมองหลัง เฉพาะรุ่นที่มีจอ
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (ขั้นต่ำ 3 ตำแหน่ง)
- โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA

  และคราวนี้ Toyota ก็ได้ทำการเปิดตัวรุ่นพิเศษใหม่ในชื่อ "Rocco" ที่มีการตกแต่งภายนอกให้มีความเท่และดุดันมากขึ้น โดยมีสิ่งที่แตกต่างจากรุ่นปกติดังนี้
- กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา 
- กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา 
- ชุดตกแต่งกันชนหน้า 
- ชุดตกแต่งซุ้มล้อ 
- ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่นตกแต่งพิเศษ
- ยาง 265/60R18 All Terrain แบบ White letters 
- กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก
- มือเปิดประตูสีดำ (สำหรับสมาร์ทแค็บ) และ สีดำเมทัลลิก (สำหรับดับเบิ้ลแค็บ)
- สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ
- สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ
มือเปิดฝาท้ายสีดำ
- กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง
- มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่นตกแต่งพิเศษ 
- พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก
- แผงข้างประตูตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก 
- แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

- ช่องปรับอากาศตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก 
- หัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก
- ฐานเกียร์ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก
- กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ
- ช่องเก็บของด้านบนพร้อมสัญลักษณ์ HILUX
- Smart key ดีไซน์เฉพาะรุ่นตกแต่งพิเศษ (เฉพาะรุ่นดับเบิ้ลแค็บ) 

Toyota Hilux Revo ใหม่มีสีตัวถังให้เลือก 7 สีเหมือนเดิม ได้แก่ สีน้ำเงิน Nebura Blue, สีบรอนซ์เงิน Silver Metallic , สีเทา Dark Gray Mica Metallic , สีขาวมุก White Pearl Crystal , สีขาว Super White , สีแดง Crimson Spark Red Metallic และสีดำ Atitude Black Mica มีรุ่นย่อยให้เลือกมากกว่าเดิม และได้ปรับลดราคาในบางรุ่นย่อยด้วย โดยมีราคาค่าตัวดังนี้
รุ่น Standard Cab
2.4 J Cab & Chassis MY2017 ราคา 523,000 บาท (+7,000 บาท)
2.4 J 559,000 บาท
2.7 J 569,000 บาท
2.4 J Plus SWB MY2017 579,000 บาท
2.4 J Plus SWB 585,000 บาท
2.8 J Plus MY2017 605,000 บาท
2.8 J Plus 605,000 บาท
2.8 J 4x4 MY2017 675,000 บาท

รุ่น Smart Cab
- ตัวเตี้ย
2.4 J MY2017 579,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 J Plus MY2017 639,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 J Plus 645,000 บาท (ลดราคา 14,000 บาท)
2.7 J Plus MY2017 659,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.7 J Plus 665,000 บาท 
 (ลดราคา 14,000 บาท)
2.4 E 685,000 บาท (ลดราคา 14,000 บาท)
2.4 G 739,000 บาท 
(ลดราคา 16,000 บาท)

- ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อ
2.4 J Plus Prerunner MY2017 669,000 บาท (ลดราคา 30,000 บาท)
2.4 J Plus Prerunner 679,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Prerunner 729,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Prerunner AT 779,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.7 E Prerunner 765,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Plus Prerunner 759,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Plus Prerunner AT 809,000 บาท 
(ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 G 809,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.8 G Prerunner 855,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 G Prerunner AT 859,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.8 G Prerunner Rocco 899,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ เพิ่มจากรุ่นปกติ 44,000 บาท

- ขับเคลื่อน 4 ล้อ
2.4 E Plus 4x4 829,000 บาท
2.8 G 4x4 909,000 บาท
2.8 G 4x4 Rocco 953,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ เพิ่มจากรุ่นปกติ 44,000 บาท


รุ่น Double Cab
- ตัวเตี้ย
2.4 J Plus MY2017 679,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 J Plus 685,000 บาท (ลดราคา 14,000 บาท)
2.7 E 795,000 บาท
 (ลดราคา 16,000 บาท)

- ยกสูงขับเคลื่อน 2 ล้อ
2.4 J Plus Prerunner MY2017 769,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 J Plus Prerunner 779,000 บาท (ลดราคา 10,000 บาท)
2.4 E Prerunner 819,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Prerunner AT 869,000 บาท (ลดราคา 20,000 บาท)
2.7 E Prerunner AT 885,000 บาท
 (ลดราคา 10,000 บาท)
2.4 E Plus Prerunner 849,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 E Plus Prerunner AT 899,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 G Prerunner 919,000 บาท
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.4 G Prerunner AT 969,000 บาท
 (ลดราคา 16,000 บาท)
2.8 G Prerunner AT 1,079,000 บาท 
 (ลดราคา 20,000 บาท)
2.8 G Prerunner AT Rocco 1,129,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ เพิ่มจากรุ่นปกติ 50,000 บาท

- ขับเคลื่อน 4 ล้อ
2.4 E Plus 4x4 935,000 บาท
2.8 G 4x4 1,069,000 บาท
2.8 G AT 4x4 1,139,000 บาท
2.8 G Prerunner AT Rocco 1,119,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ เพิ่มจากรุ่นปกติ 50,000 บาท
2.8 G 4x4 AT Rocco 1,189,000 บาท *รุ่นย่อยใหม่ เพิ่มจากรุ่นปกติ 50,000 บาท
   
ทุกท่านสามารถสัมผัส Toyota Hilux Revo ใหม่ได้ภายในงาน Motor Expo 2017 วันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. 60 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี หรือที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมโดยจะมีการจัดงานเปิดตัวภายในโชว์รูมวันที่ 8-10 ธันวาคม และยังมีแคมเปญส่งเสริมการขายก็คือ ซื้อ Hilux Revo ใหม่วันนี้่ ฟรีประกันภัยชั้น 1 จาก Toyota Care อีกด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สิ้นสุดการรอคอยกับ All-New Mazda CX-5 คอมแพ็กต์เอสยูวีคันงามโฉมใหม่กับราคาเริ่มที่ 1,290,000 บาท

  หลังจากที่สาวกต่างรอคอยมานานสำหรับ All-New Mazda CX-5 ที่ได้ทำการเปิดตัวในตลาดต่างประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของเมืองไทยเสียทีครับ และแน่นอนว่าในโฉมใหม่นี้ยังคงนำเข้าจากประเทศมาเลเซียเช่นเดิม

    ภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่หลายคนก็กังขาว่านี่คือรุ่น Minor Change หรือ Model Change กันแน่เพราะทรงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่แท้จริงแล้วมันคือโฉมใหม่ Model Change ครับ แนวการออกแบบโดยรวมของรถนั้นจะนำเอาดีไซน์จากรถ SUV รุ่นพี่อย่าง CX-9 มาปรับใช้ โดยมากับชุดไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูเรียวขึ้น กระจังหน้าขนาดใหญ่โตขึ้นพร้อมตะแกรงลายรังผึ้งที่ทำให้ดูสปอร์ต และแน่นอนว่ารถคันนี้ยังคงยึดติดแนวการออกแบบ Kodo Design อีกเช่นเคย

ด้านข้างมีความคล้ายรุ่นเดิมอย่างมาก แต่มีการปรับเส้นสายตัวรถให้ตรงขนานกับพื้นตัวถัง พร้อมกันนี้ยังเพิ่มเติมขอบโครเมียมบริเวณกรอบประตูเพื่อเพิ่มเติมความหรูหรา ในส่วนของด้านท้ายจะมากับไฟท้ายใหม่ที่ดูเรียวกว่าเดิม และมีดีไซน์ที่ได้กลิ่นมาจากรุ่นพี่ CX-9 เช่นกัน ฝาท้ายสามารถเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า สำหรับเวอร์ชั่นไทยยังมีอีกหนึ่งความพิเศษก็คือ มีติดตั้งหลังคาซันรูฟมาให้ด้วย (เฉพาะตัวท็อป) ล้ออัลลอยของรถมีให้เลือกทั้งแบบ 17 และ 19 นิ้ว ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

  ขนาดลำตัวของ All-New Mazda CX-5 มีขนาดความยาว 4,550 มิลลิเมตร (ยาวกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร) กว้าง 1,840 มิลลิเมตรเท่ารุ่นเดิม และสูง 1,680 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 30 มิลลิเมตร) มีระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตรเท่ารุ่นเดิม

   ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่หมดและเน้นความหรูหรามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม มีการบุหนังและเดินด้ายตะเข็บจริงบริเวณคอนโซลหน้า มาพร้อมพวงมาลัย 3 ก้านชุดใหม่แบบเดียวกับที่เราเห็นมาแล้วใน Mazda 2 MY2017 ,3 Minor Change , CX-3 MY2017 บนหน้าปัดติดตั้งจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ขนาด 4.6 นิ้ว รวมทั้งติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วตำแหน่งการวางคล้ายคลึงกับรถหรู Mercedes-Benz รองรับการเชื่อมต่อ MZD Connect เช่นเคยสามารถควบคุมผ่านทางปุ่ม Center Commander ะบบความบันเทิงเต็มอิ่มจากลำโพงคุณภาพ Bose 10 ลำโพง นอกจากนี้ก็จะมีจอ Head-Up Display , เบรกมือไฟฟ้าและอื่นๆอีกมากมาย

ทางด้านขุมพลังนั้นในไทยจะมีทางเลือก 2 แบบด้วยกัน
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G พละกำลัง 165 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร Skyactiv-D พละกำลัง 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที

ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SkyActiv-Drive 6 สปีด และมากับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เฉพาะดีเซลตัวท็อปที่ได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

  สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้นไว้ใจได้เพราะทาง Mazda จัดมาเต็มไม่มีกั๊กโดยมีระบบต่างๆดังนี้
- กุญแจนิรภัย (Immobilizer) สัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และระบบล็อคและปลดล็อคประตูอัตโนมัติ
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold               
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง
- ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลัง 4 จุด รุ่น 2.0 S ขึ้นไป                            
- กล้องมองหลัง    
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)  
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)         
- ระบบปรับมุมลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติตามการเลี้ยวของรถ AFS (Adaptive Front-lighting System) เฉพาะรุ่น 2.0 S และ XD                            
- ระบบปรับไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL           
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-keep Assist System) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL     
- ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS (Smart City Brake Support) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL
- ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL                              
- ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL               
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC  (Mazda Radar Cruise Control) เฉพาะรุ่น 2.0 SP และ XDL           
- ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)
- ระบบป้องกันล้อล็อค 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA
- ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)             
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
- ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)

- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System) 

  All-New Mazda CX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 6 สีด้วยกัน ได้แก่ 
- สีแดง Soul Red Crystal
- สีเทา Machine Gray
- สีขาวมุก Snow Flake White Pearl
สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue
- สีบรอนซ์เงิน Sonic Silver
- สีดำ Jet Black

  All-New Mazda CX-5 มีทางเลือกรุ่นย่อยทั้งหมด 5 รุ่นย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 3 รุ่นย่อย และดีเซล 2 รุ่นย่อย
เบนซิน
2.0 C ราคา 1,290,000 บาท (เพิ่มจากโฉมเก่า 70,000 บาท)
2.0 S ราคา 1,400,000 บาท (เพิ่มจากโฉมเก่า 70,000 บาท)
2.0 SP ราคา 1,530,000 บาท (รุ่นย่อยใหม่)
ดีเซล
XD ราคา 1,560,000 บาท (เพิ่มจากโฉมเก่า 30,000 บาท)
XDL ราคา 1,770,000 บาท (เพิ่มจากโฉมเก่า 80,000 บาท)
  
    All-New Mazda CX-5 มากับสโลแกนที่ใช้สื่อสารทางการตลาดว่า "เป็นที่สุดในทุกบทบาท 
MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE" ใครสนใจไปชมรถคันจริงหรือทดลองขับสามารถไปชมกันได้แล้วที๋โชว์รูม Mazda ทั่วประเทศครับ