วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

First Meeting EP.15 MG5 ภาคต่อของความสำเร็จจากค่ายน้องใหม่

   ตลาดรถในกลุ่ม B-Segment อาจจะไม่ได้หวือหวามากนักในปีนี้ เพราะไฮไลต์เจ๋งๆดันไปอยู่กับกลุ่มตลาดรถกระบะและรถอเนกประสงค์ PPV ทั้งหมด เพราะเป็นปีที่กระบะและ PPV รุ่นใหม่เปิดตัวเป็นจำนวนมาก จนทำให้กลบราศีของตลาดกลุ่มอื่นเลย แต่อย่างน้อยตลาดรถ B-Segment ก็ยังมีการแข่งขันที่สนุกๆให้เราได้ติดตามกัน

  ซึ่งที่กำลังจะพูดถึงก็คือค่าย MG ที่ซึ่งช่วงแรกนั้นมีแต่คนก่นด่ากับ MG6 ที่ตั้งราคามาแพงแสนแพงกับการเปิดตลาดครั้งแรกจนกลายเป็นบทเรียนสำคัญของค่าย ซึ่งทำให้พวกเขาได้นำไปปรับปรุง จากนั้นแล้วทาง MG ก็ส่งหมัดเด็ดอย่าง MG3 ลงตลาด พร้อมเกมการตลาดใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ด้วยการตั้งราคาที่ถูกกว่า Eco Car บางรุ่น จนตอนนี้เห็นวิ่งบนถนนไปทั่ว และตอนนี้ MG กำลังจะสานต่อความสำเร็จด้วยรถรุ่นใหม่ของพวกเขานั่นก็คือ MG5 นั่นเอง

   MG5 คือภาคต่อความสำเร็จจาก MG3 ที่ตอนนี้เริ่มมีความนิยมมากขึ้น ด้วยยอดขายเดือนล่าสุดที่สามารถแซงรถในตลาดหลักอย่าง Ford Fiesta ได้ ที่แซงได้เพราะมาจากตัวรถล้วนๆที่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเลือกเป็นเจ้าของ อย่างเช่น การที่มีระบบความปลอดภัยครบถ้วน อีกทั้งยังตั้งราคาตบหน้า Eco car บางค่าย ด้วยราคาค่าตัว 475,000-595,000 บาท ถือว่าถูกมากๆ ในรถเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรคันนี้ เหมาะสำหรับใครๆหลายคนที่ชอบความต่าง และความสำเร็จนี้ก็กำลังต่อยอดมาถึง MG5 นั่นเอง ซึ่งรถรุ่นใหม่คันนี้จะสร้างปรากฏการณ์แบบ MG3 ได้หรือไม่ก็ต้องรอชมกันต่อไป

  มาเริ่มดูกันที่ภายนอกของรถ ด้วยขนาดตัวถังที่มีความยาว 4,612 มม. กว้าง 1,804 มม. และสูง 1,488 มม. มาพร้อมกับฐานล้อยาว 2,650 มม. สมมติเมื่อลองเทียบกับ C-Segment อย่าง Toyota Corolla Altis ที่มีความยาว 4,620 มม. กว้าง 1,775 มม. สูง 1,465 มม. ฐานล้อยาว 2,700 มม. ทำให้ตัวรถคันนี้มีขนาดที่ใกล้เคียงรถระดับ C-Segment กันเลยทีเดียว ทั้งๆที่ถูกวางให้แข่งขันในกลุ่ม B-Segment เท่านั้น ถือเป็นความได้เปรียบด้านขนาดเลยก็ว่าได้

   หน้าตาของรถยังคงเป็นไปตามแนวทางเดียวกับ MG รุ่นใหม่ๆ คือจะมากับหน้าตาที่ดูดุดันและดูสวยงาม ซึ่ง MG5 คันนี้ก็ยังคงสานต่อเจตนารมณ์การออกแบบเช่นนี้เหมือนเดิม หน้าตาของรถจะมาแนว MG6 แต่จะมีความเหลี่ยมสันของด้านหน้ามากกว่ารุ่นพี่ อาจทำให้ดูเชยนิดหน่อย แต่มองนานๆไปกลายเป็นรถที่ดูดีใช้ได้

   ทุกรุ่นจะได้ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ส่วนไฟส่องสว่าง Daytime Running Lights ยังคงมาแนวเดียวกับ MG รุ่นอื่นๆ คือ เอาไปติดตั้งตรงบริเวณไฟตัดหมอก ซึ่งจะมีให้ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบเท่านั้น ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดาจะเป็นไฟตัดหมอกเหมือนเดิม

   เส้นสายด้านข้างของตัวรถหวนให้นึกถึงซีดานหรูอย่าง Nissan Teana แต่ก็ไม่ได้คล้ายไปเสียทั้งหมด ด้วยความที่ตัวรถถูกออกแบบเส้นสายให้มีความปราดเปรียวและดูสปอร์ตด้วยการทำแนวหลังคาบริเวณเสา C ที่ดูโน้มเอียง ทำให้รถคันนี้มากับภาพลักษณ์แนว Sedan Coupe และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือด้านท้ายของรถที่ออกแบบไฟท้ายให้ลากยาวตั้งแต่ด้านซ้ายยันด้านขวา ออกแบบภายในโคมให้ดูทันสมัย ถือเป็นอีกจุดเด่นที่สามารถสะกดสายตาแก่ผู้พบเห็นได้

อีกหนึ่งอย่างที่จะสามารถแยกออกระหว่างรุ่นธรรมดากับเทอร์โบก็คือ คิ้วโครเมียมด้านท้ายกับปลายท่อไอเสียแบบสปอร์ตที่จะติดตั้งให้ในรุ่นเทอร์โบเท่านั้น

และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ หลังคาแบบซันรูฟ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่คู่แข่งแต่ละค่ายไม่ได้ติดตั้งมาให้ มีเพียง MG5 และ MG3 เท่านั้นที่ติดตั้งหลังคาแบบซันรูฟมาให้เป็นออปชั่นเสริม

   สำหรับล้ออัลลอยของรถ รุ่นล่างสุด 1.5L D จะได้ล้อแบบกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบล้อขนาด 15 นิ้ว นอกนั้นตั้งแต่รุ่น 1.5L X Sunroof จะได้ล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ขนาด 16 นิ้วแบบในรูปครับ


   เข้ามาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง ซึ่งแนวการออกแบบนั้นไม่ได้ดูขี้เหร่กว่าค่ายไหนๆเลย มีจุดเด่นคือภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและยังมีระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ครบครันตั้งแต่รุ่นย่อยล่างสุดยันรุ่นท็อปกันเลยทีเดียว

พวงมาลัยทรงแปลกตา แต่ความแปลกนี่หละคือความอินดี้ที่ไม่เหมือนใคร มีรูปทรงที่ดูสปอร์ตและจับถนัดมือ มาตรวัดของรถนั้นถือว่าทำได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆ เพราะมีตัวหนังสือที่ค่อนข้างอ่านง่ายและชัดเจน ระดับตัวหนังสือพอดี ต่างจาก MG6 ที่มากับมาตรวัดที่โคตรอ่านยาก แต่สำหรับ MG5 ถือว่าสอบผ่าน

แนวการออกแบบบริเวณคอนโซลตรงกลางทำให้แอบนึกถึงแนวการออกแบบของ Hyundai อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมาคิด การจัดวางปุ่มต่างๆถือว่าทำได้ค่อนข้างเรียบร้อยและดูดีแบบรถยุโรป ด้านระบบปรับอากาศของรถเป็นแบบปรับมือหมุนธรรมดา ไม่มีฮีตเตอร์ ก็ไม่น่าใช่ปัญหาอะไรมากเท่าไหร่

ไล่ลงมาถึงหัวเกียร์ซึ่งยังคงมากับสไตล์คุ้นตา นั่นคือยกชุดตัวเกียร์มาจาก MG6 นั่นเอง แต่ระบบคนละระบบกันนะครับผม ฐานเกียร์ก็มาแนวเรียบง่ายดูดีเข้ากับตัวเกียร์ได้เป็นอย่างดี

ว่าด้วยเรื่องระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถ ซึ่งทาง MG ได้จัดเต็มด้วยการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับการเล่นวิทยุ  FM AM MP3 ไม่สามารถเล่น CD DVD ได้ รองรับการเชื่อมต่อ USB AUX พร้อมระบบนำทาง และยังรองรับแอพลิเคชัน InKanet ของทางค่าย ซึ่งทั้งหมดนี้มีมาให้ทุกรุ่นย่อย การใช้งานนั้นก็ไม่ยากเท่าไหร่ เรียนรู้ไม่นานก็น่าจะเข้าใจการใช้งานได้

การตกแต่งโทนสีภายในห้องโดยสาร สำหรับรุ่นธรรมดาจะได้เป็นสีดำทุกรุ่น ส่วนในรุ่นเทอร์โบท่านสามารถเลือกได้ว่าจะเอาสีเบจหรือสีดำ แล้วแต่ความชอบ วัสดุและการตกแต่งภายในรถถือว่าทำได้ไม่เลว ใครที่อคติว่าเป็นรถจีนวัสดุกากๆ จงคิดใหม่เสีย เพราะ มันมีดีเกินที่จะเทียบ Proton หรือ Tata อันนี้ไม่ได้อวย แต่สัมผัสมาแล้วความรู้สึกมันตอบมาแบบนั้นจริงๆ

และจุดขายของรถคันนี้เลยก็คือ พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ที่โคตรกว้างกว่า B-Segment คู่แข่งในตลาดเป็นไหนๆ ซึ่งถือว่าเป็นห้องโดยสารด้านหลังที่นั่งสบายที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด ซึ่งความได้เปรียบเรื่องขนาดตัวถังนั้นส่งผลมาถึงภายในห้องโดยสารนั่นเอง ตัวผมสูง 172 ซม. รูปร่างท้วมๆ ถือว่าเอาอยู่ และชอบกับความกว้างสบายในห้องโดยสาร สบายกว่า Honda City 2009 ที่บ้านเสียอีก

   สำหรับขุมพลังของรถนั้นมีให้เลือก 2 แบบด้วยกัน เริ่มต้นที่เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH มากับพละกำลัง 106 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อมโหมด Sport / โหมด Manual

แต่ถ้าใครอยากได้ขุมพลังที่แรงกว่านี้ก็มาเล่นในรุ่น Turbo ที่มากับขุมพลังรหัสเดียวกัน โดยเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo VTi-TECH มากับพละกำลัง 129 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตรที่ 2,000-4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมโหมด Sport / โหมด Manual

   ด้านระบบความปลอดภัยของนั้นถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เพราะทางค่าย MG ได้ใส่ระบบความปลอดภัยให้กับ MG5 ที่เยอะมาก ซึ่งรายการระบบความปลอดภัยต่อไปนี้ถือเป็นระบบความปลอดภัยที่ MG ติดตั้งใน MG5 ทุกรุ่นย่อย
- ระบบเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก EBA
- ระบบควบคุมการทรงตัว SCS
- ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อลดเกียร์ต่ำอย่างฉับพลัน MSR
- ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS
- ระบบตรวจสอบความผิดปกติแรงดันลมยาง ITPMS
- โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (FULL SPACE FRAME)
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า
- กล้องมองหลัง
- สัญญาณเตือนกะระยะถอยหลัง

 MG5 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ซึ่งก็จะมีออปชั่นบางอย่างที่ต่างกัน
- รุ่น 1.5L D ราคา 629,000 บาท รุ่นเครื่องยนต์แบบธรรมดา ภายนอกจะได้ไฟตัดหมอกธรรมดา ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ล้อกระทะขนาด 15 นิ้วพร้อมฝาครอบล้อ ภายในห้องโดยสารจัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัสพร้อมระบบนำทาง อัดแน่นระบบความปลอดภัยตามที่กล่าวไว้ข้างบนตั้งแต่รุ่นล่างเลย ถ้าใครไม่ชอบความแรง รุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

- รุ่น 1.5L X Sunroof ราคา 679,000 บาท เพิ่มเติมจากรุ่น 1.5L D คือได้ไฟ Daytime Running Lights ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมหลังคาแบบซันรูฟ

- รุ่น Turbo 1.5L D ราคา 699,000 บาท เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจหากใครไม่สนใจหลังคา Sunroof ภายนอกได้ไฟตัดหมอก ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารจัดเต็ม พร้อมระบบความปลอดภัยครับ ถือว่าจบแล้ว สำหรับใครที่ไม่สนใจหลังคาซันรูฟ

- รุ่น Turbo 1.5L X Sunroof ราคา 739,000 บาท ออปชั่นจัดเต็มที่สุด และยังคงคุ้มราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดทั้งหลาย ได้ออปชั่นทุกอย่างครบครันกันเลยทีเดียว

ราคาที่กล่าวมานี้ถือเป็นราคาที่อยู่ในช่วงเปิดตัวและเป็นราคาสำหรับปีนี้เท่านั้น ในปีหน้าที่จะมีการใช้อัตราภาษีใหม่ ทาง MG จะขึ้นราคาทุกรุ่น 20,000 บาท โดยค่าตัวสำหรับปี 2016 มีดังนี้ครับ
- รุ่น 1.5L D ราคา 649,000 บาท
- รุ่น 1.5L X Sunroof ราคา 699,000 บาท
- รุ่น Turbo 1.5L D ราคา 719,000 บาท
- รุ่น Turbo 1.5L X Sunroof ราคา 759,000 บาท

เห็นมีแต่สิ่งดีๆที่เราบอกกันมากมาย ทีนี้ผมจะขอบอกในสิ่งที่อยากให้ MG5 คันนี้ปรับปรุงให้โดนใจมากขึ้นกว่าเดิม
- อยากให้ออกแบบด้านหน้ารถให้มีโค้งๆมนๆกว่านี้นิดหน่อย โดยเฉพาะบริเวณกันชนที่ค่อนข้างดูเรียบไปนิด
- ใส่ไฟ Daytime Running Lights ลงในตัวโคมไฟเลย ส่วนไฟตัดหมอกก็ยังติดตั้งให้เหมือนเดิม
- ออกแบบพวงมาลัยให้ดูดีกว่าเดิม เพราะความประทับใจแรกในห้องโดยสารต้องมองพวงมาลัยแน่นอน

   สรุป...MG ยังคงทำการบ้านมาดีอีกครั้งในการเปิดตัวรถคันใหม่ของพวกเขาอย่าง MG5 ซึ่งมีความได้เปรียบบรรดาคู่แข่งในเรื่องขนาดตัวรถที่ค่อนข้างใหญ่กว่าใครในตลาด ถือเป็นอีกจุดขายที่น่าประทับใจมาก และที่ชอบก็คือการใส่ระบบอินโฟเทนเมนต์ในรถอย่างจอสัมผัสพร้อมระบบนำทางให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นจนไปถึงรุ่นท็อป และที่สำคัญทาง MG ก็ยังคงไม่ละเลยเรื่องระบบความปลอดภัยด้วยการจัดเต็มระบบความปลอดภัยมาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นยันรุ่นท็อปเช่นกัน และเมื่อเทียบกับราคาที่ตั้งมานั้นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ค่อนข้างคุ้มค่า เมื่อเทียบกับบางค่ายที่ซึ่งยังใช้เครื่องเกียร์เก่า และระบบความปลอดภัยไม่มากเท่า แต่กลับมีราคาที่ห่างกัน เทียบกับ MG ที่ออปชั่นมากกว่า ทำให้ MG ดูคุ้มราคามาก ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าจะประสบความสำเร็จของค่าย MG ก็เหลือเพียงแค่ศูนย์บริการเท่านั้นทีกำลังจะขยายตัวเพิ่มขึ้น และน่าจะรองรับยอดขายได้เพิ่มขึ้น

ซึ่งยังไงเราก็มารอดูกันครับว่า MG5 จะกอบโกยยอดขายให้กับค่ายรถน้องใหม่ได้มากแค่ไหน เพราะยังไง MG ยังไม่จบกับการเปิดตัวรถแค่นี้แน่นอน ปีหน้ายังมีรถ SUV อย่าง MG GS อีก เรามาคอยเอาใจสู้แบรนด์นี้ให้เติบโตในตลาดกันครับ

 มาร่วมพูดคุยกันสนุกๆเรื่องรถยนต์ประดุจเพื่อนข้างกาย
พร้อมเกาะติดข่าวการเปิดตัวรถใหม่กันแบบฉับไว
กดไลค์แฟนเพจของ Cars New Update ด้านล่างได้เลยครับ!!!

   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น