Like Box

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เปรียบเทียบสเปคและออปชั่น Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 AT Rocco VS. Ford Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT

  ตลาดกระบะในช่วงปลายปีนี้กลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อการมาถึงของ Toyota Hilux Revo รุ่นปรับโฉม Minor Change ที่มาพร้อมกับรุ่นตกแต่งพิเศษ "Rocco" เอาใจตลาดกระบะระดับบน ซึ่งถือว่าเป็นคู่แข่งระดับเดียวกับ Isuzu D-Max V-Cross Max รวมทั้ง Ford Ranger Wildtrak


  และด้วยราคาค่าตัว 1,189,000 บาท ถือว่าเยอะเอาการ และราคาดันใกล้เคียง Ford Ranger Wildtrak รุ่นท็อปสุดพอดี ดังนั้นผมจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำเอาสองคันนี้มาเปรียบเทียบสเปคและออปชั่นกันว่าในราคาเท่ากันนี้ สองคันนี้มีอะไรที่มากกว่าหรือน้อยกว่ากันบ้าง


  ว่ากันด้วยเรื่องหน้าตาของรถนั้น ทั้งสองต่างมีดีไซน์ที่ดูแข็งแกร่งดุดันทั้งคู่ ด้วย Toyota ที่มีการปรับโฉมใหม่ให้มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งดุดันสไตล์อเมริกันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามสูตรสำเร็จของ Ford ที่มาแนวแข็งแกร่งดุดัน เข้าทางแฟนๆกระบะเขา เลยทำให้ยอดขายค่อนข้างดี (สำหรับ Ford) ใครจะดูเท่กว่ากันก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละท่านครับ


  ภายในห้องโดยสาร Toyota จะใช้โทนสีดำล้วน ส่วน Ford จะมีสีดำผสมกับสีส้ม ซึ่งคอนโซลของ Toyota จะดูมีโค้งมน มีการออกแบบที่ค่อนข้างมีลูกเล่นพอสมควร ทางด้าน Ford จะมาแนวเรียบหรูดูแพง ใช้วัสดุที่ค่อนข้างน่าสัมผัสไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายตะเข็บของจริงที่คอนโซลหน้า เลยทำให้ดูดีไม่น้อย แต่จะชอบแบบไหนก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา

ส่วนด้านล่างนี้จะเป็นการเปรียบเทียบสเปคและออปชั่นของ 2 คันนี้ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านครับ

 มิติภายนอก

Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 AT Ford Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT  
ความยาว (มม.)
5345
5362
ความกว้าง (มม.)
1855
1860
ความสูง (มม.)
1810
1815
ระยะฐานล้อ (มม.)
30853220
ระดับต่ำสุดจากพื้น (มม.)217230

 อุปกรณ์มาตรฐาน
อุปกรณ์มาตรฐาน
Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 ATFord Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT  
กระจังหน้า
สีเทาและสีดำเงา
สีดำ Wildtrak
กันชนหลัง
สีดำเมทัลลิก
สีดำ Wildtrak
บันไดข้าง
สีดำ
สีดำพร้อมกาบตกแต่งสีเงินด้าน
ไฟหน้า
โปรเจคเตอร์แบบ LEDโปรเจคเตอร์
ระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติมีมีแต่ไม่ได้ระบุในโบรชัวร์ น่าจะไม่มีครับ
ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow Me Homeมีมี
กระจกมองข้างปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว / มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิกสีเทาดำ
ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ-มี
สปอร์ตบาร์และราวหลังคามีเฉพาะสปอร์ตบาร์มี
ราวเสริมขอบกระบะท้าย-มี
ไฟส่องสว่างกระบะท้าย- (ไม่เห็นระบุในโบรชัวร์ น่าจะไม่มีครับ)มี
พื้นปูกระบะท้ายมีพร้อมช่องต่อไฟ 12 โวลต์
ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบปรับตั้งเวลามีพร้อมระบบปรับน้ำฝนอัตโนมัติ Rain Sensing Wipers
สีภายในสีดำสีดำ/ส้ม
เบาะนั่งด้านหน้าสีดำ ปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 8 ทิศทางสีดำ/ส้ม ปรับไฟฟ้าด้านคนขับ 8 ทิศทาง
เบาะนั่งด้านหลัง

พร้อมที่พักแขน มีที่วางขวดน้ำตรงกลาง สามารถแยกพับได้ 60/40พร้อมที่พักแขน
มือจับ8 ตำแหน่ง6 ตำแหน่ง
กุญแจรีโมทและปุ่มสตาร์ทมีไม่มีปุ่มสตาร์ท แต่มีกุญแจ 
My Key
ช่องทำความเย็น Cool Boxมีมี
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Controlมีมี
ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสารพร้อมเปลี่ยนโทนสีได้ 7 สี-มี
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน "อัตโนมัติ"-มี
มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitronแบบจอดิจิตอล Dual TFT
ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง DC 12 โวลต์2 ตำแหน่ง3 ตำแหน่ง
ช่องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับ AC 220 โวลต์230 โวลต์
กระจกไฟฟ้าแบบขึ้น-ลงอัตโนมัติพร้อมระบบป้องกันการหนึบ4 บาน
ด้านคนขับด้านเดียว
สวิตซ์เลือกโหมดการขับขี่ Eco/Powerมี
-
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมี
แบบแยกโซนซ้าย-ขวา
ระบบปรับอากาศด้านหลังมี
-
ระบบเครื่องเสียง


เครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ T-Connect มีระบบโทรออกด้วยเสียง และระบบนำทางเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ SYNC3 , Apple CarPlay , Android Auto และระบบนำทาง
ช่องต่อ USBและ AUX
2 จุด
Bluetoothมี
มี
ลำโพง6 ตัว
6 ตัว

ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก
   
ขุมพลัง/แซสซีส์/ระบบเบรก
Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 ATFord Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT  
แบบเครื่องยนต์

ดีเซล 1GD-FTV 4 สูบ แถวเรียง 16 วาล์ว DOHC VN Turbo และ Intercooler
ดีเซล 5 สูบ แถวเรียง 20 วาล์ว VG Turbo Intercooler
ความจุ (ซีซี.)
2755
3198
พละกำลัง (แรงม้า)/รอบต่อนาที
177 / 3400
200 / 3000
แรงบิด (นิวตันเมตร)/รอบต่อนาที
450 / 1,600-2,400470 / 1,750-2,500
ระบบส่งกำลัง

เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shiftอัตโนมัติ 6 สปีด 
ระบบกันสะเทือนหน้า

แบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลงแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริง
ระบบกันสะเทือนหลัง

แหนบซ้อนแหนบซ้อน
ระบบเบรกหน้า

ดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อนดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อน
ระบบเบรกหลังดรัมเบรกดรัมเบรก
เฟืองท้ายแบบ Diff-Lockแบบ Diff-Lock

ระบบความปลอดภัย
   
ระบบความปลอดภัย
Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 ATFord Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT  
ไฟตัดหมอกคู่หน้า
แบบ LED
มี
ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daylight) แบบ LED
มี
มี แต่เป็นหลอดไส้ธรรมดา
ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
แบบ LED
มี (ไม่แน่ใจว่า LED หรือเปล่า)
กล้องมองหลัง
มีมี
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS พร้อม EBD และ BAมีมีหมด ยกเว้น BA (โบรชัวร์ไม่ได้ระบุไว้)
ระบบควบคุมการทรงตัว มีมี
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี แบบ Activeมี
ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพวงท้าย TSCมีมี (ฟอร์ดเรียกว่า ระบบช่วยการทรงตัวขณะลากจูง และป้องกันรถพลิกคว่ำ)
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน มีมี
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันมีมี
ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control-มี
ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning System-มี
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง Lane Keeping System-มี
ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High Beam System-มี
ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Alert System-มี
จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ISOFIXมีมี
กุญแจ Immoblizer และสัญญาณกันขโมยมีมี
ราคา

Toyota Hilux Revo Double Cab 2.8 G Rocco 4x4 ATFord Ranger Double Cab 3.2L Wildtrak 4x4 AT  
ราคา (บาท)
1,189,000
1,199,000

วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ส่อง Isuzu MU-X Minor Change เวอร์ชั่นจีนกับภายในที่แปลกใหม่กว่าเดิม


 เปิดตัวเปิดราคาเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Isuzu MU-X Minor Change เวอร์ชั่นจีน ซึ่งไฮไลต์สำคัญไม่ใช่ที่ภายนอกแต่เป็นภายในที่มีออกแบบให้มีความแตกต่างในตลาดประเทศอื่นๆนั่นเอง

  ดีไซน์ภายนอกไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่ได้ต่างจากเวอร์ชั่นที่ขายในไทยเลย มีความแตกต่างเพียงแค่โทนสีแะการตกแต่งภายนอกเท่านั้น โดยเวอร์ชั่นจีนจะมากับกันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถ (ไม่ใช่ทูโทนเหมือนไทย) และยังมากับกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ (ของไทยเป็นแบบโครเมี่ยม)


  ไฮไลต์สำคัญแน่นอนว่าอยู่ที่ภายในห้องโดยสารที่มีการเปลี่ยนแปลงคอนโซลหน้าใหม่แทบทั้งดุ้น ซึ่งมีดีไซน์ที่ค่อนข้างมีความหรูหราและคลับคล้ายคลับคลารถหรูยุโรปอย่าง Mercedes-Benz สำหรับบริเวณมาตรวัดนั้นจะเหมือนกับ MU-X ตัวปัจจุบันที่ขายในไทย พวงมาลัยได้เปลี่ยนทรงใหม่หมดแต่ยังเป็นทรง 3 ก้านเหมือนเดิม 

การดีไซน์ช่องแอร์ยังคงเป็นทรงแนวตั้งและมีหน้าจอสัมผัสมาคั่นกลางเหมือนเดิมแถมมีดีไซน์ที่เหมือนเอาแท็ปเลตมาแปะซึ่งดูจะกลายเป็นเทรนด์สำหรับรถยุคนี้ไปเสียแล้ว หน้าจอนั้นสามารถรองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รวมทั้งติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่มากับลำโพงจาก Yamaha การตกแต่งมีการใช้ลายไม้มาเพิ่มความหรูหรา 

ส่วนบริเวณฐานเกียร์ก็ได้มีการออกแบบใหม่พร้อมหัวเกียร์ทรงใหม่ที่แปลกตาจากเดิมด้วย การตกแต่งภายในห้องโดยสารจะใช้โทนสีดำและมีน้ำตาลให้เลือกด้วยเช่นกัน

  ทางด้านขุมพลังนั้นในตลาดจีนจะมีทางเลือก 2 แบบด้วยกัน ได้แก่
- เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร RZ4E-TC พละกำลัง 163 แรงม้าที่ 3,600รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเท่านั้น มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ
- เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร 4JJ1-TCX พละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-2,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและอัตโนมัติ 6 สปีด มีให้เลือกแค่ขับเคลื่อน 4 ล้อ

  Isuzu MU-X Minor Change วางขายในจีนแล้วโดยมีราคาดังนี้
- เครื่องยนต์ 1.9 ลิตร ราคา 178,800-201,800 หยวน (ประมาณ 896,000-1,011,000 บาท)
- เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ราคา 245,800-262,800 หยวน (ประมาณ 1,231,000-1,317,000 บาท)

ที่มา Isuzu China

วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ชม 2018 Lexus RXL หน้าตาเดิมเพิ่มเติมคือยาวกว่าเดิมและเบาะแถวที่ 3

  เมื่อไม่นานมานี้ค่าย Lexus ได้ทำการเปิดตัว Lexus RXL หรือ RX เวอร์ชั่นฐานล้อยาวในตลาดสหรัฐฯ ตามด้วยตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการขยายฐานล้อให้ยาวขึ้นรวมทั้งเพิ่มเบาะแถวที่ 3 มาให้ โดยที่ไม่ได้มีการปรับโฉมอะไรทั้งสิ้น

  แม้ว่าตัวรถจะมีฐานล้อยาวเท่าเดิมที่ 2,790 มิลลิเมตร แต่ทาง Lexus ได้เพิ่มความยาวตัวรถออกไปอีก 110 มิิลลิเมตร และสูงเพิ่มขึ้น 15 มิลลิเมตร ทำให้ Lexus RXL มีความยาวตัวถังอยู่ที่ 5 เมตรพอดี (รุ่นฐานล้อปกติยาว 4,890 มิลลิเมตร) เพียงพอที่จะเพิ่มเบาะแถวที่ 3 เข้าไปได้ นอกจากนี้ Lexus ยังออกแบบให้ฝาท้ายที่มุมที่ตั้งชัันขึ้นและไม่ลาดเอียงเหมือนรุ่นปกติเพื่อให้พื้นที่ Headroom ของผู้โดยสารเพิ่มขึ้นด้วย

   2018 Lexus RXL จะมีที่นั่งทั้งหมด 7 ที่นั่ง โดยเบาะแถวที่ 2 จะมีสัดส่วนการพับเบาะที่ 40/20/40 นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเลือกออปชั่นเบาะแบบ 6 ที่นั่ง โดยเบาะแถวที่ 2 จะเป็นแบบ Captain Seat เพื่อให้เข้าถึงเบาะแถวที่ 3 ได้ง่ายขึ้น
   
  สำหรับออปชั่นมาตรฐานที่ติดมากับรถก็จะมีเบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถพับได้ด้วยระบบไฟฟ้า , เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูง , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน ซึ่งมีช่องแอร์แยกพร้อมปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศบริเวณแถวที่ 3

  ในตลาดสหรัฐฯจะมีทางเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ คือ
- RX350L เครื่องยนต์เบนซินรหัส 2GR-FKS ความจุ 3.5 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุด 295 แรงม้าที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 362 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ
- RX450hL เครื่องยนต์เบนซินรหัส 2GR-FXS ความจุ 3.5 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุด 262 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตรที่ 4,600 รอบ/นาที ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ด้านหน้าและด้านหลัง เมื่อรวมกำลังทั้งระบบแล้วจะได้ 313 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ E-CVT มีให้เลือกเพียงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น 

ส่วนตลาดญี่ปุ่นนั้นจะมีทางเลือกรุ่น RX450hL เพียงอย่างเดียว


   Lexus RXL ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานภายใน ได้แก่ ชุดหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แต่ลูกค้าสามารถสั่งออปชั่นเพิ่มเติมเป็น 12.3 นิ้วได้ นอกจากนี้ยังมีระบบเครื่องเสียงพรีเมี่ยมพร้อมลำโพง 12 ตัวที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานยังสามารถสั่งเพิ่มเป็นเครื่องเสียงคุณภาพจาก Mark Levinson Premium กำลังขับ 835 วัตต์และลำโพง 15 ตัวได้อีกด้วย

  Lexus RXL เปิดขายในสหรัฐฯและญี่ปุ่นโดยมีราคาค่าตัวดังต่อไปนี้ (ยังไม่รวมภาษีในไทย)
USA
- RX350L ราคาเริ่มต้นที่ 47,670 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,561,000 บาท
- RX450hL ราคาเริ่มต้นที่ 49,070 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,607,000 บาท
Japan
- RX450hL ราคาเริ่มต้นที่ 7,690,000 เยน หรือประมาณ 2,222,000 บาท

ที่มา Carscoops / Lexus JP

Nissan NV350 Urvan Minor Change ปรับโฉมเงียบๆในตลาดไทยแล้ว ในราคา 1,216,500 บาท

  วางขายในไทยมา 4 ปีกว่าๆ สำหรับรถตู้ Nissan NV350 Urvan ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์สำหรับการปรับโฉมแล้ว หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดตัวรุ่นปรับโฉม Minor Change แล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของเมืองไทยแล้วซึ่งก็เพิ่งมีการปรับโฉมแบบเงียบๆเมื่อไม่นานมานี้


  รูปโฉมก็เหมือนกับที่ญี่ปุ่น การออกแบบด้านหน้าใหม่ ในส่วนของกระจังหน้าที่ออกแบบใหม่มาแนวทรง V-Shape อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย รวมทั้งออกแบบกรอบไฟตัดหมอกใหม่ จุดเด่นก็คือการติดตั้งไฟหน้าแบบ LED โปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่ LED Signature Light ภายในโคมมีฟังก์ชั่นปรับระดับสูงต่ำ-ได้ นอกจากนี้ยังมากับกระจกมองข้างใหม่แบบโครเมี่ยมพร้อมไฟเลี้ยว จุดสุดท้ายที่เปลี่ยนก็คือไฟท้ายที่ดูไม่ต่างจากเดิมเพิ่มเติมคือความสว่างเปล่งประกายมากขึ้น


  ภายในห้องโดยสารมีการเปลี่ยนพวงมาลัยทรงใหม่จากเดิมที่ใช้เหมือนกับ Nissan March คราวนี้มาใช้พวงมาลัยแบบเดียวกับ Navara รุ่นล่างแทนนอกนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาแล้ว โดยมีติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ มาตรวัดเรืองแสง Multi-Information Display , ช่องเก็บขวดน้ำและที่วางขวดน้ำบริเวณแผงคอนโซล , กุญแจรีโมท และ ช่องแอร์ 18 ช่องสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง

  ขุมพลังนั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมนั่นคือ เครื่องยนต์ดีเซลรหัส YD25DDTi ความจุ 2.5 ลิตร พละกำลังสูงสุดที่ 129 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 356 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

  ระบบความปลอดภัยพื้นฐานมีการติดตั้งอุปกรณ์ดังต่อไปนี้
- ถุงลมนิรภัย 2 ใบ
- ระบบเบรก ABS และระบบเสริมแรงเบรก BA 
- ไฟตัดหมอกหน้า / ไฟเบรกดวงที่ 3 / ไล่ฝ้ากระจกหลัง
- เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ ELR ยึด 3 จุด 2 ที่นั่ง (พร้อมระบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ) + NR ยึด 2 จุด 1 ที่นั่ง
เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง เบาะแถวที่ 1-3 ยึด 2 จุด 3 ที่นั่ง
เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง เบาะแถวที่ 1-4 ยึด 2 จุด 4 ที่นั่ง
- ไฟเตือนน้ำมันหมด / เสียงเตือนเสียบกุญแจค้าง
- ไฟเตือนเปิดประตูค้าง / เสียงเตือนเปิดไฟหน้าค้าง
- ไฟเตือนรัดเข็มขัดนิรภัยคนขับ


  Nissan NV350 Urvan Minor Change มีให้เลือก 3 สีตัวถัง ได้แก่ ขาว ไวท์โซลิด, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์, สีเทา ดาร์ค เมทัล เกรย์ ตัดตัวเลือกเครื่องยนต์เบนซิน และเกียร์อัตโนมัติ วางจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือ รุ่นดีเซล เกียร์ธรรมดา ราคา 1,216,500 บาท (เพิ่มจากรุ่นเดิม 8,000 บาท)

ที่มา Nissan 

Toyota Alphard/Vellfire Minor Change ปรับโฉมหน้าใหม่พร้อมระบบความปลอดภัยที่ครบมากขึ้น

  ในวันคริสต์มาสที่ผ่านมาค่ายสามห่วง Toyota ประเทศญี่ปุ่นได้ทำการเปิดตัวรถ MPV ระดับหรูของค่ายอย่าง Toyota Alphard และ Vellfire Minor Change ที่ได้รับการปรับโฉมให้ดูสวยงามและหรูหรามากกว่าเดิม และยังมีการปรับปรุงขุมพลัง เพิ่มเติมระบบความปลอดภัยให้ครบครันขึ้นด้วย


  การเปลี่ยนแปลงหลักๆใน Alphard ก็จะมีการออกแบบโคมไฟหน้าทรงใหม่ กระจังหน้าที่ออกแบบให้ดูมีมิติมากขึ้น เส้นโครเมี่ยมบริเวณกันชนหน้าออกแบบให้ลากยาวเชื่อมไฟหน้า ในรุ่นที่สวมชุดแต่งรอบคันจะมากับเส้นโครเมี่ยมที่ลากมาตั้งแต่กรอบไฟตัดหมอกขนาดใหญ่จนทะลุไฟหน้าเลน ส่วนบริเวณด้านท้ายจะมากับโคมไฟท้ายที่ออกแบบรายละเอียดภายในโคมใหม่


  ส่วนใน Vellfire นั้นจะมีการออกแบบกระจังหน้าทรงใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมกินพื้นที่กันชนหน้า รวมทั้งกรอบไฟตัดหมอกทรงใหม่ที่ดูเฉียบคมมากขึ้น ส่วนในรุ่นที่สวมชุดแต่งรอบคันจะมีการออกแบบให้กรอบไฟตัดหมอกมีขนาดใหญ่โตและเชื่อมติดกับไฟหน้า ซึ่งทำให้รถดูมีรายละเอียดน่าสนใจมากขึ้น ในส่วนของด้านท้ายก็มีการออกแบบรายละเอียดโคมไฟท้ายใหม่เช่นเดียวกับ Alphard


ทั้ง Alphard และ Vellfire ใหม่จะมีล้ออัลลอยลายใหม่ตั้งแต่ขนาด 16-18 นิ้วมาให้เลือกด้วยเช่นกัน ส่วนภายในห้องโดยสารของทั้งคู่ยังคงดีไซน์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ได้มีการตกแต่งด้วยโทนสีเบาะใหม่ๆและลายไม้ฃโทนสีใหม่ๆซึ่งทำให้รถดูดีมากยิ่งขึ้น

  สำหรับขุมพลังก็ยังคงใช้ขุมพลังเดิม เริ่มต้นที่เครื่องยนต์เบนซิน 2GR-FKE ความจุ 3.5 ลิตร V6 ที่มีการปรับปรุงระบบหัวฉีดใหม่นิดหน่อย พละกำลังสูงสุด 301 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 361 นิวตัน-เมตรที่ 4,600-4,700 รอบ/นาที Toyota เคลมว่าประหยัดน้ำมันมากขึ้นว่าโดยมีอัตราสิ้นเปลืองในโหมด JC08 ของญี่ปุ่นที่ 10.4-10.6 กม./ลิตร จากเดิมราวๆ 9.5 กม./ลิตร ระบบส่งกำลังยังเปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดมาใช้ 8 สปีดแบบ Direct Shift อีกด้วย

  ส่วนขุมพลังอื่นๆก็ยังคงเดิม ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Dual VVT-i 4 สูบ พละกำลัง 182 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ตามด้วยรุ่น Hybrid ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน Atkinson ความจุ 2.5 ลิตร พละกำลัง 152 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 206 นิวตัน-เมตรที่ 4,400-4,800 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 141 แรงม้าและมอเตอร์ที่ด้านท้ายอีกขนาด 67 แรงม้า ซึ่งช่วยในการขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ 19.4 กม./ลิตร


  สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นได้มีการติดตั้งชุด Toyota Safety Sense เจเนเรชั่นที่ 2 ซึ่งมีมาให้เป็นมาตรฐานใน Alphard และ Vellfire "ทุกรุ่นย่อย" อันประกอบไปด้วย ระบบเตือนก่อนการชน Pre-Collision System ที่ตรวจจับได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน , ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนอัตโนมัติ Lane Tracing Assist , ระบบช่วยอ่านป้ายจราจร Road Sign Assist 

  Toyota Alphard และ Vellfire ใหม่มีราคาจำหน่ายดังนี้
- Alphard ราคา 3,354,480-7,358,040 เยน (ประมาณ 969,000-2,126,000 บาทไทย)
- Vellfire ราคา 3,692,520- 7,508,160 เยน (ประมาณ 1,007,000-2,169,000 บาทไทย)

  ส่วนชาวไทยนั้นก็รอผู้นำเข้าอิสระมาขายได้เลยครับ

ส่องภายใน All-New Mercedes-Benz A-Class ก่อนเปิดตัวต้นปีหน้า

  ใกล้ความจริงเข้าไปแล้วสำหรับการเปิดตัวรถแฮตซ์แบ็คคันงามจากค่ายดาวสามแฉกอย่าง Mercedes-Benz A-Class โฉมใหม่เจเนเรชั่นที่ 3 ซึ่งเมื่อเดืิอนที่ผ่านมาทางค่ายก็ได้ปล่อยภาพภายในห้องโดยสารออกมาให้สาวกได้ยลโฉมแล้ว จะเป็นอย่างไรก็ลองชมกันได้

  รูปลักษณ์ภายในของรถถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากรุ่นเดิมเลยก็ว่าได้ แต่แนวการออกแบบนั้นก็ยังคงได้แนวทางมาจาก Mercedes-Benz รุ่นปัจจุบันที่วางขายอยู่ ไม่ว่าจะเป็น E-Class และ S-Class โฉมล่าสุด ซึ่งจะมากับช่องแอร์ทรงกังหัน Turbine พวงมาลัยทรงใหม่ล่าสุดเหมือนใน CLS และที่ขาดไม่ได้เลยคือหน้าจอดิจิตอลแบบ 2 จอ เห็นชัดเลยว่าทางค่ายพยายามนำเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นในรถรุ่นใหญ่กว่ามาไว้ในรถเล็กอย่าง A-Class ด้วย

  สำหรับหน้าจอของ A-Class โฉมใหม่นั้นจะมีให้เลือก 3 แบบขึิ้นอยู่กับเกรดรุ่น สำหรับรุ่นล่างจะได้เป็นจอดิจิตอลขนาด 7 นิ้วทั้งหมด 2 จอ , รุ่นบนๆขึ้นไปจะได้มาตรวัดจอดิิจิตอลขนาด 7 นิ้วและหน้าจอตรงกลาง 10.25 นิ้ว และบนๆขึ้นไปอีกเลยคือจะได้จอขนาด 10.25 นิ้วทั้ง 2 จอ

  อีกหนึ่งฟังก์ชั่นความหรูหราและสะดวกสบายที่ยกมาใส่ใน A-Class โฉมล่าสุด ก็คือเบาะนั่งพร้อมฟังก์ชั่นปรับอุ่นและฟังก์ชั่นนวด , ไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบ LED ที่สามารถปรับได้ถึง 64 สี ซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราและบรรยากาศภายในที่ดูพิเศษมากขึ้น

  นอกจากนี้ทางค่ายดาวสามแฉกยังออกมาให้รายละเอียดว่า A-Class ใหม่จะมีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางมากขึ้นซึ่งสะดวกต่อผู้โดยสารและการขนกระเป๋าเดินทางมากกว่าเดิม โดยพื้นที่ช่วงไหล่  ข้อศอก  และช่วงหน้าอกเพิ่มขึ้น ความจุสัมภาระเพิ่มขึ้นอีก 29 ลิตรกลายเป็น 370 ลิตร พื้นที่เก็บของภายในห้องโดยสารยังมีขนาดใหญ่พอที่จะจุขวดขนาด 1.5 ลิตรหรือนิตยสารขนาดเท่า A4

ภาพจาก Motorauthority

   Mercedes-Benz A-Class โฉมใหม่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Geneva Motor Show 2018 ช่วงเดือนมีนาคมก่อนวางขายจริงราวๆกลางปีนี้ ส่วนเวอร์ชั่นซีดานก็น่าจะตามมาในภายหลังซึ่งก็จะมีดีไซน์ด้านท้ายที่แตกต่างออกไป

ที่มา Carscoops