วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.9 Toyota Camry ESPORT มีดีที่หน้าตาหล่อ ราคารับได้ แต่ภายในยังไม่ค่อยโดน!

   ท่ามกลางการแข่งขันของตลาด D-Segment อันร้อนระอุ ซึ่งเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า Honda Accord กลายเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะว่า Toyota Camry ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ มีหน้าตาที่ไม่ได้น่าสนใจมาก และอีกทั้งยังมีออปชั่นที่น้อยกว่า Accord หลายประการ หนำซ้ำยังมี Nissan Teana มาช่วยย่ำให้จมดินอีก แต่ด้วยความเป็นแบรนด์ Toyota ก็เลยยังรักษาตำแหน่งรองได้

    และพอ Toyota รู้ตัวดีว่า ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงสู้ไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นในรุ่น Minor Change ทางค่าย Toyota เลยจัดสรรออปชั่นต่างๆมาแบบเต็มๆกระหน่ำไม่มีกั๊กของจริงเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ และนั่นก็ทำให้ Toyota สามารถกลับมาชิงตำแหน่งจ่าฝูงของตลาดกลุ่มนี้ได้อีกครั้ง ก่อนที่ Accord Minor Change ตามมาไล่บี้ต่ออีกที

   แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่ค่อยพอใจกับหน้าตาของมัน โดยเฉพาะหลายคนที่บ่นกันว่าเหมือน Toyota Vios บ้างๆ ซึ่งความเห็นผมคือ มันก็ไม่ได้เหมือนเท่าไหร่ แต่พี่น้องร่วมค่ายเหมือนกันแล้วผิดตรงไหน ถ้าไม่คล้าย Vios จะให้ไปคล้าย Ford Ranger เหรอครับแหม่... 

   แน่นอนว่าก็มีอยู่บางคนที่ชอบหน้าตาและสไตล์ของเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในอเมริกามากกว่า ซึ่งในเวอร์ชั่นอเมริกาเป็นเวอร์ชั่นที่โคตร Big Minor Change ปรับโฉมครั้งใหญ่ที่เสมือนการเปลี่ยนโฉมกันเลยทีเดียว ต่างจากเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในไทย ที่ใช้โฆษณาคำว่า All-New เพื่อให้ลืมภาพลักษณ์เดิมๆก็เท่านั้น ซึ่งคนที่รู้เรื่องรถพอก็จะเข้าใจ คงไม่มาดราม่าไร้สาระว่า "หลอกลวงผู้บริโภคแน่นอน" อย่าลืมนะครับว่า Hyundai Elantra ปรับโฉมใหม่ ก็ใช้คำโปรโมทว่า "All-New Hyundai Elantra Sport" นะครับ

  ปรากฎว่าหนึ่งในประเทศที่จำหน่าย Toyota Camry โฉมเดียว (แต่คนละสเปค)กับอเมริกา หนึ่งในนั้นมีประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาใช้รถพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเราเลยครับ ฉะนั้นแล้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดก็ตาม แต่หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะเป็นการช่วย "ระบายสต็อค" รถในประเทศออสเตรเลียด้วย เพราะ พวกเขาจะปิดโรงงานรถหลายๆค่ายในช่วงปี 2016-2017 เมืองไทยเลยได้นำเข้า Toyota Camry โฉมหล่อๆจากอเมริกามาขายในไทย ภายใต้ชื่อว่า "Camry ESPORT" คนที่บ่นๆอยากให้มาก็ไปอุดหนุน ไปซื้อด้วยนะครับผม แฮะๆ

   คงไม่ต้องอารัมภบทให้เสียเวลาแล้ว มาเริ่มพูดถึงตัวรถกันเลยดีกว่าครับ...

   แน่นอนว่า Toyota Camry ESPORT นั้น สามารถอ้างอิงหน้าตาจากโฉมอเมริกาได้แทบจะทั้งหมด และแน่นอนว่าภายใต้โลโก้ ESPORT ไม่ใช่แค่การเอาโลโก้มาแปะ แล้วใส่ชุดแต่งเพิ่ม แต่คราวนี้มาในรูปแบบ "คนละตัวถัง" กับเวอร์ชั่นไทยกันเลยทีเดียว ต่างจากเมืองไทยตั้งแต่หน้าจรดท้ายเลยทีเดียว โดยหน้าตาของมันได้รับการออกแบบให้ดุดันกว่าเดิม ด้วยหน้าตาในสไตล์ Keen Look ตามแนวทางของ Toyota และหน้าตาที่ปราดเปรียวและดูมีความโค้งมนกว่า Camry เวอร์ชั่นไทยทำให้ใครๆหลายคนหลงรักมันได้ง่ายๆเลย 




ตำหนิข้อแรกที่หลายคนเริ่มเอือมระอาก็คือ ไฟหน้าของมัน ซึ่งเป็นไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ "ฮาโลเจน" พร้อมกับไฟ Daytime Running Lights บริเวณกันชนหน้ารถ ที่หลายคนเริ่มเห็นตรงนี้แล้ว คงจะคิดว่าทำไมไม่เป็นไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED ละ หรือไม่ก็ HID ก็ยังดี แต่สำหรับผมเองก็ไม่ได้สนตรงนี้มาก แต่ที่ยิ่งกว่าก็คือกระจกมองข้างของรถคันนี้ ต้อง "พับมือ" เก็บครับ ในขณะที่ Toyota Corolla Altis 1.6 G ปี 2010 ที่บ้านผมนั้น สามารถพับแบบไฟฟ้าได้แล้ว ซึ่งผมก็ได้คำตอบจากเรื่องนี้ว่า ถนนในต่างประเทศนั้นค่อนข้างกว้างกว่าบ้านเรา ที่จอดรถก็ค่อนข้างกว้างกว่า ดังนั้นอุปกรณ์นี้ไม่ค่อยจำเป็นสำหรับพวกเขา แต่ในเมืองไทย บางทีที่จอดคับแคบ แล้วต้องไปปรับกระจกมองข้าง ก็ดันลงจากรถไม่ได้อีก แถมบางทีก็ไม่อยากยื่นมือออกไปปรับอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนานาจิตตังครับ แล้วแต่ความคิด


เส้นสายด้านข้างยังคงคล้าย Camry โฉมไทยทุกประการ แต่การขึ้นรูปตัวถังนั้น การบุการเพิ่มมิติตัวถังนั้นเป็นคนละแบบเลย โดยเฉพาะประตูหลังที่ไม่สามารถก็มาใส่ในเวอร์ชั่นไทยได้เลย ซึ่งหลายคนอาจจะขัดใจกับประตูบานหลังบ้าง แต่ด้วยความที่ยังใช้โครงสร้างตัวถังเดิม มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ก็แม้เปลือกจะใหม่ แต่ก็เป็นโครงเดิม



ด้านท้ายของรถนั้น ได้รับการออกแบบให้สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวกับเวอร์ชั่นไทยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรูปลักษณ์ไฟท้ายก็ชวนให้นึกถึง Lexus ES อยู่บ้าง ซึ่งบางคนก็ชอบมัน หรือ ไม่ชอบก็มี อ้อ..และคันนี้ไม่มีแผงทับทิมด้านหลังบริเวณกันชนนะครับ นอกจากนี้ Toyota ยังติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายบริเวณฝาท้ายอีกด้วย



อีกจุดหนึ่งที่เวอร์ชั่นไทยไม่มี และก็เป็นสิ่งที่คนไทยถวิลหา นั่นก็คือ "หลังคาซันรูฟ" ที่ทั้ง Honda Accord และ Nissan Teana มีมาให้ ซึ่งใน ESPORT นั้นก็ติดตั้งมาให้ด้วยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเลย คราวนี้น่าจะสมใจคนที่อยากได้แล้วละ

สุดท้ายคือเรื่องล้ออัลลอย ซึ่งทาง Toyota จัดล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้วมาให้ แบบเดียวกับที่ Toyota Camry ในไทยใช้เป๊ะๆเลย ต้องบอกเลยว่า มันค่อนข้างขัดกับภาพลักษณ์ความสปอร์ตของตัวรถอย่างแรงเลย ซึ่งอันที่จริงแล้ว Toyota น่าจะเอาล้อขนาด 18 นิ้ว 5 ก้านสีดำ แบบในออสเตรเลียมาใส่ให้ก็ได้ แต่ทาง Toyota คงคิดว่า หลายคนที่ซื้อคงไม่คิดมากเรื่องนี้หรอก และก็คงจะเอาไปเปลี่ยนล้อกัน เลยไม่ใส่มาให้



   ทีนี้ เข้ามาสู่ภายในห้องโดยสารของรถนั้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนไทยหลายคนคงจะขัดใจไม่น้อย เพราะภายในนั้นมันไม่ได้สวยหรูแบบอเมริกาเลย แต่ยังคงเป็นภายในเวอร์ชั่นก่อนปรับโฉมของออสเตรเลีย มีสิ่งใหม่ที่เราเห็นก็คือ พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต มาตรวัด Optitron พร้อมจอ MID 4.2 นิ้ว ที่ชาร์จไร้สาย ซึ่งเหมือนกับไทยทุกประการ แม้ออปชั่นจะไม่ขี้เหร่นัก แต่ทว่าภายในนั้น กลับทำให้มันดู Look Cheap ไปหน่อย ไม่ค่อยสมกับความเป็น Camry โดยเฉพาะวัสดุลายคาร์บอนที่เอามาติดบนคอนโซลรถ และวัสดุบริเวณปุ่มสตาร์ท และปุ่มปรับแอร์ที่คล้ายๆของเวอร์ชั่นบ้านเราก่อนปรับโฉม และเป็นไฟสีเขียวอีก ซึ่งภายในห้องโดยสาร Camry 2.0 Extremo ที่ขายในไทยกลับดูดีกว่านี้เยอะมาก 




คอนโซลหน้าที่ออกแบบมาไม่ค่อยโดนใจนักเท่าไหร่ และวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วของ Toyota เอง ที่ทาง Toyota เอาหน้าจอมาติดเพิ่มเองทีหลัง ไม่ใช่จอแบบ Build-In แต่อย่างใด ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะว่า จอ Build-In ของ Camry ตัวนี้ มันจะติดตั้งระบบนำทางของประเทศออสเตรเลีย และคลื่นวิทยุของที่นั่น เลยต้องถอดจอออกแล้วใส่จอธรรมดา 7 นิ้วเข้าไป ก็เหมือนกับรถนำเข้าเกรย์มาร์เก็ตที่เอาเครื่องเล่น DVD มาติดทีหลังนั่นหละครับ


  เบาะนั่งของรถออกแบบให้เป็นสีทูโทนดำ-น้ำตาล ซึ่งทำให้เพิ่มความสปอร์ตได้มากพอสมควร ส่วนที่นั่งด้านหลังก็ยังคงนั่งสบายตามสไตล์ Camry เช่นเดิม สรุปคือภายในก็มีของเล่นให้ครบ ดูดีใช้ได้ แต่วัสดุต่างๆภายในรถ และการตกแต่งนั้น ของเมืองไทยจะทำได้ดีกว่ามาก ฉะนั้นใครที่ชอบคิดว่า ไทยทำรถกากๆ เปลี่ยนความคิดเสียเถิดนะครับ

    สำหรับขุมพลังนั้นใช้ขุมพลังแบบเดียวกับเมืองไทย แต่ต่างกันนิดหน่อย โดยมากับขุมพลังเบนซิน 2AR-FE Dual VVT-i 2.5 ลิตร มากับพละกำลัง 184 แรงม้า (มากกว่าไทย 3 ตัว) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที (มากกว่าไทย 4 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift

      สำหรับระบบความปลอดภัยก็จัดมาให้อย่างครบครัน อาจมีบางอย่างที่ไม่มีแบบในเวอร์ชั่นไทยบ้าง ซึ่งก็จะมี
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง BSM (Blind Spot Monitor)
- ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
- กล้องมองหลัง
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง 
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL
- โครงสร้าง GOA


   สำหรับค่าตัวของรถคันนี้ หลายคนคงคิดว่า ต้องไม่ต่ำกว่า 2 ล้านแน่ๆ ปรากฏว่า ด้วยอานิสงส์ของภาษี FTA (Free Trade Area) ของไทยกับมาเลเซีย 0% เลยทำให้มีราคาที่ถูกกว่าที่คิดว่า โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 1,639,000 บาท ซึ่งเพิ่มจากรุ่น 2.5 G 70,000 บาท ถือว่าสมเหตุสมผลและไม่ได้แพงอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่พิจารณาของแต่ละท่านครับ  

   สรุป...การมาถึงของ Toyota Camry ESPORT ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และก็ถือว่าเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับใครที่ชอบความแตกต่าง โดยตามข้อมูลที่ได้ยินมา Toyota จะนำเข้ามาขายเดือนละ 50-100 คันต่อเดือน ถือว่าเป็นการสกัดดาวรุ่งค่ายอื่นได้เป็นอย่างดีเลย แน่นอนด้วยหน้าตาของรถและอีกหลายๆอย่างที่น่าจะทำให้ใครๆหลายคนหลงรักมันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะสีแดงที่ดูสวยสะดุดตามาก แต่ภายใต้ความสวยงามภายนอก ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์แบบพอ อย่างเช่นภายในที่ไม่ค่อยหรูหราสมราคาเท่าไหรนัก กล้าบอกเลยว่าภายในกระบะ Hilux Revo ยังดูดีกว่านี้อีก แต่หลายคนถ้าชอบความดิบเถื่อนมีสไตล์ไม่เหมือนใครแบบนี้ รถคันนี้จะตอบโจทย์และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจครับ


มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

มาแล้ว! สเปกคร่าวๆของ All-New Toyota Fortuner เปิดตัวแน่วันที่ 16 กรกฎาคม

  เราได้นำเสนอกันไปแล้วกับ All-New Toyota Fortuner ที่ยืนยันแน่ชัดว่าจะใช้ชื่อเดิม และจะเปิดตัวในวันที่ 16 กรกฎาคมอย่างแน่นอนครับ ซึ่งก็น่าจะทำให้คนที่กำลังซื้อรุ่นเดิมหรือกำลังวางแผนซื้อรุ่นอื่นก็ต้องชะลอดูการเปิดตัวของโฉมใหม่ก่อนว่าจะเจ๋งพอหรือไม่

   มีภาพหลุดออกมาหลายภาพ แถมยังมีภาพแอบถ่ายระหว่างวิ่งทดสอบอีก ซึ่งก็เป็นกระแสให้ใครๆหันมาสนใจได้บ้างพอสมควร แต่สิ่งที่ใครๆก็อยากรู้ก็คือว่าสเปกต่างๆและราคาของมันจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

   ซึ่งล่าสุดทางเว็บไซด์ Headlightmag ก็ได้เปิดเผยข้อมูลสเปกคร่าวๆ อย่างไม่เป็นทางการของ All-New Toyota Fortuner ใหม่ออกมาแล้ว ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ถูกเรียบเรียงโดย User ที่ชื่อว่า Moo Cnoe ซึ่งรายการออปชั่นและข้อมูลเบื้องต้นก็จะมีดังนี้ครับ

  โดย All-New Toyota Fortuner ใหม่ จะมีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ 2.4 G M/T 4x2 , 2.4 V A/T 4x2 , 2.7 V A/T 4x2 , 2.8 V A/T 4x2 และ 2.8 V A/T 4x4 

  ซึ่งออปชั่นต่างๆนั้นจะได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ปุ่มสตาร์ท พร้อมกุญแจ Smart Entry ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (ยกเว้นรุ่น 2.4 G M/T 4x2) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉิน ESS ฝาท้ายเปิดปิดท้ายระบบไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ (ยกเว้นรุ่น 2.4 G M/T 4x2) 

ซึ่งออปชั่นทั้งหมดนี้ เป็นออปชั่นคร่าวๆ อาจจะมีเพิ่มเติมนอกจากนี้อีกก็ได้ครับ ส่วนราคายังไม่มีข้อมูลนะครับ ฉะนั้นรอชมข้อมูลกันต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก Headlightmag
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หลุดเต็มตาอีกครั้งกับ Toyota Land Cruiser Minor Change

 เมื่อนานมาแล้ว มีภาพหลุดของ Toyota Land Cruiser Minor Change ที่ดูเหมือนเป็นภาพกราฟิคจากนิตยสารที่ยังไม่ค่อยใกล้เคียงของจริงมากนัก แต่ล่าสุดไม่นานมานี้ จู่ๆก็มีภาพแอบถ่ายเจ้า Land Cruiser ตัวใหม่แบบคันจริงๆมาได้แล้ว

   ซึ่งจาก Intragram ของ User รายหนึ่งจากแถบตะวันออกกลาง ชื่อ @hamad1two3 ก็ได้โพสต์ภาพของ Toyota Land Cruiser Minor Change คันสีน้ำตาลที่แอบถ่ายมาได้ลงใน Instragram ของเขา ซึ่งทำให้เห็นหน้าตากันแบบชัดเจนเลยละครับ 

  ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้ต่างจากรูปที่หลุดมาก่อนหน้านี้ คันจริงแต่ก็ดูลงตัวกว่าภาพสเกตซ์มาก  โดยมันจะมากับไฟหน้าชุดใหม่ พร้อมกระจังหน้าที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่และดูหรูหราแข็งแกร่งกว่าเดิมและยังทำให้ชุดกระจังหน้ามีแถบเชื่อมติดกับไฟหน้าอีกด้วย ออกแบบกันชนหน้าให้ดูเกรงขามกว่าเดิม
ส่วนด้านท้ายก็ได้ออกแบบรายละเอียดไฟท้ายใหม่ให้ดูทันสมัยกว่าเดิม โดยรวมก็น่าจะถูกใจใครๆหลายคนมากขึ้น

   ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์ต่างๆยังไม่มีข้อมูล คาดว่าอีกไม่กี่เดือน ก็น่าจะเผยโฉมให้เห็นกันครับ 

ที่มา Carscoops
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Nissan X-Trail Hybrid มาไทยแน่ๆปลายปีนี้ ส่วน NP300 Navara PPV มาแน่ปีหน้า

  ตลาดรถยนต์เมืองไทยยังคงมีอะไรน่าสนใจทุกปี นอกจากตลาดกระบะที่การแข่งขันเดือดมากในปีนี้และตลาดกลุ่ม SUV Based On Pick-Up หรือPPV ที่มีความร้อนแรงไม่แพ้กัน แต่ถ้าอยากได้อะไรที่น่าจะดูพรีเมียมกว่า อยากขับแบบนุ่มๆก็คงต้องมาหารถอเนกประสงค์ SUV ทั่วๆไป

   และที่จะมากล่าวถึงตอนนี้ ซึ่งจะเป็นข่าวความคืบหน้าล่าสุดของรถใหม่ๆจากค่าย Nissan ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ใครๆหลายคนแน่นอน และที่จะมากล่าวถึงก็คือ Nissan X-Trail Hybrid ที่เปิดตัวในญี่ปุ่นไปแล้วสักพักใหญ่ๆ ซึ่งก็ได้ข่าวมาว่า Nissan จะเอา X-Trail Hybrid เข้ามาขายในไทยด้วย 

   ซึ่งรูปโฉมภายนอกมีการเปลี่ยนแปลงแค่บางจุด ไล่ตั้งแต่หลอดไฟหน้ารถสีฟ้า ไฟตัดหมอกแบบ LED เปลี่ยนชายล่างกันชนหน้าใหม่ แปะโลโก้ด้านข้างและด้านท้ายเพิ่มความต่างจากตัวปกติ ส่วนภายในห้องโดยสารไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

    ในด้านงานวิศวกรรมถือว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงใต้พื้นตัวถังให้ถูกตามหลักอากาศพลศาสตร์ ติดตั้งยางความต้านทานต่ำภายในรถติดตั้งหน้าจอมิเตอร์แสดงผลการทำงานของระบบ Hybrid นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบเบรกอัตโนมัติเพื่อป้องกันชนรถคันหน้าให้เป็น อุปกรณ์
มาตรฐานอีกด้วย

      สำหรับขุมพลังนั้น เจ้าคันนี้ได้รับการติดตั้งขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร MR20DD ที่มีการตัดต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยคลัตช์แบบคู่ขนาน 2 ตัว (Intelligent Dual Clutch Control) ซึ่งมีคลัตช์ 1 ตัวสำหรับส่งถ่ายกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งขุมพลังนี้สามารถสร้างแรงบิดได้ดีกว่าเครื่อง 2.5 โดยมากับพละกำลัง 147 แรงม้าที่6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 207 นิวตัน-เมตร ที่ 4,400 รอบต่อนาที ผนวกกับกับมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส RM31 พละกำลัง 41 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 160 นิวตัน-เมตร ไม่มีตัวเลขขุมพลังรวมทั้งระบบ ส่งกำลังด้วยเกียร์ Xtronic CVT พร้อม Shift Step แบบรุ่นปกติ

   อัตรา สิ้นเปลืองของ Nissan X-Trail Hybrid ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้ออยู่ที่ 20.6 กม./ลิตร ประหยัดกว่ารุ่น 2.0 ธรรมดาที่มีอัตราสิ้นเปลือง 16.4 กม./ลิตร 

การเปิดตัวในเมืองไทย มีการคาดการณ์ว่าน่าจะเปิดตัวภายในปลายปีนี้ครับ

   และอีกคันหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคงให้ความสนใจเช่นกัน ก็คือ Nissan NP300 Navara ที่จะมาในเวอร์ชั่น SUV หรือ PPV ของบ้านเรานั่นเอง ซึ่งตอนแรกก็คิดว่า Nissan จะไม่ทำออกมาเสียแล้ว แต่ไปๆมาๆ Nissan ได้เดินหน้าพัฒนารถจวนจะเสร็จกันเสียแล้วครับ
 

   ซึ่งแนวการออกแบบ เราก็ยังไม่ทราบว่าจะมาแนวไหน แต่อย่างไรก็ตามก็มีเว็บไซด์ชื่อดังของมาเลเซียลองตัดต่อและมโนภาพเล่นๆมาให้เราชมครับ และเรื่องเครื่องยนต์คงไม่ต้องเดาให้ยาก เพราะคงจะมากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร  ที่ Nissan NP300 Navara ใช้อยู่แน่นอนครับ 

   ส่วนการเปิดตัวนั้น ตอนแรกก็ได้ยินว่าจะเปิดตัวก่อนสิ้นปีนี้ แต่ก็ได้ยินมาอีกเหมือนกันว่าภายในองค์กรมีเรื่องทะเลาะหรือขัดใจกันอะไรซักอย่าง เลยส่งผลให้การเปิดตัวต้องเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า ฉะนั้นแล้วเราคงจะได้เห็น Nissan NP300 Navara PPV ในราคาที่ตั้งภายใต้ภาษีใหม่ 2559 แน่นอน

   จบตรงนี้แล้ว คงจะมีใครบางคนถามแน่นอนว่า แล้วทำไมไม่ทำ Nissan X-Trail Diesel ละ เหตุผลก็คือว่าในเมื่อ Nissan ก็มี NP300 Navara PPV ซึ่งวางเครื่องยนต์ดีเซลอยู่แล้ว เลยไม่จำเป็นต้องทำ X-Trail Diesel ถึงแม้บางคนอาจจะบอกว่ามันไม่แย่งตลาดกันหรอก แต่เชื่อเถอะครับว่า ถ้าเกิด Nissan ทำ X-Trail Diesel แล้วราคาแพง ก็บ่นกันอีก สุดท้ายก็ต้องมาหา NP300 Navara PPV ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง เอาเป็นว่ารอชมต่อไปครับ
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

All-New Toyota Fortuner ยืนยันใช้ชื่อเดิม เปิดตัวแน่นอนวันที่ "16 กรกฎาคม" นี้

  การเปิดตัวของ Toyota Hilux Revo นั้น แม้ว่าจะมีคนติดตามและให้ความสนใจกันมากมาย แต่ด้วยการตั้งราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้หลายคนที่กำลังคิดจะซื้อ ต้องกลับไปตั้งหลักคิดพิจารณากันใหม่ และรอคอยการเปิดตัวของกระบะรุ่นอื่นๆ บวกกับสภาพแวดล้อมต่างๆตอนนี้ ที่ทำให้หลายคนยังไม่คิดจะซื้อรถกัน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกผลิตภัณฑ์ที่น่าจะมาช่วยกู้หน้าให้กับ Toyota ได้ หลังจากที่ Hilux Revo ไม่เปรี้ยงตามหวัง นั่นก็คือ Toyota Fortuner ใหม่

   หลายคนคงคิดว่า Toyota Hilux Revo เปลี่ยนชื่อแล้ว Fortuner ก็ต้องเปลี่ยนสิ...แต่คำตอบคือ ไม่เปลี่ยนครับ ยังคงใช้ชื่อ Fortuner เหมือนเดิม ในเมื่อชื่อ Fortuner มันก็ดีอยู่แล้ว น่าจะติดหูใครๆหลายคน ครั้นจะเปลี่ยนก็คงไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออะไร ชื่อ Hilux Revo อย่างน้อยมันก็มีคำว่า Hilux ให้จดจำ ส่วนการเปลี่ยนจาก Vigo เป็น Revo มันก็ไม่มีผลอะไร ตอนนี้น่าจะติดหูหลายคนแล้ว ส่วน Fortuner สำหรับผมแล้ว ใช้ชื่อนี้หละครับดีแล้ว

   และกำหนดการเปิดตัวของ All-New Toyota Fortuner ก็ยืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะทำการเปิดตัวในวันที่ 16 กรกฎาคมแน่ๆครับ และจะให้ลูกค้าที่สัมผัสและทดลองขับกันได้ตั้งแต่วันที่ 17-19 กรกฎาคมที่โชว์รูม Toyota ทั่วประเทศแน่นอน ซึ่งหลายท่านน่าจะเห็นแล้วว่าตามโชว์รูม Toyota หลายโชว์รูมก็ได้ประกาศกันแล้ว

ภาพจาก Headlightmag


   และล่าสุดก็มีภาพหลุดด้านข้างออกมาให้ได้เห็นกัน ซึ่งก็ทำให้เราได้เห็นแนวการออกแบบ ซึ่งก็ยืนยันชัดเจนแล้วว่า Toyota Fortuner โฉมใหม่ก็นำแนวการออกแบบจากรถหรูอย่าง Lexus เข้ามาใส่ในตัวรถทั้งหน้าตาและเส้นสายกันเลยทีเดียว ซึ่งก็น่าจะยกระดับความแตกต่างระหว่าง Hilux Revo และ Fortuner ได้ชัดเจนกว่าเดิมมาก

   สำหรับขุมพลังก็ไม่ต้องเดาเลยว่า มันจะใช้ขุมพลังดีเซล  GD ขนาด 2.4 และ 2.8 ลิตร และเครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร Dual VVT-i ใหม่ ซึ่งก็น่าจะมีระบบส่งกำลังให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 สปีด ส่วนระบบความปลอดภัยเชื่อว่าน่าจะมากกว่า Revo แน่นอน และหวังว่า Toyota อาจจะยกชุดระบบความปลอดภัยจาก Camry มาใส่ก็เป็นได้ครับ

   ฉะนั้นก็ตามดูให้ดีในวันที่ 16 กรกฎาคมครับ ส่วนราคายังไม่ทราบ ต้องรอการเปิดตัวและราคาออกมาเสียก่อนครับ
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Ford เปิดสายการผลิต Ford Ranger ใหม่เรียบร้อยแล้ว! กลางเดือนกรกฎาคมเจอกันแน่นอน

 Ford พร้อมเดินหน้าและเอาจริงกับตลาดกระบะเต็มที่ อย่างไม่สนใจใยดีค่ายไหนเลยว่าจะงัดไม้ตายท่าไหนมาสู้ และตอนนี้ Ford ก็พร้อมลุยกับกระบะ Ranger Minor Change ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ๆให้กับกระบะเมืองไทยอีกแน่นอน และไม่น่าจะทำให้ใครๆที่รอเก้อมานานต้องผืดหวังแน่ๆ

         Ford Motor Company เปิดสายการผลิตของ Ford Ranger ใหม่ ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง และอัจฉริยะยิ่งขึ้น พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถปิกอัพ ด้วยการผสานสมรรถนะที่เป็นเลิศและรูปลักษณ์ที่ดุดัน โดยเปิดการผลิตอย่างเป็นทางการ ณ โรงงาน ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย หรือ AAT จังหวัดระยอง
      


  ด้วยชื่อเสียงอันยาวนานของปิกอัพเรนเจอร์ Ranger และความเชี่ยวชาญของฟอร์ดทั่วโลก ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของรถปิกอัพ ด้วยการผสานสมรรถนะที่เหนือชั้นเข้ากับการดีไซน์ที่ล้ำสมัย และยังล้ำหน้าเหนือใครด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยมากมาย
     
       
Ford Ranger ใหม่ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดัน แข็งแกร่ง ที่จะสะกดสายตาทุกคู่เมื่ออยู่บนท้องถนน ห้องโดยสารภายใน มอบความสะดวกสบาย หรูหรา ทันสมัย พร้อมมอบความโฉบเฉี่ยวด้วยการออกแบบเส้นสายตามแนวขวางเพื่อให้ความรู้สึกที่ โอ่อ่าและกว้างขวางยิ่งขึ้น
     
      
Ford Ranger ใหม่ มาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม โดยได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมมาให้สามารถรับมือกับการเดินทางบนทุกพื้นผิว ได้อย่างง่ายดาย พร้อมท้าทายทุกอุปสรรค ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถติดต่อ สื่อสารได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 2 ซึ่งเป็นระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในตัวรถรุ่นล่าสุด
     
       ในการฉลองการเปิดสายการผลิตดังกล่าว มีผู้บริหารของฟอร์ด ได้แก่ มร. เคนเน็ท มินิลลีย์ ผู้อำนวยการ ด้านการผลิต ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก (ซ้ายหน้า) มร. มาร์ค คอฟแมน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน (กลางหน้า) และ มร. เทรเวอร์ เนกัส (ขวาหน้า) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย เข้าร่วมฉลองกับพนักงานของ เอเอที
     
       โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย จะเป็นฐานการผลิต
Ford Ranger ใหม่ เพื่อส่งออกไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชีย แฟซิฟิก ซึ่งในประเทศไทยจะเปิดตัว Ford Ranger ใหม่ ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้แน่นอนครับ รอชมได้เลย... 
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

All-New Chevrolet Camaro Convertible มัสเซิลคาร์สุดหล่อลำใหม่เวอร์ชั่นเปิดประทุนมาแล้ว

 หลังจากการเผยโฉมของ Chevrolet Camaro โฉมใหม่เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผ่านมา 1 เดือนกว่าๆ ทาง GM ไม่รอช้าที่จะเผยโฉมหน้าของ Chevrolet Camaro Convertible เวอร์ชั่นเปิดหลังคารับลมของมัสเซิลคาร์คันเก่งของพวกเขานั่นเองครับ

  ไม่ต้องบรรยายเรื่องหน้าตามากเพราะไม่ต่างจากตัวคูเป้ แต่ตัดหลังคาเหล็กใส่หลังคาผ้าใบแทน ซึ่งเป็นหลังคาผ้าใบที่ใช้ระบบไฮดรอลิคพร้อมหุ้มด้วยผ้าหลายชั้น ซึ่งมีช่องระบายความร้อนบริเวณฝาครอบที่เก็บหลังคาด้านหลัง ซึ่งพับเก็บง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยหลังคารถสามารถพับเก็บได้ด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยระยะไกลด้วยกุญแจ และสามารถเปิด-ปิดได้ด้วยขณะขับรถด้วยความเร็วที่ 48 กม./ชม.
  เช่นเดียวกับรุ่นคูเป้ Chevrolet Camaro Convertible ใหม่ ก็สามารถลดน้ำหนักจากรุ่นที่แล้วได้ 91 กก. ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้วัสดุน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงกับตัวรถ

  จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ Camaro ได้รับการพัฒนาตัวรถให้ดีขึ้นกว่าเดิมมากไม่เว้นแม้แต่รุ่นเปิดประทุน และยังมากับการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม เรื่องนี้ Al Oppenheiser หัวหน้าวิศวกรของรถรุ่นนี้ ได้บอกว่า ลูกค้าของพวกเขาจะประทับใจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนกับรถเปิดประทุน 4 ที่นั่งคันงามรุ่นนี้แน่นอน

   โดยขุมพลังนั้นก็ยกมาจากรุ่นคูเป้แทบทั้งหมดเลย เริ่มด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบชาร์จ ซึ่งมากับพละกำลัง 270 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่มากับอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 30 ไมล์/แกลลอน (10.67 กม./ลิตร) ถ้าอยากได้แรงอีกก็มาเล่นเครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตร V6 ที่มากับพละกำลัง 335 แรงม้า พร้อมแรงบิด 385 นิวตัน-เมตร หรือถ้าใครอยากได้แรงจัดก็ไปเล่นตัว SS ซึ่งมากับเครื่องยนต์เบนซินความจุ 6.2 ลิตร V8 ที่มากับพละกำลัง 455 แรงม้า และแรงบิด 617 นิวตัน-เมตร ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อม Paddle Shift 

   Chevrolet Camaro Convertible จะเริ่มวางขายอย่างเป็นทางการช่วงปีหน้า ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยว่าเกรย์มาร์เก็ตในไทยจะสั่งเข้ามาขายแน่นอนครับ 

 ที่มา Carscoops
 
มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

Like Box