วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.14 Mazda CX-3 อาวุธร้ายแรงใหม่ที่มีดีเกินขนาดตัวรถ

  ตลาดรถกลุ่มอเนกประสงค์ที่กำลังเติบโตขึ้นในทุกๆวัน โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดซับคอมแพกต์ SUV ซึ่งตอนนี้มีจ่าฝูงคือ Honda HR-V ที่ขายดีเทน้ำเทท่าจนจะเอาไปถมที่ถมทะเลได้อยู่แล้ว แม้แต่ Nissan Juke รวมทั้ง Ford Ecosport ยอดขายรวมกันยังสู้เจ้าอาวุธร้ายจาก Honda คันนี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้บัลลังก์รถกลุ่มนี้ต้องสะเทือนกันอีกรอบ เพราะ Mazda ได้ปล่อยอาวุธร้ายลูกใหม่ออกมาเขย่าตลาดกลุ่มตลาด B-SUV ออกมาแล้ว อาวุธร้ายที่ว่าก็คือ Mazda CX-3 นั่นเอง

   และตั้งแต่การเผยโฉมครั้งแรกในโลกเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าหลายคนที่เห็นหน้าตาต่างชื่นชมในความสวยงามของรถคันนี้ (อันที่จริงก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ แต่ชอบมีมากกว่า) โดยเฉพาะชาวไทยหลายคนที่อยากให้รถรุ่นนี้เข้ามาขายในไทย ซึ่งก่อนหน้านี้สื่อหลายเจ้าต่างคาดการณ์ว่า รถรุ่นนี้น่าจะเปิดตัวในไทยภายในช่วงปี 2016 อย่างไรข่าวสารกำหนดการต่างๆสามารถเปลี่ยนแปลงหรือพลิกผันได้ตามเวลาและโอกาส กลับกลายเป็นว่า Mazda CX-3 สามารถเปิดตัวเก็บยอดขายทันก่อนสิ้นปีได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้บริโภคที่จะได้มีตัวเลือกในตลาดรถกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอีก 1 รุ่น

  ต้องบอกก่อนเลยว่า Mazda Thailand ถือว่าประสบความสำเร็จกับเทคโนโลยี SkyActiv มาแล้วหลายรุ่นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การเปิดตัว Mazda CX-5 ต่อด้วย Mazda 3 ตามด้วย Mazda 2 และล่าสุดกับ Mazda CX-3 ถือเป็นการเปิดตัวรถที่ใช้เทคโนโลยี SkyActiv ลำดับที่ 4 ในเมืองไทย แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่โดดเด่นเท่าค่ายอื่น แต่ด้วยรถของ Maza แต่ละรุ่นที่เห็นวิ่งกันเต็มถนน ก็สามารถรับประกันถึงความดีของค่ายนี้ได้อยู่พอตัว

   ก่อนอื่นมาเริ่มดูที่ภายนอกของรถก่อนเลย แนวการออกแบบของรถนั้นยังคงไว้ซึ่งแนว Kodo Design อันเป็นเอกลักษณ์การออกแบบของค่าย Mazda ซึ่งบางคนมองแล้วคิดว่าอาจจะน่าเบื่อ เพราะว่า Mazda ทำรถหน้าตาแนวนี้มาหลายรุ่นแล้ว แต่สำหรับผมแล้วไม่คิดเช่นนั้น เพราะถือว่าเป็น Theme การออกแบบของพวกเขา ลองไปดูค่ายยุโรปอย่าง Audi ผมคิดว่าหนักกว่านี้อีกครับ

   ไฟหน้าของรุ่น 2.0 E และ 2.0 C จะได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน นอกนั้นขึ้นไปจะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights อีกทั้งยังมีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และไฟหน้าปรับระดับอัตโนมัติติดตั้งมาให้ด้วย


  เส้นสายด้านข้าง เมื่อมองผ่านๆแล้ว ลืมไปได้เลยว่า รถคันนี้มีพื้นฐานมาจาก Mazda 2 ซึ่งเมื่อตกแต่งตัวรถรอบคันให้ดูสมบุกสมบันขึ้นและยกตัวถังให้สูงกว่าเดิมนิดหน่อย ก็มองข้ามเรื่องความเป็น Mazda 2 ยกสูงได้โดยง่ายดาย

   ด้านท้ายของรถนั้นออกแบบให้สอดรับกับด้านหน้าของรถ ไฟท้ายทรงสวยงามซึ่งเป็นแบบ LED ทุกรุ่น  ถ้าสังเกตดีๆ รูปทรงไฟท้ายนั้นจะอิงกับ Mazda 2 Sedan ซึ่งดูคล้ายกันพอสมควร และยังมีฉลามด้านหลังบริเวณหลังคา ทำให้ภาพรวมภายนอกรถดูดีมาก

   ล้ออัลลอยของรถจะมี 2 ขนาดด้วยกัน ในรุ่น 2.0 E และ 2.0 C จะได้ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วแบบ 5 ก้านคู่ ส่วนรุ่น 2.0 S ขึ้นไปจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วปัดเงาแบบ 5 ก้านคู่ ซึ่งทั้งสองลายนั้นก็ดูจะเข้ากับตัวรถเลยครับ

   ภายในห้องโดยสารนั้น หลายคนคงคุ้นตา ใช่เลยครับ คอนโซลหน้าของรถยกออกมาจาก Mazda 2 กันทั้งดุ้นเลยทีเดียว ซึ่งบางคนอาจจะขัดใจว่าทำไมภายในรถระดับ 8 แสน-1 ล้านกว่าๆ ต้องใช้ภายในของ B-Segment คันละ 5 แสนต้นๆ-7 แสนปลายๆด้วย แต่สำหรับผมไม่ได้คิดมากกับภายใน เพราะ Mazda ออกแบบภายใน Mazda 2 ได้สวยอยู่แล้ว และเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่จะซื้อก็ไม่คิดเรื่องนี้เช่นกัน

   ในรุ่นเริ่มต้น 2.0 E จะได้เข็มวัดความเร็วแบบอนาล็อก ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา กรอบช่องแอร์สีแดง วิทยุแบบธรรมดา และทาง Mazda ยังหุ้มหนังบริเวณคอนโซลหน้าด้วยตะเข็บสีเงิน ซึ่งทำให้ยกระดับความหรูและสร้างความแตกต่างให้กับ Mazda CX-3 กับ Mazda 2 ได้

   ส่วนรุ่น 2.0 C เป็นต้นไปจะได้หน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุม คอนโซลหน้าหุ้มหนังเย็บตะเข็บสีแดง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ หุ้มแผงประตูด้วยหนังสีแดงดำสลับกัน มาตรวัดแบบดิจิตอลและจอ Active Driving Display จะมีให้ตั้งแต่รุ่น 2.0 S และตั้งแต่รุ่น 2.0 S ขึ้นไปจะได้กรอบช่องแอร์แบบสีเงินวาว หุ้มแผงประตูด้วยหนังสีดำสลับกับหนังกลับสีดำ โดยในรูปจะเป็นรูปของรุ่น 1.5 XDL เครื่องดีเซล ตัวท็อปสุดครับ

   เข้ามาภายในเราจะได้เห็นพวงมาลัยทรงคุ้นตาที่ใช้ร่วมกันตั้งแต่ Mazda CX-5,Mazda 3,Mazda 2 จนมาถึง Mazda 2 ใครที่คาดหวังระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control บอกเลยว่าไม่มีมาให้ครับ

   ระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถก็ไม่ได้ต่างจาก Mazda รุ่นอื่นๆที่ผ่านมา โดยในรุ่น 2.0 E จะเป็นวิทยุเล่น CD ธรรมดา ส่วนตั้งแต่รุ่น 2.0 E ขึ้นไปจะได้หน้าจอสัมผัสพร้อมปุ่มควบคุมคล้ายๆ i-Drive ของ BMWซึ่งตัวจอก็ยังคงเป็นชุดเดียวกับ Mazda 3 และ Mazda 2 โดยติดตั้งระบบเชื่อมต่อสารพัดของพวกเขานามว่า MZD Connect ซึ่งงานใช้งานต่างๆไม่ได้ใช้ยาก หากเรียนรู้และใช้บ่อยๆ ยังไงก็ใช้เป็นแน่นอน

   การตกแต่งในห้องโดยสารที่ดูหรูหราและสวยงามนั้นยังคงมีให้เห็นใน Mazda CX-3 เหมือนเช่น Mazda ทุกรุ่นที่ผ่านมา หลังจากที่ประทับใจในคุณภาพของวัสดุและการประกอบของ Mazda 3 และ Mazda 2 มาแล้ว จนมาถึง Mazda CX-3 ก็ยังรักษามาตรฐานเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ต้องชื่นชม

   และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือแผงประตูด้านข้างของรถ โดยเฉพาะตั้งแต่รุ่น 2.0 S ขึ้นไปจะเป็นแผงประตูหุ้มหนังสีแดงตัดกับหนังกลับสีดำ ซึ่งมองแล้วรู้สึกดูดีและสวยงามมากตามสไตล์ค่าย Mazda ให้ความรู้สึกเป็นรถหรูแบบยุโรปกันเลยทีเดียว

   มาดูที่ด้านหลังของห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งหลังจากที่ผมลองไปนั่งด้านหลังก็ไม่ได้ดูคับแคบอย่างที่คิด เมื่อลองไปนั่งด้านหลังกัน้องลูกเพจอีก 2 คน ซึ่งตัวผมเองก็มีรูปร่างที่ท้วม และน้องสมาชิกอีกคนที่หุ่นกำลังดี และน้องอีกคนที่ร่างท้วมเช่นกัน เมื่อลองไปนั่งด้านหลังก็สรุปเลยว่า ไม่ได้คับแคบอย่างที่หลายคนคิด อาจจะเบียดกันนิดหน่อย นั่งนานๆไปอาจจะเมื่อยบ้างอะไรบ้าง แต่ถ้าจะให้ล้วงกระเป๋ากางเกงอาจจะลำบากเล็กน้อย สรุปคือด้านหลังนั้นก็เพียงพอที่จะให้สาวๆหุ่นเป๊ะทั้ง 3 คนเข้าไปนั่งด้านหลังได้โดยไม่รู้สึกเบียด

   สำหรับขุมพลังทางเลือกของ Mazda CX-3 นั้นก็จะมีอยู่ 2 แบบให้เราเลือกกัน ได้แก่
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร SkyActiv-G แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว มากับพละกำลัง 156 แรงม้าที่ 156 แรงม้าที่ 1,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตรที่ 2,800 รอบ/นาที สามารถรองรับเชื้อเพลิง E85 ได้

- เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร SkyActiv-D เทอร์โบแปรผัน 4 สูบ 16 วาล์ว มากับพละกำลัง 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,500 รอบ/นาที

ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SKYACTIVE-DRIVE อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมแมนนวลโหมด Active Matic ทุกรุ่นย่อยจะติดตั้งระบบ i-Stop ที่จะตัดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะจอดนิ่ง ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้น หลักการก็คล้ายๆระบบ Start-Stop แต่ก็มีบางคนที่ไม่ค่อยชอบระบบนี้เหมือนกัน เพราะอาจจะรำคาญเวลารถดับไปเอง แต่ถ้าไม่อยากใช้ระบบ i-Stop มี Trick จากพนักงานขายท่านหนึ่งแนะนำว่าให้ปรับระดับอุณหภูมิให้เย็นสุด ระบบ i-Stop จะไม่ทำงาน ซึ่งอ้างอิงจากรถที่มีระบบ i-Stop

   สำหรับระบบความปลอดภัยของรถนั้น ทาง Mazda ก็ไม่ละเลยที่จะให้ระบบความปลอดภัยทั้งแบบช่วยเหลือและป้องกันมาให้ครบถ้วน ซึ่งเมื่อลองดูคร่าวๆแล้ว แล้วเอาไปเทียบกับคู่แข่งในตลาดถือว่า Mazda ให้ระบบความปลอดภัยที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน 
ทุกรุ่นย่อยจะได้ระบบความปลอดภัย ดังนี้
- ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
- ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS
- ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA
- ระบบควบคุมเกียร์ AAS
- เซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังและกล้องมองหลัง (รุ่น 2.0 S ขึ้นไป)

ส่วนในรุ่น 2.0 SP และ 1.5 XDL จะได้ระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม ดังนี้
- ระบบปรับไฟหน้าสูงอัตโนมัติ HBC
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA
- ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ SCBS

   สำหรับ Mazda CX-3 นั้นแบ่งการจำหน่ายเป็น 5 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งราคาของรถนั้นจะเป็นราคาของปี 2016 ที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้ว ฉะนั้นปีหน้าก็จะเป็นราคานี้ ซึ่งสอดคล้องกับการส่งมอบรถที่จะส่งมอบกันแบบจริงๆจังในปีหน้า ส่วนปีนี้ใครได้ก่อนก็โชคดีไป

- รุ่น 2.0 E ราคา  835,000 บาท รุ่นพื้นฐาน ไม่มีไฟตัดหมอก ได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ล้ออัลลอยขอบ 16 นิ้ว ภายในได้วิทยุธรรมดา ระบบความปลอดภัยครบถ้วน 

- รุ่น 2.0 C ราคา 910,000 บาท สิ่งที่เพิ่มเติมคือไฟตัดหมอก ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ หน้าจอวิทยุแบบสัมผัส 7 นิ้วพร้อมปุ่มควบคุมตรงกลาง ตกแต่งภายในให้หรูขึ้นจากตัวเริ่มต้นอีกนิด

- รุ่น 2.0 S ราคา 975,000 บาท เพิ่มเติมคือไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และกล้องมองหลัง รวมทั้งระบบนำทาง

- รุ่น 2.0 SP ราคา 1,045,000 บาท ราคาที่เพิ่มขึ้นจาก 2.0 S นั้น ก็คือแพ็คเกจระบบความปลอดภัยที่มีมาให้ครบถ้วน ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งเจ้าตลาดตอนนี้ ถือว่า Win ในเรื่องระบบความปลอดภัย รวมทั้งราคาที่ถูกกว่าแล้ว (รายนั้นขึ้นราคาตัวท็อปเกือบ 1.1 ล้าน)

- รุ่น 1.5 XDL ราคา 1,155,000 บาท รุ่นท็อปสุดของ CX-3 ซึ่งเป็นเครื่องดีเซลที่มีต้นทุนการพัฒนาสูง เป็นผลให้ราคาโดดออกมาจากรุ่นเบนซินมาก ซึ่ง ณ จุดๆนี้อยากจะขอติตรงๆเลยว่า โคตรแพง เชื่อว่าหลายคนก็อยากได้รุ่นเครื่องดีเซล แต่เมื่อเห็นค่าตัวเท่านี้ บางคนอาจจะถอย หรือกลับไปตั้งหลักใหม่ บางคนอาจจะถึงกับบ่นว่า "ราคาแบบนี้ จอดสวยๆไว้ที่โชว์รูมเถอะ" เอาจริงๆครับ ต้องเป็นคนที่อยากได้และยอมจ่ายจริงๆ ถึงจะเลือกเล่นเครื่องดีเซล

   สรุป...ถือว่าเป็นการเปิดตัวส่งท้ายปีได้อย่างงดงาม สำหรับ Mazda CX-3 ที่ประสบความสำเร็จแล้วกับการเปิดตัวรถอเนกประสงค์ที่หลายคนรอคอย ต้องขอชื่นชมในการทำการบ้านมาของ Mazda ทำให้หลายคนที่รอคอยไม่ผิดหวังกับการรอคอยเลย ด้วยออปชั่นและระบบความปลอดภัยหลายอย่างที่มีมากกว่าคู่แข่งในตลาด รวมทั้งหน้าตาของรถที่ออกมาสวยตามสไตล์ Mazda ซึ่งไม่ต้องห่วงอยู่แล้ว และยังมาในราคาที่รับได้(สำหรับรุ่นเบนซิน) ทำให้ตัวรถมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก และเชื่อว่ายอดจองทั่วประเทศตอนนี้อาจจะเกินพันคันแล้วก็เป็นได้

   อย่างไรก็ตาม เห็นผมชมมาเกือบจะทุกย่อหน้า ก็ยังมีข้อติเตียนสำหรับรถรุ่นนี้เช่นกัน เพื่อจะได้ให้ใครหลายคนไม่หาว่าผมอวยเกินไป ซึ่งข้อตำหนิต่อไปนี้เป็นข้อติ และเป็นสิ่งที่อยากให้เพิ่มเติม

- เรื่องออปชั่นบางอย่าง เช่น กล้องมองหลัง กับ ระบบนำทาง ซึ่ง Mazda ควรจะติดตั้งให้กับทุกรุ่นที่มีจอได้แล้ว ไม่ใช่กั๊กไว้สำหรับรุ่นบนๆเท่านั้น ค่ายอื่นๆรุ่นไหนที่ใส่จอเขาก็ใส่กล้องมองหลังมาให้ด้วย อันที่จริงเรื่องแบบนี้ไม่น่างกเลย

- Cruise Control บางคนอาจมองว่าไม่จำเป็น เพราะไม่ได้ใช้ อย่างไรก็ตาม ในรถราคาระดับล้านแบบนี้ น่าจะติดตั้ง Cruise Control มาให้ได้แล้ว ไม่ใช่แค่ CX-3 อยากให้ติดให้ Mazda 3 ด้วย

- ราคาค่าตัวของเครื่องดีเซลที่แพงเกินไป ซึ่งที่จริงแล้วราคาในหัวผมก็คือ 1,099,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามก็คิดว่าน่าจะขายได้เหมือนเดิม

   นอกนั้นไม่มีอะไรจะติแล้ว ถือว่ารถดีหมดทุกประการครับ และเราคาดว่าด้วยคุณสมบัติความดีของ CX-3 ทั้งหมดทั้งมวลนี้น่าจะช่วยให้ยอดขายทะยานขึ้นสู่เบอร์รองในตลาดได้ไม่ยาก และอาจจะเป็นอันดับ 1 ในอนาคตก็ได้ ใครจะไปรู้

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น