วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.9 Toyota Camry ESPORT มีดีที่หน้าตาหล่อ ราคารับได้ แต่ภายในยังไม่ค่อยโดน!

   ท่ามกลางการแข่งขันของตลาด D-Segment อันร้อนระอุ ซึ่งเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า Honda Accord กลายเป็นผู้นำในกลุ่มนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะว่า Toyota Camry ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ มีหน้าตาที่ไม่ได้น่าสนใจมาก และอีกทั้งยังมีออปชั่นที่น้อยกว่า Accord หลายประการ หนำซ้ำยังมี Nissan Teana มาช่วยย่ำให้จมดินอีก แต่ด้วยความเป็นแบรนด์ Toyota ก็เลยยังรักษาตำแหน่งรองได้

    และพอ Toyota รู้ตัวดีว่า ปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปคงสู้ไม่ได้แน่นอน ฉะนั้นในรุ่น Minor Change ทางค่าย Toyota เลยจัดสรรออปชั่นต่างๆมาแบบเต็มๆกระหน่ำไม่มีกั๊กของจริงเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ และนั่นก็ทำให้ Toyota สามารถกลับมาชิงตำแหน่งจ่าฝูงของตลาดกลุ่มนี้ได้อีกครั้ง ก่อนที่ Accord Minor Change ตามมาไล่บี้ต่ออีกที

   แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายคนที่ยังไม่ค่อยพอใจกับหน้าตาของมัน โดยเฉพาะหลายคนที่บ่นกันว่าเหมือน Toyota Vios บ้างๆ ซึ่งความเห็นผมคือ มันก็ไม่ได้เหมือนเท่าไหร่ แต่พี่น้องร่วมค่ายเหมือนกันแล้วผิดตรงไหน ถ้าไม่คล้าย Vios จะให้ไปคล้าย Ford Ranger เหรอครับแหม่... 

   แน่นอนว่าก็มีอยู่บางคนที่ชอบหน้าตาและสไตล์ของเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในอเมริกามากกว่า ซึ่งในเวอร์ชั่นอเมริกาเป็นเวอร์ชั่นที่โคตร Big Minor Change ปรับโฉมครั้งใหญ่ที่เสมือนการเปลี่ยนโฉมกันเลยทีเดียว ต่างจากเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในไทย ที่ใช้โฆษณาคำว่า All-New เพื่อให้ลืมภาพลักษณ์เดิมๆก็เท่านั้น ซึ่งคนที่รู้เรื่องรถพอก็จะเข้าใจ คงไม่มาดราม่าไร้สาระว่า "หลอกลวงผู้บริโภคแน่นอน" อย่าลืมนะครับว่า Hyundai Elantra ปรับโฉมใหม่ ก็ใช้คำโปรโมทว่า "All-New Hyundai Elantra Sport" นะครับ

  ปรากฎว่าหนึ่งในประเทศที่จำหน่าย Toyota Camry โฉมเดียว (แต่คนละสเปค)กับอเมริกา หนึ่งในนั้นมีประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพวกเขาใช้รถพวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเราเลยครับ ฉะนั้นแล้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดก็ตาม แต่หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะเป็นการช่วย "ระบายสต็อค" รถในประเทศออสเตรเลียด้วย เพราะ พวกเขาจะปิดโรงงานรถหลายๆค่ายในช่วงปี 2016-2017 เมืองไทยเลยได้นำเข้า Toyota Camry โฉมหล่อๆจากอเมริกามาขายในไทย ภายใต้ชื่อว่า "Camry ESPORT" คนที่บ่นๆอยากให้มาก็ไปอุดหนุน ไปซื้อด้วยนะครับผม แฮะๆ

   คงไม่ต้องอารัมภบทให้เสียเวลาแล้ว มาเริ่มพูดถึงตัวรถกันเลยดีกว่าครับ...

   แน่นอนว่า Toyota Camry ESPORT นั้น สามารถอ้างอิงหน้าตาจากโฉมอเมริกาได้แทบจะทั้งหมด และแน่นอนว่าภายใต้โลโก้ ESPORT ไม่ใช่แค่การเอาโลโก้มาแปะ แล้วใส่ชุดแต่งเพิ่ม แต่คราวนี้มาในรูปแบบ "คนละตัวถัง" กับเวอร์ชั่นไทยกันเลยทีเดียว ต่างจากเมืองไทยตั้งแต่หน้าจรดท้ายเลยทีเดียว โดยหน้าตาของมันได้รับการออกแบบให้ดุดันกว่าเดิม ด้วยหน้าตาในสไตล์ Keen Look ตามแนวทางของ Toyota และหน้าตาที่ปราดเปรียวและดูมีความโค้งมนกว่า Camry เวอร์ชั่นไทยทำให้ใครๆหลายคนหลงรักมันได้ง่ายๆเลย 




ตำหนิข้อแรกที่หลายคนเริ่มเอือมระอาก็คือ ไฟหน้าของมัน ซึ่งเป็นไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ "ฮาโลเจน" พร้อมกับไฟ Daytime Running Lights บริเวณกันชนหน้ารถ ที่หลายคนเริ่มเห็นตรงนี้แล้ว คงจะคิดว่าทำไมไม่เป็นไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED ละ หรือไม่ก็ HID ก็ยังดี แต่สำหรับผมเองก็ไม่ได้สนตรงนี้มาก แต่ที่ยิ่งกว่าก็คือกระจกมองข้างของรถคันนี้ ต้อง "พับมือ" เก็บครับ ในขณะที่ Toyota Corolla Altis 1.6 G ปี 2010 ที่บ้านผมนั้น สามารถพับแบบไฟฟ้าได้แล้ว ซึ่งผมก็ได้คำตอบจากเรื่องนี้ว่า ถนนในต่างประเทศนั้นค่อนข้างกว้างกว่าบ้านเรา ที่จอดรถก็ค่อนข้างกว้างกว่า ดังนั้นอุปกรณ์นี้ไม่ค่อยจำเป็นสำหรับพวกเขา แต่ในเมืองไทย บางทีที่จอดคับแคบ แล้วต้องไปปรับกระจกมองข้าง ก็ดันลงจากรถไม่ได้อีก แถมบางทีก็ไม่อยากยื่นมือออกไปปรับอีก ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนานาจิตตังครับ แล้วแต่ความคิด


เส้นสายด้านข้างยังคงคล้าย Camry โฉมไทยทุกประการ แต่การขึ้นรูปตัวถังนั้น การบุการเพิ่มมิติตัวถังนั้นเป็นคนละแบบเลย โดยเฉพาะประตูหลังที่ไม่สามารถก็มาใส่ในเวอร์ชั่นไทยได้เลย ซึ่งหลายคนอาจจะขัดใจกับประตูบานหลังบ้าง แต่ด้วยความที่ยังใช้โครงสร้างตัวถังเดิม มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ก็แม้เปลือกจะใหม่ แต่ก็เป็นโครงเดิม



ด้านท้ายของรถนั้น ได้รับการออกแบบให้สปอร์ตและโฉบเฉี่ยวกับเวอร์ชั่นไทยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรูปลักษณ์ไฟท้ายก็ชวนให้นึกถึง Lexus ES อยู่บ้าง ซึ่งบางคนก็ชอบมัน หรือ ไม่ชอบก็มี อ้อ..และคันนี้ไม่มีแผงทับทิมด้านหลังบริเวณกันชนนะครับ นอกจากนี้ Toyota ยังติดตั้งสปอยเลอร์ท้ายบริเวณฝาท้ายอีกด้วย



อีกจุดหนึ่งที่เวอร์ชั่นไทยไม่มี และก็เป็นสิ่งที่คนไทยถวิลหา นั่นก็คือ "หลังคาซันรูฟ" ที่ทั้ง Honda Accord และ Nissan Teana มีมาให้ ซึ่งใน ESPORT นั้นก็ติดตั้งมาให้ด้วยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเลย คราวนี้น่าจะสมใจคนที่อยากได้แล้วละ

สุดท้ายคือเรื่องล้ออัลลอย ซึ่งทาง Toyota จัดล้ออัลลอยขอบ 17 นิ้วมาให้ แบบเดียวกับที่ Toyota Camry ในไทยใช้เป๊ะๆเลย ต้องบอกเลยว่า มันค่อนข้างขัดกับภาพลักษณ์ความสปอร์ตของตัวรถอย่างแรงเลย ซึ่งอันที่จริงแล้ว Toyota น่าจะเอาล้อขนาด 18 นิ้ว 5 ก้านสีดำ แบบในออสเตรเลียมาใส่ให้ก็ได้ แต่ทาง Toyota คงคิดว่า หลายคนที่ซื้อคงไม่คิดมากเรื่องนี้หรอก และก็คงจะเอาไปเปลี่ยนล้อกัน เลยไม่ใส่มาให้



   ทีนี้ เข้ามาสู่ภายในห้องโดยสารของรถนั้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนไทยหลายคนคงจะขัดใจไม่น้อย เพราะภายในนั้นมันไม่ได้สวยหรูแบบอเมริกาเลย แต่ยังคงเป็นภายในเวอร์ชั่นก่อนปรับโฉมของออสเตรเลีย มีสิ่งใหม่ที่เราเห็นก็คือ พวงมาลัย 3 ก้านแบบสปอร์ต มาตรวัด Optitron พร้อมจอ MID 4.2 นิ้ว ที่ชาร์จไร้สาย ซึ่งเหมือนกับไทยทุกประการ แม้ออปชั่นจะไม่ขี้เหร่นัก แต่ทว่าภายในนั้น กลับทำให้มันดู Look Cheap ไปหน่อย ไม่ค่อยสมกับความเป็น Camry โดยเฉพาะวัสดุลายคาร์บอนที่เอามาติดบนคอนโซลรถ และวัสดุบริเวณปุ่มสตาร์ท และปุ่มปรับแอร์ที่คล้ายๆของเวอร์ชั่นบ้านเราก่อนปรับโฉม และเป็นไฟสีเขียวอีก ซึ่งภายในห้องโดยสาร Camry 2.0 Extremo ที่ขายในไทยกลับดูดีกว่านี้เยอะมาก 




คอนโซลหน้าที่ออกแบบมาไม่ค่อยโดนใจนักเท่าไหร่ และวิทยุหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วของ Toyota เอง ที่ทาง Toyota เอาหน้าจอมาติดเพิ่มเองทีหลัง ไม่ใช่จอแบบ Build-In แต่อย่างใด ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะว่า จอ Build-In ของ Camry ตัวนี้ มันจะติดตั้งระบบนำทางของประเทศออสเตรเลีย และคลื่นวิทยุของที่นั่น เลยต้องถอดจอออกแล้วใส่จอธรรมดา 7 นิ้วเข้าไป ก็เหมือนกับรถนำเข้าเกรย์มาร์เก็ตที่เอาเครื่องเล่น DVD มาติดทีหลังนั่นหละครับ


  เบาะนั่งของรถออกแบบให้เป็นสีทูโทนดำ-น้ำตาล ซึ่งทำให้เพิ่มความสปอร์ตได้มากพอสมควร ส่วนที่นั่งด้านหลังก็ยังคงนั่งสบายตามสไตล์ Camry เช่นเดิม สรุปคือภายในก็มีของเล่นให้ครบ ดูดีใช้ได้ แต่วัสดุต่างๆภายในรถ และการตกแต่งนั้น ของเมืองไทยจะทำได้ดีกว่ามาก ฉะนั้นใครที่ชอบคิดว่า ไทยทำรถกากๆ เปลี่ยนความคิดเสียเถิดนะครับ

    สำหรับขุมพลังนั้นใช้ขุมพลังแบบเดียวกับเมืองไทย แต่ต่างกันนิดหน่อย โดยมากับขุมพลังเบนซิน 2AR-FE Dual VVT-i 2.5 ลิตร มากับพละกำลัง 184 แรงม้า (มากกว่าไทย 3 ตัว) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 นิวตัน-เมตรที่ 4,100 รอบ/นาที (มากกว่าไทย 4 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequantial Shift

      สำหรับระบบความปลอดภัยก็จัดมาให้อย่างครบครัน อาจมีบางอย่างที่ไม่มีแบบในเวอร์ชั่นไทยบ้าง ซึ่งก็จะมี
- ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง BSM (Blind Spot Monitor)
- ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
- กล้องมองหลัง
- ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง 
- เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL
- โครงสร้าง GOA


   สำหรับค่าตัวของรถคันนี้ หลายคนคงคิดว่า ต้องไม่ต่ำกว่า 2 ล้านแน่ๆ ปรากฏว่า ด้วยอานิสงส์ของภาษี FTA (Free Trade Area) ของไทยกับมาเลเซีย 0% เลยทำให้มีราคาที่ถูกกว่าที่คิดว่า โดยมีราคาค่าตัวอยู่ที่ 1,639,000 บาท ซึ่งเพิ่มจากรุ่น 2.5 G 70,000 บาท ถือว่าสมเหตุสมผลและไม่ได้แพงอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่พิจารณาของแต่ละท่านครับ  

   สรุป...การมาถึงของ Toyota Camry ESPORT ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี และก็ถือว่าเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับใครที่ชอบความแตกต่าง โดยตามข้อมูลที่ได้ยินมา Toyota จะนำเข้ามาขายเดือนละ 50-100 คันต่อเดือน ถือว่าเป็นการสกัดดาวรุ่งค่ายอื่นได้เป็นอย่างดีเลย แน่นอนด้วยหน้าตาของรถและอีกหลายๆอย่างที่น่าจะทำให้ใครๆหลายคนหลงรักมันได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะสีแดงที่ดูสวยสะดุดตามาก แต่ภายใต้ความสวยงามภายนอก ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์แบบพอ อย่างเช่นภายในที่ไม่ค่อยหรูหราสมราคาเท่าไหรนัก กล้าบอกเลยว่าภายในกระบะ Hilux Revo ยังดูดีกว่านี้อีก แต่หลายคนถ้าชอบความดิบเถื่อนมีสไตล์ไม่เหมือนใครแบบนี้ รถคันนี้จะตอบโจทย์และเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจครับ


มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย 
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น